แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลูกค้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลูกค้า แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สตาร์บัคส์กลับมาใช้กลยุทธ์ Happy Hour

ที่มา นิตยสารผู้จัดการ 360°
หลังจากที่สตาร์บัคส์ตัดสินใจปรับสายการดำเนินงานมาให้บริการลูกค้าด้วยเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในการให้บริการช่วงเย็นๆ แดดร่มลมตกในพื้นที่ทดลอง 6 ร้านทางชายฝั่งทะเลตะวันตกในสหรัฐไปแล้ว และประกาศว่าจะขายไวน์และเบียร์ในร้านกาแฟสตาร์บัคส์ไม่น้อยกว่า 25 แห่งภายในสิ้นปีนี้ พร้อมกับเสิร์ฟอาหารประเภทกับแกล้มเพิ่มขึ้นด้วย

ตอนนี้สตาร์บัคส์ออกแผนงานการตลาดใหม่ที่เรียกว่าแคมเปญ Happy Hour อีกแล้ว เพื่อหวังจะเรียกลูกค้ามาใช้บริการทางการตลาดมากขึ้น ซึ่งนักการตลาดเห็นว่าแคมเปญนี้เขียนเป็นแผนงานอาจจะง่าย แต่ทำจริงให้เกิดประสิทธิผลจริงๆ ไม่ง่ายอย่างที่พูดแน่นอน

กลยุทธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการแสวงหาช่องทางใหม่ๆ เพิ่มเติม จากเดิมที่สตาร์บัคส์หวังว่าจะเพิ่มจำนวนลูกค้าของตน ทั้งคนที่ชอบดื่มกาแฟและเครื่องดื่มอื่นที่ไม่ใช่กาแฟ ในช่วงเวลาที่เป็นช่วงยอดขายต่ำที่สุดของวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาบ่ายและเย็น ขณะที่ไม่ทำให้ฐานลูกค้าประจำเดิมๆ ของสตาร์บัคส์หดหายไป

แนวความคิดในการพัฒนากลยุทธ์นี้มาจากการศึกษาตำนานความสำเร็จของแมคโดนัลด์ที่สามารถสร้างการเติบโตให้กับกิจการได้จากการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการอาหารเช้าแบบเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของบริษัทอินเตอร์แบรนด์ที่เป็นที่ปรึกษาของสตาร์บัคส์ก็ยอมรับว่า อาจจะเป็นไปได้ว่าการออกแคมเปญ Happy Hour นี้ พร้อมกับการเพิ่มเมนูเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์ อาจจะทำให้สตาร์บัคส์เสี่ยงเพิ่มขึ้นจากเดิมที่อาจจะสูญเสียลูกค้ากลุ่มที่เป็นครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ ที่หลีกเลี่ยงไปร้านอาหารอื่นแทน เพราะที่สตาร์บัคส์กลายเป็นแหล่งที่มีคนขี้เหล้ามานั่งดื่มเต็มไปหมด และหลายคนก็ไม่ได้ดื่มแบบจิบๆ แต่ดื่มแบบหัวราน้ำ

เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้บริหารของสตาร์บัคส์ต้องเลือกเอาว่าจะตัดสินใจเพิ่มยอดการจำหน่ายและรายได้จากกลุ่มขี้เหล้ามากกว่ากลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัวหรือไม่ ซึ่งหากช่วงบ่ายและเย็นเป็นช่วงที่เงียบเชียบที่สุดของการหมุนเวียนเข้า-ออกของลูกค้าในร้านกาแฟของสตาร์บัคส์อยู่แล้ว การเปิดบริการเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงนี้ ก็ไม่น่าจะกระทบต่อลูกค้าหลักของสตาร์บัคส์

แนวคิดของการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของสตาร์บัคส์มาจากซีอีโอของสตาร์บัคส์ ที่เข้ามาบริหารกิจการสตาร์บัคส์ตั้งแต่ปี 2008 เพราะก่อนหน้านั้นการประกอบการของสตาร์บัคส์ไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางธุรกิจตามที่ควรจะเป็นและไม่ได้ตามเป้าหมายของกิจการ

ดูได้จากการที่สตาร์บัคส์ตัดสินใจปิดกิจการร้านกาแฟของสตาร์บัคส์ไปกว่า 100 แห่ง หลังจากที่การเร่งเปิดร้านใหม่ๆ อาจจะมากเกินกว่าความต้องการของตลาด และการประกอบการของร้านกาแฟจำนวนหนึ่งไม่อาจจะหารายได้เพียงพอจะเลี้ยงตัวเองและคุ้มกับค่าใช้จ่ายประจำที่เกิดขึ้นทุกวันได้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐและตลาดต่างประเทศหลายตลาดถดถอยลงไป

พฤติกรรมการดื่มกาแฟนอกบ้านในราคาต่อแก้วแพงอย่างที่สตาร์บัคส์จำหน่าย จึงกลายเป็นของฟุ่มเฟือยในช่วงที่ผู้คนพากันรัดเข็มขัดมากขึ้น ส่งผลให้กำไรโดยรวมของสตาร์บัคส์ลดลงตามไปด้วย

เมื่อซีอีโอคนใหม่เข้าไปปรับโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ปี 2008 ปรากฏว่ารายได้จากการดำเนินงานของสตาร์บัคส์เริ่มเพิ่มขึ้น 20% เป็น 11,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ผลกำไรก็เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว และทำให้สตาร์บัคส์สามารถครองตลาดในสัดส่วนกว่า 33% ของมูลค่าการตลาดกว่า 26,500 ล้านดอลลาร์ของกาแฟและขนมขบเคี้ยวทั้งหมดในสหรัฐ ขณะที่ดังกิ้น โดนัทมีสัดส่วนครองตลาดรองลงมาคือประมาณ 16%

ที่จริงการปรับตัวของสตาร์บัคส์ก็เป็นไปตามกระแสและสภาวะของตลาดและอุตสาหกรรมนี้ เพราะแมคโดนัลด์เองก็หันเหธุรกิจจากการจำหน่ายอาหารฟาสต์ฟูดมาเป็นการเน้นเครื่องดื่มประเภทกาแฟมากขึ้น ด้วยการเปิด McCafe ที่มีการตกแต่งภายในด้วยสีเอิร์ธโทน และมีไวไฟให้ใช้ฟรี และขยายเมนูเพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่จะสั่งมากินได้มากขึ้นในระหว่างที่ใช้เวลาอยู่ในร้านของแมคโดนัลด์นานมากขึ้น

ส่วนทางดังกิ้น โดนัทก็ริเริ่มเมนูอาหารใหม่ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนสินค้าให้หนีออกจากความจำเจ ซ้ำซาก และพยายามเพิ่มปริมาณยอดจำหน่ายและรายได้หลังจากผ่านเวลาอาหารเช้าไปแล้วเหมือนกัน

ที่ผ่านมา สตาร์บัคส์มีปริมาณธุรกิจค่อนข้างหนาแน่นในช่วงเวลาเช้าเหมือนกัน แต่หลังจากนั้น พนักงานส่วนใหญ่แทบจะตบยุงเพราะไม่มีลูกค้าแวะเวียนเข้าไปในร้าน ทำให้ต้นทุนการจ้างพนักงานทั้งวันทั้งคืนและต้นทุนค่าการก่อสร้างหรือเช่าอาคารสถานที่ไม่คุ้มค่าในช่วงบ่ายถึงเย็น

ในการที่จะเพิ่มจำนวนลูกค้าในร้านกาแฟสตาร์บัคส์ได้ ทางทีมงานการตลาดของสตาร์บัคส์ก็ต้องพยายามที่จะทำให้ลูกค้ามีเหตุผลอันสมควรที่จะเข้าไปในร้านของสตาร์บัคส์ และใช้เวลาให้นานขึ้นเพื่อทำอะไรที่ตนพอใจ

สิ่งที่เป็นความเปลี่ยนแปลงของสตาร์บัคส์ ภายใต้การบริหารงานของซีอีโอคนใหม่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการจำหน่ายไวน์และเบียร์ หากแต่มีส่วนผสมหลายอย่างได้แก่

ประการแรก ขนาดของร้านกาแฟของสตาร์บัคส์ในหลายพื้นที่ใหญ่ขึ้น กว้างขวางขึ้น เช่นที่ชิคาโก แอตแลนตา เซาท์แคลิฟอร์เนีย

ประการที่สอง การตกแต่งภายในร้านมีการแบ่งสัดส่วนออกไปมากขึ้น แทนที่จะเป็นร้านกาแฟโล่งๆ เพื่อให้มีมุมสงบและหลบๆ ให้บรรดานักดื่มสามารถดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้อย่างสบายใจและสะดวกมากขึ้น

ประการที่สาม สตาร์บัคส์บางแห่งยังมีบาร์เมนู เพื่อให้เป็นกับแกล้มสำหรับประกอบการดื่มด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะติดใจทั้งรสชาติของเครื่องดื่มและของอาหารการกิน

ประการที่สี่ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สตาร์บัคส์ได้เข้าไปซื้อกิจการบริษัทผลิตน้ำผลไม้ ชื่อ Evolution Fresh เป็นเงินกว่า 30 ล้านดอลลาร์ ทำให้สตาร์บัคส์พร้อมที่จะเริ่มทำการจำหน่ายเครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้ เพื่อขยายฐานการตลาดเครื่องดื่มของสตาร์บัคส์ที่ฉีกแนวออกไปจากการจำหน่ายกาแฟ โดยจะใช้การจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าปลีกในสหรัฐด้วย

ประการที่ห้า ในส่วนของเครื่องดื่มประเภทกาแฟ สตาร์บัคส์เพิ่มกาแฟที่เป็นรสชาติอ่อนลงที่เรียกกันว่า บรอนซ์ คอฟฟี่ เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เป็นกลุ่มที่ไม่ชอบกาแฟดำที่รสชาติเข้มข้นและแรงมากเกินไป ทำให้ผลิตภัณฑ์ของสตาร์บัคส์มีทั้งรสชาติอ่อนละมุน ปานกลาง และแบบเข้มข้น รวม 3 ระดับ

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

“โมทีฟ” คุยเข้าร่วม MFEC Group หนุนธุรกิจสุดแกร่ง ร่างแผนบุกกลุ่มธนาคาร-ประกันเพิ่มหลังพบการเติบโตสูง

22 Apr 13 ,  logisticsdigest.com
ที่มาhttp://www.logisticsdigest.com/news/corporates-news
“วรพจน์ อนุเอกจิตร” กรรมการผู้จัดการ โมทีฟ  เทคโนโลยี  เผยการเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน MFEC Group  ถือว่าเดินมาถูกทาง ทำให้การขยายธุรกิจทำได้คล่องตัวขึ้น ด้วยต้นทุนลดลง ในขณะที่องค์กรมีขนาดใหญ่มีธุรกิจครบวงจร  ครองใจลูกค้าได้เหนียวแน่น คุยปีนี้พร้อมบุกลูกค้ากลุ่มสถาบันการเงิน- ประกันเพิ่ม หลังพบงบลงทุนสูง เชื่อดันผลงานเติบโตโดดเด่น ส่วนปีหน้าพร้อมใช้จุดแข็ง MFEC Group เจาะตลาดเพื่อนบ้านรับ AEC เต็มสูบ
นายวรพจน์ อนุเอกจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมทีฟ  เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ  MOTIF บริษัทไทยแท้ผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในระบบงานโอเปอเรชั่นของสถาบันการเงินการธนาคาร งานกฎหมาย การบริหารองค์กรภาครัฐของไทย ในเครือ MFEC Group กล่าวว่า  การเข้ามาเป็นหนึ่งใน  MFEC Group   ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าบริษัทได้เดินมาถูกทาง โดยทั้งโมทีฟ และ บริษัทในเครือ MFEC  Group สามารถใช้จุดแข็งของกันและกัน สนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง รับมือกับการแข่งขันจากยักษ์ใหญ่ข้ามชาติได้อย่างคล่องตัว โดยใน  MFEC Group โมทีฟ จะทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ หรือ โซลูชั่นเฉพาะทางให้กับ MFEC Group  โดยเน้นกลุ่มธุรกิจ หรือลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้สามารถแข่งขัน รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ต่างชาติได้ในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบงานติดตามหนี้ หรือระบบงานกฎหมายของธนาคาร โดยจุดเด่นของซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยโมทีฟ คือ มีแนวปฏิบัติของซอฟต์แวร์ที่สอดคล้องกับระเบียบ ข้อบังคับของกฎหมายไทยที่ต่างชาติไม่สามารถทำได้  จึงทำให้เป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับการยอมรับจากธุรกิจการเงินการธนาคาร ตลอดจนกลุ่มรัฐวิสาหกิจ และภาครัฐอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโมทีฟ ถือว่าเป็นผู้นำในธุรกิจซอฟต์แวร์ด้านนี้


“ภายหลังการเข้าเป็นส่วนหนึ่งใน MFEC Group ทำให้เรามีเวลาทำงานที่เราถนัด คือ การพัฒนาซอฟแวร์ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงงานด้านอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการตลาด งานฮาร์ดแวร์ หรือระบบความปลอดภัยเครือข่าย รวมทั้ง Technology ด้านโครงสร้างต่างๆ เพราะทาง MFEC Group มีทีมงานที่เชี่ยวชาญมากกว่าและรับไปดูแลแทน ทำให้โมทีฟ ทุ่มเทเวลาให้กับงานวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็มที่ จนสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์คุณภาพป้อนให้กับ MFEC กรุ๊ปได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตได้อย่างเต็มที่ ซึ่งพูดได้ว่าเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญกับการแชร์คอสต์ร่วมกันใน MFEC Group  จึงทำให้มั่นใจว่า โมทีฟจะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างโดดเด่นตามเป้าหมายที่วางไว้ได้” นายวรพจน์ กล่าว
สำหรับการขยายธุรกิจในปีนี้เขากล่าวว่า ทางโมทีฟได้วางเป้าหมายไว้ 2 ด้านคือการขยายฐานลูกค้า และการพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้สามารถต่อยอดธุรกิจให้กับลูกค้าได้อย่างคล่องตัว โดยการขยายฐานลูกค้าในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในแนวลึก คือ พัฒนาโซลูชั่นใหม่ให้ลูกค้าเดิมได้ใช้งานเพิ่มขึ้น เพื่อต่อยอดให้ลูกค้าประสบความสำเร็จทางธุรกิจ  และโมทีฟก็เติบโตไปด้วยกัน  ควบคู่กับการขยายธุรกิจในแนวกว้าง คือ เพิ่มลูกค้าใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมเดิม คือ การเงินการธนาคาร ประกันภัย ประกันชีวิต ธุรกิจด้านบริหารทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการเงิน และ กลุ่มประกัน  เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตสูงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับการเติบโตและรับมือกับกับการแข่งขันในระดับภูมิภาค ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนให้รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ ซึ่งในปีนี้โมทีฟวางเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 150 ล้านบาท เติบโตประมาณร้อยละ 20 จากปีก่อน ส่วนกำไรคาดว่าจะทำได้สูงถึงร้อยละ 20 ของรายได้

ส่วนการขยายฐานธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจภายหลังประเทศในภูมิภาคอาเซียนรวมตลาดเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นายวรพจน์ กล่าวว่าทางโมทีฟมีความพร้อมเป็นอย่างดี ทั้งซอฟแวร์และบุคลากร และมีแผนที่จะพัฒนาศักยภาพทางด้านการสื่อสารของบุคลากรในส่วนของภาษาอังกฤษเพิ่มเติม โดยการเข้าไปขยายฐานในตลาดต่างประเทศ จะรวมกันเป็นทีมงานในนาม MFEC Group ที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีความพร้อมทั้ง ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ บุคลากร เงินทุน พันธมิตร และความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ โดยคาดว่าจะเริ่มที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอาทิ พม่า และลาวก่อน โดยในส่วนของโมทีฟ จะใช้จุดแข็งที่เป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตัวเองเข้าไปร่วมขยายธุรกิจกับพันธมิตรในท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

What’s Customers Want?

What’s Customers Want?

วุฒิกร สินธุวาทิน


คำว่า Customer Centric นั้น หากจะให้แปลเป็นไทยก็คงพอที่จะสรุปเป็นใจความสั้นๆได้ว่า การทำธุรกรรมทางธุรกิจทุกประเภทโดยยึดหลักความต้องการของผู้ริโภคเป็นจุด ศูนย์กลาง

                ในความเป็นจริงก็พบว่า กลยุทธ์ทางการตลาดที่เรียกว่า Customer Centric ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักการตลาดนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะ Customer Centric นั้นเกือบจะถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมๆกับสินค้าเลยก็ว่าได้ เพียงแต่ว่าเจ้าของสินค้าหรือบริการรายใดจะให้ความสำคัญกับ Customer Centric มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

                เพื่อให้เห็นว่า Customer Centric นั้นมีอยู่กับทุกสินค้า ดังนั้น BrandAge จะขอหยิบเอาตัวอย่างสินค้าที่แสนจะธรรมดาอย่างปาท่องโก๋มาอธิบายก็แล้วกัน
                สมมติ ว่า คนขายปาท่องโก๋ร้าน เอ ขายปาท่องโก๋อยู่ข้างๆร้านโจ๊กชื่อดังในตลาด ด้วยการทำปาท่องโก๋ขนาดที่คิดว่าตนเองคิดว่าทำง่ายที่สุด หยิบง่ายที่สุด ทอดง่ายที่สุด คือชิ้นละประมาณครึ่งฝ่ามือขายมาตลอด
ร้าน เอ ขายแบบนี้มานานนับสิบปี แต่แล้วจู่ๆ ก็มีปาท่องโก๋ร้าน บี มาเปิด และขายปาท่องโก๋ขนาดเล็กประมาณตัวละ 1 นิ้วเท่านั้น เพราะเจ้าของร้านบี มองว่า ปาท่องโก๋ขนาดเล็กนี้ ผู้บริโภคสามารถกินได้ย่างสะดวกโดยที่ไม่ต้องใช้มือฉีกให้เป็นชิ้นเล็กๆ แบบพอดีคำ แถมมือก็ไม่ต้องเปื้อนน้ำมันอีก...
                เชื่อไหมว่าสินค้าชนิดเดียวกัน แต่วิธีการคิดไม่เหมือนกัน ก็สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคที่ต่างกันได้
                กล่าวคือ ปาท่องโก๋ร้าน เอ นั้นใช้วิธีคิดจากตนเองมองไปหาลูกค้า คือ ขนาดของปาท่องโก๋ที่ตนทำขายนั้น ทอดง่าย ตัดง่าย ฯลฯ
ในขณะที่ร้าน บี นั้นใช้วิธีคิดโดยมองจากลูกค้ากลับมาหาตนเอง คือ ทำไมต้องทอดปาท่องโก๋ตัวใหญ่ขาย เพื่อให้คนซื้อต้องมือเลอะน้ำมันตอนฉีกกิน แทนที่จะใช้ช้อนตักกินง่ายๆ
ถึงตรงนี้อยากให้ผู้อ่านลองตัดสินใจดูว่าอยากจะกินปลาท่องโก๋แบบไหนกับโจ๊กร้อนๆ...
คราวนี้ขอย้อนกลับมาที่สนามใหญ่ที่เป็นสมรภูมิการตลาดจริงๆกันบ้าง
ในบรรดาสินค้าหรือบริการที่ยึดเอา Customer Centric เป็นแกนกลางในการทำงานนั้น สินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลายดูจะเป็นกลุ่มสินค้าที่ยึดถือกับทฤษฎีทางการตลาด นี้อย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด แต่ถ้าจะให้ยกตัวอย่างทั้งหมดก็คงต้องเขียนกันเป็นพันๆหน้า ดังนั้นก็จะขอยกตัวอย่างลงไปในกลุ่มสินค้าที่ผู้อ่านคุ้นเคยก็คงจะเพียงพอ
ขอเริ่มจากสินค้าในไลน์ของ Personal Care อย่างแชมพูเป็นตัวอย่างแรก

Shampoo
จาก Clean สู่ Care
ย้อน กลับไปในสมัยที่บ้านเรายังไม่มีสบู่ แชมพูใช้ก็ต้องบอกว่าคนในยุคนู้นทำความสะอาดร่างกายและเส้นผมก็ด้วยการอาบ น้ำ ถูตัวสระผมด้วยน้ำเปล่าธรรมดานี่แหละ อย่างดีก็มีผ้าเล็กๆสักผืนมาเป็นเครื่องทุ่นแรง
จน เมื่อมีสบู่เข้ามาทำตลาด จากที่เคยอาบน้ำเฉยๆ ก็เริ่มมีการถูสบู่ แถมบางคนก็ยังมีการประยุกต์ใช้ด้วยการนำเอาสบู่มาสระผมไปพร้อมๆกัน แต่ด้วยคุณสมบัติของสบู่ที่ผลิตออกมาเพื่อใช้ชำระร่างกาย ไม่ใช่สำหรับสระผมโดยตรง ความแรงของสบู่ก็ทำให้ผู้ใช้สบู่สระผมต้องเจอกับปัญหาผมแห้งตามมา
กระทั่งมีบริษัทผู้ผลิตสินค้าเริ่มรับรู้ถึงความต้องการของลูกค้าที่ต้องการสินค้าอะไรซักอย่างเพื่อมาใช้ทำความสะอาดเส้นผมโดยเฉพาะ
แชมพูสระผมก็ถือกำเนิดขึ้นมาเพราะ Customer Centric นับตั้งแต่บัดนั้น...
ด้วย ส่วนผสมที่อ่อนกว่า และเหมาะกับทำความสะอาดเส้นผมมากกว่า ก็ทำให้ผู้บริโภคเกิดการยอมรับมากขึ้น แต่ในสมัยก่อนแชมพูในบ้านเราที่ได้รับความนิยมนั้น จะเป็นแชมพูแบบผงที่บรรจุเป็นซองขาย โดยมีแชมพูแฟซ่าของค่ายคาโอเป็นผู้นำตลาด
แต่ ด้วยความที่แชมพูผงนั้นใช้งานยาก คือ เมื่อโดนน้ำก็มักจะจับตัวเป็นก้อน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความไม่สะดวก และเป็นการสิ้นเปลือง แชมพูในรูปแบบน้ำอย่างที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็ถูกผลิตออกมาจำหน่ายใน ช่วงเวลาต่อมาไม่นานนัก และแชมพูน้ำก็เบียดแชมพูผงจนตกขอบไปในที่สุด
Customer Centric ทำหน้าที่กำหนดตลาดอีกครั้ง
ใน ยุคนั้นแชมพูน้ำแบบขวดที่เข้ามาเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้บริโภค และได้รับความนิยมอย่างมากก็คือ แชมพูซันซิล ซึ่งแชมพูน้ำนี้ไม่ได้ขายเฉพาะคุณสมบัติในการทำความสะอาดอย่างเดียว หากแต่เริ่มขายในเรื่องของความงาม หรือบิวตี้แชมพูเข้าไป
คงไม่ต้องบอกว่าแชมพูอะไรจะได้รับความนิยมมากกว่ากัน ซันซิลใช้เวลาไม่นานก็สามารถครองความเป็นผู้นำในตลาดแชมพูได้อย่างไม่ยากเย็น
ต่อ มาเมื่อทุกอย่างมีการพัฒนามากขึ้น ผู้บริโภคที่เริ่มใส่ใจกับสุขภาพผมมากขึ้นก็ย่อมมีความต้องการมากขึ้น ลำพังแค่ผมสวยอย่างเดียวคงไม่พออีกต่อไป
การเดินทางของแชมพูจึงเริ่มพัฒนาจาก Clean ไปสู่ Care
ดัง นั้น ตลาดแชมพูก็เริ่มมีการแตกเซ็กเม้นต์ออกเป็นประเภทต่างๆมากมาย ตามความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นแชมพูเพื่อความงามที่มีการซอยย่อยออกไปอีกมากมาย อาทิ แชมพูสำหรับผมแตกปลาย, แชมพูสำหรับผมแห้ง, แชมพูสำหรับคนผมยาว, แชมพูสำหรับผมขาดน้ำหนัก ฯลฯ
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีแชมพูเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นแชมพูเด็ก, แชมพูกันรังแค
หรือจะเป็นแชมพูที่ออกมารับกับพฤติกรรมอื่นๆ เช่น แชมพูแบบ 2 In 1 ที่ออกมาสำหรับคนที่นิยมสระและนวดในขั้นตอนเดียว, แชมพูสูตรอ่อน หรือมายด์แชมพู สำหรับคนที่สระผมทุกวัน
ยัง ไม่นับรวมถึงกับการแตกไลน์ของสินค้าออกไปเป็นสินค้าหมวดใหม่ที่เอื้อต่อการ ทำตลาดซึ่งกันและกันอย่างครีมนวดผม ที่ขายได้เพราะผู้บริโภคต้องการสิ่งที่จะมาบำรุงผมให้นุ่มสลวยหลังการสระอีก เป็นต้น
อีกกรณีที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ การเกิดของแชมพูพรีเมียมอย่าง Dove ที่มีจุดขายในเรื่องส่วนผสมที่มีมิลค์ โปรตีน เอสเซ้นส์ สูตร เฉพาะเพื่อผู้บริโภคเอเชียออกสู่ตลาด แต่สิ่งที่โดฟประสบความสำเร็จนั้นนอกจากตัวสินค้าแล้ว เรื่องของการสื่อสารการตลาดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องพูดถึง
กล่าวคือ วิธีการสื่อสารของโดฟไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายนั้น เรียกว่าใช้ Customer Centric มาเป็นตัวกำหนดจริงๆ คือ โดฟเลือกที่จะใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นคนทั่วไป แทนการนำเอาดารามาเป็นจุดขาย และการนำเอาคนทั่วๆไปมานำเสนอทำให้เนื้องานโฆษณาออกมาแล้วดูสมจริงไม่โอ เวอร์จนเกินไป ซึ่งโดฟก็ยังคงใช้วิธีนี้และได้ผลมาตลอด

ผงซักฟอก : The Classic
            ตลาดผงซักฟอกก็จัดเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีการนำเอา Customer Centric เป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดตั้งแต่วันแรกที่ผงซักฟอกถือกำเนิดขึ้นมา
                แรก เริ่มเดิมทีกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนเกี่ยวกับการชำระล้างนั้น คนในสมัยก่อนนิยมนำมาเป็นเครื่องมือในการทำความสะอาดก็คือ สบู่กรด ต่อมาก็มีสบู่อเนกประสงค์อย่างสบู่ซันไลน์ที่สามารถใช้ได้ทั้งซักผ้าและล้าง จานได้ในก้อนเดียวกัน
                ต่อมาผงซักฟอกก็ถูกผลิตขึ้นมาใช้แทนสบู่เป็นครั้งแรก และต่อมาผงซักฟอกก็ได้ปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันผงซักฟอกได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดค่อนข้างสูง ผู้ผลิตจึงต้องปรับปรุงคุณภาพและรูปลักษณ์อยู่เสมอๆ จึงทำให้ในปัจจุบันได้มีผงซักฟอกสูตรต่างๆ วางขายกันตามท้องตลาดมากมาย
            ในยุคนั้นถ้าพูดถึงผงซักฟอกก็ต้องยกให้แฟ้บ ซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดผงซักฟอกในบ้านเรา จนกลายเป็น Generic Name ในยุคนั้นไป นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีผงซัฟฟอกอื่นๆ อีกหลาย Brand อาทิ บรีส, เปา ฯลฯ
                หลายคนคงพอจะจำได้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีผงซักฟอกสูตรเข้มข้นแบรนด์ Tide เข้า มาจำหน่ายในบ้านเรา ซึ่งในตอนนั้นเองทางผู้จัดจำหน่ายก็คาดหวังไว้อย่างเต็มที่ว่าจะต้องประสบ ความสำเร็จในการทำตลาดอย่างแน่นอน แต่ด้วยความที่ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคในขณะนั้นยังติดกับผงซักฟอกมาตรฐาน ที่มีปริมาณฟองเยอะอยู่
                เรียกว่า Customer Centric ในตลาดผงซักฟอกขณะนั้นคือ ผงซักฟอกที่ดีต้องมีฟองเยอะ
                เมื่อเป็นเช่นนี้ Tide ทำตลาดได้ไม่นานก็ต้องเปิดหมวกอำลาตลาดไปอย่างน่าเสียดาย เพราะมาผิดจังหวะไปนิดนึง
                ตรงกันข้ามกับผงซักฟอกสูตรเข้มข้นแอทแทคของค่ายคาโอ ที่เป็นผงซักฟักเข้มข้นเหมือนกับ Tide เพียง แต่ว่าแอทแทคนั้นมาพอดีกับช่วงที่ตลาดของผงซักฟอกในขณะนั้นไม่มีนวัตกรรม เด่นๆมานาน ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยมีเวลาทำงานบ้านนานๆ ก็มีเวลาน้อยลง การที่จะมามัวแช่ผ้านานๆเพื่อขจัดคราบสกปรกก็เป็นเรื่องที่ลำบาก
                ยิ่ง ไปกว่านั้นก็คือ ความนิยมในการใช้เครื่องซักผ้าที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ความต้องการผงซักฟอกชนิดเข้มข้นเพิ่มขึ้นตาม เพราะผงซักฟอกสูตรมาตรฐานที่ให้ฟองเยอะจะส่งผลให้ฟองล้นเครื่องซักผ้า ดังนั้นผงซักฟอกสูตรเข้มข้นจึงเข้ามาตอบสนองไลฟ์สไตล์ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี
                เมื่อ เป็นเช่นนี้ ทันทีที่เปิดตัวแอทแทคผงซักฟอกสูตรเข้มข้นก็ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีจาก ผู้บริโภคดีเสียจนเบอร์หนึ่งอย่างยูนิลีเวอร์ถึงกับเกือบเสียท่าให้กับคาโอ ในตลาดผงซักฟอกเข้มข้น
                แต่ก็เพราะ Customer Centric อีกนั่นแหละที่ทำให้ยูนิลีเวอร์สามารถพลิกฟื้นจากสถานการณ์ที่ตกเป็นรองจนกับมาเป็นกำหนดทิศทางของตลาดได้อีกครั้ง
ในตอนนั้นยูนิลีเวอร์ที่มีบรีสเป็นเรือธง ก็ได้ทำการแตกไลน์สินค้าของตนเองออกเป็นหลายผลิตภัณฑ์ โดยที่สินค้าแต่ละตัวก็จะมี Benefit ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน คือ ผงซักฟอกบรีส พาวเวอร์แบบมาตรฐาน, ผงซักฟอกบรีส อัลตร้า และ ผงซักฟอกบรีส เอกเซลสูตรเข้มข้น, ผงซักฟอกบรีส คัลเลอร์ สำหรับผ้าสี, ผงซักฟอกโอโม สำหรับผ้าขาว
การแก้เกมของค่ายยูนิลีเวอร์ในช่วงเวลานั้น ต้องบอกว่า ค่ายูนิลีเวอร์ได้ดึงเอา Customer Centric ของแม่บ้านมาใช้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทจุดขายในเรื่องของการเบาแรงซัก หรือมีพลังซักมีความสามารถในการขจัดคราบสกปรกที่เหนือกว่า
                เรียกว่ายูนิลีเวอร์ออกสินค้ามาตอบสนองทุก Customer Centric แม่บ้านจริงๆ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผงซักฟอกของค่ายยูนิลีเวอร์สามารถครองความเป็นผู้นำได้อย่างเหนียวแน่นมาตลอด
                ยิ่งมาเจอกับแคมเปญล่าสุดของทางยูนิลีเวอร์ที่ว่า กล้าเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์ นั้นก็ต้องบอกว่า ยูนิลีเวอร์กำลังหยิบเอา Customer Centric ของแม่บ้านมาเป็นเครื่องมือในการทำตลาดอีกครั้งหนึ่ง
                เพราะ รู้ๆกันอยู่ว่า แม่บ้านทั้งหลายนั้น เหนื่อยแสนเหนื่อยกับการที่ต้องมาคอยซักเสื้อผ้าที่เลอะของลูกเสมอมา โดยที่ผู้ปกครองบางคนก็อาจจะมีการห้ามปราม หรือเลยไปถึงทำโทษ เพื่อไม่ให้เด็กไปเล่นหรือทำกิจกรรมที่อาจจะทำให้เสื้อผ้าเลอะ เพราะไม่อยากซักเสื้อผ้าที่สกปรกมากๆ
                ดัง นั้น แคมเปญดังกล่าวจึงเป็นการกระตุ้นไปยังผู้ปกครองโดยตรง ให้เปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ว่า การที่บุตรหลานทำเสื้อเลอะเทอะนั้น ไม่ใช่อุปสรรค แต่ให้มองด้านดีในเรื่องของประสบการณ์ดีๆของเด็กที่ได้กลับมาแทน คือแทนที่จะห้ามก็เปลี่ยนเป็นสนับสนุนให้เด็กได้กล้าคิด กล้าแสดงออก
                แน่นอนว่าการตลาดทางอ้อมนี้ ก็ย่อมที่จะทำให้แม่บ้านมีโอกาสได้สัมผัสกับ Experience Marketing ของทางบรีสได้อีกทางหนึ่ง
เรียกว่า พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสจริงๆ สำหรับแคมเปญนี้

Retail : The First Mover
                ข้ามมาทางฝั่งของฝั่งค้าปลีกกันบ้าง เช่นเดียวกับสินค้าคอนซูเมอร์ ต้องบอกว่าในตลาดค้าปลีก Customer Centric ก็คือผู้กำหนดทิศทางของตลาดค้าปลีกเช่นกัน
                รูป แบบของร้านค้าปลีกในประเทศไทยกว่าจะมาเป็นห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่อย่างที่ เราคุ้นเคยนั้น ก็ต้องบอกว่าค้าปลีกยุคแรกของไทยก็ล้วนแล้วแต่เริ่มต้นมาจากค้าปลีกแบบห้อง แถวแทบทั้งนั้น แต่ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหนก็ตาม ก็ต้องบอกว่าตลาดค้าปลีกนั้นได้มีการนำเอา Customer Centric มาใช้ตลอดเวลา
                ตัวอย่างของ Customer Centric ของค้าปลีกในยุคแรกๆที่เห็นได้อย่างชัดเจนสิ่งหนึ่งนั่นก็คือ การให้เชื่อ หรือเอาของไปใช้ก่อนแล้วผ่อนทีหลังนั่นเอง
                ด้วย ความที่ว่าในสมัยก่อนสภาพสังคมของเรายังมีความเป็นอยู่ที่มีความใกล้ชิดสนิท สนมกันมากกว่าปัจจุบัน ดังนั้น การให้ค้างนิด ยืมหน่อยของร้านค้าห้องแถวกับลูกค้าในระแวกเพื่อนบ้าน จึงถือเป็นกระบวนการทางการตลาดที่เป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือ Customer Centric แบบชาวบ้านๆ
                ข้ามจากยุคห้องแถว มาในยุคของห้างสรรพสินค้า...
สำหรับ ประเทศไทยค้าปลีกในรูปแบบของโมเดิร์นเทรดนั้น เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2499 โดยกลุ่มของเซ็นทรัลที่เติบโตมาจากร้านค้าห้องแถวเช่นกัน
ในครั้งนั้นเซ็นทรัลได้เปิดห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสาขาแรกที่วังบูรพา
แน่นอนว่าการปฎิวัติรูปแบบค้าปลีกขนาดนั้นก็ย่อมจะต้องมีอะไรที่เป็นปรากฏการณ์สำคัญเกิดขึ้นเป็นแน่แท้
ณ ห้างเซ็นทรัลวังบูรพา ทางเซ็นทรัลได้มีการติดเครื่องปรับอากาศ เพื่อเพิ่มความเย็นให้กับลูกค้า รวมถึงมีการแบ่งแผนกของสินค้าที่จำหน่ายออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อง่ายต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภค ซึ่งแตกต่างจากร้านค้าโชวห่วยเดิมๆอย่างสิ้นเชิง
การนำเอาแนวคิดสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับค้าปลีกของเซ็นทรัลนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของค้าปลีกสมัยใหม่ ที่เดินตามกฎของ Customer Centric อย่างแท้จริง
ไม่ เพียงเท่านั้น สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่บรรดาผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้านำมาใส่ไว้ใน ห้างดูจะเป็นจุดขายที่สามารถดึงคนเข้าห้างได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่าง เช่น ห้างไทยไดมารูที่ได้นำเอาบันไดเลื่อนเข้ามาใช้เป็นห้างสรรพสินค้าแรกของ ประเทศ ก็เพราะทางห้างฯ รู้ว่าด้วยจำนวนชั้นที่มีหลายชั้นก็ย่อมจะทำให้คนที่มาซื้อของไม่ได้รับความ สะดวกถ้าใช้บันได
ต่อ มาห้างสรรพสินค้าก็มีการนำเอาลิฟต์มาให้บริการ เพราะรวดเร็วกว่า แต่การโดยสารในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ก็ย่อมสร้างความอึดอัดให้กับลูกค้า ดังนั้นก็มีห้างสรรพสินค้าอย่างโรบินสันที่นำเอาลิฟต์แก้วที่สามารถมองออกมา ด้านนอกอาคารได้มาเป็นจุดขายของห้างฯ ซึ่งในยุคนั้นลิฟต์แก้วก็ได้รับความนิยมอย่างมากถึงขนาดที่ต้องเข้าคิวรอ หลายนาทีกว่าจะได้ขึ้น
มี ข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ในยุคที่ห้างสรรพสินค้าแบบดีพาร์ตเม้นต์สโตร์ได้รับความนิยมอย่างมากนั้น หลายๆห้างสรรพสินค้าก็มีการนำเอาแนวคิดแบบ Corporate Centric มาใช้เช่นกัน
หลาย คนคงพอจะจำได้ว่า การจัดผังทางเดินในห้างฯ ส่วนใหญ่ในยุคนั้น จะใช้การเปิดบันไดเลื่อนขึ้น-ลงแบบแยกทาง กล่าวคือ หากลูกค้าต้องการจะขึ้นบันไดเลื่อนจากชั้น 1 เพื่อไปยังชั้น 4 เมื่อขึ้นไปถึงชั้น 2 ลูกค้าจะต้องเดินวนกลับไปขึ้นบันไดเลื่อนอีกฝั่งหนึ่ง ต้องทำอย่างนี้ไปจนกว่าจะถึงชั้น 4
ที่ ห้างส่วนใหญ่นิยมทำแบบนี้ ก็เพราะว่าในสมัยก่อนห้างสรรพสินค้ามีเปิดให้บริการอยู่ไม่มากนัก ผู้บริโภคยังไม่มีทางเลือกเท่ากับปัจจุบัน ดั้งนั้นทางเจ้าของห้างฯเองก็มักจะจัดระบบทางเดินแบบกึ่งบังคับให้ลูกค้า ต้องเดินวนไปขึ้นในอีกด้านหนึ่ง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการขายในทุกๆแผนกนั่นเอง
ต่างกับในปัจจุบันที่มีห้างสรรพสินค้ากระจายอยู่แทบจนทุกหัวมุมถนน ลูกค้าก็มีทางเลือกมากกว่าเดิม แนวความคิดในการจัดผังทางเดินแบบ Customer Centric ที่เน้นความสะดวกของลูกค้ามาเป็นอันดับแรก จึงถูกเข้ามาแทนที่
การพัฒนาห้างสรรพสินค้าเป็นศูนย์การค้าก็ถือเป็นอีก Customer Centric ที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นการดึงเอาความต้องการของผู้บริโภคที่มีมากกว่าการไปจับจ่ายซื้อ ของ นั่นก็คือการไปพักผ่อน เดินเล่น ซึ่งศูนย์การค้าจะสามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ การหยิบเอา Entertainment มา ผสมผสานกับค้าปลีกของค่ายเดอะมอลล์ที่ทำได้อย่างลงตัว โดยในครั้งนั้นเดอะมอลล์ได้มีการนำเอาสวนสนุก กับสวนน้ำเข้าไปผนวกอยู่ในศูนย์การค้าเพื่อเป็นจุดขาย ซึ่งก็ได้เสียงตอบรับจากผู้บริโภคกลับมาเป็นอย่างดี
จนปัจจุบันเมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตลาดของค้าปลีกก็มีการปรับตัวตาม
ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างเด่นชัดก็คือ การถือกำเนิดของร้านค้าสะดวกซื้อ เช่น 7-Eleven, Family Mart ฯลฯ ที่มีการเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มมีเวลาไม่แน่นอนในการจับจ่าย
ห้าง สรรพสินค้าขนาดใหญ่อย่าง ดิสเคาน์สโตร์ ที่เกิดขึ้นมาตอบสนองความต้องการในเรื่องของราคา ซึ่งห้างดิสเคาน์สโตร์นั้น จะเน้นจุดขายในเรื่องของสินค้าราคาถูกทุกวันภายใต้สโลแกนที่ว่า Every Day Low Price หรือ EDLP โดย อาศัยระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนในเรื่องของการตกแต่งที่ไม่ต้องหรูหราเหมือนห้าง สรรพสินค้า, เรื่องของการนำเอาระบบ Self Service เข้ามาใช้ เป็นต้น
                หรือจะเป็นห้างฯที่ขายสินค้าเฉพาะอย่างที่เรารู้จักกันในรูปแบบของ Category Killer อย่างร้าน Power Buy, B2S, Super Sport ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยมเพราะสามารถตอบสนอง Customer Centric หรือความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี
                               
Mobile Phone : Fast Pace
                จะว่าไปแล้วสินค้าในแนวเทคโนโลยีจ๋าอย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ดีที่มีการหยิบเอา Customer Centric มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่แพ้กับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
                เริ่มจากทางฝั่งของโอเปอเรเตอร์หรือแม่ข่าย
                ต้องบอกว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้น เกือบทุกโอเปอร์เรเตอร์มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการขยายเครือข่ายให้ ครอบคลุมมากที่สุด คือจะเป็นกึ่ง Corporate Centric บวกกับ Product Centric ซึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องในช่วงเวลานั้น ซึ่งในเวลาต่อมา การมุ่งเน้นแต่ขยายเครือข่ายเพียงอย่างเดียวก็คงจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ ของผู้บริโภค แน่นอนว่า Customer Centric หรือการมุ่งให้บริการที่ดีที่สุดกับลูกค้าจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน
                การหยิบเอา Customer Centric มาใช้กับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น เรียกว่ากรณีศึกษามากมาย แต่ที่เห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดก็น่าจะเป็นในเรื่องของการ เปลี่ยนวิธีการเก็บค่าบริการ
                ในสมัยก่อนผู้ให้บริการจะเก็บค่าบริการเป็นรายเดือนแบบจดทะเบียน หรือ Post Paid ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมที่ซับซ้อนยุ่งยาก เพราะว่าต้องใช้เอกสารยืนยันตัวมากมาย เพื่อความปลอดภัยของบริษัท ซึ่งเป็นการคิดแบบ Corporate Centric ต่อมาทาง AIS ก็ได้มีการแหกกฎด้วยการออกบริการใหม่แบบ Pre Paid ซึ่งเป็นบริการโทรศัพท์ที่ไม่ต้องจดทะเบียนให้ยุ่งยาก ผู้ใช้เพียงแค่ซื้อ SIM กับบัตรเติมเงินก็สามารถใช้งานได้ทันที
                ไม่นานนักโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Pre Paid ที่เป็น Customer Centric ก็ได้รับความนิยม จนปัจจุบัน ระบบ Pre Paid มีส่วนแบ่งในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 86% ของตลาด
อีกกรณีที่น่าสนใจก็คือ เรื่องของการเหมาจ่ายค่าบริการ
                คง พอจำกันได้ว่าในยุคแรกๆของโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ใช้ต้องจ่ายค่าบริการเป็นสองส่วนก็คือ ค่าบริการรายเดือน กับค่าโทรตามปริมาณการใช้งาน นั่นก็คือ การคิดในเชิงของ Corporate Centric
ต่อมาเมื่อทาง TAC ได้ปรับเปลี่ยนเป็น DTAC และได้มีการนำเอาหลักการ Customer Centric มาใช้ คือ ใช้วิธีการคิดค่าบริการโดยคำนวณแบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือนตามแพ็กเกจที่ลูกค้า ต้องการ ที่มีให้เลือกตั้งแต่โทรมาก โทรปานกลาง ไปจนถึงโทรน้อย โดยยกเลิกการเก็บค่าบริการรายเดือนไป นอกจากนี้แล้วในส่วนของการคิดค่าบริการ ทาง DTAC เองก็ยังมีการปรับวิธีมาคิดเป็นรายวินาที โดยเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่ 31 เป็นต้นไป
การคิดค่าบริการเป็นวินาทีนี้ เรียกว่าเป็น Customer Centric อย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมาผู้บริโภคมองว่าถูกผู้ให้บริการเอาเปรียบ เพราะบางครั้งลูกค้าคุยโทรศัพท์เลยการนับแบบนาทีมาเพียงไม่กี่วินาที แต่ต้องเสียค่าบริการเต็ม 1นาที
หรือจะเป็นกรณีของการออกแพ็กเกจเพื่อมาตอบสนองกลุ่มที่เป็น Light User ไม่ว่าจะเป็น Baby SIM หรือสวัสดีก็ตาม ทั้งสองแพ็กเกจนี้ก็ล้วนแล้วแต่ถูกคิดขึ้นมาภายใต้กรอบความคิดของ Customer Centric ที่ว่า อยากได้แพ็กเกจโปรโมชั่นที่โทรน้อยใช้นานทั้งสิ้น
                ใช่ว่า Customer Centric จะมีแต่เฉพาะทางฝั่งแม่ข่าย ตรงกันข้ามทางฝั่งลูกข่าย หรือผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่เองก็มีการหยิบเอาเครื่องมือนี้ไปใช้อยู่ไม่ น้อยเหมือนกัน
                ที่ เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ การนำเอาเรื่องของแฟชั่นหรือเรื่องของเทคโนโลยีมาผนวกเข้าไปในโทรศัพท์ เคลื่อนที่ ซึ่งก็ทำให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา
                สิ่ง ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับผู้ผลิตที่จะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ การผนวกเอาเทคโนโลยีจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างกล้องดิจิตอลมาควบรวม เข้าไว้ด้วยกันจนกลายเป็น Digital Phone ทั้ง นี้ก็เพราะว่าพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้บริโภคปัจจุบันนั้น มีความต้องการใช้งานมากกว่าแค่ฟังก์ชั่นรับสายเขาและโทรออก
                ไม่เพียงแต่กล้องดิจิตอลเท่านั้น แต่โทรศัพท์มือถือยุคใหม่ๆยังได้มีการผนวกเอาวิทยุ, ออแกไนเซอร์ และเกม เข้าไป ก็เพื่อที่จะตอบสนองความเป็น All in one Phone โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องเสียสตางค์ซื้อสินค้าสองชิ้น หรือไม่ต้องแบกอุปกรณ์ไปไหนมาไหนทีละหลายๆอย่าง
เชื่อหรือยังว่าพัฒนาการของสินค้าส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เดินตาม Customer Centric ของผู้บริโภคทั้งสิ้น

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

"วอลต์ดิสนีย์"จุดยืนกลยุทธ์...สู่ความสำเร็จธุรกิจใหม่

คอลัมน์: แยบยลกลยุทธ์

รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค teerayout@acc.chula.ac.th

จุดยืนกลยุทธ์...สู่ความสำเร็จธุรกิจใหม่

 ภาพhttp://www.thaibizchina.com

      บ่อยครั้งที่ความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์/บริการใหม่ ๆ สู่ตลาด มิได้มาจากตัวคุณภาพของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เสมอไป

      เนื่องจากแม้จะผ่านกระบวนการวิจัยพัฒนา ทุ่มทุนจนกลายเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยเกินหน้าเกินตาคู่แข่ง แต่ก็ยังไม่ได้การตอบรับจากตลาดสูงเหมือนดังที่คาด  นักกลยุทธ์จึงต้องหาทางไขปัญหาให้รู้แจ้งเห็นจริงกันอย่างถ่องแท้

      ประเด็นหนึ่งซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญนำสู่ความสำเร็จ นอกเหนือจากตัวผลิตภัณฑ์เองล้วน ๆ มาจาก "ภาพลักษณ์" ของกิจการในช่วงที่ผ่านมาว่า จะทำให้ลูกค้าสาธารณชนเชื่อมั่นศรัทธากับผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่นำเสนอออกมาได้มากน้อยเพียงใด

      เนื่องจากลูกค้าในปัจจุบันอยู่ในยุคแห่งข่าวสาร พร้อมเปิดรับทุกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่เพียงแต่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ตัวบริษัทเองก็เป็นสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญไม่น้อย

      ดังนั้น การสร้างแบรนด์ของกิจการด้วยการตอกย้ำ "จุดยืนทางกลยุทธ์"อย่างมั่นคง ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สร้างสรรค์ความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้อย่างมาก
 
      ดังที่เกิดกับ แอปเปิลหนึ่งในองค์กรนวัตกรรมชั้นนำ ของโลก ซึ่งปัจจุบันสร้างเครดิตกับสาธารณชนทั่วทั้งโลกอย่างมั่นคงไปแล้วว่า ผลิตภัณฑ์ภายใต้การกุมบังเหียนของ สตีฟ จ็อบส และแบรนด์แอปเปิลนั้น จะไม่ทำให้สาวกแอปเปิลที่รอคอยกันอยู่ทั่วโลกผิดหวังทั้งในแง่ของนวัตกรรม ความแปลกใหม่ฟังก์ชั่นการใช้งาน และดีไซน์เก๋ไก๋สะดุดตาหาใครเทียบยาก

      ดังนั้น ไม่แปลกใจเลยที่ความสำเร็จล่าสุดของไอแพดจะเกิดขึ้นอย่างถล่มทลาย ลูกค้าสาวกแบรนด์นี้ตั้งหน้าตั้งตารอและถึงกับต้องรอคิวกันยาวนาน เพื่อเข้าไปจองไอแพดรุ่นล่าในร้านแอปเปิลกลายเป็นสินค้าท็อปฮิตของโลกเพียง ชั่วข้ามคืน

      ที่น่าสนใจคือ พวกที่มาจองกันนับล้านเครื่องนั้น หลายคนยังไม่แน่ใจว่าไอแพดเอาไปใช้ทำอะไร เรียกว่ามาด้วยความเชื่อมั่นล้วน ๆ ซึ่งนับว่า corporate brand ของแอปเปิลงานนี้มีอิทธิพลต่อความสำเร็จสูงมาก

      หรือกรณีที่คล้ายคลึงกันของ วอลต์ดิสนีย์ ที่ครองอันดับหนึ่งขวัญใจมหาชนในการพัฒนาอาณาจักรธุรกิจบันเทิงระดับโลก ถึงแม้ว่าจะมีขอบข่ายในการดำเนินงานกว้างขวาง ทั้งตัวการ์ตูนธุรกิจภาพยนตร์ ธุรกิจสวนสนุกของเด็กเล่น สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์และเคเบิลทีวี ฯลฯ
แต่สิ่งหนึ่งที่มีความชัดเจนมากเมื่อเอ่ยถึงชื่อของ วอลต์ ดิสนีย์ ก็คือ ทุกคนในครอบครัวจะได้รับความบันเทิงครบวงจร อันเป็นพันธกิจช้านานของกิจการ และไม่เคยวอกแวกออกไปนอกวงโคจรดังกล่าวเลย
ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนทางกลยุทธ์ที่ชัดเจน อันนำมาสู่ความเชื่อมั่นและมั่นคงในสายตาของสาธารณชนโดยทั่วไป
      ทุกผลิตภัณฑ์/บริการที่พะยี่ห้อดิสนีย์เป็นที่ไว้วางใจ และสร้างความเชื่อมั่นในแง่ของคุณภาพความบันเทิงไร้ขีดจำกัด

      หรือแม้แต่ในกิจการขนาดใหญ่ที่มีหลากหลายธุรกิจในองค์กรเดียว กัน การสร้าง "จุดยืน" ให้ชัดเจนของแต่ละหน่วยธุรกิจ ถือเป็นความจำเป็นต่อการเสริมส่งภาพลักษณ์และความได้เปรียบของผลิตภัณฑ์เช่น กัน

      ดังธุรกิจไอศกรีม เบนแอนด์เจอร์รี่ส์ หนึ่งในเครือของบริษัทยูนิลีเวอร์ ซึ่งถือเป็นไอศกรีมพรีเมี่ยมที่เน้นการดูแลสังคมรักษาสิ่งแวดล้อมเชิง อนุรักษนิยมอย่างเคร่งครัด มีการตอกย้ำจุดยืนของธุรกิจอย่างอิสระโดดเด่น ไม่ทับซ้อนกับธุรกิจอื่นภายใต้ชายคาเดียวกัน ทำให้ สะท้อนถึงคุณค่าในแบรนด์นี้อย่างชัดเจน และสร้างความแตกต่างได้เปรียบทางการแข่งขันที่เป็นเอกลักษณ์ในสายตาลูกค้า
ต่างจากกรณีของรถยนต์สุดยอดประหยัดจากบริษัทผลิตรถยนต์ ยักษ์ใหญ่รายหนึ่งของโลก ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมยานยนต์สีเขียวประหยัดพลังงานตัวจริงของอุตสาหกรรมรถ ยนต์โลกขณะนี้ คุณภาพของรถนั้นแน่นอนว่าไม่เป็นที่กังขาใด ๆ แต่การตอบรับจากตลาดกลับต่ำกว่าที่คาดหมายมาก
ปัจจัยหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญคือ ภาพลักษณ์ของกิจการ ที่ช่วงหลังถดถอยไปจากผลการดำเนินงานที่ตกต่ำลง พลอยส่งผลให้สาธารณชนไม่ได้มองกิจการเป็นหนึ่งในผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ดัง กล่าว
      ทำให้ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ลดความน่าดึงดูดใจลงตามไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ตัวผลิตภัณฑ์เองมีประสิทธิภาพสูงทีเดียว ถึงกับมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าหากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปนำเสนอโดยคู่แข่งขันที่ มีภาพลักษณ์กิจการชัดเจนและมีผลงานดีเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและ ประหยัดพลังงานในช่วงที่ผ่านมา น่าจะส่งผลให้รถยนต์รุ่นใหม่ดังกล่าวไปถึงดวงดาวมากกว่านี้

      หรือในกรณีของแมคโดนัลด์ ธุรกิจบริการอาหารจานด่วนชื่อก้องโลกก็มีประเด็นที่คล้ายคลึงกัน โดยตั้งแต่ประมาณ 10 ปีก่อนที่กิจการได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจร้านอาหารเพื่อสุขภาพแห่งหนึ่ง โดยเน้นวัตถุดิบเป็นเนื้อวัวที่ผ่านการเลี้ยงดูด้วยวิธีธรรมชาติ และไม่ใช้ฮอร์โมนใด ๆ ทั้งสิ้น

      แต่แล้วในปี 2006 ที่ผ่านมาแมคโดนัลด์ตัดสินใจขายธุรกิจดังกล่าวทิ้งไป และหันกลับมาโฟกัสที่ธุรกิจอาหารจานด่วนดั้งเดิมของตน ซึ่งกลับกลายเป็นว่า เมื่อขายทิ้งไปแล้วธุรกิจนี้กลับมีการเติบโตของรายได้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพุ่งสูงเกินความคาดหมายเลยทีเดียว  ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเทรนด์ของโลกในปัจจุบันและอนาคตนั้นให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพ ความปลอดภัยและคุณค่าทางอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ

      ซึ่งจากมุมมองของนักวิเคราะห์มองว่า หากแมคโดนัลด์ยังคงธุรกิจดังกล่าวไว้ น่าจะทำให้ภาพลักษณ์การเป็นผู้นำอาหารเพื่อสุขภาพชัดเจนในสายตาผู้บริโภค อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในแบรนด์ตามมาอีกด้วย

      ดังนั้น คำถามหลักที่สำคัญของลูกค้าในยุคนี้ก่อนที่จะเลือกซื้อสินค้าใดนอกจากจะ คำนึงถึงคุณภาพของสินค้าและการอ้างอิงบอกต่อจากผู้ใช้คนอื่น ๆเป็นหลักแล้ว ยังรวมถึง "ความเชื่อมั่น"และ "ภาพลักษณ์" ของกิจการด้วยว่าใครเป็นคนคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีเรื่องราวที่มาที่ไปน่าประทับใจขนาดไหนถึงจะสามารถดึงดูดใจให้ลูกค้าเลือก เฟ้นเป็นหนึ่งในสินค้าในดวงใจได้

      ดังนั้น ขอชักชวนให้ทุกกิจการเฟ้นหาจุดยืนที่โดดเด่นชัดเจน และสื่อสารจุดยืนดังกล่าวออกมาสู่สายตาของลูกค้าสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง จึงจะเป็นการช่วยเสริมส่งความสามารถทางการแข่งขันในผลิตภัณฑ์/บริการของ กิจการอย่างสัมฤทธิผล
ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8-11 กันยายน 2554, หน้า 36




ที่มา: http://library1.acc.chula.ac.th