แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โฆษณา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โฆษณา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คาด Facebook ครองส่วนแบ่งตลาด “Mobile Ad”เพิ่ม 3 เท่าตัวปีนี้


facebookview
ที่มาhttp://thumbsup.in.th
วันที่: 30 August 2013
หมวดหมู่: Business, Digital Advertising
ป้ายคำ: 2013, ad, emarketer, facebook, global, mobile, share

facebookview
จากที่ไม่มีส่วนแบ่งตลาดโฆษณาบนอุปกรณ์พกพาหรือ Mobile Ad เลยในปี 2011 ต่อมาปี 2012 ถีบตัวเองขึ้นมาเป็น 5.3% และสำหรับปีนี้ บริษัทวิจัยตลาด Mobile Ad เชื่อว่า Facebook จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเป็น 15.8% เป็นตัวเลขที่น่าจับตามองครับ


ข้อมูลตลาด Mobile Ad ปี 2013 นี้เป็นของ eMarketer บริษัทวิเคราะห์การตลาดออนไลน์ที่ประเมินรายได้ในวงการ Mobile Ad ทั่วโลกสำหรับปีนี้ไว้ว่า ตลาด Mobile Ad จะยังโตต่อเนื่องขึ้นไปอีกถึง 89% โดย eMarketer ประเมินว่ารายได้รวมของตลาด Mobile Ad ทั่วโลก น่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 16,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.34 แสนล้านบาท

ผู้ที่ถูกคาดว่าจะครองส่วนแบ่งใหญ่ในตลาด Mobile Ad ปี 2013 คือเจ้าตลาดที่คร่ำหวอดในวงการนี้มานานอย่าง Google ปีนี้ยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจิ้นถูกมองว่าจะสามารถดึงส่วนแบ่งได้เพิ่มขึ้น จากที่ทำได้ 52.36% ในปี 2012 มาอยู่ที่ 53.17% หรือคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 8,600 ล้านเหรียญ โดยมีเว็บไซต์ google.com และ YouTube เป็นแหล่งทำเงินสำคัญ

สำหรับส่วนแบ่งของ Facebook ที่ทำไว้ 5.35% ในปีที่แล้ว คาดว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 15.8% หรือคิดเป็น 2,600 ล้านเหรียญในปีนี้ ซึ่งถือเป็นปีที่ 2 ที่ Facebook ได้กระโดดมาร่วมวง Mobile Ad
162589
162589

สำหรับอันดับ 3 ในวงการ Mobile Ad ปี 2013 คือ Pandora บริการเพลงออนไลน์ที่ครองส่วนแบ่งตลาด Mobile Ad โลกมากกว่า 2.37% ลดลงจากปี 2012 ที่ครองมาร์เก็ตแชร์ 2.71% อันดับที่ 4 คือ YP หรือ Yellow Pages ซึ่งเป็นเครือข่ายสื่อและโฆษณาในรูปแบบโลคอลเสิร์ชยักษ์ใหญ่ของชาวอเมริกัน โดย YP เคยมีส่วนแบ่งตลาด Mobile Ad 2.86% เมื่อปีที่แล้ว คาดว่าจะลดลงเหลือ 2.27% ในปีนี้

อันดับที่ 5 ของตารางคือ Twitter จากที่เคยทำได้ 1.57% ในปีที่แล้ว คาดว่าปีนี้ รายได้มากกว่า 1.85% ของตลาด Mobile Ad จะไปอยู่ที่ Twitter ถือเป็นสัดส่วนตลาดที่ไม่น้อยเมื่อมองว่า Twitter เพิ่งเริ่มเล่นในตลาด Mobile Ad เมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา

Facebook ยังคงเป็นบริษัทที่ทำอะไรก็ดูดีตลาด ยังคงอยู่ในขาขึ้นได้อีกนาน สำหรับบ้านเรานักการตลาดต่างก็ลงโฆษณากับ Facebook ไม่หยุดหย่อน เพราะตัวเลขผู้ใช้ยั่วยวนใจเหลือเกินที่ราวๆ 22 ล้านคน

ที่มา: Adweek

ธุรกิจค้าปลีกทำยอดโฆษณาบนมือถือพุ่งสูงสุด…




วันที่: 25 September 2013
หมวดหมู่: Digital Advertising
ป้ายคำ: advertising, Millennial Media, mobile


ที่มา http://thumbsup.in.th/
ทุกวันนี้การทำโฆษณาผ่านช่องทางของแอพพลิเคชันบนมือถือ อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เราเห็นกันได้อย่างคุ้นชิน และเรารู้จักมันมากขึ้น ถ้าหากเพื่อนๆ ยังจำกันได้ ทีมงาน thumbsupTH เคยได้มีโอกาสและเชิญแขกจากต่างประเทศ ที่เป็นบริษัทด้าน Mobile Advertising and Data Platform มาร่วมพูดคุย และทำความเข้าใจให้เห็นถึงมุมที่นักพัฒนาจะได้รับจากการโฆษณารูุปแบบนี้ วันนี้เรามีตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับโฆษณาบนมือถือมาฝาก เชิญติดตามได้ครับ…

สิ่งที่ผมนำมาฝากนั้น อาจจะสามารถช่วยให้ผู้จะทำโฆษณา หรืออยากทราบว่าจะเลือกโฆษณาจากธุรกิจประเภทใดมาลงกับแอพพลิเคชันดี เพื่อนๆ thumbsup’er คงน่าจะทราบคำตอบจากชื่อของบทความแล้วใช่ไหมครับ เพราะธุรกิจประเภท “ค้าปลีก” เป็นธุรกิจที่มีการจ่ายเงินเพื่อการประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการมากที่สุดนั่นเอง

โดยตัวเลขนี้ เราได้รับมาจากทาง Millennial Media (MM) ถึงข้อมูลที่ว่า ธุรกิจค้าปลีกคือกลุ่มที่มีการใช้จ่ายเพื่อการประชาสัมพันธ์ในช่วงไตรมาสที่สองของปีนี้ กับทาง MM มากเป็นอันดับที่หนึ่ง และเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว การใช้จ่ายในการโฆษณานั้น มีสูงขึ้นมากที่สุดคือร้อยละ 413 หรือพูดง่ายๆ คือพวกเขาจ่ายมากกว่าเดิมเป็น 4 เท่าตัวนั่นเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว ช่วงต้นปีที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีกยังอยู่ในอันดับที่ 4 เท่านั้นเอง

สิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลตามมาจากอันดับที่เราเห็นนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ธุรกิจค้าปลึกนั้น มีการเน้นหนักในการโฆษณาในช่วงเทศกาลวันหยุด ซึ่งมีมากมายในไตรมาสสุดท้ายของปี (มีวันหยุดและเทศกาลมากมายในต่างประเทศช่วงปลายปี) ดังนั้นก็คงไม่แปลกถ้าเราจะเห็นอันดับเป็นแบบนี้
top-10-brand-spend
top-10-brand-spend

สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคนั้นเป็นภาคธุรกิจที่มีการลงโฆษณามากที่สุดเป็นอันดับที่สอง และเติบโตขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 111 ซึ่งอาจจะไม่มากเท่ากับธุรกิจค้าปลีก ผลิตภัณฑ์อาหารหลายๆ เจ้า พยายามสร้างภาพจำด้วยวิดีโอ เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่ซื้อของในร้านขายของชำ และซุปเปอร์มาร์เก็ตได้รับรู้

ในขณะที่บริการจากรัฐฯ มาติดใน 10 อันดับแรกของภาคธุรกิจเป็นหนแรก ซึ่งอาจจะดูแปลกตาไปบ้าง โดยพวกเขาจ่ายเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 191 เพื่อที่จะส่งมอบข้อความที่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์เฉพาะทาง เช่นข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศ ความปลอดภัยและการให้บริการอื่นๆ ในประเทศ
vertical-spend
vertical-spend

สุดท้ายคือ “องค์กรการกุศล” หรือ “หน่วยงานที่ไม่หวังสร้างกำไร” ที่ใช้จ่ายเงินเพิ่มไม่น้อยจากปีก่อน โดยบรรดากลุ่มผู้สนับสนุนสุขภาพ ได้ประชาสัมพันธ์แคมเปญเพื่อสร้างภาพจำให้กลุ่มเป้าหมายที่ตรงกลุ่มและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

ที่มา: Millennial Media

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ธุรกิจโฆษณาโต ลีโอเบอร์เนทท์ ลุ้นขึ้นเบอร์หนึ่ง


เศรษฐกิจ 26 April 2556 - 00:00
ที่มา http://www.thaipost.net/news/260413/72679
 ลีโอเบอร์เนทท์ ตั้งเป้าบิลลิ่งเพิ่ม 13% เผยรายได้ภาคอุตสาหกรรมโฆษณาปี 55 กว่า 1.2 แสนล้านบาท ย้ำยังขาดบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก

    นายสงกรานต์ เศรษฐสมภพ ประธานกรรมการบริหาร เดอะลีโอ เบอร์เนทท์ กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า คาดว่าในปีนี้บริษัทจะมีอัตราการเติบโต 12-13% หลังอุตสาหกรรมโฆษณาในไทย มีรายได้กว่า 1.2 แสนล้านบาท และคาดว่าจะมีอัตราเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจเอเยนซีโฆษณา เป็นธุรกิจที่น่าสนใจมาก อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนการลงทุนด้านโฆษณาจากยุโรปมาที่ประเทศไทยอีกด้วย

    ทั้งนี้ การวางแผนในระยะยาวของบริษัท คืออีก 3-5 ปีต่อจากนี้ บริษัทลีโอเบอร์เนทท์ น่าจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ที่ลูกค้าให้ความสนใจ โดยจะสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่พื้นฐานภายในบริษัทให้น่าทำงานยิ่งขึ้น
    "บริษัทมีมาตรฐานการสร้างสรรค์ผลงาน โดยยึดหลักปรัชญาและแนวคิด 'ฮิวแมน คายด์' คือการสื่อสารกับลูกค้าผ่านสายตา ความเชื่อ และความนึกคิดของผู้คน ซึ่งที่ผ่านมา ลูกค้าที่มาใช้บริการมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ซันสแน็ก ที่ได้รับรางวัลมากมาย อีกทั้งยังสร้างยอดขายให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 60%"

    นอกจากนี้ ปัจจุบันอุตสาหกรรมโฆษณาในประเทศไทยขาดแคลนบุคลากรอย่างมาก เนื่องจากเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ อยากมีธุรกิจเป็นของตนเองมากกว่าที่จะมาทำงานในบริษัทก่อน ทางบริษัทจึงเล็งเห็นว่า ควรรับบุคลากรรุ่นใหม่เข้ามาในองค์กร เพื่อผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมโฆษณาในบ้านเรา ให้ทั่วโลกได้รู้จักผลงานของประเทศไทย.

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

ทีโอเอเปิดตัวนวัตกรรมเครื่องผสมสี “TOA Color World”ปลอดภัยกว่าเดิม10เท่า

วันอังคารที่ 23 เมษายน 2013 เวลา 16:30 น.
คเณ มหายศ
alt
ที่มาhttp://www.thanonline.com/index.php?option
ทีโอเอก้าวล้ำอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีสีเพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ล่าสุดเปิดตัว TOA Color World ใหม่ล่าสุดด้วยนวัตกรรมเครื่องผสมสีเพื่อสุขภาพที่สามารถลดการปล่อยสาร VOCs (Volatile Organic Compounds) ให้มีค่าต่ำที่สุดในตลาดสีเมืองไทย

จึงให้ความปลอดภัยกว่าเดิมถึง 10 เท่า พร้อมออกภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “The Hotel” ซีรีส์ 4 ชุด ภายใต้แนวคิด“ผสมความสุข ตอบทุกสีสันของชีวิต” ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีสีคุณภาพเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค เผยกระจายเครื่องผสมสีดังกล่าวไปติดตั้งตามร้านจำหน่ายสีแล้วกว่า 2,500 จุดทั่วประเทศไทยและ 1,000 จุด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดช่วยกระตุ้นยอดขายกว่า 500 ล้านบาท คิดเป็น 10% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้จากเครื่องผสมสี 5,000 ล้านบาทในปี 2013 โดยแบ่งเป็นสีเบสงานไม้ 200 ล้านบาท สีเบสทาอาคาร 4.2 พันล้านบาท และแม่สีอีก 600 ล้านบาท
   
นายพงษ์เชิด จามีกรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการทางเลือกใหม่ในการใช้สีสันตกแต่งอาคารหรือบ้านเรือนที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งยังใส่ใจเรื่องสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น ทีโอเอจึงได้มุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาเครื่องผสมสีอัจฉริยะ “TOA Color World” ที่สามารถผสมสีอย่างแม่นยำได้กว่า 7,000 เฉดสี และยังผสมจนได้เฉดสีที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วภายใน 3 นาที ผ่านบริการของร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ขณะนี้มีอยู่แล้วกว่า 2,500 เครื่องทั่วประเทศ และอีกกว่า 1,000 แห่งในประเทศอื่นๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมากที่สุดในเอเซีย พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภค ด้าน Greennovation โดยทีมค้นคว้าและวิจัยทีโอเอได้พัฒนา “แม่สี” ที่ใช้ในเครื่องผสมสี TOA Color World ให้เพิ่มคุณสมบัติในการลดการปล่อยไอระเหยที่เป็นพิษในอากาศหรือสาร VOCs ต่ำกว่าแม่สีที่ใช้ในเครื่องผสมสีปกติ ถึง 10 เท่า ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำที่สุดในท้องตลาด และทีโอเอ เป็นเจ้าแรก เจ้าเดียวในตลาด ที่มีเทคโนโลยีนี้”

“VOCs เป็นไอระเหยที่เป็นพิษในอากาศ ที่องค์การอนามัยโลกและสหภาพยุโรปให้ความสำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบต่อทางเดินหายใจและก่อมะเร็ง สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ล้วนกำหนดให้ค่า VOCs เป็นมาตรฐานสำคัญในการวัดระดับคุณภาพ ทั้งนี้ เกณฑ์การเลือกใช้สีในอาคารสีเขียว เพื่อลดผลกระทบจากมลภาวะอากาศภายในอาคาร จากการปนเปื้อนที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของผู้ใช้อาคาร อาทิ สีหรือสารเคลือบที่ใช้ภายในอาคารงานผนังหรือฝ้า ต้องมี VOCs ไม่เกิน Green Seal Standard GS-11 ส่วนสีกันสนิม หรือ สีทนการสึกกร่อนที่ใช้ในงานโลหะภายในอาคาร VOCs ต้องไม่เกิน 250 g/L ที่ระบุไว้ใน Green Seal Standard GS 03 และสารเคลือบผิวไม้ต้องมี VOCs ไม่เกิน South Coast Air Quality Management District (SCAQMD) Rule 1113”
       
“สำหรับประเทศไทย ทีโอเอเป็นผู้ผลิตรายแรกและรายเดียว ที่พัฒนายกระดับคุณภาพเทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยให้ความสำคัญต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก นอกจากเป็นแบรนด์เดียวที่มีจำนวนเครื่องผสมสีที่มีมากที่สุดในเอเซียแล้ว ยังมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ปลอด VOCs ได้เป็นผลสำเร็จ โดย “แม่สี” ที่ใช้ในเครื่องผสมสี  TOA Color World มีค่า VOCs ต่ำกว่าแม่สีที่ใช้ในเครื่องผสมสีปกติ ถึง 10 เท่า  ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำที่สุดในท้องตลาด ต่ำกว่าค่าที่ก่อให้เกิดมะเร็งและยังปราศจากสาร APEO และสารอันตรายอื่นๆ เช่น สารฟอร์มัลดีไฮด์ ปรอทตะกั่ว แคทเมียม โครเมียม และสารระเหยต่างๆ โดยมาตรฐานฉลากเขียว กำหนดค่า VOCs สำหรับสีด้าน ให้ต่ำกว่า 40 กรัมต่อลิตร และสีเงา ให้ต่ำกว่า 100 กรัมต่อลิตร ในขณะที่แม่สีที่ผสมผ่านเครื่องผสม TOA Color World มีค่า VOCs เพียง 1.0 โดยค่า VOCs ต่ำที่สุดในแม่สีทั่วไปอยู่ที่ 11.3”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แม่สี” ต่าง ๆ ของทีโอเอ จะมีความทันสมัยและโดดเด่นมากที่สุด จากปริมาณ VOCs ที่มีน้อยที่สุดนั่นเอง อาทิ สีขาวทีโอเอ มี VOCs เพียง 13.72 ในขณะที่แบรนด์อื่นมี VOCs สูงกว่า 3 เท่า แม่สีสีเหลืองออกไซต์ทีโอเอมี VOCs เพียง 9.04 ในขณะที่แบรนด์อื่นมี VOCs สูงกว่า 6 เท่า และแม่สีสีเหลืองจำปาของทีโอเอมี VOCs 10.32 ในขณะที่แบรนด์อื่น VOCs สูงกว่า 4 เท่า เป็นต้น นวัตกรรมนี้จึงเป็นการมอบทั้งปลอดภัยในตัวแม่สีและเบส และยังสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น พร้อมคืนความสมดุลให้สิ่งแวดล้อมอีกด้วย

เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วไปได้ตระหนักถึงพิษภัยของสาร VOCs ที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทีโอเอจึงออกแคมเปญโฆษณาทางโทรทัศน์ชุดใหม่ เรื่องราวของเทคโนโลยีสีเพื่อสุขภาพ Ultra Low VOCs ชุด The Hotelภายใต้แนวคิด “ผสมความสุขกับทุกสีสันของชีวิต” ในรูปแบบซีรี่ส์ 4 ชุด ตอกย้ำความเป็นผู้นำเรื่องนวัตกรรมสีเพื่อชีวิต ปลอดภัยกว่า 10 เท่า ใหม่ล่าสุดจาก TOA Color World ที่เดียวเท่านั้น พร้อมแจกจ่ายแคตตาล็อกสีดีเพื่อสุขภาพ คู่มือแนะนำการเลือกโทนสี และสื่อประชาสัมพันธ์อื่นๆ เพิ่มสื่อสารให้กับร้านค้าตัวแทนจำหน่าย เจ้าของโครงการ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและสถาปนิก และช่างสี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมกลยุทธ์ Ultra Low VOCs ของทีโอเอได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้  ปัจจุบันปัจจัยการเลือกใช้สีของผู้บริโภคในปัจจุบัน ประกอบด้วย ด้าน Emotional คือ การตอบโจทย์เรื่องของการอนุรักษ์และใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือการเลือกสีที่หลากหลายตอบสนองความต้องการสะท้อนบุคคลิกส่วนบุคคล  และด้าน Functional สีอเนกประสงค์ All-in- 1 ป้องกันทุกปัญหาในกระป๋องเดียว ด้วยเทรนด์ของผู้บริโภคก้าวสู่  1. แนวโน้ม Go Green ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  2. Premium Quality ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่มีคุณภาพปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และ 3. Save Cost ผู้บริโภคต้องการสินค้าราคาไม่แพง สมเหตุสมผลกับท้องตลาดด้วย
   
“ทีโอเอนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สะท้อนถึงความใส่ใจต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมออกมาอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องผสมสี TOA Color World ในครั้งนี้ จะทำให้ผู้บริโภคมั่นใจไปกับแม่สีปลอดสารพิษ LOW VOCs ของทีโอเอ เพื่อชีวิตและสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น ภายใต้ 3 แนวคิดหลักสำคัญคือ  ง่าย...ได้ใจ...เพียงเลือกสีที่ต้องการ และเครื่องผสมสีให้ได้ภายใน 3 นาที เยอะ...โดนใจ... ตรงความต้องการง่ายๆ ด้วยคู่สีกว่า 7,000 เฉดสี และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายกว่า 2,500 แห่งทั่วประเทศ ดี....ถูกใจ...เพราะTOA เป็นแบรนด์สี รายแรกและรายเดียวที่เลือกใช้แม่สีปลอดสารพิษ  Low VOCs ที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมและให้ความปลอดภัยกว่า 10 เท่า” นายพงษ์เชิด กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สาร VOCs เป็นกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย ส่วนใหญ่พบได้ในสีทาบ้าน ควันบุหรี่ น้ำยาย้อมผม และไอน้ำมัน ในอุณหภูมิปกติในชีวิตประจำวัน มีลักษณะเป็นของเหลว กลิ่นฉุน ระเหยง่าย และไวไฟ โดยจะระเหยเป็นไอได้ง่ายแม้ในอุณหภูมิห้อง สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ทั้งทางผิวหนัง ทางปาก และจากการสูดดม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการผื่นคัน แสบตา น้ำตาไหล หายใจขัด หากได้รับสารในปริมาณมากจะทำลายระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท และอวัยวะภายในอื่นๆ หรือหากสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานานอาจก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งสารพิษนี้สามารถนี้สามารถอยู่ในร่างกายถึง 30 ปี
 

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

ธุรกิจโฆษณาผ่านมือถือในไทย กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด


ธุรกิจโฆษณาผ่านมือถือในไทย กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ที่มา http://www.technolomo.com/
วันนี้มีผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้สมาร์ทโฟน ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต รวมถึงเจ้าของธุรกิจออนไลน์ในไทยทุกคนนะครับ เพราะต่อไปในโลกอนาคต สมาร์ทโฟนและโลกออนไลน์คงจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างแน่นอน
โดยบริษัท InMobi ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือ ได้เปิดเผยถึงผลการสำรวจการใช้งานสมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย และได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาครับ
ในปี 2555 และในอนาคต การเติบโตของตลาดโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนจะอยู่ในระดับสูง ซึ่งหลายคนคงจะสังเหตุได้จากรอบตัวเราทุกวันนี้แล้วนะครับ และคงไม่ต้องอธิบายกันมากถึงกระแสความฮิตในขณะนี้ ซึ่งจะยังอยู่ในระดับสูงไปอีก 3-4 ปีครับ
ขณะเดียวกัน 44% ของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือนั้น นิยมใช้โทรศัพท์มือถือในการเข้าอินเตอร์เน็ต และในจำนวนนั้นจำนวน 75% ยอมรับได้หากจะมีการโฆษณาในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นต่างๆ เหมือนการโฆษณาในทีวี หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารทั่วไป
นอกจากนี้ จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมือถือ มีทั้งสิ้น 38% ที่บอกว่ารู้ตัวว่าเคยเห็น หรือเคยได้รับโฆษณาผ่านโทรศัพท์ และ 13% ที่บอกว่าเอาโฆษณาต่างๆเหล่านี้มาคิด และคำนึงถึงสินค้าในโฆษณา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจซื้อ  และข่าวดีของเจ้าของธุรกิจก็คือ มี 7% ที่ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ได้รับโฆษณาผ่านมือถือในขณะนั้นเลยครับ
ผลการสำรวจยังรายงานเพิ่มเติมว่า จะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวน 17% ที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านการโฆษณาทางโทรศัพท์มือถือ ภายในปี 2012 และจะเพิ่มขึ้นมาไปอีกตามการเติบโตของตลาดมือถือในบ้านเราครับ
เพราะฉะนั้นนี่ก็อาจจะเป็นทางเลือกใหม่ สำหรับทั้งเจ้าของกิจการ หรือธุรกิจโฆษณา ที่ตลาดส่วนนี้ยังเล็กและกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้งาน ก่อนที่จะตกเทรนด์และสายเกินไปครับ : )

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

โฆษณารึ? จำได้ แต่อาจจะไม่เชื่อก็ได้นะ

โฆษณารึ? จำได้ แต่อาจจะไม่เชื่อก็ได้นะ   
http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=94310
กองบรรณาธิการ Positioning Magazine 20 กุมภาพันธ์ 2555  
Added on: 20/2/2555


โฆษณารึ? จำได้ แต่อาจจะไม่เชื่อก็ได้นะ
Nielsen เคยทำการสำรวจความเชื่อของผู้บริโภคต่อโฆษณาในช่องทางหรือสื่อต่างๆ พบว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเชื่อโฆษณาเพิ่มขึ้น นั่นคงเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรงบโฆษณาในแต่ละปีจึงแทบจะไม่เคยตกลงเลย ถ้าไม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ทรงตัว แบรนด์ไหนใช้เงินติดอันดับท็อปเท็นก็มักจะไม่ค่อยยอมถอนตัว เพราะนั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้ามาแทนที่ทันที แถมการจดจำในแบรนด์ก็อาจจะลดลงได้อีกด้วย 


เปรียบเทียบระหว่างปี 2007 กับปี 2009 ที่ Nielsen ทำการสำรวจความเชื่อที่ผู้บริโภคมีต่อโฆษณาพบว่า ผู้บริโภคเชื่อโฆษณาแบบสนิทใจและเชื่อบางส่วนรวมกันเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10% ในทุกๆ ช่องทาง 


ตัวชี้วัดนี้แสดงให้เห็นว่าโฆษณามีประสิทธิภาพและได้ผลมากขึ้นในทุกๆ สื่อ


แต่ถ้าแยกเป็นรายภูมิภาค และเลือกโฆษณาใน 3 ช่องทางหลักที่นิยมสูงสุด ได้แก่ โฆษณาทางโทรทัศน์ โฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ และโฆษณาออนไลน์ คนทั่วโลกเชื่อโฆษณาที่เห็นทางโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์สูงพอๆ กัน ขณะที่โฆษณาออนไลน์ยังได้รับความวางใจไม่ถึงครึ่ง และมีสถิติต่ำกว่าความรู้สึกที่ไม่เชื่อถือโฆษณาในออนไลน์เลยที่มีอยู่สูงกว่า


ความรู้สึกเชื่อของผู้บริโภคทั่วโลกต่อโฆษณาใน 3 ช่องทางหลัก

ภูมิภาค
โฆษณาทางโทรทัศน์โฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์โฆษณาออนไลน์*
เชื่อสนิทไม่เชื่อเลยเชื่อสนิทไม่เชื่อเลยเชื่อสนิทไม่เชื่อเลย
ละตินอเมริกา74%26%75%25%53%47%
เอเชียแปซิฟิก67%33%66%34%42%58%
อเมริกาเหนือ61%39%62%38%43%57%
ยุโรป49%51%50%50%36%64%
เฉลี่ยทั่วโลก62%38%61%39%41%59%
*รวมถึงเสิร์ชเอ็นจิ้น ซับสไคร์บอีเมล แบนเนอร์ และวิดีโอออนไลน์
ที่มา : Nielsen Online Consumer Survey, July 2009.


ที่น่าดีใจสำหรับคนไทยก็คือ จากผลสำรวจเดียวกันนี้ 5 อันดับแรกของประเทศที่มีสถิติว่าเชื่อโฆษณาที่ดูสนิทใจในแต่ละช่องทาง ไม่มีประเทศไทยติดอันดับเลยสักช่องทางเดียว ขณะที่เพื่อนบ้านเราหลายประเทศติดท็อป 5 กันทั่วหน้า เช่น เวียดนามเชื่อโฆษณาจากเสิร์ชเอ็นจิ้น แบนเนอร์แอดและวิดีโอออนไลน์อันดับหนึ่ง มากกว่า 60% ในทุกช่องทาง กัมพูชาเชื่อทีวีอันดับหนึ่งสูงถึง 82% ฟิลิปปินส์เชื่อโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์เป็นอันดับสาม


จากความรู้สึกต่อโฆษณาของคนทั่วโลก ซึ่งยังคงมีสัดส่วนความเชื่อในโฆษณานั้นๆ อยู่สูง จึงเป็นเหตุผลให้เจ้าของแบรนด์ทุ่มเทโฆษณาอย่างต่อเนื่อง แต่นอกจากเรื่องเชื่อไม่เชื่อ แบรนด์ไหนจะเป็นที่จดจำได้แค่ไหน เพราะอะไร ในช่วงปีที่ผ่านมา มีผลสำรวจ Consumer Vibes เดือนธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งมายด์แชร์ ทำร่วมกับ TNS ทำสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศอายุ 18-39 ปีจำนวน 300 ตัวอย่างในช่วง พ.ย. - ธ.ค. 2554 ถึงความรู้สึกว่าแบรนด์เหล่านี้มีภาพลักษณ์ต่อผู้บริโภคด้านใดมากที่สุด มาให้ดูกัน


โฆษณาที่คนจำได้ (รวมทุกสื่อ)
Toyota3%
Sunsilk 10%
Coke7%
Lay’s6%
Isuzu D Max6%
AIS6%
Tesco Lotus5%
Ichiton / Pantene / Clinic / Samsung / Nokia / Mistine4%


ถ้าแยกเฉพาะกลุ่ม 3 แบรนด์แรกที่คนจำได้สูงสุดดังนี้
Out of Home Ads (ในช่วง 1 เดือน)
Toyota7%
Tesco Lotus6%
Big C5%
ที่มา :ผลสำรวจ Consumer Vibes  ที่มายด์แชร์ ทำร่วมกับ TNS



โตโยต้าใช้งบโฆษณาแต่ละไตรมาสในปีที่ผ่านมาไม่เท่ากัน โดยใช้สูงสุดในช่วงไตรมาส 3 และระดับการรับรู้โฆษณาโตโยต้าของผู้บริโภคก็ไต่ขึ้นสูงสุดในช่วงเดียวกันและรักษาระดับไว้ได้จนถึงช่วงปลายปี สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคจำโฆษณาโตโยต้าได้ดีเพราะตลอดปีที่ผ่านมาโตโยต้าใช้งบโฆษณาทั้งในส่วนของ Hilux Vigo และ Vigo Champ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในช่วงปีที่ผ่านมาด้วย 

สื่อนิตยสาร (ในช่วง 1 เดือน)
กลุ่มสินค้าสกินแคร์และคอสเมติคส์ และเครื่องดื่มใช้เงินสูงสุด 28% และ 16% ตามลำดับ โดยมี Mistine เป็นโฆษณาที่คนจำได้เป็นที่หนึ่งของกลุ่มสกินแคร์และคอสเมติคส์ 5% ส่วนเนเจอร์กิฟ คว้าที่ 1 ของกลุ่มเครื่องดื่มไปครองสูงถึง 8% 


สำหรับโฆษณาแบรนด์ที่คนจำได้ติดอันดับสูงสุดของไทย (ไม่จัดอันดับ) ได้แก่ โค้ก เป๊ปซี่ เลย์ส โตโยต้า แพนทีน ซันซิล ไทยประกันชีวิต และเมืองไทยประกันชีวิต และเมื่อพิจารณาแบบจับคู่ก็จะได้คู่ชกที่น่าสนใจตามนี้



Coke VS Pepsi 
Coke ใช้เงินเยอะกว่า โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 1 และ 2 แต่แอดอะแวร์เนสค่อนข้างคงที่


Pspsi สร้างการจดจำโฆษณาได้สูงในช่วงที่มีอีเวนต์ใหญ่ โดยมีแคมเปญที่ออกมาพร้อมกับอีเวนต์เป็นตัวช่วยที่ดี

Sunsilk VS Pantene
Sunsilk ใช้เงินเยอะกว่า การรับรู้ในโฆษณาสูงกว่าและสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรกจนถึงไตรมาสสามก่อนจะค่อยๆ ตกลง การรับรู้เป็นผลจากการใช้ดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์ร่วมกับช่างผมมืออาชีพจากทั่วโลก


Pantene แม้จะใช้งบโฆษณาจำนวนมากโดยเฉพาะในไตรมาสสองและสาม แต่ผลตอบรับด้านการรับรู้โฆษณาของผู้บริโภคกับต่ำกว่าที่ควร 

ไทยประกันชีวิต VS เมืองไทยประกันชีวิต
ไทยประกันชีวิต ใช้งบโฆษณาสูงสุดในไตรมาสสามช่วงเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาเรื่องพ่อและยิงโฆษณาถี่ยิบ ทำให้เกิดแอดอะแวร์เนสพุ่งสูงไปจนถึงปลายปี เป็นการย้ำว่าโฆษณากินใจยังได้ใจและเป็นที่จดจำได้ดีของคนไทย


เมืองไทยประกันชีวิต จากเดิมระดับของแอดอะแวร์เนสเกาะติดกับคู่แข่งมาจนถึงไตรมาสสองก็ถูกไทยประกันฯพุ่งขึ้นทิ้งห่างออกไป ขณะที่โฆษณาของเมืองไทยฯเป็นที่จดจำได้น้อยลงในช่วงปลายปี


Lay’s ใช้งบซื้อสื่อสูงสุดในไตรมาส 2 และลดงบลงเหลือแค่ 1 ใน 8 ในไตรมาส 3 แต่ยังรักษาแอดอะแวร์เนสไว้ได้ดีระดับหนึ่ง เพราะมีแคมเปญคิดรสใหม่ให้เลย์ส เป็นตัวสร้างการจดจำให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง


ตบท้ายด้วยผลสำรวจ Brand of the Year ในใจของผู้บริโภคไทยในหมดต่างๆ ดังนี้


ฺBrand of the Year
ประเภทแบรนด์ที่อันดับหนึ่ง (%)อันดับสอง (%)อันดับสาม (%)
ใส่ใจสิ่งแวดล้อมปตท (26)โตโยต้า (25)เอสซีจี (12)
รับผิดชอบต่อสังคมช่อง 3 (38)ปตท. (13)สิงห์, เทสโก้ โลตัส (8)
มีนวัตกรรมโตโยต้า (17)ซัมซุง (14)โนเกีย (12)
ได้รับการยอมรับในระดับสากลโตโยต้า (21)ฮอนด้า (11)ปตท. (11)
หรูหราเบนซ์ (22)บีเอ็มดับเบิลยู (13)โตโยต้า (12)
เชื่อถือได้เอสซีบี (12)ปตท. (12)โตโยต้า (11)
สำหรับผู้ชายนีเวีย (36)AXE (14)Levi’s (8%)
สำหรับผู้หญิงมิสทิน (15)วาโก้ (15)POND’S (12)
สำหรับวัยรุ่นแบล็คเบอร์รี่ (16)ไอโฟน (15)ยามาฮ่า (9)
แบรนด์ของคนไทยช้าง (13)ซีพี (9)กระทิงแดง (8)


ที่มา : ผลสำรวจ Consumer Vibes  ที่มายด์แชร์ ทำร่วมกับ TNS

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ชี้ชัด “โปรโมชั่น” เพิ่มความภักดีต่อแบรนด์

ชี้ชัด “โปรโมชั่น” เพิ่มความภักดีต่อแบรนด์


การตลาด
ศุกร์ที่ 05 สิงหาคม 2011
ชี้ชัด “โปรโมชั่น” เพิ่มความภักดีต่อแบรนด์
ที่มาhttp://www.wiseknow.com/
ผลวิจัยนีลเส็น ระบุ แคมเปญโปรโมชั่น นอกจากจะสามารถกระตุ้นอารมณ์จับจ่ายผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มความภักดีต่อแบรนด์และร้านค้ามากขึ้นด้วย

การทำตลาดด้วยแคมเปญโปรโมชั่น ถือเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมจากบรรดายักษ์ธุรกิจร้านค้าปลีกมากขึ้นใน ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าจากนี้ไป ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่มาแรง เพราะยิ่งในยุคธุรกิจค้าปลีกขยายตัวและแข่งแรง ยิ่งทำให้แต่ละค่ายต้องเร่งโหมงบการตลาด จัดแคมเปญโปรโมชั่นถี่ยิบ เพื่อกวาดลูกค้าให้ครบทุกเซกเมนต์แบบอยู่หมัด

ลงโฆษณาที่นี่
แม้การออกสินค้าโปรโมชั่นจะไม่ใช่กลยุทธ์ ใหม่ แต่ก็เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ทุกยุคสมัย โดยเฉพาะในช่วงสภาพเศรษฐกิจที่ยังกระดกหัวไม่ขึ้น การให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของสินค้าอุปโภค และบริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น จะเห็นว่า ร้านค้าปลีกต่างๆ จึงหันมาให้น้ำหนักในการออกสินค้าโปรโมชั่นมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัดในช่วงที่ผ่านมา

จากรายงานชอปเปอร์เทรนด์ล่าสุด ของนีลเส็น ประเทศไทย พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยจำนวน 63% กล่าวว่า โปรโมชั่นต่างๆ สามารถดึงดูดใจพวกเขา โดยมากกว่าครึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ บอกว่า พวกเขาตอบสนองต่อสินค้าที่มีโปรโมชั่น และหนึ่งในสิบกล่าวว่า พวกเขาจะเปลี่ยนร้าน หากที่นั่นมีโปรโมชั่นที่ดีที่สุด

ขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า รายงานชอปเปอร์เทรนด์ล่าสุด ยังพบว่า ผู้บริโภคมีความภักดีต่อแบรนด์ และร้านค้ามากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2551 โดยเมื่อถูกถามว่าโปรโมชั่นมีผลต่อการซื้อของในซูเปอร์มาร์เกต และไฮเปอร์มาร์เกตอย่างไร ผู้บริโภค 24% กล่าวว่า พวกเขาซื้อสินค้าโปรโมชั่นเมื่อเขาชอบแบรนด์เท่านั้น (เมื่อเทียบกับ 16% จากปี 2551)

อีกทั้งความภักดีต่อแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นยังขยายไปสู่ความภักดีของผู้บริโภค ที่มีต่อร้านค้า กล่าวคือ เกือบ 3 ใน 4 หรือประมาณ 73% ของผู้บริโภค กล่าวว่า พวกเขาไปซื้อของที่ร้านเดิมอยู่เสมอ โดยเพิ่มจาก 63% ในปี 2551 เป็น 69% ในปี 2552 และถึงแม้ว่าผู้บริโภคจะอยู่ในกระแสที่มีสินค้าโปรโมชั่นจำนวนมาก แต่มีนักชอปเพียง 11% ที่จะเปลี่ยนสถานที่ซื้อสินค้าไปที่ที่มีสินค้าโปรโมชั่นดีที่สุด เทียบกับ 17% ในปี 2551

หากเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิก กลุ่มนักชอปที่สนใจสินค้าโปรโมชั่นมากที่สุดในทวีป ได้แก่ เวียดนาม ด้วยผู้บริโภคที่มากถึง 87% ที่ติดตามสินค้าที่มีโปรโมชั่นอย่างกระตือรือร้น รองลงมาคือ มาเลเซีย 86% และไต้หวัน 70%

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบว่า แม้พฤติกรรมนักชอปส่วนใหญ่จะนิยมเขียนรายการก่อนไปซื้อสินค้า แต่เกือบ 50% จะซื้อสินค้านอกเหนือจากรายการอยู่เสมอ และเมื่อไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 79% จะวางแผนว่าจะซื้อสินค้าอะไรบ้าง ทั้งๆ ที่เตรียมรายการที่ต้องการซื้อไว้แล้ว อีก 42% กลับไม่เคร่งครัดกับรายการที่เตรียมมา เพราะมักจะซื้อสินค้านอกรายการเสมอ

ทั้งนี้ ผู้ซื้อผู้หญิงมีแนวโน้มจะซื้อสินค้านอกเหนือจากรายการมากกว่าผู้ชาย ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักชอปชาวมาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จัดอยู่ในสองลำดับแรกที่ชอบตัดสินใจซื้อของทันทีที่เห็นสินค้ามากที่สุด
เมื่อนีลเส็นถามผู้บริโภคว่าชอบชอปปิ้งหรือ ไม่ ชาวฟิลิปปินส์ 80% จัดอยู่ในลำดับแรกในกลุ่มประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกที่ชอบกิจกรรมนี้ ในขณะที่นักชอปชาวไทย 63% มีความคิดเห็นแบบเดียวกัน โดยในประเทศไทย ผู้หญิง 77% ยังคงเป็นผู้จับจ่ายของใช้ในบ้าน ขณะที่อีก 23% เป็นผู้ชาย

สำหรับช่องทางการจับจ่ายสินค้าของผู้บริโภคในประเทศไทย ผู้บริโภคยังนิยมใช้ไฮเปอร์มาร์เกตเป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้า โดยมีผู้บริโภคมากถึง 92% ไปซื้อของที่ไฮเปอร์มาร์เกตใน 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา รองลงมาคือ ร้านขายของชำ และร้านสะดวกซื้อ คิดเป็นสัดส่วนเท่ากัน 87% และตลาดสด 86% และผู้บริโภคใช้เงินประมาณ 50% ของการจับจ่ายของพวกเขาไปกับอาหารสด

สาเหตุที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินในไฮเปอร์มาร์เกตมากขึ้น ผลวิจัยพบว่า สาเหตุหลักมาจากไฮเปอร์มาร์เกตประสบความสำเร็จในการตอบสนองความสะดวกสบายให้ แก่ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นความง่ายในการหาสินค้า การมีสินค้าทุกอย่างที่ผู้บริโภคต้องการ และความคุ้มค่าในด้านราคา และแม้ว่าร้านสะดวกซื้อจะไม่ใช่ช่องทางหลักก็ตาม แต่ร้านค้าประเภทนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดความถี่ในการซื้อมากขึ้นต่อเดือน โดยผู้บริโภคมองหาอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพสูง ตลอดจนความอร่อยจากอาหารพร้อมรับประทานในร้านสะดวกซื้ออีกด้วย

ผลสำรวจชอปเปอร์เทรนด์ล่าสุด ยังแสดงให้เห็นว่า 32% ของผู้ซื้อชาวไทยเลือกเข้าร้านที่สามารถประหยัดเงินได้ ด้วยการใช้คูปองที่ได้จากหนังสือพิมพ์หรือใบปลิว ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 29% ในผลสำรวจก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าโฆษณาสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคให้สนใจสินค้าเพิ่ม มากขึ้นได้ เนื่องจากผู้ซื้อมักเลือกเข้าร้านที่ได้เห็นโฆษณาเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 11% ในปีที่แล้ว เป็น 17% ในปีนี้

เห็นเช่นนี้ เชื่อว่าจากนี้ไป ยักษ์ค้าปลีกจะต่างพร้อมใจรุกตลาดด้วยโปรโมชั่นแรงขึ้นแน่นอน เพื่อรับมือกำลังซื้อที่กำลังฟื้นตัว จากภาวะการเมืองชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน แรงแข่งในตลาดค้าปลีกที่รุนแรงทะลุองศาเดือด ก็ทำให้แต่ละค่ายต้องใช้ทุกยุทธวิธีป้องตลาดตัวเอง พร้อมช่วงชิงตลาดจากคู่แข่งให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์เช่นกัน

สู้กับคู่แข่งในสถานการณ์ที่เป็นรอง

สู้กับคู่แข่งในสถานการณ์ที่เป็นรอง

จะยอมโดนเหยียบทำไม
ที่มาhttp://incquity.com/articles/marketing-boost/little-guys-fight-back
ทุกบริษัทต่างช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างการแข่งขันจากคู่แข่ง เพื่อจะได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางธุรกิจในแขนงต่างๆ ทุกการแข่งขันทางธุรกิจมักมีผู้นำและผู้ตกเป็นรองอยู่เสมอ หลายบริษัทเมื่อต้องเพลี่ยงพล้ำต่อคู่แข่งทางธุรกิจก็มักหาวิธีแก้ไขหรือโต้ ตอบเพื่อจะได้ช่วงชิงความได้เปรียบและการเป็นผู้นำกลับคืนมา ซึ่งวิธีการแก้ไขและต่อสู้เมื่อธุรกิจตกเป็นรองคู่แข่งพอจะมีแนวทางสรุป สั้นๆ ดังนี้

 

ใช้โฆษณาเพื่อตอบโต้คู่แข่ง

การใช้สื่อโฆษณาเพื่อตอบโต้คู่แข่งถือเป็นอาวุธที่สำคัญอย่างแรกที่เรา ควรนำมาพิจารณาก่อน เมื่อเทียบกับวิธีต่อสู้ในธุรกิจรูปแบบอื่นๆ แล้ว โฆษณาถือว่าทำได้ง่ายที่สุด อีกทั้งยังประหยัดกว่ามากถ้าวัดผลกันด้านต่อด้าน
อาวุธที่สำคัญของโฆษณาคือช่วยลดจุดด้อยและเสริมจุดเด่นอันเหนือกว่าของ ผลิตภัณฑ์หรือบริการซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าต้องการนำเสนอส่วนไหนเรื่อง อะไร อีกทั้งวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจของเนื้องานโฆษณาจะช่วยดึงดูดให้ผู้บริโภค หันมาทดลองหรือกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ของเราด้วย นอกจากนี้โฆษณายังสามารถปรับใช้เพื่อรองรับกับวิธีการต่อสู้กับคู่แข่งทาง ธุรกิจในรูปแบบอื่นได้อีกด้วย

 

ปรับการวางแผนทางกลยุทธ์

การปรับเปลี่ยนการวางแผนกลยุทธ์และยุทธวิธีทางธุรกิจใหม่ถือเป็นอาวุธ หนักที่สุดซึ่งสามารถนำมาใช้ต่อกรกับคู่แข่งทางธุรกิจ ก่อนอื่นต้องเริ่มจากศึกษาและสำรวจข้อบกพร่องของแผนกลยุทธ์เดิมเสียก่อน จากนั้นจึงให้ความสนใจเรื่องความต้องการของตลาดในปัจจุบัน แล้วพิจารณาส่วนสุดท้ายคือคู่แข่งว่ามีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าเราอย่างไร
เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงเริ่มลงมือเขียนแผนการกลยุทธ์ทางธุรกิจขึ้นใหม่ ตัวอย่างเช่น บริษัทของเราขายคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ตามแผนกลยุทธ์เดิมกลุ่ม ลูกค้าเป้าหมายคือผู้ชายวัยทำงาน เวลาต่อมายอดขายตกลงและเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับบริษัทคู่แข่งทซึ่งขาย ในราคาที่ต่ำกว่า เราจึงปรับแผนกลยุทธ์ใหม่โดยเพิ่มกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาระดับ มหาวิทยาลัยเข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าและส่วนแบ่งทางการตลาดให้สูงขึ้นเพื่อจะกลับมา เป็นผู้ครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากที่สุดเช่นเดิม โดยที่เราจะไม่ลดราคาสินค้าเพื่อรักษาระดับของผลิตภัณฑ์ไว้ เป็นต้น เราอาจใช้แผนกลยุทธ์เดิมเป็นหลักแล้วเขียนเพิ่มลงไปในส่วนที่ได้ทำการปรับ เปลี่ยน หรือจะเขียนแผนกลยุทธ์ขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับเลยก็ได้ ถ้าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ชี้ว่าเราต้องทำการปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์อย่างสิ้น เชิงเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่ง
ส่วนเรื่องยุทธวิธีหมายถึง วิธีการในทางปฏิบัติที่จะนำแผนกลยุทธ์มาใช้นั้น ซึ่งต้องทำการปรับเปลี่ยนด้วยเช่นเดียวกัน โดยสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก็คล้ายคลึงกับส่วนกลยุทธ์คือ หาข้อบกพร่องในการนำแผนกลยุทธ์มาใช้ ความผิดพลาดในทางปฏิบัติเรื่องของการตลาด และเปรียบเทียบกับยุทธวิธีของคู่คู่แข่งว่าเรามีความได้เปรียบหรือเสีย เปรียบในส่วนไหนบ้าง จากนั้นเริ่มวางยุทธวิธีใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกลยุทธ์ โดยข้อสำคัญที่ เราต้องท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจคือการวางแผนกลยุทธ์กับการสร้างยุทธวิธีต้องรอง รับกันเป็นอย่างดี เพราะทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อสองสิ่งนี้สามารถประสานงานกันได้อย่างลงตัวแล้วละก็ จะถือเป็นอาวุธทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและน่ากลัวมากที่สุดอย่างหนึ่งเลย ทีเดียว

 

ใช้การตลาดเข้าสู้คู่แข่ง

การโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยวิธีทางการตลาดก็เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในโลก ธุรกิจมาอย่างยาวนานเช่นกัน โดยวิธีการที่เป็นที่นิยมและมักนำมาใช้ได้แก่ การลดราคา ซื้อ 1 แถม 1 แจกของแถม ทดลองใช้ฟรี คูปองส่วนลด จับสลากรางวัลชิงโชค ฯลฯ ซึ่งวิธีทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนเป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้อย่างรวด เร็วและสามารถดึงให้ผู้บริโภคออกจากผลิตภัณฑ์คู่แข่งได้อีกด้วย อีกทั้งยังวัดผลความสำเร็จได้ง่ายเมื่อเทียบกันกับวิธีอื่นๆ การใช้กลยุทธ์การตลาดเข้าสู้ถือเป็นการต้อนคู่แข่งทางธุรกิจให้จนมุมและสุด ท้ายก็จนตรอกในที่สุด ซึ่งวิธีดังกล่าวสามารถช่วยพลิกสถานการณ์จากที่ตกเป็นรองให้กลับขึ้นมาได้ เปรียบอย่างรวดเร็วด้วย และถ้าคู่แข่งไม่สามารถหาวิธีทางการตลาดที่ดีกว่ามาใช้ต่อกรกับเราได้ ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งก็จะตายไปในที่สุด

 

ปรับปรุงผลิตภัณฑ์

การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทั้งในส่วนของคุณสมบัติและรูปลักษณ์ภายนอกก็ถือเป็น เครื่องมือที่ใช้ในการตอบโต้คู่แข่งทางธุรกิจที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเวลาเลือกซื้อสินค้าจะพิจารณาจากประโยชน์ใช้สอยและ คุณสมบัติเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการได้เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นการพัฒนาคุณสมบัติและประโยชน์ใช้สอยให้เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ของคู่ แข่งที่มีสินค้าประเภทเดียวกัน มีกลุ่มผู้บริโภคเดียวกัน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการทำสงครามทางธุรกิจ
อีกทั้งการที่ผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณสมบัติเหนือกว่าคู่แข่งก็ช่วยสร้าง ความได้เปรียบในการวางการแผนการตลาดได้เป็นอย่างดี และจะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ให้ได้เปรียบอีกครั้งด้วย ซึ่งความจริงแล้ววิธีที่ถูกต้องและดีที่สุดในการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์คือ เราต้องพัฒนาตั้งแต่ตอนแรกที่ผลิตภัณฑ์เริ่มวางจำหน่ายต่อเนื่องยาวมาเรื่อย โดยห้ามหยุดพัฒนาเด็ดขาด เนื่องจากการพัฒนาให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ ต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควร ถ้าเราคิดจะมาพัฒนาในเวลาที่ผลิตภัณฑ์ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ละก็ เกรงว่ากว่าผลิตภัณฑ์จะพัฒนาเสร็จก็จะไม่มีบริษัทเหลือรอดอยู่ในธุรกิจแล้ว

 

สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่มาสู้โดยยังคงผลิตภัณฑ์หลักไว้

การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาสู้กับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งโดยที่ยังคงไว้ซึ่ง ผลิตภัณฑ์หลักไว้เช่นเดิม ถือเป็นการโต้ตอบที่รุนแรงชัดมากที่สุดอย่างหนึ่ง เป็นการชิงเปิดเกมรุกและเพิ่มแนวรบทางสงครามธุรกิจสำหรับผู้ที่กำลังตกอยู่ ในสภาพที่เพลี่ยงพล้ำและต้องการจะกลับมาทวงคืนความเป็นเจ้าตลาดอีกครั้ง โดยเหตุผลที่ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่โดยคงผลิตภัณฑ์หลักไว้ก็เพราะต้อง การแย่งชิงความเป็นผู้นำในตลาดของสินค้าประเภทดังกล่าวกับคืนมาจากคู่แข่ง จึงทำการเพิ่มสินค้าใหม่ออกขายในกลุ่มตลาดเป้าหมายเดิมเพื่อเป็นการเพิ่มทาง เลือกให้กับผู้บริโภค และใช้ความแปลกใหม่ที่ได้พัฒนาขึ้นทำการช่วงชิงตลาดกลับคืนมา
ส่วนเหตุผลที่ต้องคงผลิตภัณฑ์หลักไว้ก็เพราะแม้ว่าผลิตภัณฑ์หลักจะไม่ สามารถสู้กับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งได้จนเสียความเป็นผู้นำตลาดไปแล้วก็ตาม แต่ผลิตภัณฑ์หลักก็ยังคงมีผู้บริโภคที่ชื่นชอบและภักดีจึงยังมีพื้นที่และ ส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่เช่นเดิมแม้จไม่มากเหมือนแต่ก่อน เมื่อนำผลิตภัณฑ์ทั้งเก่าและใหม่ออกมาสู้กับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง ก็จะเพิ่มความได้เปรียบมากขึ้นเพราะเปรียบเสมือนการรวมพลังแท็กทีมจัดการ ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งนั่นเอง
ปฏิภาณไหวพริบและสัญชาตญาณเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยนำพาธุรกิจฟันฝ่า อุปสรรคในการแข่งขันทางธุรกิจที่อาจดูเหมือนโหดร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจของเราเพลี่ยงพล้ำตกเป็นรองคู่แข่ง ทั้งสองสิ่งนี้เมื่อนำมาผนวกกับความทุ่มเทและความสามารถในการวิเคราะห์ตาม หลักเหตุผลแล้วนำมาปรับเป็นแนวทางแก้ไข ก็จะมีส่วนช่วยให้เราสามารถตั้งหลักลุกขึ้นยืนและออกวิ่งแข่งขันใหม่ได้อีก ครั้งบนถนนสายธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วุฒิ-ศักดิ์ VS นิติพล เกมพรีเซ็นเตอร์แรงเป๊ะ!


วุฒิ-ศักดิ์ VS นิติพล เกมพรีเซ็นเตอร์แรงเป๊ะ!      

สุกรี แมนชัยนิมิต Positioning Magazine 6 กรกฎาคม 2555

วุฒิ-ศักดิ์ VS นิติพล เกมพรีเซ็นเตอร์แรงเป๊ะ!

ที่มา http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=94947


สงครามแคมเปญโฆษณาของ “วุฒิศักดิ์” และ “นิติพล” ยังคงเดินหน้าไม่หยุด สำหรับ2 แบรนด์คลินิกผิวพรรณที่กลายเป็นคู่กัดถาวรแห่งวงการธุรกิจความงามที่มีมูลค่าทะลุ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ล่าสุดมาจนถึงทุ่มเงินออนแอร์กันแทบไม่ทัน เฉพาะแค่ครึ่งปีควักเงินไปแล้ว 100 ล้านบาท  ในเกมพรีเซ็นเตอร์ชนพรีเซ็นเตอร์เป๊ะ 

นี่คือปรากฏการณ์ของธุรกิจที่มาในกระแสความต้องการของผู้บริโภคที่อยู่ในโหมดอยากสวย จ่ายเท่าไหร่ไม่ว่า  และสวยเมื่อไหร่ต้องได้ทันที เกมนี้จึงคุ้มที่จะลงทุนแคมเปญโฆษณากันอย่างเต็มที่

หากย้อนหลังไปดูข้อมูลการใช้งบโฆษณาจากบริษัทวิจัยนีลเส่น พบว่าในปี 2007 “วุฒิ-ศักดิ์” ใช้งบประมาณ 64 ล้านบาท โดย “นิติพล” ใช้มากเป็นอันดับ 2 คือประมาณ 23 ล้านบาท เกือบทั้งหมดอยู่ที่ทีวีซี จากนั้นเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากหลักสิบล้านกลายมาเป็นหลักร้อยล้านภายใน 2 ปี จนทำให้แบรนด์อื่นๆ ต้องลงทุนโฆษณามากขึ้น  

ลากให้ทุกคนวิ่งตามจนเหนื่อยไปตามๆ กัน จนเห็นสภาพความอ่อนล้าได้ชัดเจนเมื่อบางแบรนด์ขอเว้นวรรคในบางปี อย่าง “พรเกษม”  “ราชเทวี” หรือแม้แต่ “แพน คอสเมติก” และมีแต่เพียง “นิติพน” และ “วุฒิ-ศักดิ์” ที่ตามติดกันราวกับการแข่งกับเงาของตัวเองตลอดเวลา ด้วยกลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์ชนพรีเซ็นเตอร์ เฉพาะทีวีซีใช้งบออนแอร์รวมกันทะลุ 100 ล้านบาทในเวลาเพียง 5 เดือนแรกของปี 2012 

ธุรกิจนี้ไม่อาจถอยได้ เพราะการแข่งขันระหว่างสองแบรนด์นี้ไม่ใช่การแข่งขันแบบธรรมดา แต่หมายถึงศักดิ์ศรี จากแต้มความขัดแย้งที่สะสมมานาน ที่ผู้บริหาร “วุฒิ-ศักดิ์” คืออดีตผู้ร่วมงานของ “นิติพล” ที่ออกมาตั้งธุรกิจแข่ง แถมยังแย่งตลาดจนชิงลูกค้าส่วนใหญ่ของตลาดไปมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบัน “วุฒิ-ศักดิ์” ประกาศว่ามีส่วนแบ่งตลาดแล้วถึง 50% จากมูลค่าตลาดรวม 10,000 ล้านบาท รวมไปถึงการได้ผู้ร่วมทุนใหม่ที่เป็นกองทุนต่างชาติพร้อมลงทุนเต็มที่

ดูปรากฏการณ์แล้วตั้งคำถาม เกมนี้บอกอะไรเราได้บ้างในทางการตลาด มาฟังคำตอบจาก “รศ.กิตติ  ศิริพัลลภ” อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat Business School)



อินไซท์ผู้บริโภค “ดูดีก็มีโอกาส”
เป็นธรรมชาติของคนที่อยากดูดี หน้าตาดี ไม่ว่าผู้ชาย หรือผู้หญิง ที่สำคัญมากกว่านั้น คือ วันนี้พิสูจน์ได้ว่าคนหน้าตาดีมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตสูง เพราะมีบางอาชีพที่ใช้หน้าตา อย่าง ดารา นักร้อง พิธีกร ที่สำเร็จในอาชีพ โดยวัดจากการมีรายได้สูง เพราะฉะนั้นคนจึงอยากหน้าตาดีเผื่อได้เป็นดารา 

หรือในกรณีของคนทำงานที่ต้องไปพบปะลูกค้า หน้าตาดีก็มีโอกาสได้งาน ซึ่งหมายถึงรายได้ตามมา และรวมไปถึงการได้พบกับคู่ครอง โดยสรุปได้ว่าคนอยากสวยหล่อเพราะมีโอกาสทั้งในแง่ของงาน อาชีพ รายได้ และชีวิตคู่

เมื่อธุรกิจนี้มีเทคโนโลยีความงามมาช่วย ทำให้คนหน้าตาดีขึ้นได้ง่าย ธุรกิจนี้จึงเติบโตอย่างที่เห็น



RTB ด้วย “ดารา” 
เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการ แต่จะเลือกใช้แบรนด์ใดนั้น ดร.กิตติบอกว่าขึ้นอยู่กับความสามารถของแบรนด์ว่าจะมีกลไกลดึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร โดยมีหลักการตลาดที่เรียกว่าการสร้าง Reason to Believe หรือ RTB หรือการสร้างเหตุลที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อแล้วซื้อ เช่น จากความเชื่อในชื่อเสียงของแบรนด์ องค์กร 

กรณีของคลินิกความงามนี้ แบรนด์ “นิติพล” และ “วุฒิ-ศักดิ์” แสดงให้เห็นถึงการใช้ RTB   ที่กำลังแข่งขันกันใช้พรีเซ็นเตอร์ว่า เป็นการนำเสนอผลงานคือความสวย และดูดีของดารา จากฝีมือของหมอของแบรนด์นั้นๆ เพิ่มเติมจากปกติคลินิก หรือการรักษาพยาบาลจะนำเสนอถึงชื่อเสียงขององค์กร แบรนด์ หรือการใช้ดีกรีจากต่างประเทศมาเป็นเหตุลผที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อและใช้บริการ

การใช้ดาราก็คือหาบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ผู้บริโภครู้จัก มาเป็น Endroser ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งเหมาะกับธุรกิจลักษณะนี้ หากเป็นธุรกิจอื่นอาจไม่จำเป็น เช่น ธุรกิจอาหารที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องมีคนดังมารับรองความอร่อย 

จะเห็นได้ว่าทั้ง “วุฒิ-ศักดิ์” และ “นิติพล” มีการใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นดารานักร้องอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่นักร้องเกาหลีตามกระแสกิมจิฟีเวอร์ จนถึงดาราวัยรุ่น และรุ่นใหญ่ โดยเฉพาะ “วุฒิ-ศักดิ์” ที่ทุ่มจ้างพรีเซ็นเตอร์ที่แมสรู้จักอย่าง “ไก่ วรายุทธ” ดาราและผู้จัดละครช่อง 3 “ปุ้ย พิมลวรรณ” พิธีกรรายการแมสอย่างผู้หญิงถึงผู้หญิง พร้อมกับการสร้างคีย์เวิร์ด จนติดปากอย่างคำว่า “เป๊ะ” และสัญลักษณ์การทำนิ้วเป็นตัวอักษร W 

จนมาถึงพรีเซ็นเตอร์ชุดล่าสุดที่เติมความหนักแน่นของเหตุผลที่จะเชื่อด้วย “แหม่ม สุริวิภา” “ลิเดีย” และ “ต่าย เพ็ญพักตร์” 

ขณะที่ “นิติพล” ที่เคยมีเพียง “น้ำชา” นักร้องวัยรุ่นเป็นพรีเซ็นเตอร์มาหลายปี เริ่มขนทัพพรีเซ็นเตอร์มาชนเช่นกัน ตั้งแต่ “กาละแมร์” อีก 1 พิธีกรรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงที่ถือเป็น Influencer ทั้งในกลุ่มคนสังคมออนไลน์และออฟไลน์ จนมาถึงพรีเซ็นเตอร์คู่อย่าง “ชาย ชาตโยดม และ วิกกี้ สุนิสา” ที่มีกระแสฮอตยิ่งขึ้นเมื่อแต่งงาน



Me too ไม่ชนะ แต่ก็ไม่แพ้
การกระหน่ำใช้พรีเซ็นเตอร์ของ “วุฒิ-ศักดิ์” ไม่เพียงสะเทือน “นิติพล” แต่คู่แข่งเกือบทุกแบรนด์ก็อยู่นิ่งไม่ได้ มีการใช้เม็ดเงินการซื้อสื่อตอกย้ำ Positioning ของตัวเองกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น พรเกษมคลินิก ที่ดึงจุดแข็งของตัวเองออกมาสื่อสารเรื่องการรักษาสิว ที่เป็นปัญหาของวัยรุ่น มานำเสนออย่างต่อเนื่อง แต่สายป่านของแต่ละแบรนด์ยาวไม่เท่ากัน เม็ดเงินพร้อมทุ่มซื้อสื่อต่างกัน ทำให้บางปีบางแบรนด์ก็ต้องถอย

แต่ “นิติพล” ไม่ถอย ด้วยการจัดทัพพรีเซ็นเตอร์มาชน แม้จะต้อง Me too ตาม “วุฒิ-ศักดิ์” ก็ตาม

กลยุทธ์เที่ยวล่าสุดนี้ นพ.นิติพล ชัยสกุลชัย ประธานกรรมการบริษัทนิติพล คลินิก ได้มอบหมายให้ฝ่ายการตลาดของนิติพล คลินิก อธิบายว่า ต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมมากขึ้น ไปยังกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ อายุ 25-35 ปี มีตัวแทนคือ “ชายและวิกกี้” “กาละแมร์” ตัวแทนผู้หญิงทำงานที่ดูแลตัวเองอยู่ตลอดและสวยขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าจะต้องทำงานหนัก และสุดท้าย “ก้อง ปิยะ” เป็นตัวแทนของกลุ่มคนในวงการบันเทิง เซเลบริตี้ซึ่งต้องดูแลผิวพรรณเป็นอย่างดีเพราะต้องออกสื่อตลอดเวลา 

การใช้พรีเซ็นเตอร์จำนวนมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสับสนแล้วเดินเข้าผิดร้านหรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตตลาดของนิติพลบอกเพียงว่า นี่เป็นกลยุทธ์ในการสื่อสารโดยพรีเซ็นเตอร์หลากหลาย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายจดจำสินค้าและบริการได้แม่นยำ โดยโฆษณาทุกตัวจะมีเอกลักษณ์ เน้นสื่อสาร Key Messageชัดเจนเข้าใจง่ายว่า “ทุกความสวยเป็นไปได้”   

งานนี้ “รศ.กิตติ” บอกว่าชัดเจนว่า “นิติพล” ต้องการหา Endroser มาลดความร้อนแรงของ “วุฒิ-ศักดิ์”  และทำให้คนสนใจ “นิติพล” มากขึ้น โจทย์ก็คือ “วุฒิ-ศักดิ์” จะต้องป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคสับสน เดินเข้าผิดร้าน อย่างที่ “วุฒิ-ศักดิ์” ทำถือว่าได้ผล คือการตอกย้ำแบรนด์และหาคีย์เวิร์ดมาสร้างความจดจำ ด้วยการจบท้ายทุกโฆษณาว่า “วุฒิ-ศักดิ์ เป๊ะ”
อีกความเห็นจากนักโฆษณาหลายคนที่มองว่า โฆษณาที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองแบรนด์แข่งกันดึงพรีเซ็นเตอร์ที่มีแฟนคลับของตัวเองมาดึงลูกค้า โจทย์นี้คือใครมีพรีเซ็นเตอร์ที่แรง มีแฟนคลับตามเยอะ แบรนด์นั้นก็ได้เปรียบ ถือเป็นมูลค่าเพิ่มสำหรับแบรนด์นั้น  

รศ.กิตติบอกว่าการทำตามหากทำไม่ดีก็เสียฟอร์ม แต่ถ้าทำดีกว่าก็ถือว่าไม่เสียฟอร์ม การใช้พรีเซ็นเตอร์ถ้านำพรีเซ็นเตอร์ที่ดังใกล้เคียงกันหรือดังกว่า ก็ชนะในแง่การจดจำมากกว่าของผู้บริโภค กรณีนี้มีข้อระวังคือผู้ตามอาจพลิกเป็นเจ้าของตำแหน่งในทางการตลาดไปได้  แต่สุดท้ายคือคนที่มีเงินอัดซื้อเวลาเต็มที่ และวางแผนการออกอากาศได้ดี มีกลยุทธ์ แบรนด์นั้นก็จะชนะในเกมพรีเซ็นเตอร์ชนพรีเซ็นเตอร์นี้ในที่สุด


ตลาดธุรกิจคลินิกดูแลผิวพรรณ
10,000 ล้านบาทคือมูลค่าตลาดรวม
50%คือส่วนแบ่งตลาดของวุฒิ-ศักดิ์
20% คืออัตราการเติบโตของธุรกิจดูแลผิวพรรณ

วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก 
สโลแกนเพราะความสวยรอไม่ได้
ก่อตั้งเมื่อสิงหาคม 2546
ทุนจดทะเบียน1 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 คน นพ.วุฒิศักดิ์ ลิ่มพานิช นายณกรณ์ กรณ์หิรัญ และ นายพลภัทร จันทร์วิเมลือง คนละ 33.33% ก่อนหน้านั้นทั้ง 3 คนเคยตั้งคลินิก โดยตอนนั้น นายณกรณ์มีชื่อเดิม “นิพนธ์ จึงเจริญสุขยิ่ง และนายพลภัทร ชื่อนายวิเชียร จันทร์วิเมลือง แต่เลิกกิจการและมาตั้งคลินิกใหม่ชื่อแบรนด์ “วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก” เริ่มสาขาแรกที่งามวงศ์วาน
ตุลาคม 2551เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 400 ล้านบาท ปี 2552 เพิ่มทุนเป็น 430 ล้านบาท ในกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ปี 2553 ทุนจดทะเบียน 575 ล้านบาท แปรรูปเป็นบริษัทมหาชน 
ปี 2555มีผู้ร่วมทุนใหม่คือกองทุนซิตี้ เวนเจอร์ แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล และไทยสแตรทีจิค แคเปปิตอล รวมถือหุ้น 30% มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายสาขา และแข่งขันในต่างประเทศ จากปัจจุบันมีทั้งหมด 115 สาขา โดยมีในกัมพูชา 2 ลาว 3 สาขา
เฟซบุ๊กเพจณ วันที่ 5 มิ.ย.16.12 น. 16,032 Likes






การใช้พรีเซ็นเตอร์
ปี 2552 โชว จี วอน
ปี 2553 T-Max พร้อมกับการเริ่มมีศิลปินไทยอีก 4 คน ไก่ วรายุทธ ปุ้ย พิมลวรรณ ลิเดีย ศรันย์รัชต์ และ เค โอติก
ธันวาคม 2554 วง B1A4 ศิลปินจากประเทศเกาหลี  มีสมาชิกวง 5 คน  Jinyoung จินยอง (หัวหน้าวง), Baro บาโร, Gongchan กงชาน, Sandeul ซานดึล, CNU ชินวู มีหนังโฆษณา 2 เวอร์ชั่น ชื่อชุด “Beautiful Target” และ “On and On and On”
พฤษภาคม 2555 เปิดตัว 6 พรีเซ็นเตอร์ โดยมีกิจกรรมให้แฟนเพจในเฟซบุ๊กทายว่าเป็นใครบ้าง มีดังนี้ 1.ณฉัตร วัลเณซ่า มิสไทยเเลนด์เวิลด์ปี 2012  2. ไก่ วรายุทธ 3. ปุ้ย พิมลวรรณ 4. น้องเก้า จิรายุ 5. นู๋แหม่ม สุริวิภา และ 6.คุณต่าย เพ็ญพักตร์



นิติพล คลินิก 
สโลแกนทุกความสวยเป็นไปได้
ก่อตั้งเมื่อปี 2534 ที่ตึกแถวย่านรามคำแหง โดย นพ.นิติพล ชัยสกุลชัย ประธานกรรมการบริษัทนิติพล คลินิก และปี 2553 รีเฟรชแบรนด์ เปลี่ยนสีและโลโก้จากสีน้ำเงินเป็นสีชมพู ช็อกกิ้งพิงค์ เพื่อให้ต่างจากวุฒิ-ศักดิ์มากที่สุด 
เฟซบุ๊กเพจณ วันที่ 5 มิ.ย. 16.12 น.มี 72,263 Likes

การใช้พรีเซ็นเตอร์
ไตรมาส 4 ปี 2553 น้ำชา ซีรณัฐ ยูสานนท์ เน้นกลุ่มเป้าหมายวัยทำงาน อายุ 20-45 ปี   
ไตรมาสแรกปี 2555 “ชายและวิกกี้” “กาละแมร์” และ “ก้อง ปิยะ”


เม็ดเงินโฆษณาสะพัด
การใช้สื่อโฆษณาในทุกสื่อเริ่มมีการติดตามจากบรรดาเอเยนซี่ประมาณปี 2007 โดยแบรนด์วุฒิ-ศักดิ์ทุ่มเม็ดเงินโฆษณาถึง 64 ล้านบาท จนทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องใช้เม็ดเงินตาม โดยเฉพาะนิติพลคลินิก ที่ทุ่มถึง 23 ล้านบาท  และปี 2008 อัดมากกว่าวุฒิ-ศักดิ์ 

จากนั้นทั้งสองแบรนด์ก็สู้กันด้วยโฆษณาอย่างเต็มที่ และนับตั้งแต่ปี 2009 วุฒิ-ศักดิ์ก็ทุ่มหนักมาโดยตลอด โดยเฉลี่ยใช้สูงกว่านิติพลเท่าตัว จน 5 เดือนแรกของปี 2012 ที่นิติพลขยับใช้เงินมากขึ้น โดยเฉพาะในสื่อทีวีซี ที่ห่างกันไม่เกิน 10 ล้านบาท

ยอดการใช้งบโฆษณา 5 แบรนด์คลินิกความงาม (หน่วย : ล้านบาท)
(รวมทุกสื่อมีทีวี วิทยุ นสพ.นิตยสาร สื่อนอกบ้าน สื่อระบบขนส่งมวลชน สื่อในห้าง)
แบรนด์ปี 2010ปี 2011ม.ค.-พ.ค.2011ม.ค.-พ.ค.2012
วุฒิ-ศักดิ์209.56203.0982.0186.65
นิติพล99.48110.6132.8959.86
หมอมวลชน12.5928.0027.183.51
พรเกษม27.4925.9917.911.35
ราชเทวี16.7118.111.18-
ผิวหนังอโศก26.1614.786.794.95
รวม392.00400.65177.98156.35

ยอดใช้งบโฆษณาเฉพาะในสื่อทีวีปี 2007 - พ.ค.2012
แบรนด์งบ (ล้านบาท)
วุฒิ-ศักดิ์367.76
นิติพล217.69
หมอมวลชน54.03
พรเกษม34.63
ราชเทวี30.69
ผิวหนังอโศก3.45

การใช้งบโฆษณาในสื่อทีวี นิติพลVS วุฒิ-ศักดิ์ 
ปีวุฒิ-ศักดิ์นิติพล
20073.82-
20081.31-
200945.8212.54
2010123.7664.49
2011133.1489.28
ม.ค.-พ.ค.201151.2824.97
ม.ค. - พ.ค.201259.9051.37

การใช้งบโฆษณาในทุกสื่อ วุฒิ-ศักดิ์VSนิติพล (ม.ค. - พ.ค.2012)
สื่อวุฒิ-ศักดิ์นิติพล
ทีวี59.9051.37
วิทยุ51.377.8
หนังสือพิมพ์4.006.3 แสน
นิตยสาร4.63  แสน6.1 หมื่น
สื่อนอกบ้าน3.52
สื่อระบบขนส่งมวลชน2.4-
สื่อในห้าง9. แสน-
รวม86.6559.86
ที่มา : นีลเส่น