แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่วนแบ่ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ส่วนแบ่ง แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

No. 1 Brand Thailand 2012-2013 : Category : ซุปไก่สกัด


No. 1 Brand Thailand 2012-2013 : Category :  ซุปไก่สกัด
แบรนด์ที่คนไทยบริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence                                  79.7%
Bezz Essence of Chicken (Original)               15.2%
Scotch Essence of Chicken                               5.1%
สัดส่วนผู้บริโภคจำแนกตามพื้นที่สำรวจ
Northern                25.0%
Central                   24.8%
Northeastern        22.8%
Bangkok Metro     18.1%
Southern               9.3%
แบรนด์ที่คนกรุงเทพและปริมณฑลบริโภคบ่อยที่สุด            
Brand's Chicken Essence                                65.1%
Bezz Essence of Chicken (Original)               27.4%
Scotch Essence of Chicken                             7.5%
แบรนด์ทึ่คนภาคเหนือบริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence                                 87.6%
Bezz Essence of Chicken (Original)               10.6%
Scotch Essence of Chicken                             1.8%
แบรนด์ที่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริโภคบ่อยที่สุด       
Brand's Chicken Essence                                 72.8%
Bezz Essence of Chicken (Original)               17.3%
Scotch Essence of Chicken                              9.9%
แบรนด์ที่คนภาคใต้บริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence                                 71.1%
Bezz Essence of Chicken (Original)               21.2%
Scotch Essence of Chicken                             7.6%
แบรนด์ที่คนภาคกลางบริโภคบ่อยที่สุด(ตะวันออกและตะวันตก)
Brand's Chicken Essence                                89.4%
Bezz Essence of Chicken (Original)               8.3%
Scotch Essence of Chicken                             2.4%
แบรนด์ที่ผู้ชายบริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence                                  79.9%
Bezz Essence of Chicken (Original)               16.5%
Scotch Essence of Chicken                             3.6%
แบรนด์ที่ผู้หญิงบริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence                                 79.5%
Bezz Essence of Chicken (Original)               13.5%
Scotch Essence of Chicken                             7.0%
ใครคือผู้บริโภค Brand's
จำแนกตามพื้นที่สำรวจ
Central                   28.3%
Northern                26.5%
Northeastern        21.6%
Bankok Metro       14.8%
Southern               8.8%
เพศและอายุ     
ชาย 40-49             15.0%
ชาย 30-39             13.6%
ชาย 20-29             10.7%
ชาย 50-59             10.1%
ชาย 12-19             5.5%
หญิง 30-39            11.9%
หญิง 40-49            10.7%
หญิง 50-59            10.1%
หญิง 20-29            9.2%
หญิง 12-19            3.2%
อาชีพ
ค้าขายประกอบธุรกิจส่วนตัว                                                                               27.8%
ข้าราชการระดับล่างของรัฐและรัฐวิสาหกิจ/งานใช้แรงงาน                              25.1%
งานออฟฟิศ/นั่งโต๊ะ                                                                                              11.0%
เกษตรกร                                                                                                                7.9%
นักศึกษา(ระดับมหาวิทยาลัย ปริญญาตรี/โท/เอก)                                           4.6%
จำแนกตามประเภทพื้นที่
เมือง (ต่างจังหวัด)                 50.4%
ชนบท (ต่างจังหวัด)               34.8%
กรุงเทพฯและปริมณฑล       14.8%
จำแนกตามรายได้ครอบครัว
รายได้ครอบครัวปานกลาง   49.7%
รายได้ครอบครัวสูง                32.7%
รายได้ครอบครัวน้อย            17.3%
……………………
หมายเหตุ : ข้อมูลทุกหัวข้อนำเสนอเฉพาะ 5 อันดับแรก
ที่มา :นิตยสาร Marketeer ร่วมกับ Video Research International (Thailand) Ltd. : T-Cube 2012

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แคนนอนส่ง 3 รุ่นท็อปชนคู่แข่งหวังเบอร์1ตลาดกล้องทุกกลุ่ม

Pic_247047
ที่มาhttp://www.thairath.co.th/content/tech/247047
แคนนอน ลุยเดินหน้าสู่เป้ายอดขายทะลุ 10,000 ล้านบาทเปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ล่าสุดลงสู่ตลาดพร้อมกันถึง  23 รุ่น อาทิ รุ่นท็อป EOS 5D MarkIII, Powershot G1X และ IXUS HS series พร้อมเทคโนโลยีใหม่ เป็นหมัดเด็ดชนคู่แข่ง หวังรักษาส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่ง...

นายวาตารุ นิชิโอกะ ประธานบริษัท และประธานกรรมการ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ ธุรกิจกล้องดิจิตอลมีการแข่งขันสูงขึ้นมาก แคนนอน ในฐานะผู้นำตลาดกล้องดิจิตอลในประเทศไทย จึงเตรียมกลยุทธ์เพื่อบุกตลาดกล้องเต็มรูปแบบในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 พร้อมท้าชนคู่แข่งในทุกประเภทสินค้าด้วยทัพกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่จำนวน 23 รุ่น ประกอบด้วย กล้องดิจิตอลคอมแพ็ค กล้องดีเอสแอลอาร์ และกล้องวีดีโอ ที่มาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสนุกกับการถ่ายภาพ และพึงพอใจกับประสิทธิภาพของกล้องมากขึ้น ทั้งนี้ แคนนอนมั่นใจว่า จะยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดอ้นดับหนึ่งได้ต่อไปจากการรุกตลาดครั้งนี้ ด้วยเป้าหมายการตลาด 6,346 ล้านบาท และสามารถบรรลุเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของแคนนอนที่ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 24% หรือมียอดขายรวมตลอดทั้งปีทะลุ 10,000 ล้านบาท


ด้าน นายวรินทร์ ตันติพงศ์พานิช ผู้อำนวยการอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป  ส่วนงานคอนซูเมอร์ อิมเมจจิ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น บ.แคนนอนฯ กล่าวว่า ตลาดกล้องดิจิตอล ที่เป็นคอมแพ็ค ในปีนี้จะมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงมากขึ้น และภาพรวมของตลาดกล้องดิจิตอลคอมแพ็คมีแต่ปรับตัวลดลง รวมกับราคากล้องจะมีการปรับตัวลดลง เฉลี่ยปีละ 10-15% เชื่อว่าปีนี้ขนาดกล้องดิจิตอลแบบคอมแพ็คจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านเครื่อง หรือ มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท หากดูจากผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในปีนี้ จะเน้นว่าเรามุ่งเน้นไปที่คุณภาพของกล้อง มากกว่าที่จะมาแข่งขันเรื่องราคา ทั้งนี้สัดส่วนการขายกล้องคอมแพ็คในราคาระดับบนอยู่ประมาณ 30% โดยกล้องดิจิตอลคอมแพ็คของแคนนอนราคาถูกสุดอยู่ประมาณ 2,400 บาท ขณะที่ราคากล้องราคาถูกในตลาดเฉลี่ยจะอยู่ที่ไม่เกิน 2,000 บาท

ผู้อำนวยการอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป  ส่วนงานคอนซูเมอร์ อิมเมจจิ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น บ.แคนนอนฯ กล่าว กล่าวอีกว่า นอกจากนี้แคนนอนยังมีแผนการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านทาง คอนเซ็ปต์สโตร์ของแคนนอนที่ปีนี้จะเปิดอีก 6 สาขาเพื่อทำให้ตลาดกล้องดิจิตอล กลุ่มคอมแพ็คในต่างจังหวัดมีโอกาสขยายตัว โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากลูกค้าในกรุงเทพฯ 70% กับต่างจังหวัด 30% ทำให้แคนนอนยังเห็นว่าต่างจังหวัดยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่านี้ ดังนั้นแคนอนก็จะพยายามชิงอันดับ 1 กลับมาให้ได้ โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมาอยู่ที่ 23% ขณะที่ตลาดกล้องดีเอสแอลอาร์แม้ว่าคู่แข่งรายสำคัญจะบุกตลาดหนักมากขึ้น แต่แคนนอนจะพยายามเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้เป็น 65-70% จากปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 60-65% โดยมูลค่าตลาดรวมปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 3,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ประมาณ 3,065 ล้านบาท

สำหรับผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 ประกอบด้วย EOS-1D X กล้องดีเอสแอลอาร์แบบฟูลเฟรมที่เร็วที่สุดในโลก EOS 5D Mark III กล้องฟูลเฟรมระดับมืออาชีพ โดดเด่นทั้งการถ่ายภาพนิ่งและถ่ายภาพเคลื่อนไหว PowerShot G1 X กล้องดิจิตอลคอมแพ็คระดับโปรซูมเมอร์ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ CMOS เลนส์ UA ใหม่ และ DIGIC 5 จากกล้องดีเอสแอลอาร์ มาใช้ในกล้องคอมแพค IXUS HS series กล้องดิจิตอล และกล้องวีดีโอไฮเดฟฟินิชั่น LEGRIA ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Wi-Fi สุดล้ำ และแอพพลิเคชั่น Camera Window ที่พัฒนาขึ้นระหว่างแคนนอนและแอปเปิล ในการเชื่อมต่อกล้องดิจิตอลเข้ากับสมาร์ทโฟนระบบ iOS เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำภาพถ่ายคมชัด มีคุณภาพสูง เพราะถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลที่แท้จริง แบ่งปันใน Social Network ต่างๆได้ในทันที


ขณะที่ เทคโนโลยีสำคัญที่เป็นแกนหลักในกล้องดิจิตอลของแคนนอนรุ่นใหม่ครั้งนี้ ได้แก่  ชิปประมวลผลภาพอัจริยะใหม่ DIGIC5+ ในรุ่น EOS 1DX และ 5D Mark III และ DIGIC5 ในกล้องดิจิตอลคอมแพ็ค  ข้อดีคือ ช่วยลดสัญญาณรบกวนเมื่อถ่ายด้วยค่าความไวแสงสูง และเมื่อทำงานร่วมกับเซนเซอร์ CMOS ความละเอียดภาพที่ได้เพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า CMOS Sensor Technology โดย EOS 5D Mark III ใช้เซนเซอร์ CMOS แบบฟูลเฟรมความละเอียดสูงถึง 22.3 ล้านพิกเซล สามารถสร้างสรรค์ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่มีคุณภาพสูง และยังคงความสมดุลระหว่างความละเอียดในการแสดงผลของภาพ ลดสัญญาณรบกวนภาพได้เป็นอย่างดี ให้คมชัดมากกว่าเดิม แม้ถ่ายภาพในที่แสงน้อย


กล้อง PowerShot G1X ใช้เซนเซอร์ CMOS ขนาด 1.5 นิ้ว ที่ใหญ่ที่สุดในกล้องคอมแพ็คของแคนนอนทั้งหมด ทำให้เก็บรายละเอียดภาพได้ครบถ้วน ให้สีสันสดใส และเมื่อทำงานร่วมกับ F2.8 จะให้ระยะชัดตื้นที่โดดเด่นกว่ากล้องรุ่นอื่นๆ

ขณะที่ เทคโนโลยี HS System ระบบที่ช่วยจัดการเกี่ยวกับสัญญาณรบกวนและแสง Multi-Area White Balance ที่ทำให้สีออกมาเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับที่ตาเห็น นับจากนี้ไม่ว่าจะถ่ายภาพที่ไหนหรือเมื่อไรกล้องถ่ายภาพจากแคนนอนสามารถผลิตภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด


ส่วน เทคโนโลยี Wi-Fi ในกล้องดิจิตอล IXUS 510 HS และ IXUS 240 HS และกล้องวีดีโอ LEGRIA HFM 52 , HFR38 และ HFR 36 ทำให้ผู้ใช้สามารถอัพโหลดไฟล์ภาพถ่าย หรือวีดีโอจากกล้องแคนนอน ไปยัง iPhone และ iPad รวมทั้งเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook  หรือ  YouTube และส่งอีเมล์ ผ่าน แอพพลิเคชั่น Canon Camera Window บนสมาร์ทโฟนระบบ iOS วิธีการนี้ช่วยลดขั้นตอนในการดาวน์โหลดภาพสู่เครื่องก่อนอัพโหลดขึ้นออนไลน์  และคุณภาพของภาพถ่ายที่ได้รับดีกว่าเมื่อเทียบกับภาพที่ถ่ายด้วยกล้องในสมาร์ทโฟน เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้งานส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแค่ความสะดวกในการอัพโหลดภาพแบบเรียลไทม์ แต่ต้องการคุณภาพของภาพถ่ายด้วย

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

'แอร์เอเชีย' ตั้งเป้า3ปี รุกส่วนแบ่งการตลาดเป็น 50%

Pic_324530

ไทยรัฐออนไลน์
โดย ไทยรัฐออนไลน์
4 กุมภาพันธ์ 2556, 14:47 น.
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/324530
"สายการบินไทยแอร์เอเชีย" ครบรอบ 9 ปี เปิดตัวเครื่องบินแอร์บัส เอ 320 “ชาร์คเล็ท” ใส่ใจสิ่งแวดล้อมประหยัดพลังงาน พร้อมโว! ภายใน 3 ปีจากนี้ จะดึงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 50% จากปัจจุบัน 37%...

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า สายการบินไทยแอร์เอเชียได้เติบโตมา 9 ปี และเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมาก โดยในปีนี้ไทยแอร์เอเชียจะเน้นเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้โดยสารมาใช้บริการกว่าปีละ 8.3 ล้านคน/ปี และคาดว่าในปี 56 นี้ จะมีผู้โดยสารใช้บริการกว่า 10 ล้านคน/ปี โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดทางการบินในประเทศกว่า 37% และคาดว่าภายใน 3 ปีไทยแอร์เอเชียจะดึงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 50%

ส่วนอัตราการบรรทุกผู้โดยสารนั้น ปัจจุบันไทยแอร์เอเชียเฉลี่ยกว่า 82% อย่างไรก็ตาม จากที่ผู้โดยสารเดินทางด้วยการใช้บริการ ไทยแอร์เอเชียต่อเนื่อง ทำให้ผลการดำเนินงานดีเกินคาด โดยในปี 2554 ที่ผ่านมา ไทยแอร์เอเชียมีผลการดำเนินงานกว่า 16,000ล้านบาท และโตอย่างต่อเนื่อง มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่าปีละ 20-21% สาเหตุมาจากไทยแอร์เอเชียอยู่ในประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค ที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในไทยแล้วใช้ไทยแอร์เอเชียเป็นตัวเชื่อมต่อการเดินทางทั้งในไทย และประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเชื่อมต่อไปยังพม่าและเวียดนาม

“ในโอกาสครบรอบ 9 ปีของไทยแอร์เอเชีย ได้จัดพิธีเจิมเครื่องบินแอร์บัส เอ320 ใหม่ ลำที่ 28 ซึ่งมีความพิเศษมีปลายปีกแบบชาร์คเล็ท ซึ่งช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นลำแรกในไทยและเป็นนวัตกรรมการบินที่แอร์เอเชียพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เครื่องบินลำใหม่นี้จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปสู่ปลายทางหลากหลาย ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ “ชาร์คเล็ท” (Sharklet) เป็นอุปกรณ์ติดตั้งปลายปีกเครื่องบิน ซึ่งแอร์บัสได้ออกแบบและพัฒนาใหม่สำหรับเครื่องบินแอร์บัสรุ่น เอ320 มีประสิทธิภาพช่วยลดการไหลเวียนของอากาศที่มีแรงดันสูงใต้ปีกไปยังพื้นที่ เหนือปีกที่อากาศมีแรงดันต่ำกว่า และยังช่วยลดแรงดึงที่ปลายปีก ช่วยให้ประหยัดการใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น เมื่อเทียบกับปลายปีกแบบเดิม ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับเครื่องบินแอร์บัส ทั้งในด้านพิสัยบินและการบรรทุกน้ำหนัก"

พร้อมกันนี้ นายทัศพล ยังกล่าวถึงทิศทางการขยายเครือข่ายบินของแอร์เอเชียในปี 2556 ว่า จะเป็นปีที่เน้นสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง จากเครื่องบินใหม่ 7 ลำ ที่ทยอยเข้ามาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการเพิ่มความถี่บินเส้นทางในประเทศ ที่ได้รับความนิยมสูงมาก เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ ฯลฯ ตลาดประเทศจีนและอินโดจีน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ แอร์เอเชียยังตั้งเป้าในการมอบของขวัญความสุขสำหรับทุกคน อาทิ การให้บริการ Wi-Fi ฟรีสำหรับผู้โดยสาร ณ สนามบินดอนเมือง รวมทั้งเพิ่มช่องทางสะดวกซื้อและชำระเงินค่าบัตรโดยสาร การทำกิจกรรมตอบแทนสังคมในทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ ทั้งนี้ สำหรับปี 2555 ที่ผ่านมา แอร์เอเชียประสบความสำเร็จกับการเพิ่มเครือข่ายบินสู่หลากหลายปลายทางใหม่ รวม 9 เส้นทาง คือ ดอนเมืองสู่ตรัง นครพนม ศรีลังกา เชนไน มัณฑะเลย์ ฉงชิ่ง อู่ฮั่น ซีอาน และเส้นทางเชียงใหม่-มาเก๊า โดยเฉพาะการเดินหน้าบุกตลาดประเทศจีน รวมทั้งการย้ายฐานปฏิบัติการบินมาให้บริการที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยติดตามข้อมูล โปรโมชั่น และกิจกรรมดีๆ จากแอร์เอเชียตลอดปี 2556 นี้ ได้ทั้งทาง facebook.com/AirAsiaThailand และ twitter.com/AirAsiaThailand

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

โค้กเถลิงเจ้าบัลลังก์ "น้ำดำ" สบช่องคู่แข่งอ่อนแรง/กวาดแชร์ 50%


[ ฉบับที่ 1383 ประจำวันที่ 6 มี.ค. 2556 ถึง 8 มี.ค. 2556 ]
ที่มาhttp://www.siamturakij.com/home/news/print_news.php?news_id=413373357
สยามธุรกิจ : โค้กสบช่องเป๊ปซี่อ่อนแอ ก้าวขึ้นเบอร์ 1 ตลาดน้ำอัดลม 4.4 หมื่นล้านบาท "โคคา-โคลา" เผยเมืองไทยโตอันดับ 2 ของโลก ทุ่มทุนเพิ่มกำลังผลิตอีก 35% เตรียมเสิร์ฟทุกพื้นที่ หลังตลาดน้ำอัดลมยังขาดตลาด

นายแอนโตนิโอ เดล ราซิโอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด เปิด เผยว่า ในปี 2555 ยอดขายของโค้กในประเทศไทย เติบโตมากเป็นอันดับ 2 ของโค้กทั่วโลก รองจากโค้กในอินเดีย เป็นผลมา จากการแข่งขันของตลาด และแบรนด์ที่เคยเป็นเบอร์ 1 ยังอยู่ในช่วงการเริ่มต้นใหม่ ทำให้ น้ำอัดลมขาดตลาด และโค้กก็อาศัยช่องว่างนี้ในการขยายธุรกิจ

ทั้งนี้ ยอดการเติบโตของแบรนด์โค้กในประเทศไทย อยู่ที่ 32% นับเป็นการเติบโต สูงสุดในรอบ 10 ปี และก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดน้ำอัดลมด้วยส่วนแบ่งยอดขาย 55.5% หากแบ่งเป็นกลุ่มน้ำดำ ซึ่งมีส่วนแบ่ง ประมาณ 75% ของตลาดน้ำอัดลม โค้กครอง อันดับ 1 อยู่ที่ 50% ของตลาด นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโค้ก หลังจากที่เคยเป็นเบอร์ 1 เมื่อประมาณ 20 ที่แล้ว แต่โดนเป๊ปซี่ โค่นแชมป์ลง และไม่เคยขึ้นมาเป็นอันดับ 1 อีกเลย แต่ก็เป็นแบรนด์ที่ครองอันดับ 1 ใน ตลาดทางภาคใต้อย่างต่อเนื่อง แต่การจำหน่ายน้ำอัดลมในเมืองไทย ยังกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ ถึง 40% อันเป็นตลาดที่โค้กไม่สามารถตีเป๊ปซี่ได้

ด้านนายพรวุฒิ สารสิน รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด กล่าวว่า สัญญาณของการเติบโตของโค้ก เริ่มตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นส่วนแบ่งตลาด ของโค้ก ค่อยๆ ขยับจาก 40% จนมาถึง 50% ในปัจจุบัน โดยเหตุผลหลักคือสินค้าในตลาดน้ำอัดลมยังขาดตลาด โดยโค้กเริ่มปรับเพิ่มทีมงานจำหน่ายสินค้าประมาณ 500 คน พร้อม เพิ่มกำลังการผลิตอีก 35% ทั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับตลาดหน้าร้อนในปีนี้ รวมทั้งการรองรับตลาดที่ยังขาดสินค้าในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโค้กจะสามารถเพิ่ม ส่วนแบ่งมาถึง 50% จนเป็นผู้นำตลาดน้ำดำได้ แต่หลังจากนี้โค้กก็ยังเดินหน้าเพื่อรักษาส่วนแบ่งพร้อมด้วยการเพิ่มยอดขายต่อไป โดยเตรียมพร้อมทั้งด้านการผลิต อาทิ การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยงบประมาณ 1.4 พันล้านบาท ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท หาดทิพย์ จำกัด นับเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของขวด PET อีก 3 เท่าตัว โดยจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในเดือนเมษายนนี้

โค้กยังได้เริ่มต้นพัฒนาระบบพร้อมการลงทุนด้านโรงงานมาแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน อีกทั้งยังมีการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มผลกำไรให้กับร้านค้า ตัวอย่างเช่น การเพิ่มประสิทธิภาพของรถจำหน่ายสินค้าหรือรถเร่ ซึ่งเคยบรรทุกสินค้าประมาณ 100 ลัง เพื่อทำการกระจายในพื้นที่ต่างๆ แต่สินค้าที่ขนกลับมาอยู่ที่ประมาณ 30 ลัง จึงได้ทำการปรับปรุงระบบโดยร่วมมือในส่วนของข้อมูลการขายกับทางร้านค้า จนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ 50% ปัจจุบันสินค้า 99% ของสินค้าที่ทำการขนส่งไปสามารถกระจายสู่ร้านค้าได้หมด จากเดิมที่กระจายได้จริงเพียง 65% เป็นต้น

กล่าวได้ว่า โค้กได้ปรับตัวอยู่ตลอด เวลา ก่อนหน้าที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในตลาด ซึ่งต่อจากนี้ไป บริษัทยังคงต้องทำ งานอย่างหนัก ทั้งด้านการตลาด การกระจาย สินค้า และการผลิต เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ ซึ่งในช่วงนี้เป๊ปซี่ ยังอยู่ในขั้นตอนของการ กลับมาใหม่ ส่วนเอสเป็นแบรนด์ใหม่ที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ขณะที่บิ๊กโคล่า เป็น แบรนด์ที่เคยมาแรงแต่ปีที่ผ่านมายอดขายก็ไม่ได้เติบโตมากนัก

ตลาดน้ำอัดลมในปี 2555 มีมูลค่า 4.4 พันล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะเติบโตอย่างน้อย 7% เป้าหมายของโค้กคือการเติบโตเทียบเท่ากับตลาดหรือมากกว่านั้น ปัจจุบันโคคา-โคลา มีสินค้า 9 แบรนด์ 20 แบบ โดยแบรนด์โค้กมีให้เลือกถึง 20 ขนาด ทำให้มีความได้เปรียบอย่างมากในการจำหน่ายที่เหมาะกับช่องทางที่แตกต่าง สำหรับช่องทางร้านค้าทั่วไปหรือโชวห่วย ซึ่งมีสัดส่วนการขาย 50% ของตลาด ปัจจุบันโค้กเข้าไปจำหน่ายได้ 300,000 ร้านค้า ซึ่งนับว่าครอบคลุมแล้ว

โดยปีที่ผ่านมายอดขายของโคคา-โคลา ในประเทศไทย อยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท เติบโต 23% แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มน้ำอัดลม 80% และกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่อัดลม 20%

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

สยามพูลทรัพย์เร่งเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด หวังชิงแชร์อันดับ 1 ทุ่มงบ 110 ล้านบาท ลุยทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ


ข่าวทั่วไป ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2556 11:27:45 น.
ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/1623997
ดูรูปทั้งหมด
กรุงเทพฯ--4 เม.ย.--คิงส์สเตลล่า
สยามพูลทรัพย์ชี้ทิศทางการแข่งขันผลิตภัณฑ์ปรับอากาศ ปี 56 ยังแรงต่อเนื่องเร่งเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด หวังชิงแชร์อันดับ 1 ทุ่มงบ 110 ล้านบาท ลุยทำตลาดทั้งในและต่างประเทศไม่หวั่นเออีซีเปิด ล่าสุดฉลอง 50 ปี เปิดแคมเปญคืนกำไรลูกค้า

นายชนะพันธุ์ กิตติเกษมศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามพูลทรัพย์ เคมีคอล จำกัด ผู้บุกเบิกธุรกิจ รวมทั้งผลิต และจำหน่ายสเปรย์ปรับอากาศเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ สเปรย์หอมปรับอากาศ “คิงส์สเตลล่า” (King’s Stella) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ปรับอากาศในประเทศไทยในปี 2555 มีมูลค่ารวม 1,300 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 5-7% ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงทั้ง Below The Line และ Above The Line แต่ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัท ที่ครอบคลุมในทุกเซกเม้นท์ ทำให้ในปี 2555 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า ยอดขายมีอัตราเติบโต 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่งผลให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ในระดับ Top 3


อย่างไรก็ตามทิศทางการแข่งขันผลิตภัณฑ์ปรับอากาศในปีนี้มองว่า จะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด และเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆ ทางบริษัทวางแผนลงทุนขยาย โรงงานในปีนี้มูลค่า 50 ล้านบาท เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้า Air Care , Car Care , และ Household รวมทั้งได้จัดเตรียมงบประมาณการตลาดกว่า 30 ล้านบาท เพื่อต่อกรกับคู่แข่ง โดยจะเน้นกลยุทธ์การตลาด Experiential Innovation Marketing หรือการใช้นวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ผ่านการสร้างประสบการณ์ตรงสู่ผู้บริโภคในรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ภายใต้แคมเปญ “50 ปี คิงส์สเตลล่า ความหอมคู่ไทย” ที่จะคืนกำไร และ เซอร์ไพร์ซให้ผู้บริโภคตลอดปี 2556 ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีความหลากหลาย และ ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกสบายในการซื้อสินค้ามากขึ้น สำหรับกลยุทธ์การตลาดส่งออก จะเน้นเรื่อง Quality & Innovation สร้างความแตกต่างในเรื่องคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในแบรนด์สินค้าของคนไทย ที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้จำหน่ายใน 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ พม่า, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อิสราเอล, อิหร่าน, ดูไบ, บาฮาเรน เป็นต้น คาดว่าจะใช้งบประมาณ 30 ล้านบาทในการทำการตลาดในต่างประเทศ

โดยตลอดปี 2556 บริษัทจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่มาอวดโฉมในตลาดอีกหลากหลายชนิด อย่างต่อเนื่อง โดยจะชูจุดขายเรื่อง Innovation และ ความหอม ที่ยาวนานกว่า ซึ่งในปัจจุบันสินค้าน้องใหม่ที่ออกมาอวดโฉมในตลาดแล้ว ได้แก่ น้ำยาถูพื้นคิงส์สเตลล่า ฟลอร์ คลีน (King’s Stella Floor Clean) ที่ไม่ใช่เพียงแห้งเร็ว ทั้งยังทำความสะอาดได้ลงลึก ปราศจากสารตกค้าง และยังหอมนานอย่างมีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของ King’s Stella เพราะใช้หัวน้ำหอมชั้นดีจากฝรั่งเศส จากแผนการตลาดดังกล่าวก็คาดว่าจะส่งผลให้ในปีนี้บริษัทมีรายได้ยอดขายรวมเติบโตขึ้นกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สำหรับกรณีที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นั้น บริษัทมองว่า เป็นโอกาสที่ดีที่จะรุกตลาดอาเซียนอย่างเต็มตัว โดยถือว่า AEC เปรียบเสมือนถิ่นกำเนิดของสินค้า Brand King’s Stella โดยการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง และให้สินค้ายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้น โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งทาง Functional และ Emotional ซึ่งจะทำให้ทั่วโลกรู้จักสินค้าคนไทย ที่มีจุดขายเรื่องคุณภาพ มากขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา King’s Stella ได้พัฒนาสินค้า และกระบวนการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น ISO:22716 ( GMP COSMETIC ), ISO 9001:2008 เป็นต้น

นายชนะพันธุ์ กล่าวว่า ล่าสุดเพื่อเฉลิมฉลองที่บริษัทก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 และเพื่อตอบแทนลูกค้าของบริษัท จึงได้จัดโปรโมชั่น “คิงส์สเตลล่า” ฉลอง 50 ปี ความหอมคู่ไทย ลุ้นรับโชคกว่า 500,000 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ คิงส์สเตลล่า ที่ร่วมรายการรับฟรีคูปอง ส่งมาลุ้นรางวัล ที่ตู้ปณ.21 ปณฝ.พัฒนาการ กรุงเทพฯ 10250 หรือ กล่องรับชิ้นส่วน เพื่อร่วมชิงรางวัลที่ 1 ยามาฮ่า ฟีโน่ King’s Stella Limited Edition 2 รางวัล รวมมูลค่า 92,000 บาท, รางวัลที่ 2 ไอโฟน 5 จำนวน 2 รางวัล รวมมูลค่า 74,000 บาท, รางวัลที่ 3 ไอพอด 10 รางวัล รวมมูลค่า 60,000 บาท, รางวัลที่ 4 สิทธิ์เข้าร่วมแรลลี่คิงส์สเตลล่า 20 รางวัล รวมมูลค่า 250,000 บาท และรางวัลอื่นๆ 100 รางวัล รวมมูลค่า 50,000 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 500,000 บาท หมดเขตวันที่ 30 เมษายน 2556 จับรางวัลวันที่ 26 พฤษภาคม 2556

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

โฟร์โมสต์ปรับโลโก้ แบบมี “story telling”

โฟร์โมสต์ปรับโลโก้ แบบมี “story telling”      

อังสุมาลิน ศิริมงคลกิจ Positioning Magazine 2 กรกฎาคม 2555 
Added on: 2/7/2555
http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=94906

โฟร์โมสต์ปรับโลโก้ แบบมี “story telling”
เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของโฟร์โมสต์ดูสดใสโดนใจคนรุ่นใหม่ และแตกต่างจากคู่แข่ง จึงใช้งบประมาณ 400 ล้านบาท รีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 2 ปี ชนินทร์ อรรจนานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า การรีเฟรชแบรนด์ได้ผลที่สุดคือการปรับโลโก้กับแพ็กเกจจิ้ง

โจทย์ของโฟสต์ คือ ต้องดูทันสมัย ใหญ่ ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคงเอกลักษณ์ความเป็นโฟร์โมสต์ ผู้บริโภคเห็นแล้ว จำได้ทันทีว่าเป็นโฟร์โมสต์ เหตุผลที่โฟร์โมสต์ต้องลุกขึ้นมารีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ก็เพื่อสื่อสาร Key Message ใหม่ให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภคตอนนี้ที่ใส่ใจเรื่องของสารอาหารที่มีอยู่ในนมมากขึ้น

ผู้บริโภคในประเทศไทยตอนนี้ ทุกคนรู้แล้วล่ะว่า นมมีประโยชน์ แต่ตอนนี้เราอยู่ในขั้นของการสื่อสารที่ชี้ให้เห็นไปเลยว่านมแต่ละแบรนด์มีประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร เราจึงต้องสื่อสารตั้งแต่ต้นทาง เพราะนมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวมาตั้งแต่ฟาร์ม ตั้งแต่กลุ่มคนเลี้ยง แล้วนมก็เป็นสินค้าที่เกี่ยวพันกับเกษตรของประเทศเยอะมากh 

จากแนวคิดดังกล่าวมาสู่คอนเซ็ปต์การสื่อสารใหม่เป็น Quality from Grass to Glass-จากยอดหญ้าถึงนมในมือคุณ ด้วยสารอาหาร 55 ชนิด ซึ่งปรากฏให้เห็นชัดเจนบนแพ็กเกจจิ้งแบบใหม่ที่ดูสะอาดตามากขึ้น เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่สนใจเรื่องฉลากบนโปรดักต์มากขึ้น  

เพื่อทำให้การปรับโลโก้ในครั้งนี้เป็นที่จดจำ โฟร์โมสต์จึงแบ่งงบสื่อสารไปที่ TVC เพื่อสร้างการรับรู้กลุ่มแมสด้วยงบประมาณ 80-90% ของงบทั้งหมด ส่วนที่เหลือก็ใช้สื่อสารผ่านทีวีดาวเทียมและดิจิตอล และทดลองใช้ทั้ง Game Online กับ Funtory Machine เครื่องเล่นเกมของโฟร์โมสต์ที่จะถูกนำไปตั้งตามแหล่งวัยรุ่น เช่น เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเด็ก-วัยรุ่นได้เล่นแล้วซึมซับประสาบการณ์ว่าแบรนด์โฟร์โมสต์

การปรับด้านการสื่อสารของโฟร์โมสต์ในครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงเวลาเดียวกับที่  ดัชมิลค์ รุกตลาดนมพาสเจอร์ไรซ์ ดัชมิลล์ ซีเล็คเต็ด ออกสู่ตลาดเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าดัชมิลค์จะออกโปรดักต์ในกลุ่มนมพาสเจอร์ไรซ์ ขณะที่โฟร์โมสต์ยังเน้นหนักที่นมยูเอชทีอยู่ แต่ภาพลักษณ์ในองค์รวมของทั้งสองแบรนด์ก็ตรงกัน เป็นการคอนเฟิร์มว่าอินไซท์ที่ผู้บริโภคต้องการในยุคนี้ต้องการ ก็คือเรื่องสารอาหารที่ถูกคัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดี ไปจนถึงพฤติกรรมการซื้อที่อ่านลากสินค้าศึกษาสารอาหารที่ตัวเองต้องการ  

มูลค่าตลาดนมในประทศไทย 36,000 ล้าบาท
นมยูเอชท60% (เติบโต 7%)    
นมพาสเจอร์ไรซ์40% (เติบโต 10%)

อัตราการบริโภคนมของคนไทย
คนไทย14ลิตร/คน/ปี
อาเซียน60 ลิตร/คน/ปี
ทั่วโลก103 ลิตร/คน/ปี


Did You Know 
นับตั้งแต่เริ่มต้นแบรนด์โฟร์โมสต์ในตลาดโลก โฟร์โมสต์ปรับโลโก้มาแล้ว 7 ครั้ง ครั้งล่าสุดปรับโลโก้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เมืองไทยประกันชีวิตแบรนด์แห่ง “ความสุข” และ “รอยยิ้ม”


เมืองไทยประกันชีวิตแบรนด์แห่ง “ความสุข” และ “รอยยิ้ม”

เมืองไทยประกันชีวิตแบรนด์แห่ง “ความสุข” และ “รอยยิ้ม”
http://www.brandage.com/Modules/DesktopModules/Article/ArticleDetail.aspx?tabID=2&ArticleID=7123&ModuleID=21&GroupID=1670    
     
 “เมืองไทยประกันชีวิต บริษัทของคนหัวคิดทันสมัย”
ประโยคนี้กลายเป็นสโลแกนฮิตติดหูเมื่อหลายปีก่อน ที่หลายคนยังคงจำกันได้ไม่ลืม พร้อมกับตัวมาสคอตกวนอารมณ์อย่าง “จิ้งจก-นกแสก” ที่ได้ก้าวเข้ามาทลายกำแพงทางความคิด กับความเชื่อที่ว่า ทำประกันชีวิตเป็นเรื่องไม่ดี โดยการมองมุมใหม่ว่า การทำประกันชีวิตเป็นเรื่องของคนยุคใหม่ที่ไม่ประมาท และมองเห็นประโยชน์จากการทำประกันชีวิต

นั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่ไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะแต่ “เมืองไทยประกันชีวิต” แต่ยังแผ่อานิสงส์โดยภาพรวมไปสู่ธุรกิจประกันชีวิตทั้งอุตสาหกรรมกันทีเดียว  

“เมืองไทยประกันชีวิต” ชื่อนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2494 มีความหมายตรงๆ ตัว ที่สะท้อนถึงความอนุรักษนิยม และสื่อถึงการเป็นบริษัทประกันชีวิตของคนไทย ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย 

 หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้วมา ณ ถนนเสือป่า คือ จุดเริ่มต้นของ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด เกิดขึ้นในยุคที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัวจากผลกระทบที่เกิดจากสงครามมหาเอเชียบูรพา ครั้งนั้น “จุลินทร์ ล่ำซำ” และกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจ ตลอดจนผู้ใหญ่ในวงราชการ ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทแห่งนี้ขึ้นมา ภายใต้เจตนารมณ์ที่ต้องการแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในเรื่องของสวัสดิการสังคม และเป็นแหล่งระดมเงินทุนให้กับภาครัฐ 

“นั่นเป็นยุคของคุณปู่ ถัดมาเป็นยุคของคุณลุง “บัญชา ล่ำซำ” ที่เข้ามาดูแลเพียงไม่นาน เพราะท่านมีภารกิจที่ต้องไปดูแลธนาคารกสิกรไทยทำให้คุณพ่อ “โพธิพงษ์ ล่ำซำ” มารับผิดชอบแทนในฐานะกรรมการผู้จัดการ เป็นยุคที่มีการวางรากฐานไว้พอสมควร และเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีตัวแทนค่อนข้างมากในตอนนั้น”

 คุณสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ย้อนอดีตในยุคเริ่มต้นให้ฟัง พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า 

ยุคนั้น เมืองไทยประกันชีวิต มีพันธมิตรที่รอบรู้ในเรื่องประกัน เป็นบริษัทรับช่วงต่อเรื่องประกันภัย ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้มา เป็นความยั่งยืน และจริงจังกับธุรกิจ เป็นยุคที่เริ่มมีนักเรียนทุน และมีนักคณิตศาสตร์ประกันเข้ามาร่วมงาน ถือว่าเป็นหัวใจของธุรกิจประกันภัยที่ต้องนำมาใช้ในหลักการคำนวณเบี้ยประกันต่างๆ ทั้งในแง่สถิติ อัตราที่เกี่ยวข้องกับตัวพื้นฐานในประเทศ ถือว่าเป็นหลักของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยที่แสดงถึงความจริงใจในการทำธุรกิจนี้จริงๆ 

หลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นยุคที่บริษัทประกันชีวิตเกิดใหม่มากมาย จาก 13 บริษัท (รวมบริษัทรับประกันภัยต่อ) ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 25 บริษัท พร้อมการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างมากมายจากการก้าวเข้ามาของธุรกิจประกันข้ามชาติ 

“ตอนนั้นการแข่งขันมีค่อนข้างมาก จำได้ว่ามาร์เก็ตแชร์ลดลงไปพอสมควร ในแง่ของความมั่นคงแข็งแกร่งเรายังมีอยู่มาก แต่ในแง่ของ Know How ที่เป็นหัวใจสำคัญเราต้องเตรียมตัว เราเห็นเทรนด์ของโลกาภิวัตน์ที่กำลังเข้ามาอย่างแรง เราจึงหาพาร์ทเนอร์ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของตลาดประกันชีวิตมาช่วย ซึ่งก็ได้ “Fortis” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ageas) มาร่วมเป็นพันธมิตร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี
การปรับตัวในครั้งนั้น ทำให้เมืองไทยประกันชีวิต มองเห็นโอกาสเชิงการแข่งขันด้วยการสร้าง Differentiate แม้จะมีข้อได้เปรียบในเชิง Pricing แต่ก็ไม่สามารถทำในเรื่องของ Economy of Scale ได้ ขณะเดียวกันก็ได้มองเห็นเทรนด์ที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนในเรื่องของตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เรื่องของช่องทางใหม่ๆ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจ 

“เราจึงเน้นสร้างความแตกต่างในแง่ของการ Branding ก่อน เราจะเป็น Branding แห่งความสุข วันนี้เราก็ยังยืนในเรื่องนี้อยู่ และความสุขของเราๆ ก็ Define ไปกับ Stakeholder ในส่วนต่างๆ ทั้งผู้เอาประกัน คนที่ยังไม่เป็นผู้เอาประกัน รวมไปถึงพนักงาน และพาร์ทเนอร์

ตอนนั้น (ปี 2547) เป็นยุคของ Color Marketing เราจึงคิดใส่สีสันให้กับธุรกิจประกันชีวิต เพราะตัวธุรกิจค่อนข้างซับซ้อน ทำอย่างไรจะทำให้รู้สึกสบายอกสบายใจ เป็นเรื่องค่อนข้างท้าทาย แต่เชื่อว่าจะออกมาได้ดี เราจึงได้เปลี่ยนภาพลักษณ์บริษัทประกันให้ออกมามีความรู้สึกสบาย รีแล็กซ์มากขึ้น เป็นกันเองมากขึ้น”

แนวคิดนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกเอาโทนสี “บานเย็น” มาใช้กับเรื่องแบรนด์ มีแนวคิดมาจาก “แสงแดด” เพราะแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินชีวิต ไม่ว่าช่วงไหนก็เป็น Morning Sunshine ได้ เพื่อให้รู้สึกว่า ทุกวันคือวันใหม่ จึงกลายเป็นที่มาของแบรนด์สีบานเย็น ซึ่งหมายถึง สีของตอนเช้า 

“เป็น Morning Sunshine และเป็นข้อเตือนใจให้เราต้องพยายามตอบโจทย์กลับไปยังผู้เอาประกันของเรา หรือประชาชนทั่วไปว่าเรา คือแบรนด์แห่งความสุข เราจะไม่หยุดนิ่ง ซึ่งก็เข้ากับยุคของการแข่งขันในวันนี้ที่ค่อนข้างรุนแรง หยุดเมื่อไหร่ก็ถือว่าแพ้ หยุดก็ถือว่าถอยแล้ว นี่คือการตอกย้ำตัวเรา”

Brand Character ของเมืองไทยประกันชีวิต จึงเปรียบเสมือนโครงสร้างหลักของกำแพงเมืองในยุคก่อน เป็นแนวป้องกันชีวิตของคนไทย นั่นคือที่มาของ Branding และกลายเป็นจุดยืนทางธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิต 

พร้อมกันนี้ยังได้นำกลยุทธ์ CRM ภายใต้โครงการ “เมืองไทยสไมล์คลับ” มาสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุข สร้างความพึงพอใจให้กับกลุ่มลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิต ถือเป็นคลับแห่งความสุข เป็นกิจกรรมที่ทำให้กับลูกค้า โดยอิงกับความเป็นตัวตนของลูกค้าเอง ไม่ใช่แบบ One for All 

หลังจากที่ได้พยายามลดโทนความรู้สึกซับซ้อนของการเป็นองค์กรประกันชีวิตให้มีความเข้มข้นที่น้อยลง โดยเพิ่มสีสันความเป็นเอนเตอร์เทนเม้นต์เข้าไปให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่ง คุณสาระ ยอมรับว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกเกร็ง หรือกลัวบริษัทประกันชีวิต และเริ่มเห็นว่า การมีประกันก็เป็นเรื่องที่ดี
ทางด้านการสร้างสรรค์ตัวผลิตภัณฑ์ แม้โดยทฤษฎีของการทำประกันในยุคแรกๆ จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ซื้อที่มีรายได้เพียงพอต่อการจ่ายเบี้ยประกัน แต่หากมองย้อนกลับไปที่ประชากร 65 ล้านคน กลุ่มคนที่ว่าจะมีอยู่เพียงกี่เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นแนวคิดในการนำเสนอแบบประกันชีวิตจึงไม่ได้ยึดติดอยู่กับคนกลุ่มใดเพียงกลุ่มหนึ่ง เป็นอีกจุดหนึ่งที่เมืองไทยประกันชีวิตนำมาใช้สร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ของตน

การตอบโจทย์ในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์ ต้องดูจากหลายๆ มุม ต้องอิงกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นโมเดลตายตัว แต่ต้องนำมา Tailor Made ให้มากขึ้นเพื่ออิงไปกับ Customer Centric ให้มากขึ้น สามารถล้อไปกับทุกช่วงชีวิตตั้งแต่เริ่มทำงาน แต่งงาน มีลูก ไปจนถึงรุ่นลูกเติบโตขึ้นไปเป็นเจ้าของธุรกิจ และเกษียณอายุ 

ขณะเดียวกัน การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนอกจากจะมีตัวแทนอยู่กว่า 20,000 คน ยังต้องเพิ่มช่องทางการขายให้หลากหลายยิ่งขึ้นด้วย เช่น ขายผ่านธนาคาร การทำ Direct TV รวมถึง Digital Media และ Social Media 

ปัจจุบันเมืองไทยประกันชีวิต เป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งให้เป็นบริษัทประกันชีวิต ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีสิทธิ์ใช้ตราครุฑในเอกสารของบริษัท และได้รับใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2000 เป็นแห่งแรก โดยมีสำนักงานสาขา และสำนักงานตัวแทนทั่วประเทศกว่า 140 สาขา มีเครือข่ายสถานพยาบาลที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจของเรากว่า 300 แห่งทั่วประเทศ

ในด้านความมั่นคง เมืองไทยประกันชีวิตมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 3 ของธุรกิจประกันชีวิต จาก 24 บริษัทประกันชีวิตที่ประกอบการในประเทศไทย โดยในปีที่ผ่านยังได้รับรางวัล Time Manager Award จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะของบริษัทประกันชีวิตที่บริหารดีเด่นอันดับ 1 ติดต่อกัน 5 ปี

ตัวเลข ณ เดือนมกราคม 2554  บริษัทมีสินทรัพย์รวม 94,181 ล้านบาท เงินสำรองประกันชีวิต 76,362 ล้านบาท และหัวใจสำคัญที่แสดงถึงความแข็งแกร่งของบริษัทประกันชีวิต คือ เงินกองทุน โดยบริษัทมีเงินกองทุน 13,982 ล้านบาท สูงถึงร้อยละ 916 เมื่อเทียบกับเงินกองทุนที่ คปภ. กำหนด

 วันนี้เมืองไทยประกันชีวิตกำลังเดินมาสู่ยุคของผู้สืบทอดเจนเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นยุคที่เต็มไปด้วยเรื่องท้าทาย โดย คุณสาระ มองว่า เป็นยุคที่อุปกรณ์เครื่องมือมีมาก ทำให้การบริหารจัดการทำได้อย่างสะดวกสบาย เพราะได้เครดิตที่ดีมาจากยุคก่อน นำมาต่อยอดให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และเป็นยุคของดิจิตอลมีเดีย โซเชียลมีเดีย ผู้คนก็เปลี่ยนไปหมด 

“ตอนนี้เราไม่ได้ใช้แค่ Face to Face แต่ยังมีเครื่องมืออื่นๆ เข้ามาเป็นตัวช่วยเรื่องการสื่อสาร เป็นยุคที่ต้อง Catch Up ให้ได้กับสภาวะแวดล้อม แม้วันนี้เรามองไปที่ปี 2015 กันแล้ว แต่ตอนนี้ก็มีอะไรที่เป็นตัวเชื่อมต่ออีกมากมายทั้งในแง่ของการแข่งขัน ความเปรียบเทียบ ต้องจับกระแสให้ได้ และต้องล้อไปกับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงให้ได้ เป็นยุคที่โลกไร้พรมแดนอย่างแท้จริง”

จากนี้ไปผู้บริโภคจะกลายเป็นคีย์สำคัญ เป็นผู้ตัดเชือกคัดเลือกแบรนด์ เพราะการประกันชีวิตเป็นเรื่องการคุ้มครองระยะยาว เป็นเรื่องของความเชื่อถือ เพราะเหนือกว่าเหตุผลใดๆ ในการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต คือ การซื้อกับใคร และเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน 

โดยแม่ทัพใหญ่ของเมืองไทยประกันชีวิต มองว่า นี่คือเรื่องที่ท้าทายอย่างสุดสุด แล้ว ณ เวลานี้
(ตารางประกอบ1)

เบี้ยประกันรับรวม (ม.ค. – ธค. 2553)
ของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด
                               มูลค่า (ล้านบาท)    อัตรการเติบโต (%)
เบี้ยประกันรับรวม          29,649                          38 
เบี้ยประกันใหม่             13,123                          42
เบี้ยประกันต่ออายุ         16,526                          34  

หมายเหตุ: ปัจจุบันสัดส่วนการถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตต่อจำนวนประชากรคิดเป็น 26%
                 หรือ 31% หากนับรวมประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
               : รวบรวมโดย บริษัท เมืองไทยประกัน ชีวิต

(ตารางประกอบ 2)
รายงานสถิติเบี้ยประกันชีวิต (ม.ค.-ส.ค. 2554) โดยภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม
    ประเภท          มูลค่า (ล้านบาท)    อัตราการเติบโต (%)
เบี้ยประกันใหม่          63,530.6                12
เบี้ยประกันต่ออายุ      145,956.6               14
เบี้ยรับรวมทั้งสิ้น         209,487.2              13
อัตราความยั่งยืนกรมธรรม์ (Persistency)  87 %
หมายเหตุ: ตัวเลขโดยสมาคมประกันชีวิตไทย

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลอรีอัล ขึ้นแท่นบริษัทความงามที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย

 ลอรีอัล ขึ้นแท่นบริษัทความงามที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย

 
• ผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตร้อยละ 16  โดยทุกแผนกผลิตภัณฑ์เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก  ทำให้ลอรีอัลขึ้นแท่นบริษัทความงามที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศ*
• เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ  รุกตลาดครึ่งปีหลังด้วยผลิตภัณฑ์เด่นในทุกตลาดผลิตภัณฑ์

มร. อูเมช ฟัดเค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด แถลงผลประกอบการธุรกิจในช่วง 6 เดือนแรกประจำปี 2555 ด้วยอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ16 ผลประกอบการอันโดดเด่นทำให้ลอรีอัล     ซึ่งเป็นบริษัทความงามอันดับสองของประเทศไทย ขึ้นแท่นบริษัทความงามที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศในขณะนี้ พร้อมเชื่อมั่นผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่น กัน

กรุงเทพฯ 30 สิงหาคม 2555 – วันนี้ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด แถลงผลประกอบการธุรกิจ ในช่วง 6 เดือนแรกประจำปี 2555 ด้วยอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ16 ผลประกอบการอันโดดเด่นทำให้   ลอรีอัล ซึ่งเป็นบริษัทความงามอันดับสองของประเทศไทย ขึ้นแท่นบริษัทความงามที่เติบโตเร็วที่สุด         ในประเทศในขณะนี้ พร้อมเชื่อมั่นผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่น กัน
ที่มา http://www.siamsport.co.th/PRNews.asp?O=2003
มร. อูเมช ฟัดเค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทลอรีอัลมีการเติบโตที่แข็งแกร่งทั่วโลก โดยผลประกอบทั่วโลกในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 เติบโตอยู่ที่ร้อยละ 10.5  ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มตลาดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีอัตราการเติบโตร้อยละ 21.9  ซึ่งมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ปัจจุบันอัตราการเติบโตของตลาดเครื่องสำอางไทยอยู่ที่ร้อยละ 8.7**  หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 61,000 ล้านบาท*** (มูลค่าปี 2554) เราเชื่อมั่นว่าภายในสิ้นปีนี้ ลอรีอัลจะสามารถเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของตลาดเครื่องสำอางได้ อย่างแน่นอน”

ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2555 ลอรีอัล ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 16 โดยทุกแผนกผลิตภัณฑ์มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นและสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดที่ เพิ่มขึ้น  ดังนี้
• แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค ประสบความสำเร็จจากการเปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์  ประกอบด้วย :           ลอรีอัล ปารีส ไวท์ เพอร์เฟค เลเซอร์ (L’ORÉAL Paris White Perfect Laser) ที่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์ในตลาดไวท์เทนนิ่ง ได้ถึงร้อยละ 40*** ผลิตภัณฑ์เมย์เบลลีน นิวยอร์ก  บีบี สติค (Maybelline New York BB Stick) ที่ผลักดันให้แบรนด์เมย์เบลลีน มีส่วนแบ่งการตลาดของแบรนด์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เมคอัพสำหรับใบหน้าเพิ่มขึ้นสูง สุดเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 33*** และผลิตภัณฑ์ การ์นิเย่ เพียว แอคทีฟ (Garnier Pure Active) ได้ขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์อันดับหนึ่ง*** ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเพื่อดูแลปัญหาผิวมันและสิว  ภายในระยะเวลาเพียง 10 เดือนหลังจากเปิดตัว
• แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้น สูง มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น นำโดยความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ Lancôme Absolue L’Extrait ที่มียอดขายสูงกว่าคาดการณ์ไว้ถึงสองเท่าตัว
• แผนก ผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงจากผลิตภัณฑ์ เคเรสตาส          ฟูซิโอโดส (Kerastase Fusio Dose) ทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ทรีตเมนท์ของเคเรสตาสที่ใช้ในซาลอนเติบโตถึงร้อยละ 45
• แผนก ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง มีส่วนแบ่งในตลาดเพิ่มขึ้น จากอัตราการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัญหาผิวมันและสิว   และกลุ่มผลิตภัณฑ์ปกป้องแสงแดดที่เพิ่มเป็นร้อยละ 49*** และร้อยละ 77*** ตามลำดับ

ในช่วงครึ่งปีหลัง ลอรีอัล ได้เตรียมรุกตลาดด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด จากทุกแผนก ได้แก่:
• แผนก ผลิตภัณฑ์อุปโภค: ผลิตภัณฑ์ลอรีอัล เอลแซฟ ฟอล รีแพร์ (L’ORÉAL Elseve Fall Repair) และการรีลอนช์ ผลิตภัณฑ์ ลอรีอัล เมน เอ็กซ์เพิร์ท (L’ORÉAL Men Expert) พร้อมพรีเซนเตอร์  คนล่าสุด “ณเดชณ์ คูกิมิยะ”
• แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง: ผลิตภัณฑ์ Lancôme Visionnaire
• แผนก ผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ: ผลิตภัณฑ์เคเรสตาส อิลิคเซอร์ อัลไทม์  (Kerastase Elixir Ultime) และผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมไอนัว (INOA Hair Color)
• แผนก ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง: ผลิตภัณฑ์ วิชี่ โททอล แมต และ (Vichy Total Mat) และผลิตภัณฑ์ วิชี่ ไบ ไวท์ เอ็มอีดี (Vichy Bi White M.E.D.)

“นวัตกรรมผลิตภัณฑ์อันล้ำสมัยและทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ คือ หัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจของลอรีอัลเติบโตเสมอมา ด้วยความมุ่งมั่นตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ลอรีอัลได้ทุ่มงบประมาณกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ  เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการทำงานของเส้นผมและสภาพผิวของผู้บริโภคทั่วโลก และนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับสำหรับผู้บริโภคในแต่ละตลาดมากที่สุด การพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งทางนวัตกรรม รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ สู่ผู้บริโภคชาวไทย”  

“ที่ลอรีอัล เราเชื่อมั่นว่าความงามมีพลังในการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของทุกคน ดังนั้นเป้าหมายของเราคือการนำเสนอความเป็นเลิศในด้านนวัตกรรมความงามสำหรับ ผู้หญิงและผู้ชาย ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย อีกทั้งยังตอบสนองความต้องการด้านความงามที่หลากหลายของผู้บริโภคทั่วโลกรวม ถึงประเทศไทย” มร. อูเมช กล่าวเพิ่มเติม

มร. อูเมช กล่าวเสริมถึงเรื่องวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ว่า “ลอรีอัลยังคงมุ่งหน้าพัฒนาไปสู่ความเป็น “ลอรีอัล ประเทศไทยสำหรับวันพรุ่งนี้”  ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) การดำเนินธุรกิจที่ดี ซึ่งต่อยอดจากความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาตร์และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เรามี รวมถึงขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ 2) การเป็นองค์กรที่น่าทำงาน และ 3) การเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม” 

“ลอรีอัลให้ความสำคัญในการสร้างรากฐานการดำเนินธุรกิจในประเทศ ไทยอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า บริษัทฯ จะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ถ้าเรามีรากฐานที่มั่นคงจากภายใน เราต้องการให้ลอรีอัลเป็นบริษัทที่น่าทำงานสำหรับพนักงานปัจจุบันและพนักงาน ใหม่ของเรา โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อให้ความต้องการเหล่านี้สัมฤทธิ์ผลได้ต่อไป”

“ในปีนี้ ลอรีอัลได้รับการยกย่องในระดับภูมิภาคผ่านรางวัล Asia’s Best Employer Brand Award จาก Employer Branding Institute ส่วนในประเทศไทย บริษัทฯ ได้เพิ่มจำนวนการเปิดรับสมัครผู้บริหารฝึกหัด (management trainee) ขึ้นอีกเท่าตัว และยังมีโครงการที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาด้านการตลาดกว่า 1,000 คน ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า แบรนด์สตอร์ม (Brandstorm) ซึ่งเป็นการแข่งขันการวางแผนการตลาดระดับนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้เรียนรู้การทำงานในสภาพแวดล้อม การทำงานจริงกับแบรนด์ความงามที่มีอยู่จริงในตลาด”

ลอรีอัล ประเทศไทย ยังยึดมั่นในการช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง “ล่าสุด โครงการบิวตี้ฟูล ทูมอร์โรวส์ ซึ่ง จัดขึ้นเพื่อมอบทุนฝึกทักษะอาชีพเสริมสวยให้แก่สตรีผู้ด้อยโอกาสทางสังคม นั้น ได้รับการยกย่องในระดับภูมิภาค ผ่านรางวัล Asia Responsible Entrepreneurship Awards – South East Asia หรือ AREA Awards ภูมิภาคเอเชียใต้ ในสาขา Social Empowerment ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ช่วยสร้างศักยภาพให้กับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสในสังคม นอกจากนี้ บริษัทฯ กำลังเตรียมฉลองครบรอบ 10 ปี โครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็นการมอบทุนแบบไม่มีเงื่อนไขเพื่อสนับสนุนงานวิจัยของสตรีนักวิทยา ศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดตอกย้ำกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัท เพื่อส่งเสริมสังคมแห่งความยั่งยืนผ่าน วิทยาศาสตร์ การศึกษา และอาชีพด้านความงาม” มร. อูเมชกล่าวทิ้งท้าย 

ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทสาขาของบริษัทความงามอันดับหนึ่งของโลก ปัจจุบันนำเข้าและจัดจำหน่าย 19 แบรนด์ความงามชั้นนำของโลก โดยแบ่งออกเป็น 4 แผนก ดังนี้ แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค ได้แก่ ลอรีอัล ปารีส การ์นิเย่ และเมย์เบลลีน นิวยอร์ก แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง ได้แก่ ลังโคม         ไบโอเธิร์ม  จิออร์จิโอ อาร์มานี่ ราล์ฟ ลอเรน คาชาเรล กี ลาโรชย์  คีลส์  ชู อูเอมูระ วิคเตอร์ แอนด์ รอล์ฟ  ดีเซล และ อีฟส์ แซงต์ โลร็องต์ แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ ได้แก่ ลอรีอัล โปรเฟสชั่นแนล เคเรสตาส และแมทริกซ์ และแผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ได้แก่ ลา โรช-โพเซย์ และวิชี่

####
หมายเหตุ
(*) เมื่อเปรียบเทียบกันในกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่มีเงินรายได้สูงกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป
(**) ประเมินจากผลการสำรวจของบริษัท เอซี นีลสัน
(***) จากผลการสำรวจของ บริษัท เอซี นีลสัน

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เอเชีย เป้าหมายใหม่ “เชลล์” หวังส่วนแบ่งเพิ่มสองหลัก

เอเชีย เป้าหมายใหม่ “เชลล์” หวังส่วนแบ่งเพิ่มสองหลัก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2555 15:33 น.
ที่มา  http://www.manager.co.th/Motoring/
แอนดรูว์ เฮปเปอร์ กับสองมือดีคุมตลาดเอเชีย โคะ คา ไท และ บูดิ สิลาบัน
       เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำน้ำมันเครื่องในตลาดโลก “เชลล์” ออกหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมเดินทางกับผู้โชคดีจากแคมเปญระดับโลก “ลุ้น..รับกุญแจขับดูคาติที่สเปนกับเชลล์ แอ๊ดว้านซ์ “ ชมการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับโลก โมโตจีพี 2012 สนามที่ 18 แบบชิดติดขอบสนาม ณ เมืองบาเลนเซีย ประเทศสเปน นอกจากนี้ยังได้พบปะ ทีมงานเชลล์โกลบอลและทีมดูคาติ โมโตจีพี เพื่อรับทราบข้อมูลและประสิทธิภาพแบบเจาะลึกของน้ำมันเครื่อง “เชลล์ แอ๊ดว้านซ์” ที่ช่วยตอบสนองและเพิ่มสมรรถนะให้กับเครื่องยนต์ของนักแข่ง
 
       ที่สำคัญ “เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ แอนดรูว์ เฮปเปอร์ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อยานยนต์ บริษัท เชลล์ อินเตอร์เนชันแนล ปิโตรเลียม จำกัด ถึงทิศทางการทำตลาดน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์ในการรุกสู่ตลาดโลก
ผมขอโตในตลาดเอเชียอีกสักนิด แอนดรูว์ เฮปเปอร์ กล่าว
       แอนดรูว์ เฮปปอร์ กล่าว ว่า ถ้าพูดถึงน้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถยนต์ เชลล์ คือผู้จำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นอันดับ 1 ของโลก 6 ปีติดต่อกัน โดยเริ่มจากปี 2006-2011 ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 13 % ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทฯ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของแบรนด์ถือว่าแข็งแกร่งมากในตลาด แต่สำหรับเชลล์ แอ๊ดว้านซ์ น้ำมันหล่อลื่นสำหรับมอเตอร์ไซค์เรายังไม่ได้เป็นที่หนึ่ง เราอยากเติบโตมากขึ้นกว่านี้ โดยเฉพาะตลาดเอเชีย
 
       สาเหตุที่เราหันมาเน้นตลาดเอเชีย เนื่องจากช่วงนี้เศรษฐกิจในยุโรปมีปัญหาอยู่และคงยากที่จะทำให้โตไปมากกว่า นี้ แค่รักษาไม่ให้ตกก็ถือว่าดีแล้ว ขณะที่ตลาดในอเมริกาเชลล์ยังเป็นผู้นำและมีการเติบโตที่น่าพอใจแต่คงไม่โต เพิ่มขึ้นมากนัก ดังนั้นเอเชียจึงเป็นตลาดหลักที่เชลล์ให้ความสนใจและคาดว่าอนาคตจะเป็นตลาด ที่มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วย
 
       ดังนั้นแผนในปีหน้าเป้าหมายของเชลล์คือ ตลาดเอเชีย ไม่ ว่าจะเป็นประเทศ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ โดยทุกประเทศ เชลล์คาดหวังว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก พร้อมชูกลยุทธ์ในเรื่องของการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเริ่มเปิดตัวกับไทย และเวียดนาม เป็นประเทศแรก และหนังโฆษณาตัวใหม่ จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ
       “เรายอมรับว่าการแข่งขันในตลาดน้ำมันหล่อลื่นสำหรับมอเตอร์ ไซค์ค่อนข้างสูง และมีหลายแบรนด์ในตลาดที่เป็นคู่แข่ง และมีความแข็งแกร่งมาก อย่างคาลตรอล แต่เราจะพยายามเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากขึ้นและออกผลิตภัณฑ์ให้ครอบ คลุมทุกตลาด เราเชื่อว่าแคมเปญใหม่จะทำให้เราโตขึ้นอยากน้อยสองตัวเลข ที่สำคัญปีหน้าเราจะเน้นสื่อดิจิตอลมากเป็นพิเศษ ซึ่งแน่นอนเชลล์จะโตมากกว่าเดิม”
 
       แอนดรูว์ เฮปปอร์ กล่าวต่อว่า สำหรับเชลล์จะเน้นเรื่องเทคโนโลยีเป็นพิเศษ โดยบริษัทมีการลงทุนจำนวนมากเพื่อมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของ นักขับ และเชื่อว่าหากเราสามารถตอบสนองได้ตรงจุด ลูกค้าจะมีความสุขและใช้สินค้าของเชลล์ต่อไปเรื่อยๆ และสิ่งที่เราเรียนรู้จากสนามแข่งเรานำมาต่อยอดความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ของเราด้วย
 
       สำหรับประเทศไทยบริษัท เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องตัวใหม่ปีหน้า และตามด้วยประเทศเวียดนาม โดยผลิตภัณฑ์ใหม่จะเป็นน้ำมันเครื่องสำหรับรถจักรยานยนต์ออโตเมติก 4 จังหวะ เพราะทั้งสองประเทศเป็นตลาดใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังเตรียมแคมเปญใหม่ โปรแกรมใหม่ทางทีวี สื่อดิจิตอล แต่ยังไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ แต่เชื่อว่านักขับคนไทยจะรู้จักเชลล์ แอ๊ดว้านซ์ มากขึ้น บริษัทจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
แอนดรูวร์ เฮปเปอร์ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว
       ขณะที่ตลาดจีนทางเชลล์ได้ร่วมมือกับ ธงยี บริษัทชั้นนำของจีนมาช่วยในการจัดจำหน่ายน้ำมันเครื่องให้กับเชลล์ บริษัทดังกล่าวจะช่วยดูแลตลาด การจัดจำหน่าย เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่ใหญ่มาก จึงต้องอาศัยบริษัทที่มีประสบการณ์ที่ยาวนานและประสบความสำเร็จในการทำ ธุรกิจ เราจึงมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของเราจะจำหน่ายได้มากโดยผ่านบริษัท ธงยี
 
       “เราเพิ่งลงทุนสร้างโรงงานในจีน ผลิตจาระบี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตน้ำมันเครื่อง และล่าสุดได้เปิดโรงงานผลิตน้ำมันที่ใหญ่มากในรัสเซีย เราเริ่มที่จะออกมาลงทุนนอกยุโรปเพิ่มขึ้น”
 
       ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นอีกหนึ่งตลาดที่สำคัญสำหรับเชลล์ เพราะมีรถมอเตอร์ไซค์จำนวนมาก ดังนั้นบริษัทเตรียมแผนในการขยายเครือข่าย ร้านตัวแทนจำหน่ายน้ำมันมันเครื่องเพิ่มขึ้นและให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมกับพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ถือว่าเป็นตลาดที่ท้าทายเพราะเป็นประเทศที่ใหญ่จึงต้องใช้การจัดการ การบริหารที่ดี
ทีมดูคาติ เตรียมรถให้ รอสซี่
       “หลายคนบอกว่าน้ำมันเชลล์จับตลาดระดับบน ซึ่งในความเป็นจริง เราเริ่มทำตลาด ผลิตน้ำมันให้กับตลาดระดับบนก่อน แต่อย่างไรเราก็จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดล่าง ทั้งนี้เพราะเป็นตลาดใหญ่ ที่สำคัญทุกคน ทุกกลุ่มคือลูกค้าของเรา และในปีหน้าเราจะผลิตสินค้าให้หลากหลายสำหรับคนทุกกลุ่ม” แอนดรูว์ เฮปเปอร์ กล่าวตบท้าย
นักแข่งคนใหม่ทีมดูคาติ แอนเดรีย โดวิซิโอโซ
      
      
นิกกี้ เฮย์เดน ให้สัมภาษณ์
      
เชลล์พาลูกค้าจากหลายประเทศชมพิตของบูคาติ
      
      
       

NIVEA Single Brand Strategy

NIVEA Single Brand Strategy

ขนิษฐา อดิศรมงคล


                กล่าวได้ว่า นีเวีย เป็นสกินแคร์แบรนด์เดียวที่ใช้กลยุทธ์ Single Brand มาโดยตลอดตั้งแต่เข้ามาในตลาดเมื่อ 23 ปีก่อน
นั่นคือ แบรนด์เดียวหลายตลาดแล้วออกสินค้าภายใต้ Umbrella Brand กระจายไปในทุก Category  จนสามารถทำให้แบรนด์ 'นีเวีย' กลายเป็น Most Admired Brand  จากการสำรวจของนีเวียเองพบว่าถ้าให้ผู้บริโภคนึกถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิว นีเวีย คือแบรนด์แรก
เพราะไม่ได้มีแค่สกินแคร์เท่านั้น แต่แทรกซึมในตลาดเพอร์ซันนัล แคร์ ทำให้แบรนด์นีเวียถูก Remind มากกว่าค่ายอื่นที่ใช้กลยุทธ์ Multi Brand
                นี่คือปัจจัยแรกที่ผลักดันให้นีเวียประสบความสำเร็จ เพราะเท่ากับช่วยตอกย้ำ Positioning ของสินค้าแม้จะยอมรับบ้างว่า Single Brand Strategy ได้ Dilute  Investment ไปบ้างก็ตามแต่ Image ของ Umbrella Brand กลับแข็งแกร่งมากขึ้น
เรียกได้ว่า Differentiate ในระดับ Helicopter View
อย่างที่ 2 คือ ปรัชญาทีม R&D ต่างจากเจ้าอื่นตรงที่ใช้เวลา 2-3 ปีต่อการลอนช์สินค้าซึ่งนานกว่า Competitors หลายเท่าตัว
เราต้องมองเทรนด์ล่วงหน้า 2-3ปี โดยนำ Consumer Research ในไทย In-push ให้กับทีม R&D เพราะไม่สามารถคิดล่วงหน้า 1 ปี หรือว่า 6 เดือนแล้วก็บอกว่าฉันอยากได้สูตรนั้นสูตรนี้  อันนี้ Impossible สำหรับนีเวียต้องเป็นไปตาม High Standard ของเยอรมัน คุณสุวรรณี รัถยาบัณฑิต  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) กล่าว
ทว่าเรื่องนี้กลายเป็นความต่างที่ส่งผลดีในระยะยาว
ประโยชน์จะกลับไปที่ User ได้สิ่งที่ดีที่สุดบางครั้งก็รู้สึกว่า Standard สูงเกินไปหรือเปล่ากับบางสูตรที่ ผู้บริโภคอาจไม่ต้องการแต่ Long term เราคิดว่าจะดีกับแบรนด์ เพราะทำให้เรายืนอยู่ใน  Premium Quality Positioning จากผลการวิจัยของ Mass Consumer  นีเวีย เป็นแบรนด์ที่ได้ Reliability สูงสุดประมาณ 73% และ Usage มากที่สุดใน Skin car eBrand”
คุณสุวรรณี กล่าวว่า การรุกตลาดสกินแคร์ทั้ง 7 Categories  ของ นีเวียได้แก่ นีเวีย บอดี้ ,นีเวีย วิซาจ, นีเวีย ซัน, นีเวีย ลิปแคร์, นีเวีย ดีโอ ,นีเวีย ฟอร์เมน และนีเวีย บาธแคร์ มีเพียงตลาดเฟซแคร์ และบอดี้แคร์เท่านั้นที่ยังไม่ได้ขึ้นเป็นผู้นำซึ่งตลาดหลังแม้ไม่อยู่ อันดับหนึ่งก็จริงแต่ตอนนี้สัดส่วนนั้นใกล้เคียงกันมาก
ส่วนปัจจัยที่ทำให้ นีเวีย ยังไม่สามารถขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งในตลาดเฟซแคร์ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อย Focus กับตลาดนี้ เนื่องจากต้องการพุ่งเป้าใน Category ที่นีเวียอยู่ในอันดับ 1 ก่อน ซึ่งแผนการบุกไปทีละเซ็กเม้นต์นี้ประสบความสำเร็จมานักต่อนักแล้ว เห็นได้จาก นีเวีย ดีโอ ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดจากเมื่อปี 2544 มีส่วนแบ่งเพียง 14% ขยับขึ้นมาเป็น 25% จนปัจจุบันมี 34-35% หรือนีเวีย ฟอร์เมน ที่กินแชร์ 41.6% จากตลาดรวม 2,000 ล้านบาท ทิ้งห่างเบอร์สองแบบขาดลอยทั้งนั้น
และ Challenge ต่อไปของ นีเวีย คือ ตลาดเฟซแคร์ ที่ตอนนี้ นีเวีย วิซาจ  รั้งอยู่อันดับ 4
ถ้าเปรียบสถานการณ์การแข่งขันในตลาดเฟซแคร์คงต้องบอกว่าเหมือน World War III ที่มีการทุ่มงบมากที่สุด ทั้งโฆษณา โปรโมชั่น หั่นราคาด้วยความที่ไซส์ของตลาดใหญ่ที่สุดเกือบ 8,000  ล้านบาท โดยหลักการของ Competitors รายอื่นก็จะเป็น Multi Brand Strategy ต่างจากนีเวีย ซึ่งวีธีจะทำให้ติดตลาดต้องอาศัย High Investment  คราวนี้มันก็ต้องอยู่ที่ว่าใครมีเงิน สายป่านใครยาวกว่ากัน
ไม่ใช่ยาวธรรมดาแต่ว่ากันเป็น 10 ปี ดังนั้นการฝ่า Barrier นี้ไม่ง่าย นีเวีย จึงพยายามลอนช์ Innovative Product อย่างต่อเนื่อง โดยเน้น Above the line เป็นตัว Communicate มากกว่า
แม้โฆษณาจะใช้เวลาในการอธิบายคุณสมบัติน้อยไปสำหรับสินค้านวัตกรรมก็ตาม แต่ถ้าเข้าถึง Consumer Insight  มันก็ Convince แบบโชะๆภายใน 15-30 วินาที มันอยู่ที่คุณเข้าใจ Consumer insight ยังไงแค่ไหนถ้าเข้าใจมากคุณก็สร้างจับใจได้มาก ส่วน Below the line เราก็ให้ความสำคัญแต่ต้องทำเป็น World Integrated Marketing Program กับสิ่งที่จะ Communicate กับ Consumer”
นีเวีย ย้ำว่า Innovative Product และ Communication ต้องไปด้วยกันในอัตรา 100% ทั้งคู่ แน่นอนว่าเมื่อคลอดสินค้าคุณภาพแล้ว ต้องปรับ Communication ในน้ำหนักเท่าๆกัน ไม่เช่นนั้นใน Long term จะไม่มี Repeat Order
ทั้งนี้ นีเวีย ส่ง Key Message ที่โดดเด่นมาโดยตลอดสอดแทรกคาแร็กเตอร์ไว้ใน Sub-brand
เรามีวิธีสื่อสารในแต่ละ Category โดยบอก Effective ของสินค้าให้จับใจผู้บริโภค ยกตัวอย่าง นีเวียบอดี้จะสื่อความเป็นไวท์เทนนิ่งให้ผิวขาวจากภายในไม่มีใครทำได้ขาวอย่างเรา  เพราะนี่คือ Breakthrough  Ingredient ที่ Consumer ควรได้รับทราบ
แต่ไม่ว่าจะมีสินค้าภายใต้  Umbrella Brand ซักกี่ตัว Product Positioning ของแบรนด์นี้ชัดเจนมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า NIVEA Stand for ‘Good Moisture Good Protection’
ไม่แปลกหาก Trustworthy ของนีเวียจะสูงมาโดยตลอดเช่นนี้