แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลประกอบการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลประกอบการ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ช็อก! ธนาคารดัง “บาร์เคลย์” ขาดทุนยับ 4.8 หมื่นล้าน

ช็อก! ธนาคารดัง “บาร์เคลย์” ขาดทุนยับ 4.8 หมื่นล้าน-จ่อปลด พนง.อื้อ อาจกระทบฐานะสปอนเซอร์ฟุตบอล “พรีเมียร์ลีก”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2556 17:30 น.

ที่มา http://www.manager.co.th/Around/ViewNews
       เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - “บาร์เคลย์” ธนาคารชื่อดังของอังกฤษซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงลอนดอน ประกาศในวันอังคาร (12) เตรียมปลดพนักงานอย่างน้อย 3,700 ตำแหน่งภายในปีนี้ จากจำนวนพนักงานในสังกัดทั้งหมด 140,000 คน โดยตำแหน่งงานที่จะถูกปลดในครั้งนี้ประกอบด้วยพนักงาน 1,800 คนในสายงานธนาคารเพื่อการลงทุน และอีก 1,900 คนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ารายย่อยและธุรกิจในยุโรป หลังผลประกอบการหลังหักภาษีขาดทุนยับถึง 1.04 พันล้านปอนด์ (ราว 48,455 ล้านบาท) ในปี 2012 ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับผลประกอบการเมื่อปี 2011 ที่เคยมีกำไรสุทธิถึง 3 พันล้านปอนด์ (ราว 139,850 ล้านบาท)
     
       แอนโทนี เจนกินส์ ซีอีโอของบาร์เคลย์ ยอมรับว่า ปี 2012 ถือเป็นปีแห่งความยากลำบากของบาร์เคลย์ รวมถึงภาคธนาคารของอังกฤษในภาพรวมซึ่งถูกครอบงำด้วยการลงทุนแบบผลีผลามของเหล่านายแบงก์ที่คำนึงถึงแต่ผลกำไรระยะสั้นมากกว่าความมั่นคงในระยะยาว และละเลยความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า และสังคมในภาพกว้าง พร้อมเผยว่านอกจากมาตรการปลดพนักงานดังกล่าวแล้วทางบาร์เคลย์ยังต้องดำเนินการตัดลดค่าใช้จ่ายภายในองค์กรให้ได้กว่า 1.7 พันล้านปอนด์ (ราว 79,247 ล้านบาท) ภายในปี 2015 อีกด้วย
     
       เจนกินส์เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ผู้บริหารของธนาคารบาร์เคลย์แทนที่บ็อบ ไดมอนด์ เมื่อ 5 เดือนก่อน หลังจากที่บาร์เคลย์ถูกหน่วยงานผู้คุมกฎของทั้งอังกฤษและสหรัฐฯ ปรับเงินกว่า 290 ล้านปอนด์ (ราว 13,522 ล้านบาท) จากความเกี่ยวข้องกับเรื่องฉ้อฉลอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของการทำกู้ยืมระหว่างธนาคารในกรุงลอนดอน รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยรายวันในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารในกลุ่มยูโรโซน
     
       อย่างไรก็ดี เจนกินส์ซึ่งเพิ่งออกมาปฏิเสธไม่ขอรับเงินโบนัสประจำปี 2012 มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านปอนด์ (ราว 47 ล้านบาท) ไปเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ยอมเปิดเผยว่าสถานะที่ย่ำแย่ของธนาคารในขณะนี้จะกระทบการเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษหรือไม่ หลังจากมีข่าวลือว่าทางธนาคารบาร์เคลย์ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักให้ศึกพรีเมียร์ลีกมาตั้งแต่ปี 2001 อาจจำต้องถอนตัวจากการสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลรายการดังกล่าวในอนาคตอันใกล้นี้
     
       ทั้งนี้ บาร์เคลย์ซึ่งมีกิจการในมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ.1690 และถือเป็นธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดเป็นลำดับที่ 6 ของโลกที่ยังคงดำเนินธุรกิจอยู่

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ยอดขาย 'เป๊ปซี่' ฟื้นพร้อมทวงส่วนแบ่งตลาด



วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 03:33
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ผลประกอบการในไตรมาส 4 "เป๊ปซี่ โค" โต 17% จากยอดขายที่ได้จากธุรกิจในส่วนต่างๆ ส่งสัญญาณการเติบโต หลังประกาศแผนฟื้นฟูยอดขายเมื่อ 1 ปี

เป๊ปซี่ คาดการณ์ว่าในปี 2556 จะมีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 7% ทำให้กลับสู่เป้าหมายการเติบโตระยะยาวของตัวเองได้สำเร็จหลังจากที่สะดุดไป 1 ปีเต็มจากการปรับโครงสร้างใหม่และทุ่มเงินมหาศาลไปกับการโฆษณา และทำให้ผลประกอบการประจำปีเพิ่มขึ้นโดยแบ่งเป็นหุ้นๆละ 2.27 ดอลลาร์ จากเดิม 2.15 ดอลลาร์

ทั้งรายได้และกำไรในไตรมาสที่สี่บริษัทเป๊ปซี่ โค สูงกว่าการคาดการณ์ของวอลล์สตรีท ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น 1% เป็น 72.28 ดอลลาร์ หลังปิดตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 ก.พ.)

เป๊ปซี่ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำอัดลมหลากชนิด เครื่องดื่มเกลือแร่ "เกเตอเรด" และขนมขบเคี้ยว "ฟริโต-เลย์" พยายามกระตุ้นยอดขายผ่านการโฆษณาและเน้นไปที่ 12 แบรนด์หลักของตัวเองในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กลยุุทธดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเป๊ปซี่ "อินดรา นูยี" ถูกบรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์วิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับแผนบริหารบริษัทรวมทั้งไม่ยอมชี้แจงการแยกธุรกิจอาหารออกจากธุรกิจเครื่องดื่ม

ทั้งนี้ เป๊ปซี่ได้เพิ่มงบการตลาดเป็นจำนวนประมาณ 500-600 ล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้ธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลมของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ซีอีโอของบริษัทเป๊ปซี่ โค กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 ก.พ.) ว่า เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ยังคงมีศักยภาพการเติบโต โดยเฉพาะเครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง "เมาท์เทนดิว" ของเป๊ปซี่ ซึ่งสามารถแข่งขันกับเครื่องดื่มประเภทโคล่าได้อย่างคู่คี่ นอกจากนี้ บริษัทเป๊ปซี่ โค ยังพยายามอย่างต่อเนื่องในการคิดค้นเครื่องดื่มโคล่าที่มีแคลอรี่น้อยลงแต่คงรสชาติเดิม

"เป๊ปซี่ เน็กซ์" น้ำอัดลมยี่ห้อใหม่ ซึ่งมีน้ำตาลน้อยกว่าเป๊ปซี่แบบปกติ 60% ถูกโฆษณาระหว่างการแข่งขัน "ซูเปอร์ โบวล์" และมียอดขายประจำปีแตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัทเป๊ปซี่ โค ยังคิดค้นสารแทนความหวานจากธรรมชาติเพื่อกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มประเภทโคล่าอีกด้วย

เป๊ปซี่ รายงานว่า มีผลกำไรเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.66 พันล้านดอลลาร์จาก 1.42 พันล้านดอลลาร์ หรือเทียบเป็นราคาหุ้นที่ 1.06 ดอลลาร์ต่อหุ้นจาก 89 เซนต์ต่อหุ้นในปีก่อนหน้านี้ ถ้าไม่นับรวมในส่วนของการประเมินมูลค่ายุติธรรม สิทธิประโยชน์ทางภาษี การชำระเงินบำนาญ และค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างใหม่ กำไรจะลดลงเหลือ 1.09 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขณะที่รายได้ก็ลดลง 1% เหลือ 1.995 หมื่นล้านดอลลาร์

จากการสำรวจความเห็นบรรดานักวิเคราะห์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ล่าสุด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เป๊ปซี่จะได้กำไร 1.05 ดอลลาร์ต่อหุ้นจากรายได้ 1.97 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีอัตรากำไรจากการดำเนินธุรกิจในระดับที่ไม่ต่างกันอยู่ที่ 11.1%

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าว “กลุ่มสามารถ”ชู“STRONG” โตก้าวกระโดด ตั้งเป้ารายได้ 3 หมื่นล้านในปี56 กำไรโต 50%




คุณวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
28 ม.ค. พ.ศ. 2556  /  8:22pm  /  โดยDave Wong
 ที่มา http://www.hardwarezone.co.th/tech-news/view/1325
เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มบริษัทสามารถนำโดย คุณวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานแถลงข่าวผลประกอบการ และทิศทางในปี 2556 พร้อมตอกย้ำความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา โดยกลุ่มบริษัทสามารถ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีครบวงจร ย้ำชัดปี 56 เป็นปีแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยตั้งเป้ารายได้รวม 30,000 ล้านบาท คาดผลกำไรเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับปี 2555 ทั้งนี้ เนื่องจากมีปัจจัยที่ช่วยเสริมความมั่นใจ คือ แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่มีการขยายตัวและการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยงบประมาณภาครัฐ ที่สำคัญ คือในปี 56 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G และระบบดิจิตอลทีวี ซึ่งจะสร้างโอกาสทางการตลาดอย่างมหาศาลให้แก่กลุ่มบริษัทสามารถ นอกจากนี้ ทุกธุรกิจของกลุ่มสามารถในปัจจุบัน ล้วนมีผลประกอบการที่ดีขึ้นและมีลู่ทางการเติบโตที่สดใส เช่น ธุรกิจ Call Center โดยบริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด ซึ่งมีแผนนำเข้าจดทะเบียนในตลท.ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ส่วนการขยายธุรกิจด้านพลังงานและบริการสาธารณะ ก็มีความคืบหน้าชัดเจน ล่าสุด ได้ควบรวมกิจการ บริษัท เทด้า จำกัด ผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานก่อสร้างสถานีและสายส่งไฟฟ้า ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการต่อยอดธุรกิจด้านพลังงาน โดยมีแผนเข้าประมูลโครงการมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทในระยะเวลา 3 ปี



บรรดาสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้



กลุ่มสมาร์ทโฟน ตระกูล IQ Series



นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของกลุ่มสามารถในปี 2555 คือ อัตราการเติบโตของกำไรที่เพิ่มขึ้น ทะลุ 1 พันล้านบาทและการเติบโตของรายได้ประจำซึ่งในปี 55 มีรายได้ประจำถึง 5,400 ล้านบาท คิดเป็น 30 เปอร์เซนต์ของรายได้รวม ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจโมบายก็ส่อแววฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดนับจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายเครื่องไอ-โมบาย Smart Phone ถึง 400,000 เครื่องในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ส่วนธุรกิจด้านไอซีที แม้จะมีการดีเลย์ ของบางโครงการ แต่ก็ยังสามารถกวาดงานเข้ามาในมือ รวมมูลค่าสัญญากว่า 7,000 ล้านบาทในปี 55”

จากปัจจัยบวกรอบด้าน บริษัทฯ จึงมั่นใจว่าในปี 2556 จะเป็นปีทองของธุรกิจ และ STRONG คือ กลยุทธ์เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับกลุ่มสามารถ

“S” Sustainable Growth สร้างความยั่งยืนด้วยรายได้ประจำที่เติบโตต่อเนื่อง

“T” Trustworthy สร้างความเชื่อมั่นด้วยรางวัลดีเด่นจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“R” Returns on Investment สร้างผลตอบแทนและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน

“O” Operation & Service Excellence นำเสนอบริการที่เป็นเลิศด้วยทีมงานมืออาชีพ

“N” New Business แสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

“G” Global Standard สร้างมาตรฐานการทำงานและการให้บริการระดับโลก ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับมาตรฐาน ISO 27001 (IT Security Management) และมาตรฐานด้านระบบการทำงานและการพัฒนาซอฟต์แวร์ (CMMI) ระดับ 3 รวมทั้งมุ่งสู่มาตรฐาน ISO 20000 ในการบริหารคุณภาพและกระบวนการในการให้บริการด้าน IT

ในปี 2556 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้รวม 30,000 ล้านบาท คิดเป็นรายได้จากสาย ICT Solutions 15,000 ล้านบาท Mobile Multi-media 11,000 ล้านบาท สายธุรกิจ Related Businesses 2,400 ล้านบาท และสายธุรกิจ Utility Services 1,655 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดของแต่ละสายธุรกิจดังนี้

สาย ICT Solutions นำโดย บมจ.สามารถเทลคอม ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท คาดกำไรเพิ่มขึ้น 70 เปอร์เซนต์ ปัจจุบันมีงานสะสมในมือ ( Backlog) มูลค่ารวมกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งเป้าพิชิตงานใหญ่ที่รอการประมูลรวมมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย โครงการ 3 G เฟส 2 ของทีโอที รวมถึงโครงการต่างๆของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, กรมสรรพากร, กรุงเทพมหานคร และอื่นๆ โดยมั่นใจว่าด้วยความชำนาญและผลงานที่ผ่านมา บริษัทฯ จะสามารถดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจ

สาย Mobile Multi-media นำโดย บมจ.สามารถไอ-โมบาย ตั้งเป้ารายได้ที่ 11,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 200 เปอร์เซนต์ โดยปี 56 จะเป็นปีแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจโมบายและคอนเทนต์ อันเนื่องมาจากการขยายเครือข่าย 3G อย่างจริงจังและรวดเร็วของทุกค่ายโอเปอเรเตอร์ ก่อให้เกิดโอกาสทางการตลาดอย่างมหาศาล บริษัทฯ จึงตั้งเป้ายอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือในปีนี้ 3.2 ล้านเครื่อง คิดเป็น Smart Phone 2.2 ล้านเครื่อง หรือ 70 เปอร์เซนต์ของจำนวนเครื่องทั้งหมด ล่าสุดประกาศเปิดตัว iQ6 ซึ่งโดดเด่นด้วยหน้าจอไอพีเอส ภาพคมชัดระดับHDและกันรอยขีดข่วน ในราคาสุดคุ้มตามสไตล์ไอ-โมบาย ด้านธุรกิจ MVNO ภายใต้ i-mobile 3GX ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้น ด้วยสัญญาณที่แรงและการอัดฉีดโปรโมชั่น คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการเพิ่มเป็น 1.2 ล้านรายในสิ้นปี 56 สำหรับแผนงานเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มโมบาย-มัลติมีเดียในระยะยาว ได้มีการกำหนดเป้าหมายไว้ว่าภายใน 3 ปี ผลิตภัณฑ์และบริการของกลุ่มโมบาย-มัลติมีเดีย อาทิ โทรศัพท์มือถือ บริการคอนเทนต์ และบริการ MVNO จะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตแบบ Mobility ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยจะมุ่งเน้นที่กลุ่ม Mass ซึ่งมีฐานตลาดขนาดใหญ่

สายธุรกิจ Related Businesses ตั้งเป้ารายได้ 2,400 ล้านบาท จากบริษัท วันทูวันคอนแทคส์ จำกัด ผู้ให้บริการ Contact Center มาตรฐานโลก โดยคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ และเตรียมขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ทั้งกัมพูชา พม่า และลาว ต่อไป ด้านบริษัท สามารถวิศวกรรม จำกัด ซึ่งปัจจุบันได้ขยายไลน์การผลิตจากเสาอากาศและจานดาวเทียมไปสู่อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญานอื่นๆ เช่น กล่องรับสัญญานดิจิตอลทีวี มั่นใจว่าจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างชัดเจน ส่วนบริษัท วิชั่นแอนด์ ซิเคียวริตี้ ซิสเต็ม จำกัด ปัจจุบันมีงานในมือมูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท และมีงานที่จะเข้าประมูลในปีนี้ มูลค่าราว 1,200 ล้านบาท

สุดท้ายสายธุรกิจ Utility Services ตั้งเป้ารายได้ 1,655 ล้านบาท โดยนอกจากจะมีรายได้ที่สม่ำเสมอจากบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิสเซส จำกัด (CATS) และบริษัท Kampot Power Plant จำกัด ผู้ผลิตไฟฟ้าป้อนแก่โรงงานปูนซิเมนต์ไทยที่ประเทศกัมพูชาแล้ว ยังมีความคืบหน้าในการขยายธุรกิจด้านสาธารณูปโภคและพลังงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การควบรวมกิจการบริษัท เทด้า จำกัด ผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้า ซึ่งต่อไปจะเป็นหัวหอกสำคัญในการขยายธุรกิจด้านพลังงานทั้งนี้ มีแผนในการเข้าร่วมประมูลโครงการมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทในระยะเวลา 3 ปี


Digital TV



Digital TV



นายวัฒน์ชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า “ในระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ มีช่วงจังหวะของการเติบโตแบบก้าวกระโดดในหลายๆช่วง โดยเฉพาะในยุคของการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี เช่น จากยุคอนาล็อคไปสู่ยุคดิจิตอล ซึ่งในแต่ละครั้งของการเปลี่ยนแปลงก็ได้นำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจ และในปีนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลุ่มสามารถในการขยายผลทางธุรกิจ จากการเปลี่ยนแปลงของระบบเครือข่ายการสื่อสาร 2G ไป 3G และ 4G ในเวลาอันสั้น ปี 2556 จึงเป็นปีที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายสำหรับธุรกิจมือถือ คอนเทนต์และบริการไอซีทีทั้งระบบ บริษัทฯ จึงตอบรับความท้าทายอย่างมั่นใจด้วยการตั้งเป้ารายได้ในปี 56 แบบก้าวกระโดดถึง 3 หมื่นล้านบาทและในแผนงานของทุกธุรกิจในเครือ ก็ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ประจำและการเติบโตแบบยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า กลุ่มสามารถจะต้องมีรายได้ประจำไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท”

“กลุ่มบริษัทสามารถ” มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการด้านเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าอย่างครบวงจร ภายใต้บริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท และมี 3 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน)


กลุ่มผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท สามารทคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)


Image Source: HWZ





Source: Samart Corporation PCL

กู๊ดเยียร์-เผยผลประกอบการปี55โตต่อเนื่อง



ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/auto-mobile
นายริชาร์ด เจ. เครเมอร์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กู๊ดเยียร์ ไทร์ แอนด์ รับเบอร์ จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยผลการประกอบการประจำปี 2555 ว่า ปี 55 นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 36,000 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 30 บาท เทียบเท่า 1 เหรียญสหรัฐ) ท่ามกลางสภาวการณ์ตลาดที่ความต้องการซื้อต่ำ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนของธุรกิจยางรถยนต์กู๊ดเยียร์ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ


นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มตระหนักในผลประโยชน์จากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในประเทศจีน บริษัทจึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา และเอเชียแปซิฟิกในปีที่ผ่านมา กู๊ดเยียร์มั่นใจว่าจะยังคงความสามารถในการส่งมอบผลกำไรที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” มร.เครเมอร์ กล่าวเสริม

ในปี 2555 กู๊ดเยียร์มียอดขาย 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 630,000 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 8 จากยอดขายมูลค่า 22,800 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 684,000 ล้านบาท) ในปี 2554 ยอดขายดังกล่าวเกิดจากการใช้กลยุทธ์ราคา/ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้รายได้ต่อยางรถยนต์ 1 เส้น เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 8 ไม่รวมผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน แต่เมื่อคำนวณจากปริมาณยางรถยนต์ทั้งหมดที่จำหน่ายและผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้ยอดขายรวมมีมูลค่าลดลง 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 48,000 ล้านบาท) และ 766 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 22,980 ล้านบาท) ตามลำดับ

นอกจากนี้ยอดขายที่ต่ำลงในกลุ่มธุรกิจประเภทยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทคู่ค้าในภูมิภาคอเมริกาเหนือนั้น ยังส่งผลให้มูลค่ายอดขายรวมในปี 2555 ลดลง 489 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 14,670 ล้านบาท) อีกด้วย

สำหรับรายได้จากการดำเนินงานในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ของปี 2555 จำนวน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 36,000 ล้านบาท) คิดเป็นมูลค่าที่ลดลง 120 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 3,600 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งกำไรที่ลดลงนี้เป็นผลจากสภาวะเศรษฐกิจซบเซาในยุโรป แม้ว่าตลาดภูมิภาคอเมริกาเหนือจะมีแนวโน้มที่ดี

อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 บริษัทได้รับประโยชน์จากกลยุทธ์ราคา/ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 30,000 ล้านบาท) แต่บริษัทก็มีต้นทุนด้านวัตถุดิบที่สูงขึ้นถึง 576 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 17,280 ล้านบาท) รวมถึงเม็ดเงินลงทุนมูลค่า 249 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือราว 7,470 ล้านบาท) เพื่อลดผลกระทบด้านราคาวัตถุดิบ