แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เติบโต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เติบโต แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

LHBANK รับเงินเพิ่มทุน-ควงพันธมิตรยกระดับ 3 ธุรกิจ

LHBANK รับเงินเพิ่มทุน-ควงพันธมิตรยกระดับ 3 ธุรกิจ

ที่มา:www.manager.co.th
แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHBANK แจ้งว่า บริษัทได้รับเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนจาก CTBC BANK จำนวน 16,599 ล้านบาท เพื่อชำระค่าหุ้น จำนวน 7,544,961,342 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 35.617 หนุนฐานเงินทุนแบงก์โตกว่าเท่าตัว ขยับขึ้นมาแตะระดับ 40,000 ล้านบาท และเงินกองทุนรวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 23.7 ซึ่งเป็นอัตราเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง

นางศศิธร พงศธร (ฉัตรศิริวิชัยกุล) กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHBANK เปิดเผยว่า ตามที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติการออก และจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 7,544,961,342 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อเสนอขายต่อ CTBC Bank อันเป็นการเสนอขายต่อบุคคลในวงจำกัด (Private Placement) ในราคา 2.20 บาทต่อหุ้น เป็นเงินจำนวน 16,598,914,952.40 บาทนั้น เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2560 บริษัทได้รับเงินค่าหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนดังกล่าวจาก CTBC Bank เรียบร้อยแล้ว ซึ่งภายหลังการเพิ่มทุนทำให้ CTBC BANK เข้ามาถือหุ้นของบริษัทสัดส่วนร้อยละ 35.617 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ซึ่งเป็นสัดส่วนเท่ากับการถือหุ้นรวมกันของ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH จำนวนร้อยละ 21.879 และ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH จำนวนร้อยละ 13.738
ทั้งนี้ หลังจากนี้บริษัทจะนำเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุนดังกล่าวมาเพิ่มทุนในธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะทำให้ฐานเงินกองทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว หรือเท่ากับประมาณ 40,000 ล้านบาท และมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ร้อยละ 23.7 มีอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 หรือ Common Equity Tier 1 อยู่ที่ร้อยละ 20.3 ซึ่งการร่วมเป็นพันธมิตรกับ CTBC Bank เพื่อรองรับการเติบโต การขยายธุรกิจต่างประเทศ และเป็นการยกระดับการให้บริการทางการเงินด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคล (Wealth Management) ด้านดิจิตอลแบงกิ้ง (Digital Banking) และด้านเทรดไฟแนนซ์ (Trade Finance) ของ CTBC Bank ผ่านกลุ่มการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้แก่ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เดอะมอลล์ปรับสูตร"ออนไลน์" ส่งคูปอง"ออนดีมานด์"ปลุกยอด

updated: 01 พ.ค. 2556 เวลา 10:58:32 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
link http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid
กลุ่มเดอะมอลล์เติมความเข้มปรับรูปแบบเว็บออนไลน์ดึงลูกค้าคนไทยและต่างประเทศ ส่ง "M FREE" คูปองส่วนลดออนดีมานด์ตรงใจลูกค้าแต่ละกลุ่ม หวังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายกลุ่มลูกค้าสู่ "ออน กราวนด์" ชี้พันธมิตรแน่น-สินค้าพร้อมสร้างความแตกต่างเหนือตลาด

นางณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้จัดการใหญ่การตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า หลังจากได้นำร่องทำตลาดมา 1 ปีเต็ม ทิศทางการทำธุรกิจจากนี้ไปของ "M globemall" จะไม่ใช่แค่เพียงเว็บดีลในตลาดออนไลน์เท่านั้น แต่จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือการตลาดที่สำคัญของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ผสมผสานการทำการตลาด Online และ On Ground ที่ชัดเจนผ่านศูนย์การค้าทั้ง 3 แห่ง คือ เดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน รวมถึงการทำการตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาจับจ่ายในห้างสรรพสินค้าด้วยการพัฒนารูปแบบให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา

และในปีที่ 2 กลุ่มเดอะมอลล์ได้สร้างเครื่องมือการตลาดรูปแบบใหม่ ในชื่อ M FREE เป็นคูปองส่วนลดในรูปแบบ "ออนดีมานด์" ที่มีประสิทธิภาพในการทำการตลาด และสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ในปัจจุบัน รวมถึงสามารถปรับใช้ในการสร้างประโยชน์ทางการตลาดต่าง ๆ ทั้งการทำตลาดในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การกระตุ้นยอดขาย, การทำโปรโมชั่น, การแนะนำสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ การขยายฐานลูกค้าใหม่ รวมถึงการทำการตลาดกับกลุ่มนักท่องเที่ยว และ Expat ฯลฯ ผ่านรูปแบบของคูปองต่าง ๆ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับพันธมิตรธุรกิจ ร้านค้า รวมถึงการทำการตลาดร่วมกับห้างสรรพสินค้าในการจัดแคมเปญโปรโมชั่นต่าง ๆ อีกด้วย

"ในปีนี้จะเห็นความร่วมมือของ M globemall กับห้างสรรพสินค้าในเดอะมอลล์ ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน มากขึ้น เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายกลุ่มลูกค้า Online สู่ On Ground โดยเฉพาะเรื่องของ M Free Coupon ที่เข้ามามีส่วนสำคัญในการเพิ่มมูลค่า ความน่าสนใจให้กับแคมเปญโปรโมชั่นต่าง ๆ"

และตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าให้ความสนใจเข้าชม และมาใช้บริการคูปองออนไลน์ต่าง ๆ โดยปัจจุบัน มียอดเพจวิวกว่า 2.5 ล้านเพจวิว มีผู้เข้าชมเว็บกว่า 1 ล้านคน (Unique IP) มีสมาชิกเว็บไซต์กว่า 50,000 คน และที่สำคัญเป็นสมาชิกที่มีการซื้อต่อเนื่องกว่า 60% ผ่านพันธมิตรร้านค้ากว่า 500 ร้านค้า ซึ่งปัจจุบันลูกค้าM globemall กว่า 70% เป็นผู้หญิง ซึ่งมีอายุระหว่าง 21-40 ปี

"การเติบโตของ M globemall มาจากการทำการตลาดในรูปแบบใหม่ ๆ ที่สร้างความแตกต่างจากเว็บดีลอื่น ๆ ซึ่งสร้างให้เกิดจุดแข็งทางการตลาด โดยประเภทสินค้าที่ลูกค้าเข้าใช้บริการมากที่สุด ได้แก่ ร้านอาหาร 42.5% รองลงมาได้แก่ สุขภาพความงาม 38.17% ท่องเที่ยวพักผ่อน 15% ส่วนประเภทสินค้าที่มีค่าเฉลี่ยใช้จ่ายสูงสุดได้แก่ท่องเที่ยว เฉลี่ย 6,000 บาทต่อครั้ง โดยกว่า 85% ชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิต"

ทั้งนี้ ความแตกต่างของเว็บดีลเดอะมอลล์จากคู่แข่งในตลาด อาทิ การทำธุรกิจห้างสรรพสินค้ามากว่า 30 ปี ทำให้มีจุดแข็งในเรื่องของพันธมิตรธุรกิจต่าง ๆ ที่ร่วมเป็นคู่ค้าการขยายความร่วมมือไปสู่การทำธุรกิจออนไลน์ร่วมกัน ความแข็งแกร่งด้านโปรโมชั่นบัตรเครดิตซึ่ง M globemall เป็นเว็บไซต์แรกในการทำโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่มีความหลากหลายตลอด 365 วัน การทำกลยุทธ์ CRM + CEM ใน

ตลาดออนไลน์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับลูกค้า และการปรับโปรโมชั่นห้างสรรพสินค้าของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ใช้มาเป็นโปรโมชั่นบนเว็บไซต์

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

“โมทีฟ” คุยเข้าร่วม MFEC Group หนุนธุรกิจสุดแกร่ง ร่างแผนบุกกลุ่มธนาคาร-ประกันเพิ่มหลังพบการเติบโตสูง

22 Apr 13 ,  logisticsdigest.com
ที่มาhttp://www.logisticsdigest.com/news/corporates-news
“วรพจน์ อนุเอกจิตร” กรรมการผู้จัดการ โมทีฟ  เทคโนโลยี  เผยการเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน MFEC Group  ถือว่าเดินมาถูกทาง ทำให้การขยายธุรกิจทำได้คล่องตัวขึ้น ด้วยต้นทุนลดลง ในขณะที่องค์กรมีขนาดใหญ่มีธุรกิจครบวงจร  ครองใจลูกค้าได้เหนียวแน่น คุยปีนี้พร้อมบุกลูกค้ากลุ่มสถาบันการเงิน- ประกันเพิ่ม หลังพบงบลงทุนสูง เชื่อดันผลงานเติบโตโดดเด่น ส่วนปีหน้าพร้อมใช้จุดแข็ง MFEC Group เจาะตลาดเพื่อนบ้านรับ AEC เต็มสูบ
นายวรพจน์ อนุเอกจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมทีฟ  เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ  MOTIF บริษัทไทยแท้ผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในระบบงานโอเปอเรชั่นของสถาบันการเงินการธนาคาร งานกฎหมาย การบริหารองค์กรภาครัฐของไทย ในเครือ MFEC Group กล่าวว่า  การเข้ามาเป็นหนึ่งใน  MFEC Group   ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าบริษัทได้เดินมาถูกทาง โดยทั้งโมทีฟ และ บริษัทในเครือ MFEC  Group สามารถใช้จุดแข็งของกันและกัน สนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง รับมือกับการแข่งขันจากยักษ์ใหญ่ข้ามชาติได้อย่างคล่องตัว โดยใน  MFEC Group โมทีฟ จะทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ หรือ โซลูชั่นเฉพาะทางให้กับ MFEC Group  โดยเน้นกลุ่มธุรกิจ หรือลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้สามารถแข่งขัน รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ต่างชาติได้ในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบงานติดตามหนี้ หรือระบบงานกฎหมายของธนาคาร โดยจุดเด่นของซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยโมทีฟ คือ มีแนวปฏิบัติของซอฟต์แวร์ที่สอดคล้องกับระเบียบ ข้อบังคับของกฎหมายไทยที่ต่างชาติไม่สามารถทำได้  จึงทำให้เป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับการยอมรับจากธุรกิจการเงินการธนาคาร ตลอดจนกลุ่มรัฐวิสาหกิจ และภาครัฐอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโมทีฟ ถือว่าเป็นผู้นำในธุรกิจซอฟต์แวร์ด้านนี้


“ภายหลังการเข้าเป็นส่วนหนึ่งใน MFEC Group ทำให้เรามีเวลาทำงานที่เราถนัด คือ การพัฒนาซอฟแวร์ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงงานด้านอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการตลาด งานฮาร์ดแวร์ หรือระบบความปลอดภัยเครือข่าย รวมทั้ง Technology ด้านโครงสร้างต่างๆ เพราะทาง MFEC Group มีทีมงานที่เชี่ยวชาญมากกว่าและรับไปดูแลแทน ทำให้โมทีฟ ทุ่มเทเวลาให้กับงานวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็มที่ จนสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์คุณภาพป้อนให้กับ MFEC กรุ๊ปได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตได้อย่างเต็มที่ ซึ่งพูดได้ว่าเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญกับการแชร์คอสต์ร่วมกันใน MFEC Group  จึงทำให้มั่นใจว่า โมทีฟจะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างโดดเด่นตามเป้าหมายที่วางไว้ได้” นายวรพจน์ กล่าว
สำหรับการขยายธุรกิจในปีนี้เขากล่าวว่า ทางโมทีฟได้วางเป้าหมายไว้ 2 ด้านคือการขยายฐานลูกค้า และการพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้สามารถต่อยอดธุรกิจให้กับลูกค้าได้อย่างคล่องตัว โดยการขยายฐานลูกค้าในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในแนวลึก คือ พัฒนาโซลูชั่นใหม่ให้ลูกค้าเดิมได้ใช้งานเพิ่มขึ้น เพื่อต่อยอดให้ลูกค้าประสบความสำเร็จทางธุรกิจ  และโมทีฟก็เติบโตไปด้วยกัน  ควบคู่กับการขยายธุรกิจในแนวกว้าง คือ เพิ่มลูกค้าใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมเดิม คือ การเงินการธนาคาร ประกันภัย ประกันชีวิต ธุรกิจด้านบริหารทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการเงิน และ กลุ่มประกัน  เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตสูงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับการเติบโตและรับมือกับกับการแข่งขันในระดับภูมิภาค ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนให้รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ ซึ่งในปีนี้โมทีฟวางเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 150 ล้านบาท เติบโตประมาณร้อยละ 20 จากปีก่อน ส่วนกำไรคาดว่าจะทำได้สูงถึงร้อยละ 20 ของรายได้

ส่วนการขยายฐานธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจภายหลังประเทศในภูมิภาคอาเซียนรวมตลาดเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นายวรพจน์ กล่าวว่าทางโมทีฟมีความพร้อมเป็นอย่างดี ทั้งซอฟแวร์และบุคลากร และมีแผนที่จะพัฒนาศักยภาพทางด้านการสื่อสารของบุคลากรในส่วนของภาษาอังกฤษเพิ่มเติม โดยการเข้าไปขยายฐานในตลาดต่างประเทศ จะรวมกันเป็นทีมงานในนาม MFEC Group ที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีความพร้อมทั้ง ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ บุคลากร เงินทุน พันธมิตร และความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ โดยคาดว่าจะเริ่มที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอาทิ พม่า และลาวก่อน โดยในส่วนของโมทีฟ จะใช้จุดแข็งที่เป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตัวเองเข้าไปร่วมขยายธุรกิจกับพันธมิตรในท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หนาว!SCGสนกินรวบ"ชุดครัว"

updated: 01 พ.ค. 2556 เวลา 09:50:43 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า ภายใน 5 ปีนี้ เอสซีจีจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท สำหรับดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ในเครือ เฉลี่ยปีละ 4 หมื่นล้านบาท เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดอาเซียน (AEC) ด้วยเป้ายอดขาย 435,000 ล้านบาท แบ่งลงทุนในปี 2556 ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท เน้นธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างเป็นหลัก โดยจะขยายโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่ประเทศอินโดนีเซีย เมียนมาร์ กัมพูชา

ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานภายในโดยรวม 3 ธุรกิจของเอสซีจี ได้แก่ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และจัดจำหน่ายเข้าด้วยกัน เรียกว่าเอสซีจีซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG Cement-Building Materials) เพื่อเพิ่มการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการมากขึ้น

"จะมุ่งเน้นลงทุนธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเพราะอนาคตจะเติบโตมาก ปีที่ผ่านมาธุรกิจนี้มียอดขายรวม 154,537 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 36% ของรายได้รวม มีกำไรสุทธิรวม 13,129 ล้านบาท อีก 5 ปีข้างหน้าสัดส่วนรายได้รวมของธุรกิจนี้จะเพิ่มเป็นมากกว่า 40% ของรายได้จากการขายรวมทั้งหมด"

สำหรับทิศทางธุรกิจซีเมนต์ในอาเซียนไปได้ดีเติบโต 5-10% เนื่องจากมีการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยและอินฟราสตรักเจอร์ของภาครัฐ ตลาดในประเทศอินโดนีเซียธุรกิจตลาดซีเมนต์โต 10% ธุรกิจเซรามิกก็ดีมาก สามารถเดินเต็มกำลังการผลิตเต็มที่ ขณะที่เมียนมาร์ตลาดโตขึ้น 5-10% บริษัทมียอดขายซีเมนต์ถึง 1.8 ล้านตัน ส่วนเวียดนามตลาดทรงตัว ฟิลิปปินส์ธุรกิจเซรามิกก็ไปได้ดี แต่ที่ทำยอดขายได้ดีมากคือกัมพูชา ทั้งซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง

"ปี"58 กำลังการผลิตปูนซิเมนต์ในตลาดอาเซียนจะเพิ่มขึ้น 4.5 ล้านตัน จากเดิมอยู่ที่ 23-24 ล้านตัน อยู่ที่ประเทศไทย 23 ล้านตัน และเขมรอีก 1 ล้านตัน จะเน้นขายในประเทศเป็นหลัก ส่วนส่งออกจะลดลง คาดว่าจะไม่ถึง 5 ล้านตัน"

นายกานต์กล่าวว่า ปีนี้ประเมินว่าตลาดประเทศไทยจะมีความต้องการใช้ซีเมนต์เติบโต 5-10% จากเดิมกว่า 30 ล้านตัน เนื่องจากมีการสร้างที่อยู่อาศัย โครงการใหญ่ของรัฐ เช่น รถไฟฟ้า หากมีการก่อสร้างโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะทำให้ความต้องการใช้ปูนและวัสดุก่อสร้างในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เอสซีจีมีกำลังการผลิตพอรองรับ หากไม่พออาจจะนำเข้ามาจากโรงงานผลิตที่

เมียนมาร์และกัมพูชามาแทน

"ตลาดซีเมนต์ในไทยตอนนี้ต่างจังหวัดโตมากสุด ไตรมาสแรกที่ผ่านมาสัดส่วนขายอยู่ที่ 75% สูงสุดอยู่ที่ภาคอีสาน 30% โตตามธุรกิจอสังหาฯที่ไปเปิดโครงการใหม่เพิ่ม แต่ถึงความต้องการจะมากขึ้น และต้นทุนเพิ่มขึ้นเอสซีจียังไม่มีนโยบายจะปรับราคาขายปูนซีเมนต์ในขณะนี้ ปล่อยให้เป็นไปตามการแข่งขันและกลไกตลาด"

ทั้งนี้ หลังได้เข้าถือหุ้นใน Prime Group Joint Stock Company หรือ Prime Group ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกชั้นนำของเวียดนาม 85% มีมูลค่าธุรกิจประมาณ 7,200 ล้านบาท ส่งผลให้เอสซีจีมีกำลังการผลิต

เซรามิกรวมทั้งหมด 225 ล้านตารางเมตร เป็นอันดับ 1 ของโลก โดย 48% อยู่ในไทย เวียดนาม 33% อินโดนีเซีย 14% และ 5% อยู่ในประเทศฟิลิปปินส์

"นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทมีแผนจะทำการตลาดเชิงรุกธุรกิจชุดครัว หรือ Kitchen Solution มากขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ของบริษัท รวมถึงตลาดห้องน้ำ กระเบื้อง ฝ้าและเพดาน เป็นต้น" นายกานต์กล่าว

ด้านนายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การเงินและการลงทุนเอสซีจี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปีนี้เตรียมเม็ดเงินประมาณ 100 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรมาผลิตชุดครัว เช่น ตู้ จากเดิมจะทำตลาดไม่มาก และเน้นติดตั้งเป็นหลัก

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

BEC พร้อมรุกธุรกิจทีวีดิจิตัล คาดกำไร Q2 โตเกินรายได้


วันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2556 เวลา 16:39:16 น.
ผู้เข้าชม : 842 คน
ที่มา http://www.kaohoon.com/online/61468/BEC
นายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายการเงิน บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างรอดูหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของคณะสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรคมนาคม และกิจโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประมูลทีวีดิจิตัล โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่มาก อย่างไรก็ตามบริษัทมีการปรับปรุงเครื่องที่ใช้สำหรับในการผลิตรายการและออกอากาศรอไว้บ้างแล้ว โดยมีงบลงทุนปีละ 300-600 ล้านบาท

ขณะที่บริษัทมีการปรับปรุงเครื่องมือเครื่องใช้ในการออกอากาศเพื่อรองรับระบบทีวีดิจิตัลในอนาคต ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาเกี่ยวกับเงื่อนไขและกติกาของกสทช. ซึ่งต้องรอความชัดเจนออกมาก่อนถึงจะมีรายละเอียดที่แน่นอน เบื้องต้นคาดว่าค่าใช้จ่ายในการประมูลทีวีดิจตอลจะใช้เงินไม่มาก ขระที่เรื่องการส่งสัญญาณอาจจ้างผู้อื่นทำให้ โดยคาดว่าค่าจ้างจะอยู่ราว 4-5 ล้านบาท/ปี

ด้านผลประกอบการไตรมาส 1/56 คาดว่ารายได้และกำไรจะออกมาเติบโตดีกว่าไตรมาส 4/55 ขณะที่กำไรในไตรมาส 2/56 คาดว่าจะเติบโตมากกว่ารายได้ โดยมาจากการปรับขึ้นค่าโฆษณาในช่วง Non-Primetime ขึ้นประมาณ 50-60% จากอัตราปกติอยู่ที่ 1 แสนบาท/นาที จะเริ่มบังคับใช้ 2 พ.ค.นี้  โดยการปรับเพิ่มจะทำให้มีรายได้จากค่าโฆษณาเข้ามามากขึ้น ประกอบกับรายได้จากค่าโฆษณาในช่วงละครตอน 6 โมงเย็นได้มีการปรับขึ้นไปแล้ว 15% เมื่อต้นปี

นอกจากนี้ปีนี้จะไม่มีฟุตบอลยูโรทำให้กำไรมีมากขึ้น เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนของลิขสิทธิ์ ประกอบกับไตรมาส 2/56 จะมีละครเวที Phantomthe Opera ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลตอบรับดี เนื่องจากเป็นละครเวทีระดับโลก ขณะที่ในไตรมาส 2/596 เป็นช่วง High Season ของอุตสาหกรรมทีวีด้วย

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

เอปสันปลื้ม4ปีโต-เพิ่มตลาดใหม่ ปีนี้รุกเจาะโฮมยูสขยับแชร์


วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556
ปีที่ 22 ฉบับที่ 8152 ข่าวสดรายวัน

ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid
นายเออิจิ คาโตะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา บริษัท เอปสัน ประเทศไทย เติบโตอยู่ในอัตราที่ดีตามเป้าที่วางไว้ทุกปี โดยสามารถเปิดตลาดใหม่ๆ ขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยโซลูชั่นใหม่ๆ อาทิ อุตสาหกรรมแพ็กเกจจิ้ง ธุรกิจผลิตป้ายโฆษณากลางแจ้ง ธุรกิจดิจิตอลแล็ป และตลาดอิงก์แท็งก์ สำหรับอิงก์เจ็ต พรินเตอร์ ตลาดออร์แกไนเซอร์ และ โฮมเธียเตอร์สำหรับโปรเจ็กเตอร์ เป็นต้น แต่ยอมรับว่า 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายสำหรับธุรกิจไอที เนื่องจากตลาดได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และน้ำท่วมใหญ่



ทั้งนี้ ปัจจุบันเอปสันมีส่วนแบ่งในตลาดเครื่องพิมพ์ อิงก์เจ็ตอยู่ที่ 30% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา จากตลาดรวมเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตอยู่ที่ 1.2 ล้านเครื่อง เป็นผลมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์พรินเตอร์แท็งก์แท้ในตระกูลแอลซีรีส์ ทำให้มียอดซื้อเครื่องและน้ำหมึกจำนวนมาก และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี โซโห ส่งผลให้พรินเตอร์แอลซีรีส์ของเอปสันเป็นที่นิยมอย่างมาก



นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับตลาดผู้ใช้ทั่วไป (โฮมยูส) หลังจากที่นำผลิตภัณฑ์ใหม่และรุกตลาดมากขึ้นจะทำให้เอปสันสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโฮมยูสเป็น 25-30% จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 15-20% ส่วนตลาดอิงก์เจ็ตภาพรวมปีนี้อาจจะเติบโตไม่มาก เพราะคนเริ่มใช้แท็งก์เถื่อนน้อยลง ทำให้ยอดขาย น่าจะโตเพียง 5% โดยนับจากนี้เอปสันจะไม่ได้เน้นขายเครื่องรุ่นเล็กๆ ราคาต่ำเข้าไปในตลาด แต่จะขายเครื่อง แท็งก์ในราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่ากว่าแทน

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ธุรกิจการบินสยายปีกรับประชาคมอาเซียน


 ธุรกิจการบินสยายปีกรับปร
ที่มาhttp://th.aectourismthai.com/content1/1037
ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่อุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ “คึกคัก” เพื่อรอรับกระแสการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ในปี 2558 โดยการเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นผลมาจากการขยายตัวของสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ รวมถึงการเปิดตัวสายการบินใหม่ 5 รายในภูมิภาคนี้ การเติบโตของธุรกิจที่ผ่านช่วงร้อนแรงที่สุดมาแล้ว อาจทำให้ปี 2556 อัตราอาจไม่สูงเท่าเดิม แต่จะเข้าสู่ภาวะที่เริ่มมั่นคง ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจในเติบโตของกำลังซื้อผู้บริโภคระ ดับกลำง

Centre for Aviation หรือ CAPA เปิดเผยว่าปัจจุบันสายการบินต้นทุนต่ำครองส่วนแบ่งที่นั่งราว 50% ของเที่ยวบินทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย 3 ใน 5 สายการบินน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีที่ผ่าน ยังเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ ได้แก่ แอร์เอเชีย ฟิลิปปินส์, สกู้ต ของสิงคโปร์ และแมนดาลำ จากอินโดนีเซีย ซึ่งแปลงโฉมตัวเองจากที่เคยให้บริการเต็มรูปแบบ

ขณะที่การบินไทยส่ง “ไทยสไมล์” รุกตลาดภูมิภาคนี้ รวมทั้ง สปป.ลำวก็เปิดตัว “ลำว เซ็นทรัล แอร์ไลนส์” เช่นกัน อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ในอาเซียนยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะการเข้าไปแสวงหาโอกาสชิงส่วนแบ่งการตลาดในประเทศพม่าและเวียดนาม ซึ่งขณะนี้อัตราการเข้าถึงของสายการบินประเภทนี้ยังต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยของ ทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 26%

สำหรับธุรกิจการบินในประเทศไทย สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย และ นกแอร์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากนโยบายการย้ายฐานการบินมาที่สนามบินดอนเมืองตั้งแต่ เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้วางแผนเพิ่มฝูงบินราว 33% ในปี 2556 โดยไทยแอร์เอเชีย จะรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ320 เพิ่มอีก 9 ลำ ทำให้รวมทั้งสิ้นมี 36 ลำ ขณะที่นกแอร์ คาดว่าจะเพิ่ม 6 ลำ รวมเป็น 24 ลำ

นอกจากนี้นกแอร์ ซึ่งปัจจุบันให้บริการเฉพาะเที่ยวบินประจำภายในประเทศเท่านั้น ได้มีแผนจะใช้เครื่องบินโบอิ้ง 737-800s ให้บริการเส้นทางต่างประเทศเป็นครั้งแรกด้วย ขณะที่แอร์เอเชีย ซึ่งมีสัดส่วนที่นั่งกว่า 40% ให้บริการเส้นทางต่างประเทศอยู่แล้ว ก็จะสยายปีกสู่ตลาดในและต่างประเทศมากขึ้น โดยใช้ข้อได้เปรียบจากการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปีก่อน มาสนับสนุนการเติบโตต่อเนื่องในปีนี้

สำหรับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเปิดสนามบินชางยีต้อนรับผู้โดยสารเกิน 50 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ในปีนี้การจราจรทางอากาศของสิงคโปร์อาจชะลอตัวลง คาดการเติบโตไม่เกิน 10% หลังจากที่ขยายตัวถึง 11% เมื่อปี 2554 และอีก 10% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2555 เนื่องจากได้อานิสงส์ของตลาดสายการบินต้นทุนต่ำที่ขยายตัวรวดเร็ว ครองสัดส่วนการให้บริการ 30% ของสนามบินชางยีในปัจจุบัน โดยคาดว่าในปีหน้าการเปิดตัวของ สกู้ต สายการบินน้องใหม่ที่ให้บริการโลว์คอสต์ในเส้นทางระยะไกล (Long Haul) จะเติบโตได้เร็วที่สุด เพราะถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งของบริษัทแม่อย่าง สิงคโปร์ แอร์ไลนส์ ที่ต้องการหันมาปั้นรายได้จากสายการบินในเครือข่ายทดแทนรายได้ของธุรกิจหลัก ที่ชะลอ ไม่ว่าจะเป็น สกู้ต หรือกระทั่ง ซิลค์แอร์, เจ็ตสตาร์ ที่กำลังมีแผนขยายเส้นทางบินที่มีศักยภาพ

นอกจากนี้ สนามบินชางยี จะเริ่มลงมือก่อสร้างอาคารที่ 4 เพิ่มเติม ซึ่งอยู่ภายใต้แนวคิดอาคารลูกผสมที่จะมาแทนบัดเจ็ต เทอร์มินัล ที่จะถูกรื้อทิ้งในเร็วๆ นี้ และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2560 เพื่อรองรับผู้โดยเพิ่มราว 16 ล้านคนต่อปี

ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของธุรกิจสายการบินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้าน ประชากรจำนวน ได้ผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่การเติบโตร้อนแรงแห่งหนึ่งของโลก เฉพาะตลาดการบินในประเทศมีผู้โดยสารถึง 70 ล้านคน และขึ้นแท่นกลำยเป็น “ตลาดในประเทศ” ใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของโลกรองจาก สหรัฐฯ จีน บราซิล และญี่ปุ่น นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา มีการเติบโตเกินกว่า 10% ต่อปี และคาดว่าจะยังรักษาอัตรานี้ต่อเนื่องอีกหลำยปี เพราะสายการบินรายใหญ่ยังมีแผนที่จะขยายเส้นทางในประเทศต่อเนื่อง

ไลอ้อน แอร์ ผู้นำในตลาดการบินในอินโดนีเซีย ยังขยายฝูงบินใหม่ โบอิ้ง 737-900ERs อย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 2 ลำต่อเดือน ทำให้สายการบินนี้ครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศถึง 40% เพราะมีเครื่องบินใหม่เข้ามาเสริมทัพ รองรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว และตลาดยังเพียงพอ สำหรับรองรับสายการบินในเครือข่ายสายใหม่อย่าง บาติคแอร์ ซึ่งให้บริการเต็มรูปแบบ และมีกำหนดเปิดตัวในปีนี้

ขณะที่ ซิตี้ลิงค์ สายการบินราคาประหยัด ซึ่งเป็นเครือข่ายของ การูด้า คาดเติบโตถึง 150% ด้านจำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะแตะ 10 ล้านคนเมื่อมีการขยายฝูงบิน แอร์บัส เอ320 และเริ่มทยอยรับมอบเครื่องเอทีอาร์ 72 เข้าประจำการลำแรก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่หวังนำมาปะทะโดยตรงกับ วิงส์แอร์ สายการบินลูกของไลอ้อน แอร์ ที่เน้นเส้นทางบินระยะสั้น

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

ธุรกิจโฆษณาผ่านมือถือในไทย กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด


ธุรกิจโฆษณาผ่านมือถือในไทย กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ที่มา http://www.technolomo.com/
วันนี้มีผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้สมาร์ทโฟน ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต รวมถึงเจ้าของธุรกิจออนไลน์ในไทยทุกคนนะครับ เพราะต่อไปในโลกอนาคต สมาร์ทโฟนและโลกออนไลน์คงจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างแน่นอน
โดยบริษัท InMobi ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือ ได้เปิดเผยถึงผลการสำรวจการใช้งานสมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย และได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาครับ
ในปี 2555 และในอนาคต การเติบโตของตลาดโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนจะอยู่ในระดับสูง ซึ่งหลายคนคงจะสังเหตุได้จากรอบตัวเราทุกวันนี้แล้วนะครับ และคงไม่ต้องอธิบายกันมากถึงกระแสความฮิตในขณะนี้ ซึ่งจะยังอยู่ในระดับสูงไปอีก 3-4 ปีครับ
ขณะเดียวกัน 44% ของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือนั้น นิยมใช้โทรศัพท์มือถือในการเข้าอินเตอร์เน็ต และในจำนวนนั้นจำนวน 75% ยอมรับได้หากจะมีการโฆษณาในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ เหมือนการโฆษณาในทีวี หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารทั่วไป
นอกจากนี้ จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมือถือ มีทั้งสิ้น 38% ที่บอกว่ารู้ตัวว่าเคยเห็น หรือเคยได้รับโฆษณาผ่านโทรศัพท์ และ 13% ที่บอกว่าเอาโฆษณาต่างๆเหล่านี้มาคิด และคำนึงถึงสินค้าในโฆษณา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจซื้อ  และข่าวดีของเจ้าของธุรกิจก็คือ มี 7% ที่ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ได้รับโฆษณาผ่านมือถือในขณะนั้นเลยครับ
ผลการสำรวจยังรายงานเพิ่มเติมว่า จะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวน 17% ที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านการโฆษณาทางโทรศัพท์มือถือ ภายในปี 2012 และจะเพิ่มขึ้นมาไปอีกตามการเติบโตของตลาดมือถือในบ้านเราครับ
เพราะฉะนั้นนี่ก็อาจจะเป็นทางเลือกใหม่ สำหรับทั้งเจ้าของกิจการ หรือธุรกิจโฆษณา ที่ตลาดส่วนนี้ยังเล็กและกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้งาน ก่อนที่จะตกเทรนด์และสายเกินไปครับ : )

“UAC” พลังงานทดแทนลงทุนต่อหวังโตก้าวกระโดด


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 ธันวาคม 2555 17:03 น.


ที่มา http://www.manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000149787
ขยายธุรกิจออกไปไม่มีหยุด สำหรับ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ UAC แม้รายได้จากการธุรกิจหลัก อย่าง การนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีและอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 30-40% จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทก็ยังไม่หยุดที่จะเดินหน้าพัฒนาในธุรกิจใหม่ อย่างพลังงานทดแทนลงไป
               
                 "ปีนี้กำไรสุทธิน่าจะเติบโต 15% ส่วนรายได้น่าจะใกล้เคียงเป้าหมาย 1,000 ล้านบาท ซึ่งการการเติบโตดังกล่าวมาจากการขายและการบริการที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาปิโตรเคมีในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงขึ้นด้วย " กิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ. ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ ให้ความเห็น
               
                 ทั้งนี้ UAC ตั้งเป้าในระยะ 3 ปีข้างหน้าบริษัทจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% ซึ่งจะทำให้รายได้ของบริษัทในปี 2558 แตะ 3,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากแผนการปรับสัดส่วนรายได้ของธุรกิจจากเดิมที่เน้นหนักไปทางเทรดิ้งอุปกรณ์และสารเคมีต่างๆ มากกว่าธุรกิจอื่น ก็เปลี่ยนมาเป็นรายได้จากธุรกิจพลังงานทดแทน 60% และอีก 40% จากมาจากธุรกิจหลักเดิม
               
                 “ที่ผ่านมา เรามีการลงทุนด้านพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีจากนี้ ทำให้ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า จะอยู่ในช่วงการทยอยรับรู้รายได้ตามกำหนดที่แต่ละโครงการแล้วเสร็จ โดยช่วงที่โรงก๊าซ CBG ทั้ง 20 แห่งกับโรงแยกก๊าซที่สุโขทัยแล้วเสร็จจะทำให้บริษัทรับรายได้อย่างเต็มที่”นายกิตติ กล่าว
               
       เปิดแผนUACรุกพลังงานทดแทน
                 ทั้งนี้ UAC มีแผนจะจัดตั้งโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพอัดความดันสูง (CBG) จำนวน 20 แห่ง กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆทางภาคเหนือ โดยจะเป็นการลงทุนโดยตรงของบริษัท 10 แห่ง งบลงทุนโรงงานละ 100 ล้านบาท รวม 1,000 ล้านบาท แต่จะรับเงินสนับสนุนจาก สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) 10%ของมูลค่าลงทุน
               
                 ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนจัดตั้งโรงงานCBG อีก 10 แห่ง ในลักษณะร่วมลงทุน ซึ่งมูลค่าโครงการรวมอีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าโครงการเฉพาะโรงงาน CBG ประมาณ 2,000 ล้านนบาท
               
                 “ หากคิดเป็นมูลค่าโครงการรวมอาจดูสูง แต่เม็ดเงินที่ใช้จริงนั้นไม่มากนัก เพราะมีเงินสนับสนุนจาก สนพ.เข้ามาช่วย 10%ต่อโรงงาน เหมือเราสร้าง 9 โรงงานแล้วได้ฟรีอีก 1 โรงงาน ส่วนโรงงานที่ร่วมกับพันธมิตรก็จะเป็นไปในลักษณะร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ทำให้เราไม่ได้ใส่เงินลงไปมากหรือเต็มจำนวน
               
                 ส่วนเม็ดเงินลงทุน จะมาจาก เงินกู้สถาบันการเงินประมาณ 600 ล้านบาท การขายหุ้นเพิ่มทุนแบบ RO จำนวน 100 ล้านบาท และเงินเพิ่มทุนแบบ PO อีกกว่า 100 ล้านบาท รวมถึงเราจะการออกวอร์แรนต์ในต้นปีหน้า อีกประมาณ 500 -600 ล้านบาท เราคาดว่า CBG แต่ละโครงการจะมีรีเทิร์น 15-20% ใช้เวลา 5-6 ปีจะคุ้มทุน
                 และไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนอีกภายใน 3 ปีจากนี้ อีกทั้งบริษัทมีเป้าหมายจะรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E)ไม่ให้เกิน 1 เท่า จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 0.5 เท่า "นายกิตติ กล่าว
               
                 สำหรับโครงการผลิตไบโอดีเซลที่อยุธยา ที่ UAC ร่วมทุน(ถือหุ้น30%)กับ บมจ.บางจากปิโตรเลียม(BCP) ในนามบริษัท บางจากไบโอฟลูเอล จำกัด ซึ่งมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตคาดว่าจะมีมูลค่าลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท และจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีหน้า โดยบริษัทอาจใช้เงินในการร่วมลงทุนประมาณ 250 ล้านบาท
               
                 ขณะที่ โครงการโรงแยกก๊าซ Petroleum Product Production (PPP) ที่ จ.สุโขทัย จะก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 1/56 และเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/56แบื้องต้นคาดว่าจะรับรู้รายได้ประมาณ 130-140 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยังอยู่ระหว่างมองโอกาสในการลงทุนตั้งโรงแยกก๊าซแห่งที่ 2 ในสุโขทัยไปพร้อม ๆ กับแหล่งปิโตรเลียมที่อยู่ระหว่างการสำรวจปริมาณสำรองเพิ่มเติม คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปลายปี 56
               
                 นอกจากนี้ UAC อยู่ระหว่างการศึกษาสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 10 เมกะวัตต์ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเป็นการร่วมทุนกับบมจ.คิวทีซี เอนเนอร์ยี่(QTC)และพันธมิตรท้องถิ่นในจ.ประจวบฯอีก 1 ราย คาดมีข้อสรุปในไตรมาส 1/56
               
                 ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีการลงทุนในโครงการผลิต Bio Oil จากของเสียในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม โดยเฉพาะกากปาล์ม ซึ่งผลผลิตที่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันเตา ซึ่งกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานในพม่า และทางภาคใต้ของไทย โดยคาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ เพราะปริมาณการใช้ไฟฟ้า ในพม่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมาก
               
                 อีกทั้ง บริษัทยังมีโครงการร่วมทุนระบบน้ำดีและน้ำเสียในพม่ากับ บมจ.ไฮโครเทค(HYDRO)ที่ UAC ถือหุ้นในสัดส่วน 50% โดยโครงการแรกใกล้ได้ข้อสรุปและน่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี2556 ซึ่งเป็นโครงการระบบบำบัดน้ำเสียให้กับนิคมอุตสาหกรรมในเมืองมัณฑะเลย์ มูลค่าลงทุนราว 300-400 ล้านบาท คาดว่าจะทำรายได้ราว 200 ล้านบาท/ปี ส่วนโครงการผลิตน้ำประปาและบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 2 มูลค่าลงทุนราว 800 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างรายได้ราว 300 ล้านบาท/ปี น่าจะเริ่มสร้างได้กลางปีหน้าและแล้วเสร็จในปี 2558
               
                 "ธุรกิจพลังงานทดแทน เป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงมาก ปัจจุบันเรามีสัญญาขายก๊าซระยะยาว 15 ปีกับ ปตท. จึงถือว่านี่คือแหล่งรายได้หลักของธุรกิจ ซึ่งในอนาคตเรามีความสนใจที่จะนำก๊าซเข้าไปขายตามโรงงานอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งจุดนี้เรามองว่ายังมีผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจดังกล่าวน้อย ขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากยังมีความต้องการสูง ตอนนี้ก็มีอุตสาหกรรมเซรามิค ติดต่อมาที่เราเช่นกัน
               
                 อีกประการ แม้จะมีการลงทุนสูงมาก ผมก็ไม่มีแนวคิดที่จะขายหุ้นที่ถือยู่ออกไป เพราะยังต้องการบริหารองค์กรให้มีความมั่นคง และไม่มีความสนใจในเรื่องดังกล่าวด้วย ตอนนี้ก็มีกองทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศเข้ามาดูงาน และขอรับฟังข้อมูลเราบ่อยมาก ซึ่งหลายกองทุนก็แสดงความต้องการเข้ามาลงทุนในUAC”

กู๊ดเยียร์-เผยผลประกอบการปี55โตต่อเนื่อง



ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/auto-mobile
นายริชาร์ด เจ. เครเมอร์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กู๊ดเยียร์ ไทร์ แอนด์ รับเบอร์ จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยผลการประกอบการประจำปี 2555 ว่า ปี 55 นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 36,000 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 30 บาท เทียบเท่า 1 เหรียญสหรัฐ) ท่ามกลางสภาวการณ์ตลาดที่ความต้องการซื้อต่ำ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนของธุรกิจยางรถยนต์กู๊ดเยียร์ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ


นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มตระหนักในผลประโยชน์จากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในประเทศจีน บริษัทจึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา และเอเชียแปซิฟิกในปีที่ผ่านมา กู๊ดเยียร์มั่นใจว่าจะยังคงความสามารถในการส่งมอบผลกำไรที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” มร.เครเมอร์ กล่าวเสริม

ในปี 2555 กู๊ดเยียร์มียอดขาย 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 630,000 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 8 จากยอดขายมูลค่า 22,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 684,000 ล้านบาท) ในปี 2554 ยอดขายดังกล่าวเกิดจากการใช้กลยุทธ์ราคา/ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้รายได้ต่อยางรถยนต์ 1 เส้น เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 8 ไม่รวมผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน แต่เมื่อคำนวณจากปริมาณยางรถยนต์ทั้งหมดที่จำหน่ายและผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้ยอดขายรวมมีมูลค่าลดลง 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 48,000 ล้านบาท) และ 766 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 22,980 ล้านบาท) ตามลำดับ

นอกจากนี้ยอดขายที่ต่ำลงในกลุ่มธุรกิจประเภทยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทคู่ค้าในภูมิภาคอเมริกาเหนือนั้น ยังส่งผลให้มูลค่ายอดขายรวมในปี 2555 ลดลง 489 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 14,670 ล้านบาท) อีกด้วย

สำหรับรายได้จากการดำเนินงานในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ของปี 2555 จำนวน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 36,000 ล้านบาท) คิดเป็นมูลค่าที่ลดลง 120 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 3,600 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งกำไรที่ลดลงนี้เป็นผลจากสภาวะเศรษฐกิจซบเซาในยุโรป แม้ว่าตลาดภูมิภาคอเมริกาเหนือจะมีแนวโน้มที่ดี

อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 บริษัทได้รับประโยชน์จากกลยุทธ์ราคา/ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 30,000 ล้านบาท) แต่บริษัทก็มีต้นทุนด้านวัตถุดิบที่สูงขึ้นถึง 576 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 17,280 ล้านบาท) รวมถึงเม็ดเงินลงทุนมูลค่า 249 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 7,470 ล้านบาท) เพื่อลดผลกระทบด้านราคาวัตถุดิบ

ตลาดเส้นใยสังเคราะห์โตต่อเนื่อง



ที่มา http://patternit.blogspot.com/2013/03/blog-post_20.html
การพัฒนาสินค้าของเส้นใยสังเคราะห์ไม่ใช่แค่ออกชื่อสินค้าใหม่ๆ ด้วยประเภทสินค้าที่มีอยู่หลากหลายแล้วในตลาด แต่รวมถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขั้นตอนของการผลิตทั้งวงจรการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าของทั้งกระบวนการ

ในปี2554 ปริมาณการผลิตเส้นใยทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นในอัตราร้อยละ 4.1 เป็นปริมาณ79.1ล้านตันซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเวลาเดียวกัน ผลผลิตฝ้ายเพิ่มขึ้นร้อยละ6.7 เป็น 26.8ล้านตันซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการผลิตในปี 2549 – 2555 บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอุปทานฝ้ายคงจะไม่สูงไปกว่านี้อีกแล้วเนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกมีจำกัด จีนแผ่นดินใหญ่ได้ประกาศว่าพื้นที่เพาะปลูกฝ้ายจะลดลงร้อยละ10ในปีนี้ ส่วนเกษตรกรในประเทศอื่นๆก็หันไปปลูกถั่วเหลืองและพืชผลอื่นๆเพื่อตอบสนองความต้องการอาหารและพลังงานทดแทนซึ่งนับวันจะขยายตัวตามจำนวนประชากรของโลก

ในปี 2554ปริมาณการผลิตเส้นใยเคมี ซึ่งครอบคลุมถึงเส้นใยสังเคราะห์และเซลลูโลซิคในหมวดหมู่man-made cellulosics(MMCs)อาทิ viscose, acetate, modal, lyocellเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.9%เป็น 51.2 ล้านตันซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกันสามในสี่ของปริมาณการผลิตเส้นใยเคมีในปี 2554 ได้แก่โพลีเอสเตอร์ซึ่งครองอันดับหนึ่งทั้งในแง่ปริมาณการผลิตและอัตราการเจริญเติบโตในยุโรป โรงงานผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์รายใหญ่ๆ กำลังทบทวนประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต

2Membrane-Faultline

การเพิ่มประสิทธิภาพ
Advansaลงทุนอัพเกรดโรงงานในด้านเทคโนโลยีการรีไซเคิลที่กรุงแฮม ประเทศเยอรมนี โดยการก่อสร้างโรงงานใหม่เอี่ยม ผลิตวัตถุดิบจากขวดใช้แล้วข้างเคียงกับโรงงานผลิตเส้นใยเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง และหน่วยรีดพลาสติกซึ่งสามารถใช้วัตถุดิบจากขวดพลาสติกรีไซเคิล PETที่ได้มาจาก ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดของยุโรปสามารถรับประกันว่าวัตถุดิบแปรสภาพที่ผลิตโดยโรงงานแห่งนี้มีคุณภาพเท่าเทียมกับ fiberfill และนอนวูฟเว่นของแบรนด์เนมใหญ่ๆ ซึ่งผลิตจากเส้นใยที่บริสุทธิ์และไม่มีสิ่งเจือปน

นอกจากนี้ ผลการประเมินวัฏจักรชีวิต(LCA หรือ Life-cycle assessment) ของเส้นใยซึ่งแปรสภาพจาก PETบ่งชี้ว่าเส้นใยดังกล่าวเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมหลายประการ เมื่อเทียบกันแล้ว ในด้านการใช้น้ำเส้นใยฝ้ายต้องใช้น้ำถึง 100 เท่าเพื่อจะผลิตเส้นใย 1,000 กิโลกรัม ขณะที่วิสโคสของLenzingใช้น้ำกว่า10 เท่า น้ำหนักของเส้นใย และLyocellใช้น้ำ 5 เท่า ขณะที่เส้นใย Advansaซึ่งผลิตจากขวด PET ที่ใช้แล้ว ใช้น้ำเพียง .33% ของน้ำหนักเส้นใยหรือเพียง 300 เท่าน้อยกว่าฝ้าย ในการผลิต 90 เท่าน้อยกว่าLyocellและ70 เท่าน้อยกว่า PLA
1Membrane-Faultline



รายงานจาก Trevira


Treviraซึ่งเป็นผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์รายใหญ่รายงานว่า ลูกค้าและผู้บริโภคจำนวนมากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของเส้นใยซึ่งเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว บริษัทฯจึงได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Systainให้จัดทำสมดุลย์ทางสภาพแวดล้อมเพื่อควบรวมเข้ากับมาตรฐาน ISO 14040/44

บริษัทSystainได้ประเมินรอยเท้าทางนิเวศน์หรือ ecological footprintขั้นตอนการผลิตโพลีเอสเตอร์ของTreviraโดยเริ่มต้นจากการคัดเลือกสารเคมีและวัตถุดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป นอกเหนือไปจากการคำนวณปริมาณแก๊สคารบอนไดอ๊อกไซด์ที่ปล่อยออกมาในขั้นตอนการผลิตต่างแล้ว การศึกษายังเน้นการจัดทำนิยามเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร รวมทั้งการเปรียบเทียบกับการใช้ฝ้ายซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติที่นิยมใช้กันแพร่หลาย

การปรับตัว
หากพิจารณาในแง่ความยั่งยืน โพลีเอสเตอร์ได้เปรียบฝ้ายหลายประการไม่เว้นแม้แต่ในขั้นตอนการผลิต และหากคำนึงถึงขั้นตอนต่างๆภายหลังการผลิตและการใช้งาน ปรากฏว่าได้มีการประยุกต์ใช้โพลีเอสเตอร์ทั้งในรูปแบบวัตถุดิบและในขั้นตอนการปั่นด้าย เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการใช้งานขั้นสุดท้ายด้วยเหตุนี้เอง ผู้ผลิตจึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเพื่อปรับเปลี่ยนสภาพของเส้นใยเพิ่มเติมซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านการใช้น้ำ สภาพอากาศ และดิน

เป็นที่เข้าใจดี
แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือเทคโนโลยีการผลิตโพลีเอสเตอร์ซึ่งผู้ผลิตทั่วไปเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ

4Membrane-Faultline

นาย Colin Purvis อดีตผู้อำนวยการของสมาคมใยสังเคราะห์แห่งยุโรปและสมาคมสิ่งทอโพลีออลเลฟินแห่งยุโรปและปัจจุบันผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาPurvis มองว่า ราคาโพลีเอสเตอร์จะขยับสูงขึ้นตามราคาฝ้ายและเส้นใยอื่นๆถึงแม้ว่าอุปทานยังสูงกว่าอุปสงค์

โพลีเอสเตอร์จะครองตำแหน่งผุ้นำในบรราดาเส้นใยในราคาที่แข่งขันได้กับเส้นใยชนิดอื่นๆ โดยราคาอาจขยับขึ้นเมื่อฝ้ายหรือเส้นใยอื่นขึ้นราคา และก็คงจะมีกำลังผลิตที่มากกว่าปริมาณความต้องการเล็กน้อย ยังมองไม่เห็นอะไรจะมาหยุดการขยายตลาดของโพลีเอสเตอร์ได้

“ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคืออัตราสัดส่วนระหว่างราคาและการปฏิบัติงาน (price/performance ratio)ของเส้นใย นอกจากการอ้างอิงคุณสมบัติด้านสภาพแวดล้อม ผู้ผลิตต้องพิสูจน์ว่าเส้นใยสามารถปฏิบัติงานได้จริงตามข้ออ้างอิง แต่ในขณะเดียวกัน ก็พึงสังวรณ์ว่าผู้บริโภคที่เต็มใจจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมมีจำนวนน้อยนิด นอกจากนี้ การประเมินผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมควรต้องครอบคลุมวัฏจักรของเส้นใย รวมทั้งอายุการใช้งาน ความเบาบางของสินค้า การใช้น้ำและที่ดินในการผลิต”

เนื่องจากยุโรปมีมาตรการควบคุมการปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซด์และการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น โพลีเอสเตอร์ส่วนใหญ่จึงผลิตจากวัตถุดิบที่แปรสภาพจากขวดพีอีที

Indorama
ผู้ผลิตรายหนึ่งซึ่งให้ความสำคัญต่อตัวแปรเหล่านี้คือกลุ่ม IndoramaVenture ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ นี่เอง กลุ่มนี้ให้ควมสนใจกับคุณค่าของโนว์ฮาว เพื่อนำมาใช้ทำ Branding โดยได้ซื้อกิจการในด้านนี้หลายรายเมื่อ 18 เดือนที่ผ่านมา

- โดยตระหนักถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมต่างๆของโพลีเอสเตอร์ ความรู้ต่างๆที่สั่งสมมาเป็นเวลาช้านาน รวมทั้งมูลค่าของแบรนด์ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยในตลาด อินโดรามาซึ่งเป็นผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์รายใหญ่ของไทยจึงได้ลงทุนซื้อร้อยละ75ของหุ้นTreviraซึ่งมีกำลังผลิตถึง120,000 ตันในเยอรมันนีและโปแลนด์
- อีกทั้งได้ซื้อ Wellman International ซึ่งมีกำลังผลิตเส้นใยจากวัตถุดิบแปรรูป(recycled PET) 80,000 ตันในฝรั่งเศสและสเปน
- รวมทั้ง Fibervisionsผู้ผลิต specialty PP รายใหญ่สุดในสหรัฐ ยุโรปและจีน ซึ่งมีกำลังผลิตถึง221,000ตัน
- นอกเหนือไปจากการขยายกำลังผลิตอีก220,000 ตันในโรงงานของอินโดรามาที่โปแลนด์ซึ่งแล้วเสร็จในปี2554พัฒนาการของอุตสาหกรรม

3Membrane-Faultline

MMCs (Man-made Cellulosics) หรือเส้นใยเรยอน
MMCs มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง10ปีข้างหน้าสอดคล้องกับพัฒนาการที่โดดเด่นของโพลีเอสเตอร์ปริมาณการผลิตMMCsในปี2554โตขึ้น 4.2%เท่ากับ 4.6 ล้านตันซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนให้เห็นความต้องการในสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งครอง61% (31.3 ล้านตัน)ของตลาดเส้นใยเคมีทั่วโลก

ปริมาณการผลิต MMCs ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 4.6 ล้านตันเป็นผลจากการขยายตัวของเส้นใยวิสโคสในอัตรา6.1% (3.3ล้านตัน) การผลิตเส้นใยยาวซึ่งลดลง 1.9% และเส้นใยอาซิเตตสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 0.2%

ยุโรปและเอเซียผลิต 90%ของปริมาณการผลิตเส้นใยวิสโคสทั่วโลกผลผลิตของจีนขยายตัวในอัตรา8.8% อินโดนีเซีย 6% และอินเดีย5.4%

ข้อจำกัดทางด้านกำลังผลิตยังผลให้ราคาฝ้ายในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ จาก 171 เซนต์สหรัฐในช่วงต้นปี 2554 เป็น244 เซนต์ในเดือนมีนาคมก่อนที่จะปรับตัวลงสู่ระดับ95 - 115 เซนต์ ในช่วงสิงหาคมถึงธันวาคมในช่วงปีที่ผ่านมาราคาฝ้ายต่ำสุดที่ระดับ 92เซนต์ต่อปอนด์ตอนกลางเดือนธันวาคม 2554

ราคาขายของโพลิเอสเตอร์ถีบตัวสูงขึ้นในตอนต้นปี 2554 เนื่องจากความต้องการที่สูง และก็ลดต่ำลงในระหว่างปี ทำให้ราคาเฉลี่ยถึงปีต่ำลงเล็กน้อย

ในครึ่งปีแรกของปี 2554 ราคาขายของเส้นใยวิสโคสสั้นก็สูงขึ้นเนื่องจากจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในเอเซีย แต่ราคาไม่ได้ถีบตัวสูงขึ้นลงมากเท่าราคาฝ้าย

นายColin Purvis ตั้งข้อสังเกตุว่า หากคำนึงถึงราคาวัตถุดิบซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความต้องการซื้อเซลลูลิคซึ่งน่าจะสูงกว่ากำลังผลิตหรืออุปทานเส้นใยวิสโคสที่มีคุณภาพนอกจากนี้ มาตรการปกป้องสภาพแวดล้อมยังทำหน้าที่เป็นกำแพงปกป้องผู้ผลิตในยุโรปซึ่งมีจำนวนเพียง4ราย

กลุ่มอดิตยา เบอร์ล่า 
ผู้ผลิตเส้นใยสังเคราะห์ที่เล็งเห็นแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นและช่องทางการตลาดนี้อีกรายหนึ่งคือกลุ่มอดิตยา เบอร์ล่า ของอินเดียซึ่งมีแผนจะตั้งโรงงานผลิตเส้นใยวิสโคสสั้นที่เมือง Adana ประเทศตุรกี

กลุ่มนี้เป็นผู้ผลิตวิสโคสชั้นนำของโลกอยู่แล้วจะลงทุนอีก 500ล้านเหรียญสหรัฐในห้าปีข้างหน้าและเพิ่มกำลังการผลิตอีก 180,000 ล้านตันต่อปี

เส้นใยเซลลูโลซิคของเบอร์ล่าเป็นเส้นใยจากวัสดุที่มาจากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ (biodegradable) และมีคุณสมบิตซึมซับน้ำได้ดีมากสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อ Purocelเป็นเส้นใยกลวงซึ่งไร้สารคลอรีนและตะกั่ว (hollow, chlorine and zinc-free)พร้อมกันนี้ยังมีคุณสมบัติกันเชื้อโรคanti-bacteria เหมาะมากสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์ non-woven สำหรับผ้าเช็ดพื้นผิว (wipes) หรือสินค้าทางสุขภัณฑ์ (personal hygiene), ผลิตภัณฑ์เด็ก (baby care), sanitary items, ที่ใช้ในสถานพยาบาลและทั้งที่ใช้ในบ้าน (medical and household end-uses)

กลุ่มเบอร์ล่าขณะนี้มีส่วนแบ่งตลาดโลกอยู่แล้วกว่า 21%ในตลาดเส้นใยวิสโคสสั้นในกำลังผลิตที่750,000 ตันต่อปีซึ่งจะขยายไปถึง 1.1 ล้านตันในปี2558

“เราคาดว่าจะเริ่มโรงงานที่ตุรกีตอนต้นปี 2558 ผลิตป้อนอุตสาหกรรมสิ่งทอในตุรกี คุณ K.K.Maheshwari อธิบาย “ขณะนี้เส้นใยวิสโคสสั้นในตุรกีใช้ในภาคสิ่งทอและ nonwoven ทั้งหมดต้องนำเข้า และเข้าใจว่าตลาดนี้มีผู้บริโภคใหญ่เป็นที่ 4 ของโลกและกำลังจะเป็นที่ 2 ในห้าปีข้างหน้า ฉะนั้นการมาถึงโรงงานผลิตใหม่ที่นี่มีความสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง และเราก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลตุรกีทั้งด้านนโยบายอุตสาหกรรมและความช่วยเหลือด้านแรงงาน”

* ข้อมูลจาก www.adsaleATA.com

อสังหาฯ มาแรง! โตต่อเนื่อง ทำยอดเกินเป้า


อสังหาฯ โตต่อเนื่อง ร้อนแรง แห่เปิดใหม่ โกยรายได้เพิ่ม (ไทยโพสต์)
ที่มาhttp://home.kapook.com/view60499.html
           ผ่านไตรมาสแรกของปี 2556 ไปแล้ว ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่เติบโตได้ดี รวมไปถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มร้อนแรงตั้งแต่กลางปี 2555 เป็นต้นมา ปี 2556 จึงเป็นอีกปีหนึ่งที่ผู้ประกอบการคาดหวังว่าธุรกิจดังกล่าวจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุนหลายประการ แต่ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยลบเข้ามาฉุดรั้งด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง 300 บาท แรงงานขาดแคลน แต่สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แค่ช่วงไตรมาสแรก สามารถทำยอดขายได้เกินเป้ากันแล้ว

           กูรูด้านอสังหาริมทรัพย์ อย่าง มานพ พงศทัต อาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาคาดการณ์เกี่ยวกับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่า “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ตัวเลขเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 15% ตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑลฟื้นตัวเร็ว กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 85,000 ยูนิต ทั่วประเทศจะมีจำนวน 160,000-170,000 ยูนิต บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์จะโตน้อยลง แต่คอนโดมิเนียมสำหรับคนชั้นกลาง ติดรถไฟฟ้าจะเติบโตขึ้นมากที่สุด ส่วนตลาดต่างจังหวัดนั้นในจังหวัดใหญ่ เช่น นครราชสีมา และจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยา ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะโตมากขึ้น นอกจากนี้เมืองชายแดนอย่างอุดรธานี ระนอง จะเติบโตจากการค้าชายแดนที่เป็นผลมาจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558”

           สำหรับภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในส่วนของบริษัทรับสร้างบ้านก็มีแนวโน้มเติบโตด้วยเช่นกัน ซึ่ง นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในปีนี้ว่า ปี 2556 ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์เติบโตต่อเนื่อง และรวมไปถึงแนวโน้มมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านจะขยายตัวออกไปยังภูมิภาคอย่างชัดเจน

           สำหรับตลาด “บ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศปี 2555 มีมูลค่าประมาณ 120,000 ล้านบาท โดยแชร์ส่วนแบ่งตกเป็นของผู้รับเหมารายย่อย ในขณะที่ตลาด “รับสร้างบ้าน” ทั้งใน กทม. และปริมณฑล รวมทั้งต่างจังหวัด มีมูลค่ารวมประมาณ 9,000 ล้านบาท และในปี 2556  สมาคมประเมินว่า ตลาดรับสร้างบ้านน่าจะมีมูลค่าประมาณ 9,500-10,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณร้อยละ 5-10 โดยปัจจัยหลัก ๆ เป็นเพราะการขยายตลาดออกไปทั่วประเทศมากขึ้น ในส่วนของสมาคมเองตั้งเป้าไว้จะผลักดันให้มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2558 มีมูลค่าเพิ่มเป็น 15,000 ล้านบาท

           จะเห็นได้ว่าในภาคส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่บริษัทรับสร้างบ้าน ก็มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีทั้งสิ้น ทั้งนี้ เชื่อได้เลยว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยได้กลับฟื้นตัวแล้ว ถึงจะมีแรงกดดันในเรื่องของค่าแรงและแรงงานขาดแคลน แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคหรือปัญหาสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เลย

           สำหรับผู้ประกอบการเชื่อว่าปีนี้น่าจะเป็นปีทองสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ว่าได้ เพียงแค่ผ่านไตรมาสแรกก็สามารถโกยยอดขายกันเกินเป้าหมายเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

           โอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า แนวโน้มของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2556 คาดการณ์ผู้ประกอบการจะหันมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากขึ้น หลังจากที่ได้มีการชะลอการเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2555 เนื่องมาจากสาเหตุที่ได้รับผลกระทบมาจากน้ำท่วมตั้งแต่ปลายปี 2554 ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการชะลอการเปิดโครงการและปรับผังเกี่ยวกับโครงการใหม่ให้สามารถที่จะรองรับกับปัญหาน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

           ทั้งนี้ คาดว่าจะมีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 60,000-70,000 หน่วย แต่จะมีการพัฒนาคอนโดมิเนียมในต่างจังหวัดมากขึ้น โดยที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็คงขยับขึ้น ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการ ภาวะตลาด และกำลังซื้อ แต่ปกติจะปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่ 3-5% ส่วนการขึ้นราคาของ LPN ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด

           ด้านปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ คือการประกาศผังเมืองใหม่ของกรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม 2556 ซึ่งจะมีผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบ แต่ต้องรอดูผลของการบังคับใช้ต่อไปว่าจะทำให้เกิดข้อจำกัดของการใช้พื้นที่มากน้อยแค่ไหน

           "การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ในปีนี้ไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากส่งผลกระทบไปแล้วเมื่อปีก่อน เพราะโครงการก่อสร้างส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่การขาดแคลนแรงงานจะเป็นปัญหามากกว่า ซึ่งในส่วนของ LPN อาจได้รับผลกระทบไม่มาก เนื่องจากมีพันธมิตรในการรับงานก่อสร้างโครงการ ผู้ประกอบการรายใหม่จะเกิดขึ้นได้ยากเพราะไม่มีผู้รับเหมาในมือ ต่อไปตลาดคอนโดมิเนียมจะตกเป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สามารถเจรจากับผู้รับเหมารายใหญ่ได้”

           ด้าน เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)  หรือ SIRI เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2556 แม้จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่ง พลังงาน วัสดุก่อสร้าง และราคาที่ดินที่แพงขึ้น แต่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในสภาวะทรงตัว อีกทั้งดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้โครงการคอนโดมิเนียมในหัวเมืองต่างจังหวัด รีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศ มีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้นเช่นกัน ตลอดจนสำนักงานให้เช่าก็มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น เนื่องจากบริษัทต่างๆ มีการขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น จึงมีความต้องการอาคารสำนักงานให้เช่าเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของบริษัทต่อไป

           ทั้งนี้ จากการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายใน 6 กุญแจสำคัญ ที่เคยได้ประกาศไว้ในช่วงต้นปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการขยายการลงทุนในการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตอบรับทุกความต้องการที่อยู่อาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า รวมทั้งขยายการพัฒนาโครงการเพื่อตอบรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในตลาดต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น โดยเห็นได้จากความสำเร็จจากการปิดการขายโครงการใหม่ในตลาดต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น

           อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นต่อเนื่องในการพัฒนาธุรกิจตามแผน 6 กุญแจสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการวางเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการตลาดในกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้นจากสัดส่วนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

           ทั้งนี้ บริษัทเตรียมกลับมารุกพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว และการขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์มากขึ้น รวมทั้ง การเพิ่มสัดส่วนการพัฒนาโครงการด้วยระบบพรีคาสท์ให้มากยิ่งขึ้น โดยในช่วงกลางปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตสำหรับการพัฒนาโครงการแนวสูง โดยเฉพาะแบรนด์ ดีคอนโด ภายใต้กำลังการผลิตที่ 42,000 ตารางเมตร/ปีหรือคิดเป็นประมาณ 10 ตึก/ปี รวมถึงโครงการทาวน์เฮาส์ภายใต้แบรนด์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้อีกด้วย เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายยอดขายที่ตั้งไว้ในปีนี้ 48,000 ล้านบาท

           ฟาก ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS  กล่าวว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยในปี 2556 ยังคงมีทิศทางเชิงบวก โดยจะกลับมาดีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2556 จากปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ เช่น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีสัญญาณที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยเริ่มผ่อนคลายลงเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องได้

           ถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แต่ละราย..มั่นใจ..มั่นใจ และก็ มั่นใจ พร้อมรับรู้รายได้และกำไรที่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน



ขอขอบคุณข้อมูลจากไทยโพสต์

ตลาดโตเร็ว คู่แข่งแกร่งบริษัทต่างชาติปรับแผนรุกเอเชีย


ที่มา http://www.posttoday.com/
14 มีนาคม 2556 เวลา 08:13 น
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายในภูมิภาค ไม่เพียงแต่ทำให้เอเชียเป็นตลาดรองรับสินค้าจากโลกตะวันตกที่มีความสำคัญเท่านั้น การขยับขยายที่เกิดขึ้นยังเป็นเสมือนโอกาสให้บรรดาบรรษัทข้ามชาติข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาลงทุนเพื่อเพิ่มฐานรายได้ของตนให้แข็งแกร่ง

เห็นได้จาก การเติบโตของอินโดนีเซียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่สามารถดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติจากสหรัฐให้เข้ามาลงทุนได้ไม่ยาก เนื่องจากหลายบริษัทคาดการณ์ว่าด้วยจำนวนประชากรที่มีเกือบ 250 ล้านคน ความต้องการต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น รถไฟ การสาธารณสุข ทำให้การลงทุนในประเทศแห่งนี้มีแนวโน้มได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ก่อนอื่น ต้องยอมรับว่า ช่วงหลายสิบปีนี้ บริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่โดยเฉพาะจากซีกโลกตะวันตกที่เข้ามาลงทุนในเอเชียมักจะเป็นยักษ์ใหญ่ไร้คู่ต่อกร ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่บริษัทเหล่านี้จะครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากที่สุด หรือแม้กระทั่งขึ้นแท่นกลายเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดสินค้าหรือบริการนั้นๆ ไป

อย่างไรก็ตาม สถานะความเป็นยักษ์ข้างต้นกำลังอยู่สั่นคลอนและเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่ทำให้บริษัทข้ามชาติจากโลกตะวันตกทั้งหลายต้องหันมาคิดทบทวน และลงมือปรับปรุงแก้ไขกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานตลาดภายในซีกโลกตะวันออก รวมถึงเข้าถึงภูมิภาคเอเชียแห่งนี้ให้มากขึ้น

เหตุผลเพราะการเติบโตที่รวดเร็วได้ส่งผลดึงดูดให้บริษัทคู่แข่งอื่นๆ กระโดดเข้ามาร่วมวงมากขึ้นตามไปด้วย โดยมีบริษัทเจ้าของประเทศหรือภายในภูมิภาคเดียวกันเป็นคู่แข่งมาแรงที่น่ากลัว

สจ๊วต ดีน ประธานบริหารแฟร์ ฟิลด์ คอนน์. บริษัทร่วมทุนกับบริษัทเจนเนอรัล อิเล็กทริกส์ (จีอี) สัญชาติสหรัฐ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยอมรับว่า คู่แข่งในประเทศหรือจากในภูมิภาคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว คือความจริงที่กดดันให้ หนึ่งในบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ที่สุดของโลกจำต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารงาน จากเดิมที่จะใช้มาตรฐานเดียวเป็นหลักในการบริหารงานบริษัทที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก

สำหรับกรณีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของ เจนเนอรัล อิเล็กทรอนิกส์ (จีอี) ก็คือ ตลาดหัวรถจักรในอินโดนีเซีย ซึ่งจีอีครองสถานะเป็นเจ้าตลาดหัวรถจักรรถไฟให้แดนอิเหนาแห่งนี้มาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี

แต่ด้วยความต้องการใช้รถไฟที่พุ่งพรวด จนการรถไฟแห่งอินโดนีเซียจำเป็นต้องเพิ่มหัวรถจักรมากถึง 100 เครื่อง เพื่อบรรเทาความแออัด บริษัทข้ามชาติที่สนใจจะลงทุนจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่จีอีอีกต่อไป และส่งผลให้เกิดการแข่งขันตามมา เห็นได้จากการประมูลสัญญาขายหัวรถจักรล่าสุดของการรถไฟอินโดนีเซียที่มีบริษัทจากยุโรป แคนาดา หรือกระทั่งในเอเชียอย่างจีน โดดเข้าร่วมประมูล พร้อมข้อเสนอน่าดึงดูดตั้งแต่เทคโนโลยีทันสมัยไปจนถึงต้นทุนราคาถูก

แม้จีอีจะชนะคู่แข่งและสามารถเซ็นสัญญามูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐกับอินโดนีเซียได้เรียบร้อย แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยอมรับว่า เป็นชัยชนะที่เฉียดฉิวและเชือดเฉือน โดยจีอีมีภาษีดีกว่าตรงที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับการรถไฟอินโดนีเซียมาอย่างยาวนาน

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจที่ไปได้สวยทำให้หลายบริษัทสัญชาติเอเชียเติบโตได้ดี จนกระทั่งช่องว่างระหว่างบริษัทตะวันตกกับตะวันออกหดแคบลงทุกที ส่งผลให้สินค้าและบริการที่ผลิตออกมาสู่ตลาดไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากนัก

ผลลัพธ์ข้างต้นทำให้บริษัทจากฝั่งตะวันตกต้องเดินหน้าทุ่มการลงทุนให้มากขึ้นเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ตลอดจนส่งผู้บริหารระดับสูงเข้ามาดูแลโดยตรงและใกล้ชิด

ทั้งนี้ ผลสำรวจบรรดาบริษัทสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในเอเชียของสมาคมหอการค้าสหรัฐในสิงคโปร์เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมาถือเป็นหลักฐานยืนยันแนวโน้มการลงทุนได้เป็นอย่างดี โดย 9 ใน 10 บริษัทซึ่งมีการลงทุนในอาเซียนอยู่แล้วมีแผนลงทุนเพิ่มเติมอีกภายในระยะ 5 ปีข้างหน้านี้

ขณะที่ ฮันนีเวลล์ อินเตอร์เนชันแนล ผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยและอวกาศจากนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐ เพิ่งจะประกาศอนุมัติให้เจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารในภูมิภาคเอเชียมีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น รวมถึงเพิ่มการผลิตสินค้าใหม่ๆ ป้อนสู่ตลาดในแต่ละประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ เช่น หลอดไฟแอลอีดีสำหรับตลาดจีน

ยิ่งไปกว่านั้น การมีคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้อีกหลายๆ บริษัทข้ามชาติจากโลกตะวันตกเริ่มใส่ใจเรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีตของตนเองซึ่งเกิดจากประเด็นปลีกย่อย เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในตลาดเอเชีย โดยสำหรับจีอี ก็คือ คู่มือการใช้งานอุปกรณ์เพื่อสุขภาพซึ่งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ปัจจุบันจีอีจัดการแปลเป็นภาษาท้องถิ่นของชาติต่างๆ ในเอเชียหลายภาษา เช่น ภาษาบาฮาซาที่นิยมใช้ในอินโดนีเซีย

นอกจากบริษัทสัญชาติเอเชียจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวภายในภูมิภาคแล้ว นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่ง รวมถึง วินเซนต์ ชิน นักวิเคราะห์อาวุโสจากบอสตัน คอลซัลติง บริษัทที่ปรึกษาในสิงคโปร์ยังยอมรับว่า หลายๆ บริษัทเอเชียเริ่มเติบโตกลายเป็นยักษ์ และมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นคู่แข่งในตลาดโลก

หลักฐานยืนยันก็คือ บริษัท เลอโนโว กรุ๊ป ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(พีซี) จากจีนที่ไล่ตามยักษ์ใหญ่ของตลาดอย่างฮิวเล็ตต์แพ็กการ์ดได้กระชั้นมากขึ้น โดยในปี 2555 เลอโนโวมีส่วนแบ่งตลาดส่งออกพีซีอยู่ที่ 14.8% ขณะที่ฮิวเล็ตต์ แพ็กการ์ดอยู่ที่ 16% หรือกรณีของหัวเว่ย บริษัทเทคโนโลยีโทรคมนาคมของจีนที่ทำรายได้สูงถึง 3.54 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นรองอิริกสัน ผู้นำตลาดซึ่งทำรายได้อยู่ที่ 3.58 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ชอย ไรน์ ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยตลาดจีน ไชนา มาร์เก็ต รีเสิร์ช กรุ๊ปในเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า การแข่งขันระหว่างบรรษัทข้ามชาติของตะวันตกกับตะวันออกมีแนวโน้มดุเดือดรุนแรงขึ้น เนื่องจากบรรษัทตะวันออกขยับขยายเติบโตขึ้นมาอยู่ในระดับที่สามารถว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการต่อยอดพัฒนา และการคิดค้นหนทางผลิตที่ใช้ต้นทุนได้ถูกลงจนสามารถขายตัดราคาสินค้าคู่แข่งชาติตะวันตกได้

สถานการณ์ข้างต้น ทั้งความแข็งแกร่งของบริษัทในประเทศนั้นๆ และการเติบโตของบริษัทภายในภูมิภาค ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าบรรษัทข้ามชาติตะวันตกอาจต้องผจญกับการปรับตัวปรับกลยุทธ์อยู่พักใหญ่ เนื่องจากวิธีการเดิมๆ ที่ใช้มา ไม่อาจได้ผลอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคู่แข่งมีความได้เปรียบตรงที่เป็นบริษัทเจ้าของประเทศหรือในภูมิภาคเดียวกันที่มีความเข้าอกเข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่ได้มากกว่า

กลายเป็นบทสรุปที่ นักวิเคราะห์แทบจะทุกสำนักต่างสรุปตรงกันว่า นับต่อจากนี้ไป ทั่วโลกคงได้เห็นกลยุทธ์ใหม่ๆ ของบรรดาบรรษัทข้ามชาติเพื่อช่วงชิงโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับตลาดในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

กลยุทธ์ I"m Mac สร้างแม่เหล็กดูดนักศึกษาทำงาน

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นับจากปี 2551 ที่บริษัท แมคไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์แมคโดนัลด์กว่า 181 สาขาทั่วประเทศเปิดโครงการความร่วมมือทางการศึกษากับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ด้วยการเชิญชวนนักเรียน-นักศึกษาในระดับ ปวช.-ปวส.เข้าร่วมโครงการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เพื่อเรียนทฤษฎี พร้อมกับฝึกปฏิบัติงานในร้านแมคโดนัลด์จนมีนักเรียน-นักศึกษาเข้าร่วมโครงการกว่า 437 คนใน 437 คน มีนักเรียน-นักศึกษาหลายคนทำงานกับแมคโดนัลด์ จนกระทั่งเติบโตกลายเป็นผู้จัดการร้านในแต่ละสาขาจำนวนมาก


กระทั่งในปี 2556 ทางผู้บริหารแมคโดนัลด์ จึงขยายผลความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และล่าสุดมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการความร่วมมือทางการศึกษาถึง 9 มหาวิทยาลัยชั้นนำมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วม 15 วิทยาลัย

ถ้ามองถึงความร่วมมือทางการศึกษา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะนักเรียน นักศึกษาที่เข้าโครงการจะต้องมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.5 ในระดับ ปวช.-ปวส. และส่วนใหญ่เรียนทางด้านค้าปลีก

ขณะที่ระดับปริญญาตรีจะเรียนทางด้านการจัดการ และคหกรรมศาสตร์ดังนั้น เมื่อนำเขาเหล่านั้นมาปรับเข้ากับหลักสูตรของแมคโดนัลด์ ก็เชื่อแน่ว่าจะกลายเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง เพราะนอกจากจะได้เรียนทฤษฎีจากวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เขายังได้ฝึกภาคปฏิบัติจากการทำงานจริง จนทำให้เขาได้เรียนรู้ทั้งจากภาคทฤษฎี และปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน

ทั้งจำนวนความสนใจของนักเรียน-นักศึกษาที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกลยุทธ์ปากต่อปาก จากรุ่นพี่ถึงรุ่นน้องได้บอกต่อ ๆ กันว่านอกจากจะได้เบี้ยเลี้ยงจากการทำงานชั่วโมงละ 40-44 บาท/วัน ยังได้ค่าล่วงเวลา
ทั้งยังมีทุนการศึกษามอบให้อีก โดยระดับทวิภาคี ปวช.1,000 บาท/ภาคการศึกษา, ปวส.1,500 บาท/ภาคการศึกษา, ปริญญาตรี 5,000 บาท/ภาคการศึกษา แต่ถ้าเป็นทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปี 3-4 ทุนการศึกษาจะจ่ายตามจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท/ภาคการศึกษา ทั้งนั้น ผู้รับทุนปี 3 จะต้องทำงานใช้ทุน 1 ปีหากผู้รับทุนปี 4 จะต้องทำงานใช้ทุน 6 เดือน

โดยเรื่องนี้ "จิระวัฒน์ แต่งเจนกิจ" ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท แมคไทย จำกัด อธิบายว่า...โครงการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีเปิดรับนักเรียนระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรีจากทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ โดยรูปแบบของหลักสูตรจะเป็นการนำเอามาตรฐานการเรียนรู้ของแมคโดนัลด์ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกมาปรับให้เข้ากับหลักสูตร

"การเรียนการสอนของวิชาการขายปลีกแบ่งเป็นการเรียนในห้องเรียน 2 วัน/สัปดาห์ และการฝึกงานภายในร้านแมคโดนัลด์ 4 วัน/สัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์จริงในการทำงาน ดังนั้น นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับวุฒิการศึกษาเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว"

"ทั้งยังได้ทุนการศึกษาจากแมคโดนัลด์ในแต่ละภาคเรียนด้วย และหลังจากจบการศึกษาเขาสามารถทำงานในร้านแมคโดนัลด์ โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากพนักงานใหม่ แถมยังได้รับประกาศนียบัตร และหนังสือรับรองการทำงานจากแมคโดนัลด์ เพื่อไปอ้างอิงสำหรับการทำงานในอนาคตด้วย"

นอกจากนั้น "จิระวัฒน์" ยังกล่าวถึงโครงการสหกิจศึกษาที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรีเข้ามาฝึกงานภายในร้าน ซึ่งนักศึกษาจะได้รับทั้งหน่วยกิต และค่าจ้างระหว่างฝึกงาน รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ ทั้งเครื่องแบบพนักงาน เบี้ยขยัน อาหารสำหรับพนักงาน และประกันชีวิต

"ทั้งนี้ แมคโดนัลด์ยังมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3-4 จำนวน 100 ทุน ซึ่งเป็นทุนที่มอบให้พนักงานแมคโดนัลด์ และนักศึกษาทั่วไป"

ที่สำคัญ "จิระวัฒน์" ยังเปรยให้ฟังถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ถ้ามีนักศึกษาในระดับปริญญาตรี จากประเทศเพื่อนบ้านอยากฝึกงานกับแมคโดนัลด์ก็สามารถทำได้ แต่หลังจากฝึกงานเสร็จ จะรับเข้าทำงานหรือไม่ ต้องมาดูอีกที

เพราะเขาอาจแค่อยากทำพาร์ตไทม์ก็ได้แต่สิ่งหนึ่งที่ "จิระวัฒน์" สะท้อนภาพในความเป็นจริง คือในธุรกิจฟาสต์ฟู้ดเติบโตต่อเนื่อง เราจึงต้องขยายสาขา และรับคนเพิ่มอยู่ตลอด คู่แข่งก็คิดเช่นเดียวกับเรา

"ดังนั้น โครงการความร่วมมือทางการศึกษา ก็เหมือนกับเราออกเรือไปหาปลาในน่านน้ำเดียวกับที่ทุกคนต้องการ สุดท้ายพอผ่านไประยะ จะเหลือปลาอยู่ในแห หรืออวนนิดหน่อย เพราะปลา หรือคนมาจากแหล่งเดียวกัน เราจึงต้องพยายามให้แมคโดนัลด์แปลงสภาพเป็น magnet หรือแม่เหล็ก เพื่อดึงดูดคนที่มีความสามารถ และคนที่ฟิตกับวัฒนธรรมองค์กรของเรา เพื่อมาอยู่กับเรามากที่สุด"

โครงการร่วมมือทางการศึกษาก็คือ magnet ตัวหนึ่งที่เราเชื่อว่าจะทำให้คนของเราภูมิใจในความเป็น...I"m Mac
ที่อยากให้น้อง ๆ นักเรียน-นักศึกษามีอนาคตที่ดี !

updated: 11 มี.ค. 2556 เวลา 15:19:30 น.

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลอรีอัล ขึ้นแท่นบริษัทความงามที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย

 ลอรีอัล ขึ้นแท่นบริษัทความงามที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย

 
• ผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตร้อยละ 16  โดยทุกแผนกผลิตภัณฑ์เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก  ทำให้ลอรีอัลขึ้นแท่นบริษัทความงามที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศ*
• เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ  รุกตลาดครึ่งปีหลังด้วยผลิตภัณฑ์เด่นในทุกตลาดผลิตภัณฑ์

มร. อูเมช ฟัดเค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด แถลงผลประกอบการธุรกิจในช่วง 6 เดือนแรกประจำปี 2555 ด้วยอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ16 ผลประกอบการอันโดดเด่นทำให้ลอรีอัล     ซึ่งเป็นบริษัทความงามอันดับสองของประเทศไทย ขึ้นแท่นบริษัทความงามที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศในขณะนี้ พร้อมเชื่อมั่นผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่น กัน

กรุงเทพฯ 30 สิงหาคม 2555 – วันนี้ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด แถลงผลประกอบการธุรกิจ ในช่วง 6 เดือนแรกประจำปี 2555 ด้วยอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ16 ผลประกอบการอันโดดเด่นทำให้   ลอรีอัล ซึ่งเป็นบริษัทความงามอันดับสองของประเทศไทย ขึ้นแท่นบริษัทความงามที่เติบโตเร็วที่สุด         ในประเทศในขณะนี้ พร้อมเชื่อมั่นผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่น กัน
ที่มา http://www.siamsport.co.th/PRNews.asp?O=2003
มร. อูเมช ฟัดเค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทลอรีอัลมีการเติบโตที่แข็งแกร่งทั่วโลก โดยผลประกอบทั่วโลกในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 เติบโตอยู่ที่ร้อยละ 10.5  ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มตลาดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีอัตราการเติบโตร้อยละ 21.9  ซึ่งมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ปัจจุบันอัตราการเติบโตของตลาดเครื่องสำอางไทยอยู่ที่ร้อยละ 8.7**  หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 61,000 ล้านบาท*** (มูลค่าปี 2554) เราเชื่อมั่นว่าภายในสิ้นปีนี้ ลอรีอัลจะสามารถเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของตลาดเครื่องสำอางได้ อย่างแน่นอน”

ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2555 ลอรีอัล ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 16 โดยทุกแผนกผลิตภัณฑ์มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นและสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดที่ เพิ่มขึ้น  ดังนี้
• แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์  ประกอบด้วย :           ลอรีอัล ปารีส ไวท์ เพอร์เฟค เลเซอร์ (L’ORÉAL Paris White Perfect Laser) ที่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์ในตลาดไวท์เทนนิ่ง ได้ถึงร้อยละ 40*** ผลิตภัณฑ์เมย์เบลลีน นิวยอร์ก  บีบี สติค (Maybelline New York BB Stick) ที่ผลักดันให้แบรนด์เมย์เบลลีน มีส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เมคอัพสำหรับใบหน้าเพิ่มขึ้นสูง สุดเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 33*** และผลิตภัณฑ์ การ์นิเย่ เพียว แอคทีฟ (Garnier Pure Active) ได้ขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์อันดับหนึ่ง*** ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเพื่อดูแลปัญหาผิวมันและสิว  ภายในระยะเวลาเพียง 10 เดือนหลังจากเปิดตัว
• แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้น สูง มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น นำโดยความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ Lancôme Absolue L’Extrait ที่มียอดขายสูงกว่าคาดการณ์ไว้ถึงสองเท่าตัว
• แผนก ผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงจากผลิตภัณฑ์ เคเรสตาส          ฟูซิโอโดส (Kerastase Fusio Dose) ทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ทรีตเมนท์ของเคเรสตาสที่ใช้ในซาลอนเติบโตถึงร้อยละ 45
• แผนก ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง มีส่วนแบ่งในตลาดเพิ่มขึ้น จากอัตราการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัญหาผิวมันและสิว   และกลุ่มผลิตภัณฑ์ปกป้องแสงแดดที่เพิ่มเป็นร้อยละ 49*** และร้อยละ 77*** ตามลำดับ

ในช่วงครึ่งปีหลัง ลอรีอัล ได้เตรียมรุกตลาดด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด จากทุกแผนก ได้แก่:
• แผนก ผลิตภัณฑ์อุปโภค: ผลิตภัณฑ์ลอรีอัล เอลแซฟ ฟอล รีแพร์ (L’ORÉAL Elseve Fall Repair) และการรีลอนช์ ผลิตภัณฑ์ ลอรีอัล เมน เอ็กซ์เพิร์ท (L’ORÉAL Men Expert) พร้อมพรีเซนเตอร์  คนล่าสุด “ณเดชณ์ คูกิมิยะ”
• แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง: ผลิตภัณฑ์ Lancôme Visionnaire
• แผนก ผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ: ผลิตภัณฑ์เคเรสตาส อิลิคเซอร์ อัลไทม์  (Kerastase Elixir Ultime) และผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมไอนัว (INOA Hair Color)
• แผนก ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง: ผลิตภัณฑ์ วิชี่ โททอล แมต และ (Vichy Total Mat) และผลิตภัณฑ์ วิชี่ ไบ ไวท์ เอ็มอีดี (Vichy Bi White M.E.D.)

“นวัตกรรมผลิตภัณฑ์อันล้ำสมัยและทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ คือ หัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจของลอรีอัลเติบโตเสมอมา ด้วยความมุ่งมั่นตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ลอรีอัลได้ทุ่มงบประมาณกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ  เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการทำงานของเส้นผมและสภาพผิวของผู้บริโภคทั่วโลก และนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับสำหรับผู้บริโภคในแต่ละตลาดมากที่สุด การพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งทางนวัตกรรม รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ สู่ผู้บริโภคชาวไทย”  

“ที่ลอรีอัล เราเชื่อมั่นว่าความงามมีพลังในการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของทุกคน ดังนั้นเป้าหมายของเราคือการนำเสนอความเป็นเลิศในด้านนวัตกรรมความงามสำหรับ ผู้หญิงและผู้ชาย ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย อีกทั้งยังตอบสนองความต้องการด้านความงามที่หลากหลายของผู้บริโภคทั่วโลกรวม ถึงประเทศไทย” มร. อูเมช กล่าวเพิ่มเติม

มร. อูเมช กล่าวเสริมถึงเรื่องวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ว่า “ลอรีอัลยังคงมุ่งหน้าพัฒนาไปสู่ความเป็น “ลอรีอัล ประเทศไทยสำหรับวันพรุ่งนี้”  ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) การดำเนินธุรกิจที่ดี ซึ่งต่อยอดจากความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาตร์และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เรามี รวมถึงขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ 2) การเป็นองค์กรที่น่าทำงาน และ 3) การเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม” 

“ลอรีอัลให้ความสำคัญในการสร้างรากฐานการดำเนินธุรกิจในประเทศ ไทยอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า บริษัทฯ จะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ถ้าเรามีรากฐานที่มั่นคงจากภายใน เราต้องการให้ลอรีอัลเป็นบริษัทที่น่าทำงานสำหรับพนักงานปัจจุบันและพนักงาน ใหม่ของเรา โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อให้ความต้องการเหล่านี้สัมฤทธิ์ผลได้ต่อไป”

“ในปีนี้ ลอรีอัลได้รับการยกย่องในระดับภูมิภาคผ่านรางวัล Asia’s Best Employer Brand Award จาก Employer Branding Institute ส่วนในประเทศไทย บริษัทฯ ได้เพิ่มจำนวนการเปิดรับสมัครผู้บริหารฝึกหัด (management trainee) ขึ้นอีกเท่าตัว และยังมีโครงการที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาด้านการตลาดกว่า 1,000 คน ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า แบรนด์สตอร์ม (Brandstorm) ซึ่งเป็นการแข่งขันการวางแผนการตลาดระดับนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้เรียนรู้การทำงานในสภาพแวดล้อม การทำงานจริงกับแบรนด์ความงามที่มีอยู่จริงในตลาด”

ลอรีอัล ประเทศไทย ยังยึดมั่นในการช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง “ล่าสุด โครงการบิวตี้ฟูล ทูมอร์โรวส์ ซึ่ง จัดขึ้นเพื่อมอบทุนฝึกทักษะอาชีพเสริมสวยให้แก่สตรีผู้ด้อยโอกาสทางสังคม นั้น ได้รับการยกย่องในระดับภูมิภาค ผ่านรางวัล Asia Responsible Entrepreneurship Awards – South East Asia หรือ AREA Awards ภูมิภาคเอเชียใต้ ในสาขา Social Empowerment ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ช่วยสร้างศักยภาพให้กับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสในสังคม นอกจากนี้ บริษัทฯ กำลังเตรียมฉลองครบรอบ 10 ปี โครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็นการมอบทุนแบบไม่มีเงื่อนไขเพื่อสนับสนุนงานวิจัยของสตรีนักวิทยา ศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดตอกย้ำกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัท เพื่อส่งเสริมสังคมแห่งความยั่งยืนผ่าน วิทยาศาสตร์ การศึกษา และอาชีพด้านความงาม” มร. อูเมชกล่าวทิ้งท้าย 

ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทสาขาของบริษัทความงามอันดับหนึ่งของโลก ปัจจุบันนำเข้าและจัดจำหน่าย 19 แบรนด์ความงามชั้นนำของโลก โดยแบ่งออกเป็น 4 แผนก ดังนี้ แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค ได้แก่ ลอรีอัล ปารีส การ์นิเย่ และเมย์เบลลีน นิวยอร์ก แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง ได้แก่ ลังโคม         ไบโอเธิร์ม  จิออร์จิโอ อาร์มานี่ ราล์ฟ ลอเรน คาชาเรล กี ลาโรชย์  คีลส์  ชู อูเอมูระ วิคเตอร์ แอนด์ รอล์ฟ  ดีเซล และ อีฟส์ แซงต์ โลร็องต์ แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ ได้แก่ ลอรีอัล โปรเฟสชั่นแนล เคเรสตาส และแมทริกซ์ และแผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ได้แก่ ลา โรช-โพเซย์ และวิชี่

####
หมายเหตุ
(*) เมื่อเปรียบเทียบกันในกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่มีเงินรายได้สูงกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป
(**) ประเมินจากผลการสำรวจของบริษัท เอซี นีลสัน
(***) จากผลการสำรวจของ บริษัท เอซี นีลสัน