สุจรรยา สุนทรพรเจริญ
ที่มาhttp://www.thanonline.com/index.php?option
โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่ต่างยกให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของเออีซี การฉกฉวยโอกาส เพื่อเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุด จึงเป็นสิ่งสำคัญ การก้าวย่างของกลุ่มเซ็นทรัลในวันนี้ จึงเริ่มขึ้น ภายใต้โรดแมปเดียวกัน
++ ชี้ทิศศก.โลกหันสู่อาเซียน
นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า การเติบโตของโลกในปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยน ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสของอาเซียน แต่ภาพรวมของสหรัฐอเมริกา เริ่มขยับดีขึ้นอยู่ในเกณฑ์ขาขึ้นและมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจโดยรวมจะเติบโตขึ้น 2-3% ขณะที่เศรษฐกิจยุโรป ยังอยู่ในภาวะทรงตัว และเชื่อว่าจะไม่ติดลบ ทำให้คาดการณ์ว่าประเทศในอาเซียนในช่วง 3-5 ปีนี้ จะมีจีดีพีเติบโตถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย ที่จะเติบโตในเกณฑ์ 5-6% ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งถูกจับตามองเป็นพิเศษคาดว่าในปีนี้คงทำตัวเลขได้ไม่หวือหวาเท่าที่ควร
อย่างไรก็ดีการเติบโตของอาเซียน จะอาศัยการบริโภคในประเทศ และการลงทุนในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ที่จะส่งผลทำให้เกิดการเติบโตมากกว่าการอาศัยภาคการส่งออก ทำให้นับจากนี้ต่อไปการพูดถึงลูกค้าหรือผู้บริโภคจะไม่ใช่แค่ 77 จังหวัด 65 ล้านคน แต่จะเป็น 10 ประเทศ 600 ล้านคน และความโดดเด่น เนื้อหวานของประเทศไทย จะทำให้มีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานรุกขยายเออีซีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเซ็นทรัล เพราะเป็นผู้ให้บริการทั้งรีเทลและเซอร์วิสจากโรงแรม ร้านอาหาร
++ เร่งสร้างแบรนด์ "เซ็นทรัล" ติดอันดับผู้นำ
ทั้งนี้กลุ่มเซ็นทรัล มีแผนรองรับการขยายการลงทุนโดยตั้งเป้าที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่คงไว้ด้วยความมั่นคง และชื่อเสียง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องมีพาร์ตเนอร์ที่ดี โดยที่ผ่านมานั้น ทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มธุรกิจค้าปลีก โดยบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่นฯ หรือ CRC , กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN , กลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัทเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป หรือ CMG , กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา หรือ CHR และกลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัทเซ็นทรัลเรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนโดยอาศัยความแข็งแกร่ง และชื่อเสียงของแบรนด์เซ็นทรัลที่มีอยู่ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกในอนาคต
"ปัจจุบันชื่อเสียงของเซ็นทรัล ถือว่าเป็นที่ยอมรับอย่างมาก เห็นได้จากการมีนักธุรกิจต่างชาติสนใจเข้าร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับเซ็นทรัลมากขึ้น ซึ่งการซินเนอร์ยีจะช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นยุทธศาสตร์ในการรุกเออีซี ของกลุ่มเซ็นทรัลประกอบไปด้วย การซินเนอร์ยีแบรนด์ภายใต้ 5 กลุ่มธุรกิจ, การผนึกพาร์ตเนอร์ และการพัฒนาบุคลากร"
++ตั้งเป้าโกยกำไรกว่า 20%
นายสุทธิลักษณ์ จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และยุทธศาสตร์และพัฒนาธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ความเป็นเซ็นทรัล สร้างความได้เปรียบในอาเซียน เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์เซ็นทรัล ซึ่งเราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งการเริ่มรุกตลาดในเออีซี ย่อมมีความได้เปรียบกว่าการไปขยายธุรกิจในภูมิภาคที่ไม่มีใครรู้จักเซ็นทรัล โดยเป้าหมายของการรุกครั้งนี้ คือ การก้าวขึ้นเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาคเอเชียและระดับโลกทางด้านค้าปลีก
ขณะที่นายปริญญ์ จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า ปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลตั้งเป้าที่จะมีกำไรสุทธิ เติบโตมากกว่า 20% ตามการเติบโตของยอดขาย ที่ตั้งเป้าว่าจะมียอดขาย 2.273 แสนล้านบาท เติบโต 24% จากปีก่อน ที่มียอดขายรวม 1.833 แสนล้านบาท เติบโต 31.3% จากปี 2554 และบริษัทตั้งเป้าที่จะสร้างยอดขายและกำไรให้เติบโต 20-30% ต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี
โดยภาพรวมของธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลในปี 2555 มีการเติบโตจากธุรกิจค้าปลีก (CRC) 31% ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์(CPN) 36% ธุรกิจค้าส่ง(CMG) 30% ธุรกิจโรงแรม(CHR) 23% และธุรกิจอาหาร(CRG) 27%
ส่วนแผนการลงทุนในปีนี้จะใช้งบลงทุนกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท ในการขยายการลงทุนใน 5 กลุ่มธุรกิจ โดยส่วนใหญ่ใช้ในการลงทุนของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกราว 2 หมื่นล้านบาท และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ราว 1 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมงบการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ที่สำรองไว้อีก 1 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินที่จะนำมาใช้ลงทุนจะมาจากเงินที่หมุนเวียนจากผลประกอบการของบริษัทเอง และการระดมเงินโดยนำศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่และรามอินทรา ขายเข้ากองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNRF) ในไตรมาส 2/56 หรือ 3/56 มูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท
++ เร่งสปีดการลงทุนไทย/เทศ
ด้านการลงทุนในปีนี้บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลเน้นการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นอกเหนือลงทุนในจีน และอิตาลี ยังเน้นการขยายธุรกิจในภูมิภาคเป็นหลัก ทั้งการลงทุนเปิดสาขาเอง หรือการร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น โดยแผนการลงทุนในประเทศ ในปีนี้ ประกอบไปด้วย เปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน 5 แห่ง คือ กาญจนบุรี, อุบลราชธานี, สกลนคร, สระบุรี และสุรินทร์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล 3 สาขา คือ อุบลราชธานี, เชียงใหม่, หาดใหญ่ พร้อมขยายศูนย์การค้าเฟสติวัลภูเก็ต เฟส 3 ซึ่งจะเปิดให้บริการในปลายปี 2559 และเซ็นทรัล แอมบาสซี่ คาดว่าจะเปิดได้ภายในปลายปี 56
นอกจากนี้ ยังมีแผนการขยายแฟมิลี่มาร์ท และกลุ่ม Speciality Store อีก 350 แห่ง รวมถึงลงทุนขยายสาขาร้านอาหาร ภายใต้แบรนด์ต่างๆ และการนำเข้าแบรนด์ใหม่ในกลุ่มธุรกิจอาหารอีก 90 แห่ง การขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่ม TV Shopping และ Online Shopping ส่วนธุรกิจโรงแรมเตรียมเซ็นสัญญารับบริหารโรงแรมในต่างประเทศอีกหลายแห่ง รวมถึงการเปิด "โคซี่" โรงแรมต้นทุนต่ำ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น
นายปริญญ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจสนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรลงทุนกับเซ็นทรัลกว่า 10 ราย ทั้งจากประเทศสิงคโปร์, ฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะสามารถสรุปได้ในเร็วๆนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหาร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,817 วันที่ 10 - 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น