แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาด แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

‘JUBILE’มั่นใจสิ้นปีทำรายได้ 1,500 ลบ. โค้ง2 ลุยจัดกิจกรรม CRM เต็มรูปแบบรายแรกในไทย


 ที่มา: หุ้นอินไซด์
        นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JUBILE ผู้จัดจำหน่ายและทำตลาดเพชรกะรัตและเครื่องประดับเพชรภายใต้แบรนด์ “เพชรยูบิลลี่” เปิดเผยว่า  ส่วนแผนงานในไตรมาส 2 นั้น บริษัทฯ ได้เตรียมรุกทำกิจกรรม CRM หรือการบริหารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ซึ่งถือเป็นผู้ประกอบการรายแรกในวงการค้าปลีกเครื่องประดับเพชรและเพชรกะรัตในประเทศไทยที่มีการทำ CRM เต็มรูปแบบ โดยร่วมกับพันธมิตรมอบสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกเพชรยูบิลลี่กว่า 120,000 ราย ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ และทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อตราสินค้าเพชรยูบิลลี่ในระยะยาวอีกด้วย
                ทั้งนี้ จากแผนงานดังกล่าว บริษัทฯ สามารถยกระดับการดูแลฐานลูกค้าเพชรยูบิลลี่ให้ดียิ่งขึ้น หลังจากที่ผ่านมา เพชรยูบิลลี่ได้ตอกย้ำด้านความเป็นผู้นำนวัตกรรมในการสร้างสรรค์สุดยอดคอลเลคชั่นเพชรที่รวบรวมความเป็นเลิศ ทั้งด้านการคัดเลือกวัตถุดิบเพชรระดับ D color การเจียระไนเพชรที่เป็นเลิศระดับ Triple Excellent และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ถูกถ่ายทอดสู่ชิ้นงานผ่านคอลเลคชั่น The Excellence ที่ได้เปิดตัว 2 ดีไซน์ใหม่ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจัดเป็นคอลเลคชั่นไฮไลต์ที่ตอบโจทย์ความเป็นเลิศด้านคุณภาพ ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่ดีมาก
                “ในไตรมาสที่ 2 เราต้องการยกระดับการดูแลลูกค้า ด้วยการทำกิจกรรม CRM แบบเต็มรูปแบบ เพื่อมอบสิทธิพิเศษและสร้างประสบการณ์ที่ดีในด้านการดูแลทั้งก่อนและหลังการขาย ซึ่งเป็นรายแรกของวงการค้าปลีกเครื่องประดับเพชรที่มีการทำ CRM ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า จึงมั่นใจว่า จากแผนงานครั้งนี้ จะช่วยให้แบรนด์เพชรยูบิลลี่มีความแข็งแกร่ง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานในปีนี้ ที่เชื่อว่า จะทำได้ 1,500 ล้านบาทตามเป้าที่วางไว้” นางสาวอัญรัตน์ กล่าว


   


( ธนัสสรณ์ เปี่ยมสมบูรณ์ เรียบเรียง ;โทร 02-664-4451-2 อีเมล์: reporter@hooninside.com  )






วันที่ : 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แอปเปิลกำไรหด "ไอแพด มินิ" ช่วยชีวิต

updated: 30 เม.ย 2556 เวลา 10:43:29 น.
คอลัมน์ IT. Talentz
โดย siripong@kidtalentza.com
หลังปล่อยให้เป็นข่าวลือมานานว่า "ไมโครซอฟท์" จะทำวินโดวส์แท็บเลตเล็ก ขนาดจอ 7-8 นิ้วออกมาขาย ท้ายที่สุดบริษัทก็ออกมายืนยันแล้วว่ามีแผนเช่นนั้นจริง ๆ กำลังอยู่ในระหว่างการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิตโออีเอ็มที่จะผลิตแท็บเลตรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ซึ่งจะเริ่มออกวางตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหนัา

ไม่นานมานี้ "ไมโครซอฟท์" เพิ่งแก้ไขข้อกำหนดสำหรับวินโดวส์ 8 เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตสามารถผลิตแท็บเลตที่มี

ความละเอียดจอขั้นต่ำสุด 1,024x768 ได้ และมีการอัพเกรดวินโดวส์ 8 เป็น 8.1 เพื่อรองรับโซลูชั่นดังกล่าว รวมถึง

แอปพลิเคชั่นในแบบของวินโดวส์ 8

ส่วนเซอร์เฟซ 7 นิ้ว มีรายงานว่าจะเป็นแท็บเลตรุ่นใหม่ที่จ่อคิวผลิตในปีนี้ด้วยเช่นกัน
เหมือนสุดท้ายแล้วแท็บเลตจอเล็กจะเป็นทิศทางที่เลี่ยงไม่พ้น หากจำกันได้ แอปเปิลสมัย "สตีฟ จ็อบส์" ปฏิเสธเด็ดขาดเรื่องแท็บเลตจอเล็ก ทว่าหลังจ็อบส์เสียชีวิต

"ทิม คุก" ผู้กุมบังเหียนแอปเปิลแทนก็ออก "ไอแพด มินิ" ในราคาย่อมเยากว่า

"ไอแพด มินิ" ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในตลาด ส่วนหนึ่งด้วยราคาที่ลงมาเล่นในตลาดที่ต่ำลง อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ไลฟ์สไตล์ของคน ความต้องการในตลาดสำหรับแท็บเลตขนาดเล็กนั้นมีอยู่อย่างแน่นอน และมากมายหลายบริษัทก็เล่นกันอยู่ในตลาด ทั้งคู่แข่งตัวฉกาจอย่างซัมซุง และคินเดิล ไฟร์ ของ

อเมซอน รวมทั้งเจ้าอื่น ๆ อีกจำนวนมาก

จากมุมมองของ "คุก" เชื่อว่าเขาต้องการกันตลาดส่วนนี้ไว้ เพราะมีดีมานด์อยู่เห็น ๆ บวกกับความแข็งของแบรนด์ทำให้

ไอแพด มินิประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก และยอดขายของไอแพด มินิก็พิสูจน์

ด้วยตัวของมันเองว่าแนวคิดของคุก

ไม่ผิดพลาด

นักวิเคราะห์ไม่เห็นด้วยกับการออก

แท็บเลตจอเล็กของแอปเปิล เพราะมองว่าเป็นแท็บเลตราคาถูก มาร์จิ้นต่ำ

จะมีผลต่อกำไรของบริษัท

ซึ่งเมื่อดูจาก

ผลประกอบการในไตรมาสล่าสุดของปีนี้ที่เพิ่งออกมาไม่นานก็จะพบว่า สิ่งที่

นักวิเคราะห์หรือผู้ลงทุนเป็นห่วงก็เป็นความจริงเช่นกัน

นั่นคือมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 39,200 ล้านเหรียญ เป็น 43,600 ล้านเหรียญ ทว่ากำไรกลับลดลงเหลือ 9,500 ล้านเหรียญ จาก 11,200 ล้านเหรียญ

ขณะที่ไอโฟนขายไปได้ 37.04 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 35.1 ล้านเครื่องในไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว ทว่าไอแพดขายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 65 จาก 11.8 ล้านเครื่อง เป็น 19.5 ล้านเครื่อง ที่เพิ่มขึ้น

ค่อนข้างมากนี้เป็นผลมาจากไอแพด

มินิ ซึ่งเป็นแท็บเลตจอเล็กราคาถูกกว่านั่นเอง

ส่วนที่ยอดขายลดลงก็คือ เครื่องแมค และไอพอด

ผลประกอบการไตรมาสนี้ของ "แอปเปิล" แม้ลดลง แต่ก็

ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ และนี่เป็นอานิสงส์ของ "ไอแพด มินิ"

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงระยะเปลี่ยนผ่านที่แอปเปิลประคองตัวไว้ ก่อนที่จำเป็นจะต้องยิงอะไรใหม่แบบเปรี้ยงปร้าง ออกมาสู่ตลาด

ศึกตลาดแอปพลิเคชั่น แอปเปิล-กูเกิล-อเมซอน

updated: 03 พ.. 2556 เวลา 10:06:13 น.
คอลัมน์ IT. Talentz
โดย siripong@kidtalentz.com
ในตลาดโมบายปัจจุบันระบบปฏิบัติการที่จริงอยู่เวลานี้ก็คือแอนดรอยด์ของกูเกิล โดยมีซัมซุงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด แอนดรอยด์มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ถึงเกือบร้อยละ 70 อันดับสองรองลงมาคือ iOS ของแอปเปิล

เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจว่ายอดการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นผ่านกูเกิลเพลย์ของกูเกิลจะสูงกว่าจากแอปสโตร์ของแอปเปิล จากข้อมูลของ Canalys พบว่า การดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นจากกูเกิลเพลย์คิดร้อยละ 51 ของทั้งหมด ส่วนการดาวน์โหลดผ่านแอปสโตร์เท่ากับร้อยละ 40

กูเกิลเพลย์นั้นมาทีหลังและก็ไล่กวดขึ้นมาเรื่อย ๆ แซงหน้าในแง่ของยอดการดาวน์โหลด ทว่าเมื่อเทียบกันที่รายได้จากแอปพลิเคชั่นก็ยังห่างไกลมากเหมือนเดิม เพราะยอดการดาวน์โหลดฟรีจากกูเกิล
เพลย์นั้นสูงมาก รายได้จากแอปพลิเคชั่น ของแอปเปิลคิดเป็นร้อยละ 74 ขณะที่กูเกิลทำได้ไม่ถึงร้อยละ 20

นั่นหมายความว่าในแง่ของการใช้จ่ายสำหรับแอปพลิเคชั่นแล้ว ลูกค้าของแอปเปิลที่ใช้ iOS ยินดีที่จะจ่ายมากกว่านั้น อาจจะเป็นเพราะกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่แรกเริ่มของแอปเปิลคือกลุ่มที่มีฐานะสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวนี้ก็อาจจะไม่คงอยู่เหมือนเดิมไปตลอด จากการวิเคราะห์ของบริษัท App Annie พบว่ารายได้ของกูเกิลเพลย์ในไตรมาสแรกของปีนี้ก้าวกระโดดขึ้นมาถึงร้อย 90 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากแอปสโตร์ของแอปเปิลในไตรมาสเดียวกันเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ส่วนใหญ่มาจากตลาดเกมในเอเชีย

โอกาสที่กูเกิลจะตามแอปเปิลทันตามความเห็นของนักวิเคราะห์จาก Canalys ก็คือจนกว่าจะถึงปี 2016

ข้อได้เปรียบประการหนึ่งของแอปสโตร์ของแอปเปิลคือระบบการชำระเงินที่สะดวกกว่ากูเกิลเพลย์

ขณะเดียวกันยังมีตัวแทรกซ้อนที่น่าสนใจ นั่นก็คือ อเมซอน สโตร์ ซึ่งแม้เวลานี้จะยังเปิดให้เข้าถึงได้เพียง 7 ประเทศ โดยประเทศที่ 7 เพิ่งเปิดในปีนี้ กลับมีภาพความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ กล่าวคือ

ในสหรัฐอเมริกายอดการดาวน์โหลดฟรี แอปพลิเคชั่นผ่านกูเกิลเพลย์สูงกว่าที่ผ่านมาอเมซอน สโตร์ถึง 10 เท่า

ทว่าเมื่อมาดูยอดดาวน์โหลดแอปจ่ายเงิน 1,000 อันดับแรก อเมซอน สโตร์กลับสูงกว่ากูเกิลเพลย์ถึงสองเท่า นอกจากนั้นยังมีบางแอปพลิเคชั่นที่ทำยอดได้ดีกว่าทั้งที่อเมซอน สโตร์ก็เปิดสำหรับเพียง 7 ประเทศ ขณะที่กูเกิลเพลย์เปิดเกือบทุกประเทศในโลก

เมื่อไรที่อเมซอน แอปสโตร์ลุยทั่วโลก เมื่อนั้นน่าสนุกแน่ ๆ ในตลาดแอปพลิเคชั่น

นิสสันดันไทยศูนย์อะไหล่โลก ประกาศรักษาแชมป์อีโคคาร์ เล็งเข็นรถ3รุ่นใหม่แย่งตลาด

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
updated: 03 พ.ค. 2556 เวลา 12:35:02 น.
นายทาคายูกิ คิมูระ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ผลงานปีงบประมาณ 2555 ในส่วนตลาดประเทศไทยในปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งประวัติการณ์ของอุตสาหกรรมยาน ยนต์ ได้เกิดสถิติที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อน ผลประกอบการนั้นเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทนิสสันที่มียอดขายสูงสุดมากถึง 138,000 คัน โดยยอดขายสูงสุดอยู่ในเดือนพฤศจิกายนที่ 16,000 คัน และเดือนมีนาคมมากกว่า 20,000 คัน ส่วนยอดขายรถยนต์อีโคคาร์ ของมาร์ชและอัลเมร่านับตั้งแต่เปิดตัวได้ทะลุจำนวน 200,000 คัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายทาคายูกิกล่าวว่า สำหรับแผนนิสสัน พาวเวอร์ อัพ 2016 ยังคงเป็นไปตามแผน สามารถบรรลุเป้าหมายมากกว่าที่ประกาศไว้ในช่วงแรกเริ่ม ส่วนแบ่งทางการตลาดช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่ 10% ขณะนี้มีจำนวนโชว์รูมทั้งสิ้น 183 แห่ง และยังครองส่วนแบ่งทางการตลาด 50% ในกลุ่มรถยนต์อีโคคาร์ นอกจากนี้ปีงบประมาณ 2555 ที่ผ่านมา ยังมีเรื่องสำคัญอื่นๆ อีก คือ การลงทุน 11,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานใหม่ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 4 รุ่นนิสสัน อัลเมร่า ซิลฟี พัลซาร์ และบิ๊ก เออร์แวน การส่งเริมการใช้วิศวกรท้องถิ่นในอาเซียน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการนำความต้องการของลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมและตอบสนอง ความต้องการของตลาดให้รวดเร็วและดีมากขึ้น

นายทาคายูกิกล่าวว่า ปีงบประมาณ 2556 คงจะเป็นปีที่ต้องใช้ความพยายามกันมากขึ้น จากสถานการณ์ทางการตลาดก็คงจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าเป็นปีที่ท้าทายเป็น อย่างมาก ดังนั้น จึงได้เตรียมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างน้อย 3 รุ่น แผนงานที่จะมาเพิ่มความพึงพอใจเกินความคาดหวังของลูกค้า นอกจากนี้ ยังได้จัดรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกเพื่อเพิ่มทางเลือกและตอบสนองความต้อง การของลูกค้าเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์นิสสันให้มากขึ้น และเป็นศูนย์กลางอะไหล่สำหรับทั่วโลก และสุดท้ายคือเพิ่มกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม ในส่วนของเป้ายอดขาย เราจะยังคงไว้ที่ 120,000 คัน รักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์อีโคคาร์ เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นจำนวนตัวเลขสองหลัก เพิ่มเครือข่ายและจำนวนโชว์รูมเป็น 210 แห่งในปีงบประมาณ 2556 เรามีความเชื่อมั่น นิสสัน ประเทศไทยว่ายังเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ต่อไป

"คาดว่ายอดขายทั่วโลกจะอยู่ที่ 79.4 ล้านคัน ยอดขายของนิสสันมอเตอร์จะอยู่ที่ 4.9 ล้านคัน นับเป็นยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าจะมีความท้าทาย แต่เราก็ยังอยู่ในจุดที่ดีและยังคงเป็นไปตามเป้าของแผน นิสสัน พาวเวอร์ (Nissan Power) เดือนธันวาคมในปี 2556 นี้ นิสสันมอเตอร์ฯจะฉลองครบรอบ 80 ปี ของการดำเนินกิจการในญี่ปุ่น จะเป็นปีที่ท้าทายและน่าตื่นเต้นมากสำหรับนิสสัน" นายทาคายูกิกล่าว




ที่มา มติชนรายวัน

นิปปอนเพนต์ทุ่มผุดศูนย์R&D หนุนไทยฮับเอเชีย

updated: 03 พ.ค. 2556 เวลา 15:40:30 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid
"นิปปอนเพนต์" ดันไทยเป็นฮับเอเชีย เทงบฯ 300 ล้าน ผุดศูนย์อาร์แอนด์ดี ดึงช่างซ่อมทั่วเอเชียเข้าอบรม หวังพัฒนาต่อยอดธุรกิจขยายตลาด ตั้งเป้ายอดขายเบอร์หนึ่งในเอเชีย พร้อมรุกตลาดสีพ่นซ่อมระดับพรีเมี่ยม ส่งสินค้าใหม่ลงตลาด 2 รุ่น หวังยอดขายโต 30% จากตลาดรวมโตเฉลี่ย 5-8% คาดปีนี้โกยรายได้สีพ่นซ่อม 1,200 ล้านบาท

นายสืบพงศ์ พูนศรัทธา ประธานบริหาร บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดสีพ่นซ่อมว่า ในปีนี้ตลาดรวมน่าจะมีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท มีการเติบโตราว 5-8% และตลาดน่าจะเติบโตในตัวเลขดังกล่าวต่อเนื่องไปอีกหลายปี ตามภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ตลาดเติบโตเฉลี่ยเพียง 2-5%

ซึ่งแนวโน้มความต้อง การของตลาดในอนาคตนั้นจะมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทั้งในด้านความสวยงาม ความทนทาน และแห้งเร็ว ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการทำงานของอู่ซ่อมสีลง

ล่าสุดบริษัท ได้แต่งตั้งให้ประเทศไทยเป็นฐานของธุรกิจสีพ่นซ่อมในภูมิภาคเอเชีย บริษัทจึงได้ลงทุนมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท เพื่อรองรับงานใน 3 ด้าน คือศูนย์พัฒนาและวิจัย, ศูนย์กลางการผลิตแม่สีผสม และศูนย์ฝึกอบรม ที่บริษัทได้ขยายการก่อสร้างอาคารเทรนนิ่งเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่อำเภอ พระประแดง ด้วยงบประมาณ40-50 ล้านบาท

เพื่อรองรับผู้เข้าอบรมและ พัฒนาฝีมือช่างทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มมีช่างฝีมือจากหลายประเทศในอาเซียน รวมถึงจีนและอินเดียเริ่มเข้ามาฝึกอบรมแล้ว ส่งผล

ให้บริษัทได้ เปรียบทั้งการทำตลาดในประเทศ และการขยายตลาดสู่ประชาคมอาเซียน รวมถึงขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จากที่ได้เริ่มเข้าไปศึกษาตลาดในประเทศพม่า กัมพูชา ลาว บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อไปสู่เป้าการเป็น 1 ใน 5 ผู้นำของตลาดสีพ่นซ่อมรถเป็นอันดับที่ 3 ภายใน 10 ปี

ซึ่งในประเทศ ไทยตั้งเป้าจะเป็นผู้นำของตลาดสีพ่นซ่อมของเอเชียด้วยกลยุทธ์หลัก คือการสร้างมูลค่าเพิ่มของตราสินค้า การพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ การตรวจสุขภาพทางการเงินในการดำเนินงาน

ซึ่งบริษัทตั้งเป้ามีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดเอเชียราว 20% ด้วยมูลค่าราว 18,000-20,000 ล้านบาท จากตลาดรวม มูลค่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจสีพ่นซ่อม 1,200 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 33% และมีส่วนแบ่งการตลาด 30% จากปีก่อนหน้าที่รายได้ 900 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 24% ขณะที่รายได้รวมนั้น ในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 9,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ 7,200 ล้านบาท

ด้านนายทวีชัย ตังธนาวิรุตม์ ผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจสีพ่นรถยนต์ "นิปปอนเพนต์" เปิดเผยการขยายธุรกิจสีพ่นซ่อมในปีนี้จะมุ่งเน้นที่นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเจาะกลุ่มสินค้าระดับพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น

จึงได้แนะนำ ผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ "แนกซ์ คริสตัล 9905 มิเรอร์ อิมเมจ เคลียร์ 2K 2:1" (Nax Crystal 9905 Mirror Image Clear 2K 2:1) เคลียร์เคลือบเงาที่พัฒนามาจากเทคโนโลยี "ไซกลาซ" (CyGLAZ) และ "แนกซ์ พรีมิล่า 9800 เอชพี วีโลซิตี้ เคลียร์ 2K 2:1" (Nax Premila 9800 HP Velocity Clear 2K 2:1) พร้อมตั้งเป้ารายได้สำหรับทั้งสองผลิตภัณฑ์ที่ 25 ล้านบาท หรือคิดเป็นมาร์เก็ตแชร์ 10%

ในตลาดสีพ่นซ่อมเกรดพรีเมี่ยม โดยเตรียมงบฯการตลาด มูลค่า 70 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์มากขึ้น ทั้งสื่ออะโบฟเดอะไลน์ สื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย และบีโลว์เดอะไลน์

"ในส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายสำหรับ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังคงใช้ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ซึ่งได้ส่งทีมขายที่มีความรู้ด้านเทคนิคเข้าไปให้คำแนะนำการใช้งาน รวมถึงมีแผนการจัดสัมมนาที่ศูนย์เทรนนิ่งแห่งใหม่ เพื่อแนะนำและสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มศูนย์บริการของค่ายรถยนต์ และอู่สีต่าง ๆ ด้วย"

ลอรีอัลจัดทัพดันยอดขายขึ้นที่ 1 ชูผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเรือธง

updated: 01 พ.ค. 2556 เวลา 14:05:39 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
link http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1367
นายอูเมช ฟัดเค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าปี 2556 จะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หรือสกินแคร์ โดยมีผลิตภัณฑ์ลอรีอัล ปารีส รีไวทัลลิฟท์ เลเซอร์ เอ็กซ์ 3 ลดเลือนริ้วรอย และการ์นิเย่ ไลท์ คอมพลีท รวมถึงการ์นิเย่ ซากุระ เป็นผลิตภัณฑ์เรือธง พร้อมกันนี้จะมีการนำแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันยอดขายในปีนี้ให้เติบโตกว่า 10% จากปี 2555 ที่บริษัทสามารถเติบโตได้ถึง 19% มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์รวม 111 ล้านชิ้น หรือมีส่วนแบ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ความงามที่ 10.5% ของมูลค่าตลาดรวม 105,000 ล้านบาท

โดยบริษัทมีการทำตลาดใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักด้วยมูลค่าตลาดรวมในสัดส่วนดังนี้ คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหรือสกินแคร์ 45% ขณะที่ลอรีอัล เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 18% ส่วนผลิตภัณฑ์ดูแลผมมีสัดส่วน 22% ของตลาดรวมผลิตภัณฑ์ความงาม และที่เหลือเป็นมูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และน้ำหอม โดยกลยุทธ์การตลาดหลักของบริษัทในปีนี้ จะมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ซึ่งบริษัทเป็นผู้นำตลาดอยู่แล้ว พร้อมกับจะผลักดันยอดขายในกลุ่มอื่นให้เติบโตควบคู่กัน เพื่อเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ความงามทั้งหมด โดยเป็นการขยับจากผู้นำอันดับ 2 ในปัจจุบัน

ในขณะที่ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตด้านยอดขายแล้วถึง 10.6% โดยมีผลิตภัณฑ์ความงามจำหน่ายทั้งหมด 20 แบรนด์ จากทั้งหมด 27 แบรนด์ ใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คือกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภค กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผม และกลุ่มสุดท้ายคือผลิตภัณฑ์เวชสำอาง

นายอูเมช ฟัดเค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าปี 2556 จะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หรือสกินแคร์ โดยมีผลิตภัณฑ์ลอรีอัล ปารีส รีไวทัลลิฟท์ เลเซอร์ เอ็กซ์ 3 ลดเลือนริ้วรอย และการ์นิเย่ ไลท์ คอมพลีท รวมถึงการ์นิเย่ ซากุระ เป็นผลิตภัณฑ์เรือธง พร้อมกันนี้จะมีการนำแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันยอดขายในปีนี้ให้เติบโตกว่า 10% จากปี 2555 ที่บริษัทสามารถเติบโตได้ถึง 19% มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์รวม 111 ล้านชิ้น หรือมีส่วนแบ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ความงามที่ 10.5% ของมูลค่าตลาดรวม 105,000 ล้านบาท

โดยบริษัทมีการทำตลาดใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักด้วยมูลค่าตลาดรวมในสัดส่วนดังนี้ คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหรือสกินแคร์ 45% ขณะที่ลอรีอัล เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 18% ส่วนผลิตภัณฑ์ดูแลผมมีสัดส่วน 22% ของตลาดรวมผลิตภัณฑ์ความงาม และที่เหลือเป็นมูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และน้ำหอม โดยกลยุทธ์การตลาดหลักของบริษัทในปีนี้ จะมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ซึ่งบริษัทเป็นผู้นำตลาดอยู่แล้ว พร้อมกับจะผลักดันยอดขายในกลุ่มอื่นให้เติบโตควบคู่กัน เพื่อเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ความงามทั้งหมด โดยเป็นการขยับจากผู้นำอันดับ 2 ในปัจจุบัน

ในขณะที่ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตด้านยอดขายแล้วถึง 10.6% โดยมีผลิตภัณฑ์ความงามจำหน่ายทั้งหมด 20 แบรนด์ จากทั้งหมด 27 แบรนด์ ใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คือกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภค กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผม และกลุ่มสุดท้ายคือผลิตภัณฑ์เวชสำอาง

ยักษ์อาหารรุมชิงเค้ก"ฟู้ดคอร์ต" ข้าวมาบุญครองทุ่ม400ล้าน-ซีพีโหม3ปี50สาขา


updated: 06 พ.ค. 2556 เวลา 12:34:59 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ที่มา http://www.prachachat.net/marketing.php?grpid=&catid=11&subcatid=
"ฟู้ดคอร์ต" ระอุ ข้าวถุงมาบุญครองโดดชิงเค้กธุรกิจฟู้ดคอร์ต รับบริหารศูนย์อาหาร ทุ่ม 400 ล้าน พัฒนาศูนย์อาหารเอ็มบีเค เผยตลาดมีศักยภาพการเติบโตสูง-คู่แข่งน้อย ด้าน "ซีพี ฟู้ดเวิลด์" ทยอยเปิดสาขาใหม่ ลั่นปูพรม 50 แห่ง ภายใน 3 ปี พร้อมขนโมเดลบุกจีน เวียดนาม พม่า ขณะที่เชนจากสิงคโปร์ "ฟู้ดรีพับลิก" ชี้โอกาสมหาศาล เล็งเจาะสวนสนุก ออฟฟิศ

หลังจาก "ฟู้ดรีพับลิก" ฟู้ดคอร์ตชื่อดังจากสิงคโปร์ เข้ามาเปิดตลาดในไทยตั้งแต่ปลายปี 2554 ด้วยการนำเสนอฟู้ดคอร์ตสไตล์โมเดิร์น เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ตามศูนย์การค้า จุดประกายให้ตลาดนี้มีความคึกคักมากขึ้น และจากโอกาสของตลาดที่ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก จึงทำให้ผู้ประกอบการหลาย ๆ รายทยอยเปิดตัวเข้ามาในธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่อง

มาบุญครองŽ บุกธุรกิจฟู้ดคอร์ต 

นายสมเกียรติ มรรคยาธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวถุง "มาบุญครอง" เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทได้ปรับนโยบายการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยได้ขยายไลน์ธุรกิจออกไปยังการบริหารพื้นที่ศูนย์อาหารหรือฟู้ดคอร์ต เพื่อสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ ๆ หลังจากตลาดข้าวที่เป็นธุรกิจหลักมีการแข่งขันที่รุนแรง ศูนย์อาหารเป็นธุรกิจที่มีโอกาสจะเติบโตได้อีกมาก เพราะสามารถรองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตนอกบ้านได้ดี และในตลาดยังมีผู้เล่นไม่กี่ราย จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเริ่มมีผู้เล่นท้องถิ่นและต่างประเทศต่างกระโดดเข้ามาในธุรกิจนี้มากขึ้น



ล่าสุดบริษัทได้เข้าไปบริหารพื้นที่ศูนย์อาหารของศูนย์การค้ามาบุญครอง โดยใช้งบฯลงทุนเกือบ 400 ล้านบาท สำหรับสัญญาเช่า 20 ปี การปรับปรุงสถานที่ อุปกรณ์การชำระเงิน เปลี่ยนเป็นระบบแคชการ์ด จากเดิมเป็นคูปอง เป็นต้น ประกอบด้วย ศูนย์อาหารชั้น 5 "เดอะ ฟิฟท์ ฟู้ด อเวนิว" ซึ่งเริ่มเข้ามาบริหารเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา

ซึ่งเป็นการเข้าไปซื้อกิจการต่อจากบริษัท เอ็ม บี เค ฟู้ด เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด และใช้งบฯอีก 275 ล้านบาท สำหรับบริหารศูนย์อาหาร ชั้น 6 ภายใต้บริษัท เอ็ม บี เค ฟู้ด ไอร์แลนด์ จำกัด

"เราจะเน้นการปรับบรรยากาศ ทำการตลาด การเพิ่มร้านค้าให้มีความน่าสนใจ เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า และต้องการจะทำให้ศูนย์อาหารเป็นหนึ่งในแม็กเนตของเอ็ม บี เค ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้นรายได้เฉลี่ย 20 ล้านบาทต่อชั้นต่อเดือน ทั้งปีน่าจะทำได้ 200 ล้านบาทต่อสาขา"

นายสมเกียรติกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังต้องการขยายออกไปในทำเลต่าง ๆ ซึ่งมีการศึกษาทำเลไว้หลายแห่ง โดยต้องการเช่าเป็นระยะยาว 5-10 ปี งบฯลงทุนราว 100-200 ล้านบาท ส่วนร้านอาหารหลัก ๆ จะเลือกจากร้านค้าในศูนย์อาหารมาบุญครองที่มีอยู่เกือบ 60 ร้านออกไปด้วยกัน คาดว่าภายในปลายปีนี้จะเปิดได้อีก 1 สาขา นอกจากนี้ ยังสนใจที่จะพัฒนาร้านอาหารด้วยการจับมือกับร้านอาหารที่เป็นพันธมิตร เพื่อพัฒนาร้านสแตนด์อะโลน หรืออาจจะเป็นการนำเข้าแบรนด์ร้านอาหารจากต่างประเทศเข้ามาเปิด

ซีพี ฟู้ดเวิลด์ลั่น 50 สาขาใน 3 ปี

นายวิรัตน์ เตชะนิรัติศัย รองกรรมการผู้จัดการสายธุรกิจค้าปลีก บริษัท ซีพีเอฟ เทรดดิ้ง จำกัด ผู้บริหารธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส ซีพี ฟู้ดเวิลด์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตลาดฟู้ดคอร์ตยังมีช่องว่างทางการตลาดและโอกาสอีกมหาศาล มีคู่แข่งน้อย ยังไม่มีใครลงมาทำอย่างจริง ๆ จัง ๆ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะเจ้าของพื้นที่บริหารเอง หรือเจ้าของพื้นที่ลงทุนเปิดแล้วให้คนนอกเข้ามาบริหารพื้นที่ เมื่อเออีซีเปิดในปี 2558 เชื่อว่าจะมีฟู้ดเชนจากต่างประเทศทยอยเข้ามาเปิดตัวเพิ่ม อาทิ กลุ่มควิกเซอร์วิส เรสเตอรองต์ และฟู้ดเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกัน ก็จะเห็นแบรนด์ของคนไทยขยายตลาดออกไปในต่างประเทศ

ล่าสุดเตรียมจะเปิดซีพี ฟู้ดเวิลด์ สาขา 2 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในเดือนมิถุนายนนี้ หลังเปิดสาขาแรกที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาการุณย์เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยสาขา 2 นี้จะมีพื้นที่ 2,570 ตร.ม. ใหญ่กว่าสาขาศิริราชถึง 5 เท่า ปัจจุบันขายพื้นที่เต็มแล้ว มีร้านค้า 24 ร้าน แบ่งเป็นแบรนด์เครือซีพี 30% อีก 70% เป็นร้านอาหารชื่อดังและเชนร้านอาหาร อาทิ วิสต้า คอฟฟี่ของวีรสุ ดังกิ้น โดนัท และพื้นที่เช่าก็มีร้านนายอินทร์

ปีนี้เป็นปีที่เราจะเร่งขยายสาขา และมีผู้สนใจติดต่อเข้ามามาก เช่น โรงพยาบาลจุฬาฯ รามาธิบดี มหิดล รวมถึงห้างที่มีพื้นที่ใหญ่ขนาดกว่า 1-2 พัน ตร.ม.ขึ้นไปก็มี ซึ่งเราได้ตั้งทีมงานขึ้นมาดูแลธุรกิจด้านนี้โดยเฉพาะ แผนการลงทุนทั้งปีคาดว่าจะเปิดซีพี ฟู้ดเวิลด์ได้ 7-8 จุด พื้นที่ตั้งแต่ 450 ตร.ม.ขึ้นไป ตามอาคารสำนักงาน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย โรงเรียน สถานีบริการน้ำมัน และโรงงานขนาดใหญ่ที่มีพนักงาน 3,000-4,000 คน

"เป้าใน 3 ปีต้องการจะขยายซีพี ฟู้ดเวิลด์ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 50 สาขา และในอนาคตต้องการจะขยายไปยังประเทศที่ซีพีเข้าไปทำตลาดอยู่แล้ว อาทิ จีน เวียดนาม พม่า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมองโอกาสในการขยายธุรกิจร้านอาหาร โดยใช้ซีพี ฟู้ดเวิลด์เป็นสถานที่ทดลองคอนเซ็ปต์ร้านอาหารต่าง ๆ ภายใต้เครือ หากได้รับการตอบรับที่ดีก็มีแผนขยายออกไปนอกศูนย์อาหาร เป็นสแตนด์อะโลน หรือเปิดตามศูนย์การค้าต่าง ๆ"

ฟู้ดรีพับลิกŽ เปิดกว้างทุกทำเล

นายวรชัย จรูญประสิทธิ์พร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบรดทอล์ค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้บริหาร "ฟู้ดรีพับลิก" (Food Republic) จากสิงคโปร์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากเปิดให้บริการ "ฟู้ดรีพับลิก" ในไทยมากว่า 1 ปี ปัจจุบันมี 3 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล พระราม 9, เมกาบางนา และล่าสุดคือสยามเซ็นเตอร์ ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นการขยายตัวที่เร็วกว่าแผนที่วางไว้ และมองว่าตลาดฟู้ดคอร์ตยังมีโอกาสการเติบโตค่อนข้างสูง คู่แข่งมีน้อย และยังมีช่องว่างอีกมาก โดยบริษัทเปิดกว้างในทุกทำเล ขึ้นกับจังหวะและโอกาส ไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์การค้าเท่านั้น อาทิ ออฟฟิศบิลดิ้ง, สวนสนุก รวมถึงโลเกชั่นอื่น ๆ

"มีคนติดต่อเราเข้ามาตลอดเวลา หากเป็นโมเดลใหม่ ๆ เราก็ต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่เราไม่รีบร้อน เพราะแต่ละสาขาใช้พื้นที่ใหญ่ มีรายละเอียดเยอะ ต้องใช้เวลาวางแผน 9 เดือนถึง 1 ปีก่อนเปิดสาขา"

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โอโมพลัสออกสูตรใหม่ย้ำผู้นำตลาด

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.
ที่มา http://www.naewna.com/business/32468
นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานกรรมการบริหาร ธุรกิจผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน อาหารและไอศกรีม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “โอโมพลัส” สูตรใหม่ คือ “สูตรต่อสู้ 5 ศัตรูความขาว” ออกสู่ตลาด เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดผงซักฟอกสำหรับซักผ้าขาว โดยตั้งงบการตลาดไว้กว่า 60 ล้านบาท สำหรับการแนะนำโอโมพลัสสูตรใหม่ครั้งนี้ ซึ่งเป็นงบส่งเสริมการตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนแบรนด์

ทั้งนี้จะชูจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการให้เสื้อผ้าคงความขาวยาวนานขึ้น และโอโมพลัสสูตรใหม่นี้ บริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และโลโก้ที่บ่งชี้บุคลิกของผลิตภัณฑ์ว่าเป็นผงซักฟอกที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเฉพาะของโอโมเท่านั้น โอโมพลัสสูตรใหม่จึงเป็นสูตรพิเศษที่สามารถต่อสู้กับศัตรูความขาวได้ถึง 5 ชนิด คือ สิ่งสกปรก ความหมอง เหงื่อไคล ความเก่าเทา และความเหลือง

อย่างไรก็ตาม แม้การแข่งขันด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดผงในปี 2555 ที่ผ่านมาจนถึงไตรมาสแรกปี 2556 ยังอยู่ในภาวะแข่งขันสูง แต่การเคลื่อนไหวทางการตลาดของโอโมพลัสในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ซักผ้าขาวที่อยู่คู่คนไทยมานาน โดยมูลค่าตลาดรวมผงซักฟอกในปี 2555 อยู่ที่ 16,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ผงซักฟอกสูตรมาตรฐาน 39% สูตรเข้มข้น 45% และสูตรน้ำ 16%

ดีไลท์ขยายช่องทางขาย หวังเพิ่มส่วนแบ่งตลาด


วันเสาร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556, 06.00 น.
ที่มาhttp://www.naewna.com/business/42525
น.ส.สุพัชรมณี ศรีวลี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจนมเปรี้ยว “ดีไลท์” เปิดเผยว่า ในปี 2556 นี้บริษัทจะขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในช่องทางค้าปลีก และสาวจำหน่ายดีไลท์ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2,000 คนทั่วประเทศ คาดว่าสิ้นปี 2556 จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% เนื่องจากบริษัทจะมีการสื่อสารสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับมากขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจการเพิ่มตัวแทนจำหน่าย

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มงบการตลาดอีก 60% จากปี 2555 เพื่อใช้ในการทำกิจกรรมรูปแบบต่างๆ พร้อมกันนี้ยังได้ดึง บี้-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ให้กับนมเปรี้ยวดีไลท์ ซึ่งหลังจากทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปี 2556 จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 14%

“การใช้เทคโนโลยีการหมัก OMP ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของดีไลท์ ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างความมั่นใจในด้านคุณภาพของนมเปรี้ยมดีไลท์ ซึ่งปัจจุบันคู่แข่งยังไม่มีตรงนี้” น.ส.สุพัชรมณี กล่าว

สำหรับภาพรวมตลาดนมเปรี้ยวพร้อมดื่มในปี 2556 เชื่อว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% จากปี 2555 ที่มีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท เนื่องจากแบรนด์ในตลาดออกมาทำกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ บีทาเก้น ไพเก้น และ ดีไลท์ ขณะที่ปี 2555 ภาพรวมตลาดมีการเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในปลายปี 2554 และการปรับราคาขึ้น 1 บาทต่อขวดของคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนมเปรี้ยวพร้อมดื่มในช่องทางค้าปลีกมีบีทาเก้นเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 50% ตามด้วยดีไลท์ 14% และยาคูลท์ 12% แต่ช่องทางขายตรงผ่านสาวจำหน่าย อันดับ 1 เป็นยาคูลท์ 40% และบีทาเก้น 30%

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คอมแพ็คทุ่มกว่า 100 ล้าน ขยายผลิตผ้าเบรก 5.5 ล้านชุด วางเป้าปี 56 กวาด 1 พันล้าน

ที่มา http://www.dbbnews.com/index.php/vehicle
ผ้าเบรกคอมแพ็คทุ่มงบ  135  ล้าน  เพิ่มกำลังผลิตจาก  4  ล้านชุดเป็น  5.5  ล้านชุด  ในไตรมาสสองปีนี้  หวังรองรับความต้องการตลาดที่มีอยู่สูง  พร้อมตั้งเป้ายอดขายปี  56  ไว้ที่  1,000  ล้าน  หรือเพิ่มขึ้น  20%  พร้อมจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั่วทุกภูมิภาคไทยต้อนรับ  AEC

นายพัฒนะ  อิสระพิทักษ์กุล  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  สายงานพัฒนาธุรกิจและภาพลักษณ์  บริษัท  คอมแพ็ค  อินเตอร์เนชั่นแนล  (1994)  จำกัด  กล่าวว่า  ในปี  2555  ที่ผ่านมา  บริษัทสามารถสร้างยอดจำหน่ายผ้าเบรกได้ถึง  820  ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น  20%  เมื่อเทียบกับปี  2554  แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ  (ตลาดทดแทน)  70%  ตลาด  OES  10%  (ป้อนศูนย์บริการรถยนต์แบรนด์ต่างๆ)  และตลาดต่างประเทศประกอบด้วย  มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  ออสเตรเลีย  และภูมิภาคตะวันออกกลางอีก  20%  ขณะที่แผนการขยายตลาดต่างประเทศใหม่ๆ  ทั้งที่รัสเซียและบราซิลยังเป็นไปตามแผนธุรกิจที่กำหนดไว้ภายใน  3-5  ปีนับจากนี้  รวมถึงการตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเมืองทวาย  ประเทศพม่า  เพื่อรองรับการเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  (AEC)  ภายในปี  2558

ทั้งนี้เพื่อให้ยอดจำหน่ายปี  2556  บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งเป้าไว้  จึงทุ่มงบประมาณเบื้องต้นอีกไม่น้อยกว่า  35  ล้านบาท  เพื่อใช้สื่อสารทางการตลาดผ่านการประชาสัมพันธ์สื่อต่างๆ  รวมทั้งจัดโปรโมชั่นกับร้านค้าผู้แทนจำหน่ายและผู้บริโภค  โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมโรดโชว์ขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย  เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์บริษัท  ตราสินค้า  และผลิตภัณฑ์

และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค  บริษัทยังจัดทำป้ายตราสัญลักษณ์  “COMPACT”  ขนาดต่างๆ  นำไปติดตั้งที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ  พร้อมดูแลการเสียภาษีป้ายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  โดยตั้งเป้าติดตั้งให้ครบ  5,000  ร้านค้าที่เป็นตัวแทน  และภายใน  2  ปีจากนี้ก่อนเปิด  AEC  จะติดให้ครบ  20,000  ป้าย

“กิจกรรมโรดโชว์ครั้งนี้  ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัท  โดยโรดโชว์นี้ใช้ชื่อว่า  Pause  For  Safety  ที่จะจัดจัดขึ้น  ณ  ศูนย์การค้าเซ็นทรัล  แอร์พอร์ต  เชียงใหม่  เป็นแห่งแรก  ต่อจากนั้นจะเดินทางไปจัดที่ขอนแก่น  ภูเก็ต  และชลบุรี  ภายใต้คอนเซ็ปต์  Pause  For  Safety  คือ  หยุดอย่างปลอดภัย  มั่นใจในผ้าเบรก  เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและขยายฐานลูกค้าไปสู่คนรุ่นใหม่  เพื่อต่อยอดธุรกิจให้ร้านค้าผู้แทนจำหน่าย  พร้อมทั้งทำกิจกรรมเพื่อสังคม  ด้วยการมอบผ้าเบรกคอมแพ็คให้เทศบาลนครเชียงใหม่  นำไปใช้ในการปฏิบัติราชการ  จำนวน  100  คัน”

อย่างไรก็ดีในปี  2556  นี้  บริษัทได้ทุ่มงบถึง  135  ล้านบาท  เพื่อเพิ่มกำลังผลิตผ้าเบรกจาก  4  ล้านชุดเป็น  5.5  ล้านชุด  ในไตรมาสสองของปี  2556  นี้  เพื่อรองรับความต้องการตลาดที่มีอยู่สูง  หลังจากที่ในปี  2555  ที่ผ่านมา  ความต้องการผ้าเบรกของบริษัทมีสูงกว่ากำลังผลิตมากถึง  1-1.5  ล้านชุดในทุกกลุ่มรถยนต์  ส่งผลทำให้กำลังผลิตทั้งที่โรงงานจังหวัดเพชรบุรีและมหาชัยที่มีรวมกัน  4  ล้านชุดต่อปีไม่เพียงพอ

“บริษัทจึงเร่งขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่สองนี้ ที่โรงงานจังหวัดเพชรบุรี  โดยใช้งบลงทุนเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า  100  ล้านบาท  ส่งผลให้มีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น  30%  หรือราว  1.5  ล้านชุด  และสามารถเพิ่มได้ถึง  1.5  ล้านชุด หรือ  50%  ของกำลังผลิตในปัจจุบัน  โดยในปี  2556  บริษัทตั้งเป้าขายไว้ที่  1,000  ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว  20%  จากปีที่ผ่านมา  มั่นใจว่ายอดขายรถยนต์ในตลาดเมืองไทยปี  2555  ที่มีจำนวนร่วม  1.6  ล้านคัน  บวกรวมกับรถยนต์เก่าที่ยังใช้งานอยู่กว่า  10  ล้านคัน  จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จตามที่คาดไว้อย่างแน่นอน”

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โอกาส&ขวากหนาม ลอรีอัล ในศึกชิงบัลลังก์ความงาม

วันที่ 26 เมษายน 2556 14:00
โดย : ชนิตา ภระมรทัต

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/

ตลาดความงามไทยนั้นขึ้นชื่อว่ามีขนาดใหญ่ เติบโตดี การแข่งขันจึงร้อนฉ่า เพราะใคร ๆ ก็หมายปอง รวมถึงลอรีอัล ประเทศไทย ซึ่งยังรั้งเป็นเบอร์สอง


แม้ว่าทั่วโลก ลอรีอีลนั้นจะครองแชมป์ก็ตามที ทว่าตลาดประเทศไทยกลับมีความท้าทายและการบรรลุเป้าหมายอาจไม่ใช่เรื่องง่าย


ที่สุดบริษัทแม่ของลอรีอัลที่ประเทศฝรั่งเศส ได้ตัดสินใจเลือก "อูเมช ฟัดเค" ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประ เทศไทย) จำกัด เพื่อมาขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้ประสบความ สำเร็จ


และไม่น่าเชื่อ อูเมซ กลับต้องพบเจอกับความท้าทายแรกทันทีเมื่อตอนที่เขาเพิ่งมารับตำแหน่งนี้ใหม่ๆ หมาดๆ นั่นก็คือ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ประเทศไทย (ปี2554)


ความเร่งด่วนที่เขาต้องทำในเวลานั้นมีอยู่ด้วยกันสองเรื่อง นั่นคือ หนึ่ง ต้องดูแลพนักงานผู้ประสบภัย ให้รู้สึกปลอดภัยและมีความมั่นคงในชีวิต "ก่อนจะช่วยเหลือคนนอกบ้านต้องช่วยพนักงานที่เปรียบเหมือนคนในครอบครัวให้ดีเสียก่อน" สอง ดูแลพันธมิตรทางการค้า เพื่อให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไม่สะดุด โดยลอรีอัลจัดการส่งสินค้าไปให้อย่างสม่ำเสมอ


เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นและคลี่คลาย ในปี 2555 อูเมซก็ได้กลับมาสวมบทบาทผู้นำทัพ ลอรีอัล ประเทศไทย ในการพิชิตเป้าหมายเป็นเบอร์หนึ่งอย่างจริงจัง


อูเมช ฟัดเค ได้สร้างอัตราการเติบโตให้ลอรีอัลเป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นผลดำเนินงานที่ดีมาก และทำให้เป้าหมายที่ตั้งใจใกล้ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น


เขายอมรับว่าตลาดประเทศไทยนั้นแตกต่าง และเป็นแบบไทยๆ ที่ไม่เหมือนใครในโลก โดยสร้างความท้าทายให้กับเขาอยู่สองประเด็น เรื่องแรก การเป็นเบอร์หนึ่งก็ต้องอาศัยคนเก่ง ขณะที่ตลาดมีการแย่งชิงคนเก่ง ( The War for Talent) กันแบบดุเดือดเลือดพล่าน เรื่องที่สอง ผู้บริโภคไทยไม่ว่าจะอยู่ในตลาดล่าง-กลาง-บน มีความคาดหวังว่าจะได้ใช้สินค้าที่ดีที่สุด และต้องดียิ่งกว่าเดิม


คำถามก็คือ แล้วเขามีวิธีก้าวข้ามความยากลำบากมาได้อย่างไร


อูเมซกล่าวว่า แม้ว่าในเวลานี้ลอรีอัลได้รับการยอมรับ พนักงานมีความภาคภูมิใจ เรียกได้ว่าเป็น "องค์กรในฝัน" หรือ Employer of Choice ก็คงไม่ผิดนัก "แต่ใครจะรู้ว่าในวันข้างหน้าพนักงานจะยังคงทำงานร่วมกับเรา"


ในเรื่องนี้เขากลับไปตั้งต้นที่ "การสรรหา" ซึ่งถือว่าประตูบานแรกที่เปิดรับคนเข้ามาเป็นพนักงาน


เพื่อหาคนที่เก่ง คนที่ใช่ ลอรีอัลเปิดรับเด็กจบใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัยมาอบรมด้วยโปรแกรม Management Trainee ซึ่งเป็นการมอบโอกาสให้เด็กได้ทดลองทำงานในแผนกต่างๆ ของบริษัท เหตุผลก็เพื่อให้เด็กได้รู้ว่า "ฉันรู้แล้วว่าฉันต้องการทำงานอะไรกันแน่" ในทางกลับกันลอรีอัลเองก็มีโอกาสมองเห็นจุดอ่อน จุดแข็ง ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเด็กและนำไปพัฒนาสู่ความเป็นเลิศในลำดับต่อไป


การพัฒนาคนของลอรีอัลมีอยู่ 3 รูปแบบ เริ่มด้วยแบบแรก สำหรับเด็กใหม่นอกจากทักษะในการทำงานแล้ว พวกเขายังจะได้รับการอบรมในเรื่องของความงามด้วย (ทำงานกับบริษัทความงามเสื้อผ้า หน้า ผมก็ควรต้องเป๊ะ) แบบที่สอง ดีไซน์ให้ตรงตามความต้องการเป็นรายบุคคล

อูเมซยกตัวอย่างว่าตัวเขาเองได้รับการพัฒนาในรูปแบบนี้ โดยถูกส่งตัวไปพบปะกับผู้บริหารของลอรีอัลหลายคน หลายแผนก และหลายประเทศ ทำให้เขาได้รับการแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ รวมถึงข้อมูลที่มีคุณค่าซึ่งสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดลอรีอัล ประเทศไทยได้ไม่ยาก และแบบที่สาม เป็นการโยกย้ายพนักงานให้ไปเรียนรู้ใหม่ๆ ทั้งการโยกย้ายข้ามแผนก ข้ามประเทศ รวมถึงไปทำงานยังสำนักงานใหญ่ ที่ประเทศฝรั่งเศส


สำหรับความท้าทายเกี่ยวกับความคาดหวัง (สูง)ของลูกค้านั้น อูเมซบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะทุกคนมีสิทธิ์จะคาดหวัง สิ่งที่ลอรีอัลทำก็คือ ต้องพยายามก้าวไปข้างหน้าให้เร็วกว่าความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ


"แม้ทุกวันนี้เราพยายามรับฟังเสียงของลูกค้าอยู่เสมอ แต่ที่สุดแล้วเราไม่ควรเป็นฝ่ายให้ลูกค้าบอกเรา จำเป็นที่เราควรจะคิดว่าต้องทำอะไรอีกบ้าง ควรต้องทำอะไรให้ดีกว่านี้ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของพวกเขา "


บนเส้นทางล้วนเต็มไปด้วยบททดสอบ คำถามก็คือ เพื่อก้าวเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย ลอรีอัลกำหนดกลยุทธ์ไว้อย่างไร อูเมซบอกว่า มีอยู่ด้วยกัน 3 หมัดเด็ด นั่นคือ


หนึ่ง สร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ โดยมี "นวัตกรรม" เป็นอาวุธสำคัญ แม้ลอรีอัลอยู่ในธุรกิจความงาม แต่ความแตกต่างก็คือลอรีอัลก่อตั้งโดยนักวิทยาศาตร์ และตลอดมาองค์กรแห่งนี้มีการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ด้วยเม็ดเงินที่สูงมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นสินค้าของลอรีอัลจึงไม่ได้เป็นเพียงความฝันหากแต่จะเกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน


อย่างไรก็ดีคนส่วนใหญ่มักคิดว่า นวัตกรรม ก็คือเนื้อครีม หรือตัวสินค้าเท่านั้น ซึ่ง อูเมซ กล่าวว่าในความเป็นจริงสำหรับลอรีอัล มันคือทุกสิ่งทุกอย่างทั้งตัวสินค้า กล่องบรรจุ ช่องทางจำหน่าย การจัดส่ง การตลาด ฯลฯ


สอง สร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร เรื่องนี้หมายถึงสรรหาและพัฒนาคนให้เก่ง ให้มีฝีมือ (มีการกล่าวถึงแล้วในเรื่องการจัดการคนเก่ง)


อูเมซกล่าวว่า นวัตกรรมและคน มีความสำคัญมากต่อเป้าหมายก้าวเป็นที่หนึ่ง "ไม่มีนวัตกรรมเราก็เป็นผู้นำไม่ได้ แต่หากมีนวัตกรรมดีๆ มากมายแต่คนของเราไม่เก่ง ไม่สามารถถ่ายทอดให้ลูกค้ายอมรับ เชื่อมั่นได้ นวัตกรรมก็คงไม่มีความหมาย"


สาม การเป็นพลเมืองดีของธุรกิจ (Good Corporate Citizenship) เป็นการร่วมสร้างสังคมไทยให้แข็งแกร่ง ซึ่งในประเทศไทยคำที่คุ้นหูกว่าก็คือ CSR


โดยลอรีอัลทำเรื่องนี้ทั้ง "หน้าม่าน" หมายถึงเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไป และ"หลังม่าน" เป็นการทำเงียบๆ ภายในองค์กร เป็นการดูแลกระบวนการทำงานไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม


ขณะที่การทำเพื่อสังคมหน้าม่านนั้น ที่ผ่านมาลอรีอัลมีโครงการดีๆ มากมาย ในหมายเหตุที่ว่า "ไม่ใช่การบริจาคเงิน" แต่นำความงามไปสร้างอาชีพ ด้วยการจัดอบรมฝึกทักษะอาชีพ เสริมสวยให้กับผู้หญิงที่ด้อยโอกาสทางสังคม และในช่วงน้ำท่วมก็มีอบรมเรื่องนี้ให้กับผู้หญิงที่เป็นผู้ประสบภัยจำนวน 107 ชีวิต เป็นต้น


เพราะลอรีอัลมีแนวคิดที่ว่า ความงามไม่ใช่เรื่องผิวเผิน แต่มันมีพลังที่จะเปลี่ยนชีวิตคนได้

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

“เซ็ปเป้” โชว์แผนตลาดปี 56 ชูจุดขาย 52 ล้านขวดข่มคู่แข่ง


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 เมษายน 2556 19:03 น.


ที่มา http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000049947
อดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรัพย์อนันต์ เยนเนอรัลฟู้ด จำกัด เจ้าตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนอลดริ้งก์ภายใต้แบรนด์ "เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์" เปิดเผยแผนธุรกิจ-การตลาด ประจำปี 2556 พร้อมเปิดตัวภาพยนต์โฆษณาชุดใหม่ที่จะเริ่มออกอากาศในวันที่ 25 เม.ย.ศกนี้
       เจ้าตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ คาดแนวโน้มตลาดปี 56 โตต่อเนื่อง 20% เน้นทำตลาดด้วยการสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์มากกว่าการจัดโปรโมชัน เตรียมลงทุน 100 ล้านบาทเพิ่มกำลังการผลิต พร้อมขยายตลาดอินโดนีเซีย เผยใช้งบฯ การตลาดขั้นต่ำ 150 ล้านบาทในแคมเปญต่างๆ หวังเร่งยอดขาย 2 พันล้านบาท หลังประสบความเร็จด้วยยอดขาย 52 ล้านขวดต่อปี
     
       นายอดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรัพย์อนันต์ เยนเนอรัลฟู้ด จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทั้งหมด 6 แบรนด์มุ่งเจาะตลาดใน 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มฟังก์ชันนัลดริงก์ ได้แก่ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงามภายใต้แบรนด์ “เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์” และเครี่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูงสำหรับคนเมืองและคนทำงานที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและต้องการดูแลตัวเอง แบรนด์ “เซ็ปเป้ สมา-ที ดริ้งค์” 2. กลุ่มอาหารเสริม คือ แบรนด์ “เซนต์ แอนนา” ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในรูปแบบชอต 3. กลุ่มน้ำผักผลไม้ ประกอบด้วย แบรนด์ “เซ็ปเป้ ฟอร์ วันเดย์” น้ำผักผลไม้เข้มข้น 100% สำหรับคนรักสุขภาพ และ “โมกุ โมกุ” น้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าวรายแรกของโลก 4. กลุ่มผลิตภัณฑ์รูปแบบผง ประกอบด้วยกาแฟและผงคลอโรฟิลล์ชั้นดีนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ “เพรียว คอฟฟี่” และ “เพรียว คลอโรฟิลล์”
     
       “ในปี 2555 บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานในอัตราที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง สามารถทำยอดขายรวมทั้งหมดเป็นมูลค่ากว่า 1.8 พันล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 ยังมีอัตราการเติบโตกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตได้ตลอดทั้งปี 2556 คิดเป็นมูลค่าประมาณ2 พันล้านบาท ส่วนที่มาของรายได้ทั้งหมดนั้นแยกเป็นรายได้จากกลุ่มฟังก์ชันนอลดริ้งค์ประมาณ 700 ล้านบาท กลุ่มผลิตภัณฑ์รูปแบบผง ประมาณ 400 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มอาหารเสริมและกลุ่มน้ำผักผลไม้ รวมถึงการทำตลาดส่งออกซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมด”
     
       สำหรับแผนธุรกิจประจำปี 2556 นั้น บริษัทเตรียมงบประมาณ 100 ล้านบาทเพื่อใช้ในการลงทุนด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มไลน์การผลิตเป็น 420 ล้านขวดต่อปี พร้อมเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในช่วงไตรมาสที่สองของปี รวมถึงเร่งทำตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีจำหน่ายกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยล่าสุดได้ร่วมทุนก่อตั้งบริษัทจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เซ็ปเป้ในประเทศอินโดนีเซีย เพิ่มเติมจากที่เคยมีบริษัทและโรงงานผลิตในประเทศสโลวาเกีย
     
       “เหตุผลที่เลือกทำตลาดในประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากเรามีข้อได้เปรียบในฐานะที่เคยทดลองทำตลาดมาก่อน ประกอบกับมีผู้ร่วมทุนที่ดี รวมถึงจุดเด่นในเรื่องของขนาดตลาดและจำนวนประชากรที่มีสูงกว่า 200 ล้านคน ซึ่งถ้าหากเราสามารถทำตลาดในประเทศอินโดนีเซียได้ประสบความสำเร็จ ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนต่อไป”



       บริษัทยังมีแผนธุรกิจสำคัญที่เริ่มดำเนินการแล้วคือการใช้งบประมาณ 100 ล้านบาทจากงบประมาณการตลาดรวม 150 ล้านบาทเพื่อใช้ในการเดินหน้าขยายตลาดเฉพาะในส่วนของเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “เซ็ปเป้” สามารถครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ในตลาดรวมติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยสัดส่วนประมาณ 56% โดยมั่นใจว่าตลาดยังคงมีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 20% เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพและความสวยงามมากขึ้นอันเป็นผลมาจากการที่มีสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น จนส่งผลให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายรวมมีการขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วยโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้ชาย
     
       หนึ่งในแผนการรุกตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ คือ การใช้งบประมาณขั้นต่ำ 50 ล้านบาทในการเปิดตัว 5 พรีเซ็นเตอร์พร้อมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “สถิติความสวย” เพื่อสื่อสารและตอกย้ำความเป็นผู้นำของตลาดด้วยยอดขายมากกว่า 52 ล้านขวดในปี 2555 โดยจะเริ่มออกอากาศครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ศกนี้เป็นต้นไป นอกจากนั้นบริษัทยังจะมีการใช้กลยุทธ์ทางการสื่อสารใหม่ๆ อาทิ การตลาดแบบออนไลน์มากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช้สื่อสมัยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและวัยทำงาน รวมถึงกลุ่มผู้หญิงที่ต้องการความสวยดูดีในแบบของตัวเองที่มีช่วงอายุระหว่าง 18-35 ปี
     
       นายอดิศักดิ์กล่าวด้วยว่า ตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ไทยมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งยังมีพัฒนาการที่หลากหลายและมีความโดดเด่นสูงเทียบชั้นกับประเทศญี่ปุ่นและมากกว่าทุกประเทศในยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้สินค้าของทุกแบรนด์ในตลาดจึงจำเป็นต้องปรับแผนให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาคุณภาพและรสชาติของผลิตภัณฑ์
     
       “สำหรับแบรนด์เซ็ปเป้จะเน้นทำตลาดในลักษณะ Brand Image มากกว่าการจัดโปรโมชั่นแรงๆ ซึ่งอาจมีผลให้ตลาดมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงในเชิงลบได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงเน้นกลยุทธ์ในเรื่องของการพยายามเจาะช่องว่างใหม่ๆ ทางการตลาดเพื่อคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าด้วยการดื่มแล้วสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน”
     
       ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องโดยร่วมออกบูธในงานมหกรรมต่างๆ อาทิ การร่วมออกบูธแสดงสินค้าในงาน THAIFEX WORLD OF FOOD ASIA 2013 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในวันที่ 22-26 พ.ค.ศกนี้

เจาะกลยุทธ์ "ยามาฮ่า" ชู "3S" ลุยตลาดมอเตอร์ไซค์เมืองไทย


updated: 19 ก.พ. 2556 เวลา 11:15:16 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่ตลาดหนึ่งในภูมิภาคนี้ เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเอื้ออำนวย โดยเฉพาะทางด้านภูมิศาสตร์ ประเทศไทยมีประชากรกว่า 65 ล้านคน มีพื้นที่เป็นที่ราบเป็นส่วนใหญ่ แต่เส้นทางคมนาคมยังพัฒนาไม่ทั่วถึง รถจักรยานยนต์จึงกลายเป็นพาหนะที่สะดวกที่สุด นอกจากนี้ในเขตเมือง เช่น กรุงเทพฯ หรือจังหวัดใหญ่ๆ ปัญหาการจราจรติดขัด ประชาชนจำนวนมากนิยมใช้รถจักรยานยนต์เพื่อความรวดเร็วในการเดินทาง
ทำให้ตลาดรถจักรยานยนต์เติบโตอย่างรวดเร็ว จากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือปี 2545 มียอดจำหน่าย 1,332,744 มาถึงปี 2555 มียอดจำหน่าย 2 ล้านกว่าคัน หรือเติบโตเกือบ 100%

สำหรับตลาดประเทศไทย รถจักรยานยนต์ถูกผูกขาดโดยบริษัทญี่ปุ่น 4 ยี่ห้อ คือ ฮอนด้า, ยามาฮ่า, คาวาซากิ และซูซูกิ โดยเริ่มเข้ามาวางตลาดในประเทศไทยเมื่อ 30 ปีก่อน ก่อนหน้านี้รถจักรยานยนต์ที่รู้จักกันส่วนใหญ่มาจาก ยุโรป ไม่ว่าจะเป็นไทรอัมพ์ หรือ บีเอ็มดับเบิลยู แต่ด้วยความที่ญี่ปุ่นมีราคาถูก พัฒนาสินค้าในรูปแบบใหม่หลากหลาย และมีขนาดเหมาะสมกับสรีระชาวไทย ทำให้ประสบความสำเร็จในประเทศไทยเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

กว่า 24 ปีแล้ว ค่ายฮอนด้าครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยมียามาฮ่าเป็นอันดับ 2 แต่นับวันยอดขายก็เริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีหลังๆ ยามาฮ่ามีสินค้าตัวใหม่มานำเสนอ โดยเฉพาะ ยามาฮ่า ฟีโน่ ช่วยกระตุ้นตลาดจักรยานยนต์ในประเทศไทยได้อย่างมาก

สำหรับปีนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ชูกลยุทธ์หลัก ดู อินโนเวทีฟ (Do>>Innovative) รุกตลาดต่อเนื่อง วางเป้าหมายเติบโตเพิ่มขึ้น 12% ผ่านกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์การตลาด และกลยุทธ์เครือข่าย 3S ได้แก่ ด้านการขาย (Sales) การบริการ (Service) และอะไหล่ (Spare Part) ประกาศสร้างยอดขายเพิ่มจากเดิม 4.9 แสนคัน เป็น 5.5 แสนคัน และตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็นอย่างน้อย 25%

นายประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด บอกว่า ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2012 น่าจะมีอัตราการเติบโต 6% คิดเป็นยอดจดทะเบียนรวมประมาณ 2.13 ล้านคัน แบ่งเป็นสัดส่วนรถจักรยานยนต์ออโตเมติก 50% และรถจักรยานยนต์เกียร์ธรรมดา 50%

สำหรับปี 2012 บริษัทฯ มียอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ภายใต้แบรนด์ยามาฮ่าอยู่ที่ 4.9 แสนคัน ถือเป็นสถิติสูงสุดของบริษัทฯ ในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 2% จากช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2011 

ในขณะที่ปี 2013 นี้ ยามาฮ่าคาดการณ์ว่าความต้องการของตลาดรวมรถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 2.2 ล้านคัน เติบโตขึ้น 3% จากปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และยามาฮ่าได้ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 5.5 แสนคัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 12% เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในทุกพื้นที่ โดยกำหนดนโยบายที่จะทำการตลาดเชิงรุกภายใต้กลยุทธ์ "Do>> Innovative"

นายประพันธ์ยังบอกอีกว่า กลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของยามาฮ่าประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1.การเพิ่มสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงเข้าสู่ตลาด ด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด ประหยัดน้ำมันและดีไซน์ที่แตกต่างทั้งรถจักรยานยนต์เกียร์ออโตเมติกและรถจักรยานยนต์เกียร์ธรรมดา ตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 40% สำหรับรถจักรยานยนต์เกียร์ออโตเมติก และมากกว่า 12% สำหรับรถจักรยานยนต์เกียร์ธรรมดา ภายในสิ้นปี 2013

2.สร้างสรรค์กิจกรรมภายใต้แคมเปญ "Do>>Innovative" เพื่อเสริมภาพลักษณ์ตราสินค้ายามาฮ่าอย่างต่อเนื่อง เน้นกิจกรรมการตลาดเชิงไลฟ์สไตล์ มาร์เก็ตติ้ง สร้างสรรค์และเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า 

3.ขยายโชว์รูมยามาฮ่าสแควร์ และปรับปรุงศูนย์บริการรูปแบบใหม่ รวมถึงสร้างประสิทธิภาพเครือข่ายด้านการขาย การบริการและอะไหล่ของผู้จำหน่ายแบบครบวงจร

"ในปีนี้บริษัทฯ มีกลยุทธ์การเพิ่มศักยภาพของสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ทุกเซกเมนต์ ทั้งทางด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่มีความทันสมัย โดยเฉพาะจุดเด่นในเรื่องการประหยัดน้ำมัน ถือเป็นจุดแข็งของยามาฮ่า รวมถึงการพัฒนารูปแบบการดีไซน์ที่ให้ความแตกต่างเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคตามเทรนด์ของปี" นายประพันธ์กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ยามาฮ่าพร้อมเสริมภาพลักษณ์ของสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั่วประเทศโดยการสร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดผ่านกลยุทธ์ที่ดำเนินมาต่อเนื่อง อาทิ กลยุทธ์สปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง และกลยุทธ์มิวสิก มาร์เก็ตติ้ง และการจัดกิจกรรมยามาฮ่าคลับ กิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ รวมถึงการส่งเสริมการขายร่วมกับผู้จำหน่ายมากกว่า 4,500 ครั้งต่อปี 

สำหรับการเสริมสร้างประสิทธิภาพด้านเครือข่ายบริการ และอะไหล่ (3S) นั้นถือเป็นหัวใจในการสร้างความพึงพอใจของลูกค้า ในส่วนของการขายจะเพิ่มเครือข่ายยามาฮ่าสแควร์ (YSQ) เป็นจำนวน 666 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนาแอพพลิเคชั่น (Application) รูปแบบใหม่สำหรับใช้กับไอแพด เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงของกลุ่มลูกค้า นอกจากนั้นยังมุ่งขยายตลาดผ่านช่องทางการขายแบบใหม่และการพัฒนาธุรกิจรถจักรยานยนต์มือสองอย่างต่อเนื่อง

ส่วนด้านการบริการหลังการขาย จะปรับปรุงศูนย์บริการรูปแบบใหม่ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น และขยายจำนวนศูนย์ซ่อมบำรุงหัวฉีด (YiS : Yamaha Innovative Service) ถือว่าเป็นศูนย์บริการที่มีอุปกรณ์การตรวจเช็กระบบหัวฉีดที่ทันสมัยที่สุด นอกจากนั้นจะเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าผ่านโครงการบริการส่งอะไหล่เร่งด่วนภายใน 48 ชม. การรับประกันคุณภาพอะไหล่แท้และอะไหล่ตกแต่ง รวมถึงการเพิ่มการบริการ คอลเซ็นเตอร์ สำหรับอะไหล่

ด้วยกลยุทธ์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ บริษัทฯ มีความมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มความพึงพอใจให้ลูกค้า สร้างความแข็งแกร่งให้ตราสินค้า และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
 

แนวโน้มตลาดสีทาอาคารอาเซียนพุ่ง TOAเดินหน้าขยายฐานการผลิต


วันศุกร์ ที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556, 06.00 น.
ที่มาhttp://www.naewna.com/business/39852
แนวโน้มตลาดสีทาอาคารอาเซียนพุ่ง TOAเดินหน้าขยายฐานการผลิตหวังมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้น1%ทุกปี

นายพงษ์เชิด จามีกรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดสีทาอาคารปี 2555 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 19,000 ล้านบาท เติบโต 12% เมื่อเทียบกับปี 2554 โดยแบ่งเป็นตลาดระดับบน 26% ,ระดับบน(พิเศษ) 23% ,ระดับกลาง 31% และระดับล่าง 20% ทั้งนี้ทีโอเอมีส่วนแบ่งตลาดระดับบน 50% ,ระดับบน(พิเศษ) 23%, ระดับกลาง 62% และระดับล่าง 26% โดยขณะที่สีน้ำทาอาคารของทีโอเอมีส่วนแบ่งที่ 47% คิดเป็นยอดขายในปี 2555 อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท เติบโต 20% ทั้งนี้ยอดขายรวมของทีโอเอในทุกประเภทจะอยู่ที่ 15,500 ล้านบาท เติบโต 20% สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 14,000 ล้านบาท

โดยในปี 2555 ทีโอเอได้มุ่งเน้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งตรงกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะสีเพื่อการตกแต่ง (Decorative) ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และการขยายการเพิ่มเครื่องผสมสีระบบคอมพิวเตอร์ “TOA Color World” ไปในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ปัจจุบันมีจำนวนรวมมากกว่า 2,200 เครื่อง

นอกจากนี้ด้านการตลาดและการขาย ได้ผนวกความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพ ตอกย้ำแบรนด์ทีโอเอในฐานะผู้นำนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อครองใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในระยะยาว พร้อมทั้งยังมีการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ส่วนด้านช่องทางจัดจำหน่าย ได้ขยายเพิ่มขึ้น เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น โดยในปี 2556 ทีโอเอตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 18,600 ล้านบาท เติบโต 20%

ทั้งนี้เป้าหมายการเติบโตในปี 2556 บริษัทต้องการให้ส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น 1% ทุกปี เพื่อก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ในตลาดสีงานไม้และผู้นำในเคมีภัณฑ์และสีอุตสาหกรรม ตลอดจนต้องการเป็นผู้นำตลาดสีน้ำในอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย โดยมีส่วนแบ่งตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเป็น 14% จาก 12% ในปี 2555 กลยุทธ์ที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คือ พัฒนาความได้เปรียบใหม่ๆในการแข่งขัน และนำความได้เปรียบในการแข่งขันที่มีอยู่แล้วมาใช้ เช่น แบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก เครือข่ายร้านค้าที่มีจำนวนมากและครอบคลุม ความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในตลาดที่ไม่ใช่การตกแต่งมากขึ้น โดยจะเน้นตลาดสีงานไม้ เคมีภัณฑ์ สีอุตสาหกรรม และตลาดต่างประเทศ

นายมนัส เพ็ชรบัวศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการผลิต บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทีโอเอจะมุ่งเน้นการผลิตสินค้าให้ง่ายและจัดส่งสินค้าเร็ว มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยการผลิตสีทาอาคารจะผลิตที่ทีโอเอ บางนาตราด กม. 23 เป็นหลัก เพราะเป็นโรงงานผลิตสินค้าที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียน ควบคุมการผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทุกขั้นตอน และเป็นการผลิตในระบบปิด ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้เร็วขึ้นกว่าเดิมกว่า 50%

ในส่วนของการลงทุนขยายกำลังการผลิตและพัฒนาสินค้าในอาเซียนนั้น ปัจจุบันทีโอเอมีโรงงานผลิตสีในเวียดนาม ลาว มาเลเซีย และมีแผนที่จะขยายการลงทุนสร้างโรงงานในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น ล่าสุดสร้างโรงงานที่พม่า จะแล้วเสร็จไตรมาส 2 ปี 2556 จากนั้นจะขยายไปยังที่อื่นๆ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจสีในตลาดอาเซียน

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

เจาะลึกแคมเปญเครื่องดื่มสุดคึก

 ไพเราะ เลิศวิราม Positioning Magazine 25 เมษายน 2556
Added on: 25/4/2556

เจาะลึกแคมเปญเครื่องดื่มสุดคึก
ที่มา http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=96053
ตลาดเครื่องดื่มร้อนฉ่า…ใช่แต่ศึกแคมเปญเดือด “หวยชาเขียว” หรือ ศึกน้ำอัดลมของทั้ง 4 แบรนด์ที่ทำให้ตลาดเครื่องดื่มคึกคักรับซัมเมอร์กับเต็มที่ แต่ตลาดเครื่องดื่มหมวดอื่นๆ ก็ไม่ยอมแพ้ ล่าสุดทิปโก อัดฉีดงบ 500 ล้านบาท พุ่งเป้าตลาดไทย ออกแคมเปญตอกย้ำจุดขายน้ำส้มแท้ 100% หวังขยับจากเครื่องดื่มแก้กระหาย มาเป็น “ฟังก์ชั่นแนลดริงก์” ให้ผู้บริโภคดื่มประจำ สร้างฐานลูกค้าในหมวดน้ำผลไม้พรีเมียมให้กว้างขึ้น

สูตรน้ำส้ม สูตรการตลาดทิปโก้ (ตอน 1)

ถึงแม้ ทิปโก้ ผู้ผลิตน้ำผลไม้จะชื่นมื่นไปกับการขยายตลาดในอาเชียน อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ เวียดนาม และประเทศตะวันออกกลาง ล่าสุด “เกาหลี” ที่เพิ่งเซ็นสัญญาตั้งตัวแทน และยังทำยอดขายได้เกิดคาด จนเวลานี้มียอดขายจากต่างประเทศ 15%

แต่สัดส่วนยอดขายในต่างประเทศที่มีอยู่ถึง 85% ทำให้ทิปโก้ ต้องหันมาให้น้ำหนักกับตลาดในประเทศ เพราะมองว่าโอกาสตลาดจะขยายตัวเพิ่มได้อีกมาก เนื่องจากคนไทยบริโภคน้ำผลไม้ แค่ 4 ลิตรต่อปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ที่บริโภคสูงถึง 20 ลิตรต่อปี หรืออย่างในแคนาดา บริโภคกันที 50 ลิตรต่อปี

โจทย์ใหญ่ของทิปโก้ อยู่ทีว่าทำอย่างไร จึงจะขยายตลาดน้ำผลไม้พรีเมียม 100% ซึ่งมีมูลค่าตลาด 4,500 ล้านบาท เติบโตปีละ 10-15% โดยทิปโก้ครองส่วนแบ่งตลาด 43% ให้มีฐานลูกค้ากว้างขึ้น ไปทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะแค่ลูกค้าในเมือง

“จากผลรีเสิร์ชพบว่า รสชาติทิปโก้นั้นเหนือกว่าของคู่แข่งอยู่แล้ว เป้าหมายของเราต้องการขยายตลาดในส่วนน้ำผลไม้พรีเมียม 100% ซึ่งจากอินไซต์ของผู้บริโภค เราพบว่า ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และมีความต้องการบริโภค แต่ปัญหาคือ เขายังลังเล เพราะไม่มั่นใจว่าเป็นน้ำผลไม้แท้ 100% จริงหรือเปล่า” เอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

จึงเป็นที่มาทำให้ทิปโก้ต้องทุ่มงบ 500 ล้านบาทใน ทำแคมเปญ “285 ล้านลูกต่อปี ทิปโก้คั้นสด เพื่อความสดชื่นของคุณ” เพื่อสร้างความรับรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับน้ำผลไม้แท้ 100% โดยนำเอาสินค้าหลักขายดีที่สุดอย่าง “น้ำส้ม” 5 รสชาติ มาเป็นตัวชูโรง เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ

นอกจากการหนังโฆษณาชุดใหม่ “ใช้ชื่อว่า “เดินทาง” บอกเล่าการเดินทางของส้มจากไร่มาถึงบ้านผู้บริโภค โดยจะแพร่ภาพออกทั้งสื่อทีวี สื่อนอกบ้าน สิ่งพิมพ์ ออนไลน์ และที่ขาดไม่ได้ คือ การแจกชิม 1 ล้านกล่องทั่วประเทศ เพื่อต้องการสื่อสารจุดแตกต่าง นั่นคือ การทิปโก้ ทำมาจากน้ำส้มคั้นสด 24 ลูกต่อกล่อง

ผู้บริหารของทิปโก้เชื่อว่า เมื่อผู้บริโภคมั่นใจว่าทำจากน้ำส้มแท้ๆ จะเลือกดื่มเพื่อสุขภาพ และเกิดการซื้อดื่มเป็นประจำ ลักษณะเดียวกับ “ฟังก์ชั่นแนลดริงก์” คือ ดื่มเพราะเห็นประโยชน์ ไม่ใช่ดื่มเพื่อแก้กระหาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ทิปโก้”ไม่ต้องการ เพราะการดื่มแก้กระหาย สินค้าทดแทนกันได้ ผู้บริโภคมีสิทธิ์เปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา ยิ่งเมื่อเจอโปรโมชั่นแรงๆ โอกาสที่ผู้บริโภคจะเปลี่ยนใจจะเกิดขึ้นได้ทันที ทำให้ทิปโก้ต้องสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับผู้บริโภค เพื่อยกระดับสินค้า โดยสื่อสารเรื่องของ “คุณประโยชน์”ของการเป็นน้ำผลไม้ 100% มาตอกย้ำ

“ตลาดบ้านเรายังดื่มแก้กระหายเป็นหลัก แต่สิ่งที่เราอยากเห็น คือ การที่ผู้บริโภคดื่มประจำ ดื่มตอนเช้า ดื่มตอนเย็น เป็นการเข้าถึงไลฟ์สไตล์ เป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำ คือ การทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า ของที่มีคุณภาพจริงๆ เป็นอย่างไร”

เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในเครือทิปโก้ อย่าง “ชาเขียว” ที่ทิปโก้จับมือกับ “ซันโตรี่” ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากญีปุ่น วางตลาดชาเขียวสำเร็จรูป “มิเรอิ” ตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยชูจุดขายชาเขียวสไตล์ญีปุ่น แต่จนถึงวันนี้ มิเรอิ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ในการแจ้งเกิดในตลาดไทย ซึ่งเอกพล บอกว่า ในส่วนของชาเขียว ทั้งทิปโก้จะร่วมกับซันโตรี่ ทยอยนำชาสำเร็จรูปประเภทต่างๆเข้ามาทำตลาด จะเลือกให้เหมาะกับผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม และที่สำคัญจะไม่เน้นการดื่มเพื่อดับกระหาย

“ในตลาดชาสำเร็จรูป เราจะเน้นสร้างความแตกต่าง โดยไม่ลงเล่นกับสินค้าที่ต้องแข่งขันด้วยโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถมแรงๆ เราไม่ยุ่งกับสินค้าที่แข่งกันด้วยวิธีนี้ ซึ่งซันโตรี่เองยังมีชาชนิดต่างๆ อยู่ในพอร์ตอีกมากมาย ที่เราอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะเอาตัวไหนมาทำตลาด”

ส่วนกระแสข่าวที่ไทยเบฟเวอเรจของ “เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี” ที่ได้ซื้อหุ้น บริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ จำกัด (มหาชน)จากสิงคโปร์ หรือ เอฟแอนด์เอ็นที่มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มหลายชนิดเมื่อบวกกับไทยเบฟฯ ซึ่งมีเครื่องดื่มในมือทั้งชาเขียว น้ำอัดลม น้ำดื่ม กลายเป็นเครือข่ายเครื่องดื่มอันทรงพลัง

เอกพล มองว่า “อนาคตการแข่งขันของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มในไทยจะกลายเป็นการแข่งขันของคู่แข่งระดับโกบอล ทิปโก้เองก็มี ซันโตรี่ จากญีปุ่น ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ที่มีทั้งเงินทุน และเทคโนโลยี ที่ผ่านมาเรายังใช้เขาไม่เต็มที่ แต่ต่อไปที่ทั้งทิปโก้ และซันโตรี่จะร่วมกันทำอาร์แอนด์ดี การผลิต การขยายตลาดทั้งใน และต่างประเทศร่วมกัน”

ครั้งหน้าพบกับ “สถิติความงามของ บิวตี้ดริงก์”


เครื่องดื่มที่ 5 ชนิดคนไทยดื่มประจำ (วัดจากมูลค่าการตลาด)
1. น้ำเปล่า
2. น้ำอัดลม
3. นมวัว
4. นมถั่วเหลือง
5. น้ำผลไม้และชาเขียว

อันดับชนิดน้ำผลไม้ขายดีของทิปโก้
อันดับ 1 น้ำส้ม (ส้มเขียวหวานขายดีที่สุด)
อันดับ 2 น้ำทับทิบ

สัดส่วนรายได้กลุ่มเครื่องดื่มของทิปโก้
น้ำผลไม้ 75%
น้ำแร่ออร่า 15% - 20%

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

BAMจัดคอนโดราคาต่ำกว่า 3 แสน 1.2พันยูนิต เจาะลูกค้าตลาดล่าง


วันอังคารที่ 23 เมษายน 2013 เวลา 22:41 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ
ที่มา http://www.thanonline.com/index.php?option
บสก.จัดคอนโดราคาต่ำ 3 แสนบาท ออกขายในงาน มหกรรมคอนโด BAM 2556 จำนวน 1,200 ยูนิต เจาะลูกค้าตลาดล่าง ชูคอนเซ็ปต์ซื้อคอนโดถูกกว่าเช่าในราคามหาชนผ่อนวันละ 35 บาท

นายกฤษณ์ เสสะเวช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด หรือ BAM เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมเนียมในปี 2556 ยังมีแนวโน้มการเติบโตดี จะเห็นได้จากช่วง

ปลายปีจนถึงต้นปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดเริ่มขยายตัวมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้ผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยและต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองในราคาประหยัด คุณภาพพร้อมอยู่ ตั้งอยู่ในทำเลที่การคมนาคม

สะดวก

BAMจึงใช้โอกาสวันแรงงานช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ จัดงาน คอนโด BAM 2556 ขึ้น โดยงานนี้จะมีคอนโดราคาไม่เกิน 3 แสนบาท จำนวน 1,200 ยูนิต ในโครงการเด่นๆหลากหลายทำเล ให้ลูกค้า

เลือกซื้อ อาทิ โครงการคอนโดปลาทอง บางพูน จำนวน 219 ยูนิต ,โครงการคอนโดนิรันดร์ เรสซิเดนท์ ราม 2 จำนวน 140 ยูนิต, โครงการเอื้อประชาคอนโดทาวน์ โชคชัย 4 จำนวน 24 ยูนิต ,โครงการหทัยราษฎร์คอนโด ลำลูกกา และลาดพร้าวคอนโดทาวน์ ลาดพร้าว 87 เป็นต้น

นอกจากคอนโดปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยพร้อมอยู่ ในทำเลการคมนาคมสะดวกแต่ราคาประหยัดแล้ว สำหรับผู้ซื้อในงานจะได้รับสิทธิประโยชน์ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน หรือถ้าซื้อเงินสดจะได้รับฟรีค่าโอนและฟรีบัตรกำนัล 5,000 บาท พร้อมโปรโมชั่นลุ้นรางวัลในโอกาสครบรอบ 15 ปี ซึ่งจะแจกรางวัลช่วงปลายปีนี้ โดยรางวัลใหญ่ รถยนต์ ทองคำ และแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ทั้งนี้ คาดหมายภายในงานนี้จะทำยอดขายได้ประมาณ 200 ยูนิต

"ด้วยราคาขายที่ค่อนข้างต่ำ คือ ยูนิตละไม่เกิน 3 แสนบาท วงเงินผ่อนไม่สูง เริ่มต้นเพียงวันละ 35 บาท คาดว่าจะทำให้ลูกค้าที่อยากมีคอนโดสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และแคมเปญนี้จัดเพียงเดือนเดียวเท่านั้น"

กรรมการผู้จัดการ BAM กล่าวเสริมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ว่า ภาพรวมยังคงเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ หลังจากปี 2554 ชะงักไปบ้าง เนื่องจากวิกฤตน้ำท่วม แต่พอปี 2555 การสร้างพร้อมขายกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทำให้ตลาดในภาพรวมเติบโต 35% โดยมียอดโอนสูง ซึ่งส่งผลถึงตลาดในไตรมาส 1 ปี 2556 นี้

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

ซีเมนอินโดปะทะปูนSCG ยกแรกที่เวียดนาม ยกสองข้ามไปเมียนมาร์มุ่งเป็นยักษ์ภูมิภาคทั้งคู่


ซีเมนอินโดปะทะปูนSCG ยกแรกที่เวียดนาม ยกสองข้ามไปเมียนมาร์มุ่งเป็นยักษ์ภูมิภาคทั้งคู่
วันพุธที่ 17 เมษายน 2013 เวลา 12:58 น.
ที่มา http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=179145:-scg--&catid=231:aec-news&Itemid=621
     ยักษ์ผลิตปูนซีเมนต์อันดับหนึ่งอินโดนีเซียประกบ ‘ปูนใหญ่’ จากเมืองไทยในตลาดเมียนมาร์ ประกาศลงทุนกว่า 6 พันล้านบาท สร้างโรงงานปูนซีเมนต์ กำลังผลิต 1 ล้านตันต่อปี ปะทะโครงการของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยในเมียนมาร์เช่นกัน เผยวิสัยทัศน์ Semen Indonesia มุ่งเป็นบริษัทปูนใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียนแข่งกับ SCG
     บริษัท พีที ซีเมน อินโดนีเซีย (PT Semen Indonesia) เดิมชื่อ พีที ซีเมน เกรซิค (PT Semen Gresik) คือรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตปูนซีเมนต์ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาและได้ประกาศวิสัยทัศน์ในการรุกเข้าสู่ตลาดภูมิภาคอาเซียน หลังจากที่บริษัทปูนซีเมนต์ไทยของกลุ่มสยามซีเมนต์กรุ๊ป (SCG) ได้ประกาศตัวเป็นใหญ่ในภูมิภาคและรุกเข้าไปผลิตปูนซีเมนต์ในหลายตลาดทั้งเวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซียและเมียนมาร์

 ‘ปูนใหญ่’ บุกบ้าน ‘ซีเมนอินโดฯ’ ลงทุนทำโรงปูนที่จาวาตะวันตกเมืองอิเหนา
โม่ปูนได้ปีละ 1.8 ล้านตัน

     ในวันประกาศเปลี่ยนชื่อของบริษัท ซีเมน อินโดนีเซียนั้นรัฐมนตรีกิจการรัฐวิสาหกิจของอินโดนีเซียนายดาห์ลัน อิสคาน ประกาศว่าบริษัทนี้ต้องเป็นแชมป์ในระดับภูมิภาคเพื่อความภูมิใจของชาวอินโดนีเซียในระดับนานาชาติ
     การรุกครั้งสำคัญในอาเซียนของปูนซีเมนต์ไทย คือโครงการตั้งโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ ที่เมืองสุขะภูมิ เขตจาวาตะวันตก ด้วยเงินลงทุน 356 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นโรงปูนที่มีกำลังการผลิต 1.8 ล้านตันต่อปีกำหนดสร้างโรงงานเสร็จครึ่งหลังของปี 2558 ซึ่งเป็นการบุกเข้าเหยียบบ้านของ ซีเมนอินโดนีเซียเลยทีเดียว
     สมรภูมินอกประเทศแรก ที่ซีเมน อินโดนีเซียและปูนซีเมนต์ไทย เข้าไปขยายการผลิตปูนคือเวียดนาม โดยปูนซีเมนต์ไทยได้รุกเข้าไปซื้อกิจการ บริษัทผู้ผลิตปูนซีเมนต์ขาวบูลอง ในจังหวัดด่งนาย มีกำลังการผลิต 50,000 ตันต่อปีและหลังจากซื้อกิจการแล้วมีข่าวว่า ‘ปูนใหญ่’ จะลงทุนขยายกำลังการผลิต เป็นแสนตัน
     ส่วนซีเมน อินโดนีเซีย รุกเข้าประเทศเวียดนามปลายปีที่แล้ว โดยการเข้าซื้อ บริษัท ถันลองซีเมนต์จ้อยท์สต็อค คอมพานี ซึ่งเป็นผู้ผลิตซีเมนต์ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ซึ่งเมื่อซื้อกิจการแล้ว ซีเมน อินโดนีเซีย ประกาศแผนขยายกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ จาก 2.3 ล้านตันต่อปี เป็น 6.5 ล้านตันต่อปีโดยจะสร้างโรงงานผลิตปูนเพิ่มอีกสองโรงงาน ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตใหญ่นอกประเทศของ ซีเมน อินโดนีเซีย
     หลังจาก ปูนซีเมนต์ไทย วางแผนการขยายโรงปูนซีเมนต์ขาวในเวียดนามแล้วช่วงปลายปี 2555 ได้ประกาศโครงการสร้างโรงปูนซีเมนต์ ในเมียนมาร์และ 365 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในอินโดนีเซีย โดยโครงการในเมียนมาร์ จะใช้เงินลงทุนหมื่นล้านบาทสร้างโรงงานปูนซีเมนต์ในเขตตะนาวศรี ด้วยกำลังการผลิต 5,000 ตันต่อวัน แต่ผู้บริหารปูนใหญ่ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า ยังไม่เดินหน้าโครงการในเมียนมาร์เนื่องจากต้องการรอความชัดเจนของกฎหมายส่งเสริมการลงทุนในเมียนมาร์ก่อน
     ในขณะที่ปูนใหญ่ กำลังรอความชัดเจนของกฎหมายส่งเสริมการลงทุนเมียนมาร์ และใบอนุญาตสร้างโรงงานปูนจากรัฐบาลของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง อยู่นั้นประธานบริษัท ซีเมน อินโดนีเซีย ก็ประกาศโครงการลงทุนสร้างโรงปูนซีเมนต์กำลังการผลิต 1 ล้านตันต่อปีร่วมกับหุ้นส่วนในเมียนมาร์โดยบริษัทซีเมน อินโดนีเซียจะถือหุ้น 40 %
     โรงงานปูนซีเมนต์ของ ซีเมน อินโดนีเซีย มีกำหนดเริ่มสร้างในปีหน้าและเปิดการผลิตได้ในปี 2560 โดยซีเมนต์ที่ผลิตได้นอกจากจะขายในตลาดเมียนมาร์แล้ว ยังเตรียมส่งออกไปตลาดใกล้เคียงทั้งประเทศไทยและบังกลาเทศด้วย
     ทั้งนี้บริษัท ซีเมน อินโดนีเซียครองตลาดซีเมนต์ 44 % ในประเทศอินโดนีเซีย และในปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 26 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3.4 ล้านตัน ส่วนบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ส่งออกปูนซีเมนต์สู่ตลาดภูมิภาคปีละประมาณ 22 ล้านตันโดยมีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์ประมาณ 28 ล้านตัน

■ คอลัมน์ : AEC News   / ■ THAN AEC
■ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ AEC world ปีที่33 (1) ฉบับที่ 2,835 (7) วันที่ 14 - 17 เมษายน พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

ตลาดเส้นใยสังเคราะห์โตต่อเนื่อง



ที่มา http://patternit.blogspot.com/2013/03/blog-post_20.html
การพัฒนาสินค้าของเส้นใยสังเคราะห์ไม่ใช่แค่ออกชื่อสินค้าใหม่ๆ ด้วยประเภทสินค้าที่มีอยู่หลากหลายแล้วในตลาด แต่รวมถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขั้นตอนของการผลิตทั้งวงจรการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าของทั้งกระบวนการ

ในปี2554 ปริมาณการผลิตเส้นใยทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นในอัตราร้อยละ 4.1 เป็นปริมาณ79.1ล้านตันซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเวลาเดียวกัน ผลผลิตฝ้ายเพิ่มขึ้นร้อยละ6.7 เป็น 26.8ล้านตันซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการผลิตในปี 2549 – 2555 บรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอุปทานฝ้ายคงจะไม่สูงไปกว่านี้อีกแล้วเนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกมีจำกัด จีนแผ่นดินใหญ่ได้ประกาศว่าพื้นที่เพาะปลูกฝ้ายจะลดลงร้อยละ10ในปีนี้ ส่วนเกษตรกรในประเทศอื่นๆก็หันไปปลูกถั่วเหลืองและพืชผลอื่นๆเพื่อตอบสนองความต้องการอาหารและพลังงานทดแทนซึ่งนับวันจะขยายตัวตามจำนวนประชากรของโลก

ในปี 2554ปริมาณการผลิตเส้นใยเคมี ซึ่งครอบคลุมถึงเส้นใยสังเคราะห์และเซลลูโลซิคในหมวดหมู่man-made cellulosics(MMCs)อาทิ viscose, acetate, modal, lyocellเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.9%เป็น 51.2 ล้านตันซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกันสามในสี่ของปริมาณการผลิตเส้นใยเคมีในปี 2554 ได้แก่โพลีเอสเตอร์ซึ่งครองอันดับหนึ่งทั้งในแง่ปริมาณการผลิตและอัตราการเจริญเติบโตในยุโรป โรงงานผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์รายใหญ่ๆ กำลังทบทวนประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต

2Membrane-Faultline

การเพิ่มประสิทธิภาพ
Advansaลงทุนอัพเกรดโรงงานในด้านเทคโนโลยีการรีไซเคิลที่กรุงแฮม ประเทศเยอรมนี โดยการก่อสร้างโรงงานใหม่เอี่ยม ผลิตวัตถุดิบจากขวดใช้แล้วข้างเคียงกับโรงงานผลิตเส้นใยเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง และหน่วยรีดพลาสติกซึ่งสามารถใช้วัตถุดิบจากขวดพลาสติกรีไซเคิล PETที่ได้มาจาก ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดของยุโรปสามารถรับประกันว่าวัตถุดิบแปรสภาพที่ผลิตโดยโรงงานแห่งนี้มีคุณภาพเท่าเทียมกับ fiberfill และนอนวูฟเว่นของแบรนด์เนมใหญ่ๆ ซึ่งผลิตจากเส้นใยที่บริสุทธิ์และไม่มีสิ่งเจือปน

นอกจากนี้ ผลการประเมินวัฏจักรชีวิต(LCA หรือ Life-cycle assessment) ของเส้นใยซึ่งแปรสภาพจาก PETบ่งชี้ว่าเส้นใยดังกล่าวเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมหลายประการ เมื่อเทียบกันแล้ว ในด้านการใช้น้ำเส้นใยฝ้ายต้องใช้น้ำถึง 100 เท่าเพื่อจะผลิตเส้นใย 1,000 กิโลกรัม ขณะที่วิสโคสของLenzingใช้น้ำกว่า10 เท่า น้ำหนักของเส้นใย และLyocellใช้น้ำ 5 เท่า ขณะที่เส้นใย Advansaซึ่งผลิตจากขวด PET ที่ใช้แล้ว ใช้น้ำเพียง .33% ของน้ำหนักเส้นใยหรือเพียง 300 เท่าน้อยกว่าฝ้าย ในการผลิต 90 เท่าน้อยกว่าLyocellและ70 เท่าน้อยกว่า PLA
1Membrane-Faultline



รายงานจาก Trevira


Treviraซึ่งเป็นผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์รายใหญ่รายงานว่า ลูกค้าและผู้บริโภคจำนวนมากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของเส้นใยซึ่งเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว บริษัทฯจึงได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาชื่อ Systainให้จัดทำสมดุลย์ทางสภาพแวดล้อมเพื่อควบรวมเข้ากับมาตรฐาน ISO 14040/44

บริษัทSystainได้ประเมินรอยเท้าทางนิเวศน์หรือ ecological footprintขั้นตอนการผลิตโพลีเอสเตอร์ของTreviraโดยเริ่มต้นจากการคัดเลือกสารเคมีและวัตถุดิบไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป นอกเหนือไปจากการคำนวณปริมาณแก๊สคารบอนไดอ๊อกไซด์ที่ปล่อยออกมาในขั้นตอนการผลิตต่างแล้ว การศึกษายังเน้นการจัดทำนิยามเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร รวมทั้งการเปรียบเทียบกับการใช้ฝ้ายซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติที่นิยมใช้กันแพร่หลาย

การปรับตัว
หากพิจารณาในแง่ความยั่งยืน โพลีเอสเตอร์ได้เปรียบฝ้ายหลายประการไม่เว้นแม้แต่ในขั้นตอนการผลิต และหากคำนึงถึงขั้นตอนต่างๆภายหลังการผลิตและการใช้งาน ปรากฏว่าได้มีการประยุกต์ใช้โพลีเอสเตอร์ทั้งในรูปแบบวัตถุดิบและในขั้นตอนการปั่นด้าย เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการใช้งานขั้นสุดท้ายด้วยเหตุนี้เอง ผู้ผลิตจึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเพื่อปรับเปลี่ยนสภาพของเส้นใยเพิ่มเติมซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านการใช้น้ำ สภาพอากาศ และดิน

เป็นที่เข้าใจดี
แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือเทคโนโลยีการผลิตโพลีเอสเตอร์ซึ่งผู้ผลิตทั่วไปเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ

4Membrane-Faultline

นาย Colin Purvis อดีตผู้อำนวยการของสมาคมใยสังเคราะห์แห่งยุโรปและสมาคมสิ่งทอโพลีออลเลฟินแห่งยุโรปและปัจจุบันผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาPurvis มองว่า ราคาโพลีเอสเตอร์จะขยับสูงขึ้นตามราคาฝ้ายและเส้นใยอื่นๆถึงแม้ว่าอุปทานยังสูงกว่าอุปสงค์

โพลีเอสเตอร์จะครองตำแหน่งผุ้นำในบรราดาเส้นใยในราคาที่แข่งขันได้กับเส้นใยชนิดอื่นๆ โดยราคาอาจขยับขึ้นเมื่อฝ้ายหรือเส้นใยอื่นขึ้นราคา และก็คงจะมีกำลังผลิตที่มากกว่าปริมาณความต้องการเล็กน้อย ยังมองไม่เห็นอะไรจะมาหยุดการขยายตลาดของโพลีเอสเตอร์ได้

“ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคืออัตราสัดส่วนระหว่างราคาและการปฏิบัติงาน (price/performance ratio)ของเส้นใย นอกจากการอ้างอิงคุณสมบัติด้านสภาพแวดล้อม ผู้ผลิตต้องพิสูจน์ว่าเส้นใยสามารถปฏิบัติงานได้จริงตามข้ออ้างอิง แต่ในขณะเดียวกัน ก็พึงสังวรณ์ว่าผู้บริโภคที่เต็มใจจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมมีจำนวนน้อยนิด นอกจากนี้ การประเมินผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมควรต้องครอบคลุมวัฏจักรของเส้นใย รวมทั้งอายุการใช้งาน ความเบาบางของสินค้า การใช้น้ำและที่ดินในการผลิต”

เนื่องจากยุโรปมีมาตรการควบคุมการปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซด์และการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น โพลีเอสเตอร์ส่วนใหญ่จึงผลิตจากวัตถุดิบที่แปรสภาพจากขวดพีอีที

Indorama
ผู้ผลิตรายหนึ่งซึ่งให้ความสำคัญต่อตัวแปรเหล่านี้คือกลุ่ม IndoramaVenture ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ นี่เอง กลุ่มนี้ให้ควมสนใจกับคุณค่าของโนว์ฮาว เพื่อนำมาใช้ทำ Branding โดยได้ซื้อกิจการในด้านนี้หลายรายเมื่อ 18 เดือนที่ผ่านมา

- โดยตระหนักถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมต่างๆของโพลีเอสเตอร์ ความรู้ต่างๆที่สั่งสมมาเป็นเวลาช้านาน รวมทั้งมูลค่าของแบรนด์ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยในตลาด อินโดรามาซึ่งเป็นผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์รายใหญ่ของไทยจึงได้ลงทุนซื้อร้อยละ75ของหุ้นTreviraซึ่งมีกำลังผลิตถึง120,000 ตันในเยอรมันนีและโปแลนด์
- อีกทั้งได้ซื้อ Wellman International ซึ่งมีกำลังผลิตเส้นใยจากวัตถุดิบแปรรูป(recycled PET) 80,000 ตันในฝรั่งเศสและสเปน
- รวมทั้ง Fibervisionsผู้ผลิต specialty PP รายใหญ่สุดในสหรัฐ ยุโรปและจีน ซึ่งมีกำลังผลิตถึง221,000ตัน
- นอกเหนือไปจากการขยายกำลังผลิตอีก220,000 ตันในโรงงานของอินโดรามาที่โปแลนด์ซึ่งแล้วเสร็จในปี2554พัฒนาการของอุตสาหกรรม

3Membrane-Faultline

MMCs (Man-made Cellulosics) หรือเส้นใยเรยอน
MMCs มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง10ปีข้างหน้าสอดคล้องกับพัฒนาการที่โดดเด่นของโพลีเอสเตอร์ปริมาณการผลิตMMCsในปี2554โตขึ้น 4.2%เท่ากับ 4.6 ล้านตันซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนให้เห็นความต้องการในสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งครอง61% (31.3 ล้านตัน)ของตลาดเส้นใยเคมีทั่วโลก

ปริมาณการผลิต MMCs ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 4.6 ล้านตันเป็นผลจากการขยายตัวของเส้นใยวิสโคสในอัตรา6.1% (3.3ล้านตัน) การผลิตเส้นใยยาวซึ่งลดลง 1.9% และเส้นใยอาซิเตตสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 0.2%

ยุโรปและเอเซียผลิต 90%ของปริมาณการผลิตเส้นใยวิสโคสทั่วโลกผลผลิตของจีนขยายตัวในอัตรา8.8% อินโดนีเซีย 6% และอินเดีย5.4%

ข้อจำกัดทางด้านกำลังผลิตยังผลให้ราคาฝ้ายในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ จาก 171 เซนต์สหรัฐในช่วงต้นปี 2554 เป็น244 เซนต์ในเดือนมีนาคมก่อนที่จะปรับตัวลงสู่ระดับ95 - 115 เซนต์ ในช่วงสิงหาคมถึงธันวาคมในช่วงปีที่ผ่านมาราคาฝ้ายต่ำสุดที่ระดับ 92เซนต์ต่อปอนด์ตอนกลางเดือนธันวาคม 2554

ราคาขายของโพลิเอสเตอร์ถีบตัวสูงขึ้นในตอนต้นปี 2554 เนื่องจากความต้องการที่สูง และก็ลดต่ำลงในระหว่างปี ทำให้ราคาเฉลี่ยถึงปีต่ำลงเล็กน้อย

ในครึ่งปีแรกของปี 2554 ราคาขายของเส้นใยวิสโคสสั้นก็สูงขึ้นเนื่องจากจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในเอเซีย แต่ราคาไม่ได้ถีบตัวสูงขึ้นลงมากเท่าราคาฝ้าย

นายColin Purvis ตั้งข้อสังเกตุว่า หากคำนึงถึงราคาวัตถุดิบซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความต้องการซื้อเซลลูลิคซึ่งน่าจะสูงกว่ากำลังผลิตหรืออุปทานเส้นใยวิสโคสที่มีคุณภาพนอกจากนี้ มาตรการปกป้องสภาพแวดล้อมยังทำหน้าที่เป็นกำแพงปกป้องผู้ผลิตในยุโรปซึ่งมีจำนวนเพียง4ราย

กลุ่มอดิตยา เบอร์ล่า 
ผู้ผลิตเส้นใยสังเคราะห์ที่เล็งเห็นแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นและช่องทางการตลาดนี้อีกรายหนึ่งคือกลุ่มอดิตยา เบอร์ล่า ของอินเดียซึ่งมีแผนจะตั้งโรงงานผลิตเส้นใยวิสโคสสั้นที่เมือง Adana ประเทศตุรกี

กลุ่มนี้เป็นผู้ผลิตวิสโคสชั้นนำของโลกอยู่แล้วจะลงทุนอีก 500ล้านเหรียญสหรัฐในห้าปีข้างหน้าและเพิ่มกำลังการผลิตอีก 180,000 ล้านตันต่อปี

เส้นใยเซลลูโลซิคของเบอร์ล่าเป็นเส้นใยจากวัสดุที่มาจากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ (biodegradable) และมีคุณสมบิตซึมซับน้ำได้ดีมากสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อ Purocelเป็นเส้นใยกลวงซึ่งไร้สารคลอรีนและตะกั่ว (hollow, chlorine and zinc-free)พร้อมกันนี้ยังมีคุณสมบัติกันเชื้อโรคanti-bacteria เหมาะมากสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์ non-woven สำหรับผ้าเช็ดพื้นผิว (wipes) หรือสินค้าทางสุขภัณฑ์ (personal hygiene), ผลิตภัณฑ์เด็ก (baby care), sanitary items, ที่ใช้ในสถานพยาบาลและทั้งที่ใช้ในบ้าน (medical and household end-uses)

กลุ่มเบอร์ล่าขณะนี้มีส่วนแบ่งตลาดโลกอยู่แล้วกว่า 21%ในตลาดเส้นใยวิสโคสสั้นในกำลังผลิตที่750,000 ตันต่อปีซึ่งจะขยายไปถึง 1.1 ล้านตันในปี2558

“เราคาดว่าจะเริ่มโรงงานที่ตุรกีตอนต้นปี 2558 ผลิตป้อนอุตสาหกรรมสิ่งทอในตุรกี คุณ K.K.Maheshwari อธิบาย “ขณะนี้เส้นใยวิสโคสสั้นในตุรกีใช้ในภาคสิ่งทอและ nonwoven ทั้งหมดต้องนำเข้า และเข้าใจว่าตลาดนี้มีผู้บริโภคใหญ่เป็นที่ 4 ของโลกและกำลังจะเป็นที่ 2 ในห้าปีข้างหน้า ฉะนั้นการมาถึงโรงงานผลิตใหม่ที่นี่มีความสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง และเราก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลตุรกีทั้งด้านนโยบายอุตสาหกรรมและความช่วยเหลือด้านแรงงาน”

* ข้อมูลจาก www.adsaleATA.com

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

Mistine บุกตลาดวัยรุ่น เตรียมลุยศึกค้าออนไลน์


  JANUARY 21, 2013

Mistine I am_729

มิสทิน (Mistine)  แบรนด์เครื่องสำอางขายตรงสัญชาติไทย  เริ่มต้นศักราช ปี 56  เดินเกมส์รุกตลาดวัยรุ่นเต็มสูบ  อัดงบแคมเปญออนไลน์  พร้อมลงทุน 2,000 ล้านบาท เปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ ย่านลาดหลุมแก้ว
ดนัย  ดีโรจนวงศ์  กรรมการผู้อำนวยการ  บริษัท  เบทเตอร์เวย์  (ประเทศไทย)  จำกัด  กล่าวกับ Brand  Buffet  ว่า  นอกจากจะทำตลาดกับลูกค้ากลุ่มเดิมแล้ว ปีนี้ 2556 โฟกัสเพิ่มไปที่กลุ่มวัยรุ่น ช่วง 13 – 25 ปี ที่มีจำนวนไม่เยอะมากนัก คิดเป็น  10% ของลูกค้าทั้งหมด  ซึ่งกลุ่มนี้มีโอกาสในการเติบโตอีกมาก โดยตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเป็น 30% ภายในปีนี้  จึงเปิดตัวคอลเล็คชั่นใหม่ ไอ แอม (I am) สีสันสดใส ที่ได้รับการดีไซน์จากศิลปิน  โอ๋ ฟูตอง
“มิสทินเรามองการณ์ไกล  ตอนนี้เด็กอายุ 13 ปี  อีกไม่กี่ปีพวกเขาก็จะอายุ 18 – 25  ดังนั้นเราต้องปูทางไว้ให้คุ้นเคยกับแบรนด์  และปีนี้เราใช้พรีเซนเตอร์ 5 สาวสวย  โดยมี ญาญ่า และ มิ้นต์ ชาลิดา มาเป็นตัวแทนความสีสันและสดใสของชุด I am ส่วนคนอื่นๆจะอยู่ในแคมเปญถัดไป ”

แคมเปญ Mistine  I am  ถือเป็นการเจาะกลุ่มวัยรุ่นซึ่งมีการประกบแคมเปญด้วยกิจกรรมออนไลน์ควบคู่กันไปครั้งแรกอย่างเป็นทางการ  ที่ผู้บริโภคได้มีส่วนรวมกับสินค้า โดยการแจกตลับแป้งรูปหน้าตนเอง  1,000 ตลับ ผ่านการตกแต่งในเว็บไซต์   ทั้งนี้ออนไลน์/ดิจิตอลจะไปควบคู่กับทุกแคมเปญของมิสทิน
“กระแสตอบรับกิจกรรมแจกตลับแป้งออนไลน์ดีมาก  เปิดตัวไปวันเดียวมีคนเข้าเว็บไซต์ร่วม  20,000 คน  และ 2 วันยอด Like เพิ่ม 20,000 บนเฟซบุ๊ค”
แคมเปญออนไลน์ แจกตลับแป้ง

“โดยตลอดทั้งปีมี 25-26 แคมเปญ  มีงบการตลาดและประชาสัมพันธ์ทั้งปี 2556 อยู่ที่ 1,300 ล้านบาท  สูงกว่าปีก่อน  20% ซึ่ง 300 ล้านสำหรับดิจิตอลแคมเปญ   เฉลี่ยเดือนละ 2 แคมเปญ  ทั้งนี้ตั้งเป้าสิ้นปีเติบโต  7-8%  มูลค่า 13,700 ล้านบาท”  ดนัย ดีโรจนวงศ์  กล่าว
นอกจากนี้ลงทุน  2,000 ล้านบาท เปิดศูนย์กระจายสินค้าใหม่ (Distribution Center)ย่านลาดหลุมแก้ว หรือ ชื่อโครงการ Better Land เพื่อเตรียมผันตัวเป็นเทรดดิ้งครบวงจร  ทั้งผลิตสินค้า  ทำการตลาด และ จัดจำหน่าย  ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างไป 50%   เตรียมเปิดใช้ทางการกลางปีนี้  ขณะเดียวกันมีแผนขยายธุรกิจขายตรงไปต่างประเทศโดยเป็นลักษณะร่วมทุนกัน  ซึ่งเริ่มต้นไปแล้วที่ประเทศลาว และจะขยายต่อไปกัมพูชา และ อินโดนีเซีย
ทั้งนี้เตรียมจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ (E-commerce)ที่ทดลองจำหน่ายกับสาวมิสทินก่อนหน้านี้ ทั้งสินค้าเครื่องสำอาง และ แคตาล๊อก Friday  เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปชอบเข้าโลกอินเตอร์เน็ตมากขึ้นคาดว่าเริ่มใช้งานได้ปี 2557  เนื่องจากมีศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่

Mistine I am_698
FACES 2013 5 สาวพรีเซนเตอร์

Did u know ?
- คอลเล็คชั่น I am ได้แรงบันดาลใจมาจาก  ภาพยนตร์เรื่อง หนีตามกาลิเลโอ
- ช่องทางร้านค้าปลีก Watson ทำได้รายได้ให้มากที่สุด  300-400 ล้านบาท
- ยอดซื้อเครื่องสำอางต่อครั้ง  1,300 -1,500 บาท ต่อ 2 อาทิตย์
- เด็กที่เริ่มแต่งหน้าอายุน้อยที่สุด   12 ปี

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

ส่วนแบ่งตลาด “Ebook อเมริกัน” เพิ่มเป็น 23% จาก 2% ใน 3 ปี


ส่วนแบ่งตลาด “Ebook อเมริกัน” เพิ่มเป็น 23% จาก 2% ใน 3 ปี

วันที่: 5 April 2013 
ที่มา http://thumbsup.in.th/2013/04/ebook-up-trends-in-us/

ebook
ภาพจาก telegraph.co.uk
เชื่อว่าหนอนหนังสือผู้รักการอ่านยุคดิจิตอลคงเริ่มคุ้นเคยกับทางเลือกใหม่ในการอ่านที่เรียกว่า Ebook กันมาแล้วพอสมควร วันนี้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรือ Ebook กำลังเป็นอีกรูปแบบของการอ่านหนังสือที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ถูกระบุว่ายอดขายหนังสือดิจิตอลในตลาด Ebook มีมูลค่ารวมกันแล้วสูงถึง 8,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Ebook (Electronic Book) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่นอกเหนือจากหนังสือธรรมดาทั่วไป เช่น สามารถโต้ตอบกับผู้อ่าน มีเสียง และภาพประกอบที่สามารถเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นในเรื่องการดาวน์โหลดที่สะดวกรวดเร็ว ราคาถูกกว่าหนังสือปกติ รวมไปถึงสะดวกต่อการพกพา และอนุรักษ์ธรรมชาติ
จุดเด่นเหล่านี้เองคือสิ่งดึงดูดสำคัญที่ทำให้นักอ่านส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสนใจในการใช้งาน Ebook เพิ่มมากขึ้น
เว็บไซต์ Libboo.com ได้สำรวจแนวโน้มการใช้งาน Ebook ในสหรัฐฯ พบว่าปัจจุบัน Ebook ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักอ่านชาวอเมริกันอย่างล้มหลาม ซึ่งส่งผลทำให้ตลาด Ebook ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากส่วนแบ่งตลาดช่วงเริ่มต้นในปี 2009 เพียง 2% แต่กลับสามารถทำสถิติเพิ่มสูงขึ้นเป็น 23% ในปี 2012 เรียกว่าใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นก็สามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้หลายเท่าตัว
กลุ่มที่นิยมซื้อและดาวน์โหลด Ebook พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงสูงถึง 60% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่แล้วเป็นประจำเช่น การใช้งานโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook (93%) รวมไปถึงการใช้งานอีเมลและโปรแกรมแชต Instant Message (92%) โดยเหตุผลในการเลือกซื้อหนังสือพบว่าส่วนใหญ่กว่า 92% มักเลือกซื้อตามคำแนะนำจากคนรู้จักหรือคนใกล้ชิดมากกว่าคำโฆษณาจากสื่อในรูปแบบต่างๆ
นอกจากนี้ในกลุ่มที่อ่านหนังสือผ่าน Ebook เป็นประจำกว่า 54% ยังระบุว่า การอ่านหนังสือผ่าน Ebook เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สามารถอ่านหนังสือได้จำนวนเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการอ่านผ่านหนังสือในรูปแบบธรรมดา
แน่นอนว่าผลสำรวจนี้สะท้อนแนวโน้มการใช้งาน Ebook ที่กำลังมาแรงในวงการหนอนหนังสืออเมริกัน ไม่แน่ กระแสนี้อาจจะขยายวงมาถึงหนอนหนังสือไทยในเร็ววันนี้