updated: 06 พ.ค. 2556 เวลา 23:20:57 น.
ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
"เบนซ์" โหมสร้างแบรนด์เจาะตลาดวัยรุ่นรับเดินถูกทาง "เอ-คลาส" กระแสเปรี้ยงลูกค้าแห่จอง 800 คันยอดล้นถึงสิ้นปี ส่ง "ซีแอลเอ" เคาะราคา 2.64 ล้าน ช่วยโกยยอดต่อ ปลื้มไตรมาสแรกยอดขายโต 50% เผยลูกค้าหวั่นซื้อเกรย์แห่ซื้อรถนำเข้าจากดีลเลอร์
นายมาร์ติน ชูลซ์ รองประธานบริหารฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนรุกตลาดกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 20-40 ปีที่มีกำลังซื้อสูงว่า ในตลาดยังไม่มีสินค้าที่ตอบโจทย์กับความต้องการมากนัก บริษัทจึงเตรียมเพิ่มสินค้าเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ให้มีความหลากหลาย
สำหรับในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ที่ก่อนหน้านี้ได้แนะนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น เอ-คลาส ออกสู่ตลาดด้วยราคาที่ดึงดูดเพียง 1.89 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก ปัจจุบันมียอดจองแล้วราว 700-800 คัน คาดว่าจะใช้เวลาตลอดทั้งปีในการทยอยส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ทั้งหมด
และ เพื่อเป็นการต่อยอดการขยายกลุ่มลูกค้า บริษัทได้แนะนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เดอะ นิว ซีแอลเอ-คลาส ด้วยราคา 2.64 ล้านบาท โดยจะเริ่มส่งมอบภายใน 3 เดือนนับจากนี้ ซึ่งลูกค้าในกลุ่มนี้จะไม่ไปดึงลูกค้าในกลุ่มเอ-คลาส เนื่องจากซีแอลเอนั้นเป็นรถสไตล์สปอร์ตคูเป้สี่ประตูที่ผู้ใช้งานสามารถใช้ ในครอบครัวได้ด้วย ขณะที่เอ-คลาสจะมีความสปอร์ตและมีสีสันมากกว่า
และ ภายในปีนี้บริษัทยังเตรียมจะทยอยแนะนำรถใหม่ถึง 4 รุ่น ซึ่งแนวทางการออกแบบและภาพลักษณ์ก็จะคงคอนเซ็ปต์นี้ให้รถมีความทันสมัย และดูปราดเปรียวยิ่งขึ้นเพื่อขยายตลาดสู่ฐานลูกค้าใหม่ ๆ ทำให้บริษัทมีโปรดักต์ไลน์ที่หลากหลาย จนถึงปัจจุบันนั้นมีรถยนต์จำหน่ายแล้วกว่า 15 รุ่น และยิ่งเมื่อรวมกับรุ่นใหม่ ที่จะเปิดตัว ก็เชื่อว่าจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าพร้อมทั้งลบภาพลักษณ์เดิม ๆ ของสินค้าได้ด้วย คาดว่าในปีนี้บริษัทจะสามารถเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ถึง 15% จากเดิมที่มีสัดส่วนไม่ถึง 10%
"เรามีบันไดของราคาสินค้าชัดเจน รวมถึงสินค้าก็มีความเฉพาะเจาะจงที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชัดเจน แต่หลากหลายมากขึ้น ด้วยจำนวนโมเดลที่จำหน่ายในปัจจุบันถึง 15 รุ่น และรุ่นใหม่ ๆ ที่จะแนะนำสู่ตลาดต่อจากนี้ก็จะมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น" นายมาร์ติน ชูลซ์ กล่าว
สำหรับภาพรวมของตลาดรถยนต์หรูนั้น จะเห็นได้ว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่างจากตลาดรถยนต์ทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถยนต์คันแรกเห็นได้จาก ยอดขายไตรมาสแรกของปีเติบโตถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมียอดขายรวม 1,770 คัน ประกอบกับสถานการณ์ของผู้นำเข้าอิสระที่ยังไม่มีความแน่นอนหลังจากภาครัฐ กำหนดเรื่องมาตรฐานอุตสาหกรรม รวมทั้งบริการหลังการขาย ทำให้ราคาไม่นิ่ง จึงหันมาซื้อกับดีลเลอร์ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากเมอร์เซเด ส-เบนซ์ ประเทศไทย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แบรนด์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แบรนด์ แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ทาทาปรับภาพลักษณ์-กู้ชื่อ ส่งนาโนไล่ถลุงตลาดเก๋งเล็ก
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
"ทาทา มอเตอร์ส" กู้ชื่อเตรียมส่งเก๋งเล็ก "นาโน" ปะทะอีโคคาร์ควอเตอร์ 3 นี้ มั่นใจดึงยอดขายแตะหมื่นคันต่อปี ยอมรับที่ผ่านมาทั้งแบรนด์และตัวสินค้ามีปัญหา จี้ปรับภาพลักษณ์สร้างความน่าเชื่อถือ เล็งตั้งโรงงานประกอบเอง หากขายได้ 2 หมื่นคันต่อปี
นายคาร์ล สลิม กรรมการผู้จัดการ ทาทา มอเตอร์ส ซึ่งดูแลรับผิดชอบการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของทาทา มอเตอร์ส ในอินเดีย และในตลาดสากลอื่น ๆ รวมทั้งในเกาหลีใต้ สเปน อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และในฐานะผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินการธุรกิจในประเทศไทยว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ทาทามีแผนส่งรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ทาทา นาโน ออกสู่ตลาดในประเทศไทย โดยจะเป็นในลักษณะของการนำเข้ามาจำหน่าย (ซีบียู) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นตลาดเก๋งเล็ก รวมทั้งอีโคคาร์ได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังมีแผนส่งรถรุ่นใหม่ ๆ ทำตลาด โดยเฉพาะกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ และรถยนต์นั่งออกสู่ตลาดประเทศไทยอย่างต่อเนื่องด้วย
ทั้งการรุกตลาดจะทำอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ที่จะตั้งโรงงานผลิตของตัวเอง หากยอดขายในไทยอยู่ในระดับ 20,000 คันขึ้นไป จากปัจจุบันใช้โรงงานธนบุรีประกอบยนต์เป็นผู้ผลิต
"ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าแบรนด์ทาทาในไทยยังมีจุดอ่อนอยู่บ้าง แต่เราหวังว่ากลุ่มลูกค้าจะให้โอกาส เนื่องจากบริษัทได้พยายามปรับปรุงและแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเเบรนด์ทาทาถือเป็นแบรนด์ระดับโลก มีสินค้าในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ กว่า 100 ธุรกิจที่จะช่วยส่งเสริมกันอย่างแน่นอน"
นายคาร์ลกล่าวอีกว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดความหวังของทาทา มอเตอร์ส และถือเป็นเรื่องธรรมดาที่พบกับอุปสรรคบ้าง แต่บริษัทยังมั่นใจว่า หากบริษัทมีการเตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจมาอย่างดี บวกกับสินค้าที่มีคุณภาพ ก็เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ประธานกรรมการบริหารทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ยังกล่าวอีกว่า การทำตลาดรถยนต์ อยากให้ลูกค้ามองที่คุณภาพของสินค้ามากกว่า การมองที่จำนวนยอดขาย ซึ่งบริษัทเชื่อว่า หากส่งรถยนต์นั่งทาทาออกสู่ตลาดประเทศไทยแล้ว คาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ทาทาประเทศไทยมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น "เท่าตัว" จากปีที่ผ่านมามียอดขายประมาณ 5,000 คัน
ทั้งยอดขายของทาทา มอเตอร์ส ที่ทำได้ทั้งสิ้น 400,000 คันต่อปี จากรถยนต์ 3 แบรนด์ คือทาทา แลนด์โรเวอร์ และจากัวร์ โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ามียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 10%
ทาทา มอเตอร์ส ประเทศไทย ก่อนหน้านี้มีข่าวเกี่ยวกับตัวสินค้ามีปัญหา อะไหล่รอช้า ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีไม่พอใจ เพราะต้องใช้รถประกอบอาชีพทุกวัน ส่งผลให้ขาดรายได้จนเกิดปัญหาหนี้เสียตาม จนล่าสุดลีสซิ่งเริ่มเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้บริหารคนไทยมีปัญหายกทีมลาออก และมีข่าวลือเรื่องการถอนหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นบางรายด้วย
updated: 02 พ.ค. 2556 เวลา 13:05:25 น.
ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
"ทาทา มอเตอร์ส" กู้ชื่อเตรียมส่งเก๋งเล็ก "นาโน" ปะทะอีโคคาร์ควอเตอร์ 3 นี้ มั่นใจดึงยอดขายแตะหมื่นคันต่อปี ยอมรับที่ผ่านมาทั้งแบรนด์และตัวสินค้ามีปัญหา จี้ปรับภาพลักษณ์สร้างความน่าเชื่อถือ เล็งตั้งโรงงานประกอบเอง หากขายได้ 2 หมื่นคันต่อปี
นายคาร์ล สลิม กรรมการผู้จัดการ ทาทา มอเตอร์ส ซึ่งดูแลรับผิดชอบการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของทาทา มอเตอร์ส ในอินเดีย และในตลาดสากลอื่น ๆ รวมทั้งในเกาหลีใต้ สเปน อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และในฐานะผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินการธุรกิจในประเทศไทยว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ทาทามีแผนส่งรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ทาทา นาโน ออกสู่ตลาดในประเทศไทย โดยจะเป็นในลักษณะของการนำเข้ามาจำหน่าย (ซีบียู) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นตลาดเก๋งเล็ก รวมทั้งอีโคคาร์ได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังมีแผนส่งรถรุ่นใหม่ ๆ ทำตลาด โดยเฉพาะกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ และรถยนต์นั่งออกสู่ตลาดประเทศไทยอย่างต่อเนื่องด้วย
ทั้งการรุกตลาดจะทำอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ที่จะตั้งโรงงานผลิตของตัวเอง หากยอดขายในไทยอยู่ในระดับ 20,000 คันขึ้นไป จากปัจจุบันใช้โรงงานธนบุรีประกอบยนต์เป็นผู้ผลิต
"ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าแบรนด์ทาทาในไทยยังมีจุดอ่อนอยู่บ้าง แต่เราหวังว่ากลุ่มลูกค้าจะให้โอกาส เนื่องจากบริษัทได้พยายามปรับปรุงและแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเเบรนด์ทาทาถือเป็นแบรนด์ระดับโลก มีสินค้าในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ กว่า 100 ธุรกิจที่จะช่วยส่งเสริมกันอย่างแน่นอน"
นายคาร์ลกล่าวอีกว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดความหวังของทาทา มอเตอร์ส และถือเป็นเรื่องธรรมดาที่พบกับอุปสรรคบ้าง แต่บริษัทยังมั่นใจว่า หากบริษัทมีการเตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจมาอย่างดี บวกกับสินค้าที่มีคุณภาพ ก็เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ประธานกรรมการบริหารทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ยังกล่าวอีกว่า การทำตลาดรถยนต์ อยากให้ลูกค้ามองที่คุณภาพของสินค้ามากกว่า การมองที่จำนวนยอดขาย ซึ่งบริษัทเชื่อว่า หากส่งรถยนต์นั่งทาทาออกสู่ตลาดประเทศไทยแล้ว คาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ทาทาประเทศไทยมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น "เท่าตัว" จากปีที่ผ่านมามียอดขายประมาณ 5,000 คัน
ทั้งยอดขายของทาทา มอเตอร์ส ที่ทำได้ทั้งสิ้น 400,000 คันต่อปี จากรถยนต์ 3 แบรนด์ คือทาทา แลนด์โรเวอร์ และจากัวร์ โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ามียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 10%
ทาทา มอเตอร์ส ประเทศไทย ก่อนหน้านี้มีข่าวเกี่ยวกับตัวสินค้ามีปัญหา อะไหล่รอช้า ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีไม่พอใจ เพราะต้องใช้รถประกอบอาชีพทุกวัน ส่งผลให้ขาดรายได้จนเกิดปัญหาหนี้เสียตาม จนล่าสุดลีสซิ่งเริ่มเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้บริหารคนไทยมีปัญหายกทีมลาออก และมีข่าวลือเรื่องการถอนหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นบางรายด้วย
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
กลุ่มเจ็ทสตาร์ขยายจำนวนเครื่องบินครบหนึ่งร้อยลำ รองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น
22 Apr 13 , logisticsdigest.com
ที่มา http://www.logisticsdigest.com/news/corporates-news
เจ็ทสตาร์กลายเป็นกลุ่มสายการบินที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ด้วยเครื่องบิน 100 ลำในฝูงบิน
เครื่องบินรุ่น A320 ลำที่สามที่ติดตั้งชาร์คเล็ต เตรียมพร้อมให้บริการ
เจ็ทสตาร์ได้ตกแต่งเครื่องบินเป็นลวดลายพิเศษ เพื่อฉลองความสำเร็จการครบหนึ่งร้อยลำของฝูงบิน
กรุงเทพฯ 22 เมษายน 2556 – เจ็ทสตาร์ เฉลิมฉลองการมีเครื่องบินให้บริการครบหนึ่งร้อยลำ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพการให้บริการครอบคลุมทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น
นับจากเริ่มให้บริการในปี 2547 เจ็ทสตาร์ พัฒนาจากสายการบินในประเทศขนาดเล็กที่มีเครื่องบินเพียง 14 ลำ ให้บริการในแถบชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย จนกระทั่งกลายมาเป็นสายการบินแบรนด์เอเชียแปซิฟิกที่เติบโตเร็วที่สุดในการมีเครื่องบินให้บริการครบหนึ่งร้อยลำ
เจย์น เฮอร์ดิคลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจ็ทสตาร์ กรุ๊ป กล่าวว่า “ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยเพราะความอนุเคราะห์ของผู้โดยสาร 400,000 คนที่เลือกบินกับเจ็ทสตาร์ในแต่ละสัปดาห์ อีกทั้งการที่เราใช้เครื่องบินที่มีมาตรฐานเดียวกันหมด ทำให้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากขึ้น ทำการบินไปยังจุดหมายต่างๆ ได้หลายแห่งมากขึ้น และเดินทางได้บ่อยขึ้นกว่าเดิม” เจย์น กล่าว
สำหรับความสำเร็จในครั้งนี้ เจ็ทสตาร์ได้ตกแต่งเครื่องบินรุ่น A320 ลำล่าสุดที่ติดตั้งชาร์คเล็ต ให้มีลวดลายพิเศษแสดงการเฉลิมฉลองฝูงบินครบหนึ่งร้อยลำ ซึ่งลวดลายพิเศษนี้แสดงให้เห็นภาพคน 132 คน ทั้งผู้โดยสารและทูตจากประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก ทำท่า “เจ็ทสตาร์จั๊มพ์” และเป็นตัวแทนแบรนด์สายการบินในเครือเจ็ทสตาร์ทั้งห้าแบรนด์ โดยเครื่องบินลวดลายพิเศษฉลองครบร้อยลำ หมายเลขทะเบียน VH-VFN จะให้บริการในเส้นทางบินหลักในออสเตรเลีย และคาดว่าจะให้บริการข้ามไปยังนิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และญี่ปุ่นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“การส่งมอบเครื่องบินรุ่น A320 ลำใหม่ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมการออกแบบปลายปีกแบบพิเศษ ทำให้เครื่องบินมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีขึ้น และช่วยให้เรานำเสนอบริการแก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน ด้วยต้นทุนที่ประหยัดมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นต่อพันธกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลงทุนในเครื่องบินที่ทันสมัย พร้อมด้วยนวัตกรรมใหม่ เพื่อยังประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า” เจย์น กล่าวเสริม
เจย์น เฮอร์ดิคลา กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสการเติบโตที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับแควนตัสกรุ๊ป เนื่องจากเจ็ทสตาร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาธุรกิจในตลาดที่ท้าทายที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ ด้วยความมุ่งมั่นของเจ็ทสตาร์ในด้านเทคโนโลยีและการส่งออกเผยแพร่ความเชี่ยวชาญไปยังตลาดต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถของทีมงานต่างๆ ในกลุ่ม ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาของเส้นทางธุรกิจในระยะสั้นๆ เจ็ทสตาร์ได้พัฒนาธุรกิจสายการบินราคาประหยัดให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการขยายไปในตลาดที่ยังไม่เคยมีสายการบินราคาประหยัดรายใดเข้าไปให้บริการมาก่อน” เจย์น กล่าวปิดท้าย
ปัจจุบันกลุ่มเจ็ทสตาร์มีเครื่องบินสามลำที่ติดตั้งชาร์คเล็ต เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน โดยลำหนึ่งเป็นของเจ็ทสตาร์ เอเชีย เจ็ทสตาร์ เจแปน และล่าสุดเป็นของเจ็ทสตาร์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
** เจ็ทสตาร์ กรุ๊ป ประกอบด้วย สายการบินเจ็ทสตาร์ ออสเตรเลีย และเจ็ทสตาร์ นิวซีแลนด์ (บริษัทย่อยของแควนตัส กรุ๊ป) เจ็ทสตาร์เอเชียในประเทศสิงคโปร์ เจ็ทสตาร์ แปซิฟิกในประเทศเวียดนาม และเจ็ทสตาร์ เจแปน ในประเทศญี่ปุ่น
** สำหรับเจ็ทสตาร์ ฮ่องกง เมื่อได้รับการอนุมัติตามระเบียบข้อบังคับทางการบิน จะทำการบินไปยังจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงปลายปีนี้
ที่มา http://www.logisticsdigest.com/news/corporates-news
เครื่องบินรุ่น A320 ลำที่สามที่ติดตั้งชาร์คเล็ต เตรียมพร้อมให้บริการ
เจ็ทสตาร์ได้ตกแต่งเครื่องบินเป็นลวดลายพิเศษ เพื่อฉลองความสำเร็จการครบหนึ่งร้อยลำของฝูงบิน
กรุงเทพฯ 22 เมษายน 2556 – เจ็ทสตาร์ เฉลิมฉลองการมีเครื่องบินให้บริการครบหนึ่งร้อยลำ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพการให้บริการครอบคลุมทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น
นับจากเริ่มให้บริการในปี 2547 เจ็ทสตาร์ พัฒนาจากสายการบินในประเทศขนาดเล็กที่มีเครื่องบินเพียง 14 ลำ ให้บริการในแถบชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย จนกระทั่งกลายมาเป็นสายการบินแบรนด์เอเชียแปซิฟิกที่เติบโตเร็วที่สุดในการมีเครื่องบินให้บริการครบหนึ่งร้อยลำ
เจย์น เฮอร์ดิคลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจ็ทสตาร์ กรุ๊ป กล่าวว่า “ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยเพราะความอนุเคราะห์ของผู้โดยสาร 400,000 คนที่เลือกบินกับเจ็ทสตาร์ในแต่ละสัปดาห์ อีกทั้งการที่เราใช้เครื่องบินที่มีมาตรฐานเดียวกันหมด ทำให้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากขึ้น ทำการบินไปยังจุดหมายต่างๆ ได้หลายแห่งมากขึ้น และเดินทางได้บ่อยขึ้นกว่าเดิม” เจย์น กล่าว
สำหรับความสำเร็จในครั้งนี้ เจ็ทสตาร์ได้ตกแต่งเครื่องบินรุ่น A320 ลำล่าสุดที่ติดตั้งชาร์คเล็ต ให้มีลวดลายพิเศษแสดงการเฉลิมฉลองฝูงบินครบหนึ่งร้อยลำ ซึ่งลวดลายพิเศษนี้แสดงให้เห็นภาพคน 132 คน ทั้งผู้โดยสารและทูตจากประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก ทำท่า “เจ็ทสตาร์จั๊มพ์” และเป็นตัวแทนแบรนด์สายการบินในเครือเจ็ทสตาร์ทั้งห้าแบรนด์ โดยเครื่องบินลวดลายพิเศษฉลองครบร้อยลำ หมายเลขทะเบียน VH-VFN จะให้บริการในเส้นทางบินหลักในออสเตรเลีย และคาดว่าจะให้บริการข้ามไปยังนิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และญี่ปุ่นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“การส่งมอบเครื่องบินรุ่น A320 ลำใหม่ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมการออกแบบปลายปีกแบบพิเศษ ทำให้เครื่องบินมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีขึ้น และช่วยให้เรานำเสนอบริการแก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน ด้วยต้นทุนที่ประหยัดมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นต่อพันธกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลงทุนในเครื่องบินที่ทันสมัย พร้อมด้วยนวัตกรรมใหม่ เพื่อยังประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า” เจย์น กล่าวเสริม
เจย์น เฮอร์ดิคลา กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสการเติบโตที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับแควนตัสกรุ๊ป เนื่องจากเจ็ทสตาร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาธุรกิจในตลาดที่ท้าทายที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ ด้วยความมุ่งมั่นของเจ็ทสตาร์ในด้านเทคโนโลยีและการส่งออกเผยแพร่ความเชี่ยวชาญไปยังตลาดต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถของทีมงานต่างๆ ในกลุ่ม ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาของเส้นทางธุรกิจในระยะสั้นๆ เจ็ทสตาร์ได้พัฒนาธุรกิจสายการบินราคาประหยัดให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการขยายไปในตลาดที่ยังไม่เคยมีสายการบินราคาประหยัดรายใดเข้าไปให้บริการมาก่อน” เจย์น กล่าวปิดท้าย
ปัจจุบันกลุ่มเจ็ทสตาร์มีเครื่องบินสามลำที่ติดตั้งชาร์คเล็ต เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน โดยลำหนึ่งเป็นของเจ็ทสตาร์ เอเชีย เจ็ทสตาร์ เจแปน และล่าสุดเป็นของเจ็ทสตาร์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
** เจ็ทสตาร์ กรุ๊ป ประกอบด้วย สายการบินเจ็ทสตาร์ ออสเตรเลีย และเจ็ทสตาร์ นิวซีแลนด์ (บริษัทย่อยของแควนตัส กรุ๊ป) เจ็ทสตาร์เอเชียในประเทศสิงคโปร์ เจ็ทสตาร์ แปซิฟิกในประเทศเวียดนาม และเจ็ทสตาร์ เจแปน ในประเทศญี่ปุ่น
** สำหรับเจ็ทสตาร์ ฮ่องกง เมื่อได้รับการอนุมัติตามระเบียบข้อบังคับทางการบิน จะทำการบินไปยังจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงปลายปีนี้
วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
No. 1 Brand Thailand 2012-2013 : Category : ซุปไก่สกัด
แบรนด์ที่คนไทยบริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence 79.7%
Bezz Essence of Chicken (Original) 15.2%
Scotch Essence of Chicken 5.1%
สัดส่วนผู้บริโภคจำแนกตามพื้นที่สำรวจ
Northern 25.0%
Central 24.8%
Northeastern 22.8%
Bangkok Metro 18.1%
Southern 9.3%
แบรนด์ที่คนกรุงเทพและปริมณฑลบริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence 65.1%
Bezz Essence of Chicken (Original) 27.4%
Scotch Essence of Chicken 7.5%
แบรนด์ทึ่คนภาคเหนือบริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence 87.6%
Bezz Essence of Chicken (Original) 10.6%
Scotch Essence of Chicken 1.8%
แบรนด์ที่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence 72.8%
Bezz Essence of Chicken (Original) 17.3%
Scotch Essence of Chicken 9.9%
แบรนด์ที่คนภาคใต้บริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence 71.1%
Bezz Essence of Chicken (Original) 21.2%
Scotch Essence of Chicken 7.6%
แบรนด์ที่คนภาคกลางบริโภคบ่อยที่สุด(ตะวันออกและตะวันตก)
Brand's Chicken Essence 89.4%
Bezz Essence of Chicken (Original) 8.3%
Scotch Essence of Chicken 2.4%
แบรนด์ที่ผู้ชายบริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence 79.9%
Bezz Essence of Chicken (Original) 16.5%
Scotch Essence of Chicken 3.6%
แบรนด์ที่ผู้หญิงบริโภคบ่อยที่สุด
Brand's Chicken Essence 79.5%
Bezz Essence of Chicken (Original) 13.5%
Scotch Essence of Chicken 7.0%
ใครคือผู้บริโภค Brand's
จำแนกตามพื้นที่สำรวจ
Central 28.3%
Northern 26.5%
Northeastern 21.6%
Bankok Metro 14.8%
Southern 8.8%
เพศและอายุ
ชาย 40-49 15.0%
ชาย 30-39 13.6%
ชาย 20-29 10.7%
ชาย 50-59 10.1%
ชาย 12-19 5.5%
หญิง 30-39 11.9%
หญิง 40-49 10.7%
หญิง 50-59 10.1%
หญิง 20-29 9.2%
หญิง 12-19 3.2%
อาชีพ
ค้าขายประกอบธุรกิจส่วนตัว 27.8%
ข้าราชการระดับล่างของรัฐและรัฐวิสาหกิจ/งานใช้แรงงาน 25.1%
งานออฟฟิศ/นั่งโต๊ะ 11.0%
เกษตรกร 7.9%
นักศึกษา(ระดับมหาวิทยาลัย ปริญญาตรี/โท/เอก) 4.6%
จำแนกตามประเภทพื้นที่
เมือง (ต่างจังหวัด) 50.4%
ชนบท (ต่างจังหวัด) 34.8%
กรุงเทพฯและปริมณฑล 14.8%
จำแนกตามรายได้ครอบครัว
รายได้ครอบครัวปานกลาง 49.7%
รายได้ครอบครัวสูง 32.7%
รายได้ครอบครัวน้อย 17.3%
……………………
หมายเหตุ : ข้อมูลทุกหัวข้อนำเสนอเฉพาะ 5 อันดับแรก
ที่มา :นิตยสาร Marketeer ร่วมกับ Video Research International (Thailand) Ltd. : T-Cube 2012
“แบรนด์ซุปไก่สกัด”ทุ่มกว่า100 ล้านเปิดตัวพรีเซนเตอร์กลุ่ม
วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2013 เวลา 19:38 น.
พัฐกานต์ เชียงน้อย
ที่มา http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article
“แบรนด์ซุปไก่สกัด” เปิดตัวพรีเซนเตอร์กลุ่มเป็นครั้งแรก ดึง 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ คู่นิชคุณ และ พีช พชร พร้อมส่งแคมเปญ “แบรนด์เท่านั้น...ตัวจริงที่พวกเรามั่นใจ”
ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ตอกย้ำแบรนด์รอยัลตี้มุ่งขยายฐานลูกค้า
แบรนด์ซุปไก่สกัด เปิดตัวพรีเซนเตอร์กลุ่มเป็นครั้งแรก ดึง 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ ! โอปอล์-ปาณิสรา และวง Room 39 ลูกค้าตัวจริงของแบรนด์ ที่มากด้วยความสามารถ พร้อมส่งแคมเปญใหม่ “แบรนด์เท่านั้น....ตัวจริงที่พวกเรามั่นใจ” ชูจุดเด่นด้านแบรนด์รอยัลตี้สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า มุ่งขยายฐานลูกค้าทั่วประเทศมากขึ้น ตอกย้ำภาพลักษณ์สินค้าของความสำเร็จ พร้อมทุ่มงบแบบจัดเต็มกว่า 100 ล้าน กับกิจกรรมการตลาดอย่างครบวงจร คาดอัตราการเติบโตด้วยตัวเลข 2 ดิจิต นับเป็นการกระตุ้นตลาดซุปไก่สกัดให้โตมากยิ่งขึ้น
นายบุญเลิศ สุขเสรีทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพของเมืองไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เปิดตัวนิชคุณ และ พีช พชร เป็น แบรนด์ จีเนียส ดูโอ เมื่อปีที่ผ่านมาได้สร้างกระแสการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ปีนี้จึงสานต่อแคมเปญที่มีนิชคุณ และพีช พชร เป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมสร้างความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นโดยการเปิดตัวพรีเซนเตอร์กลุ่มเป็นครั้งแรก ด้วยการเพิ่มพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นลูกค้าตัวจริงของแบรนด์มายาวนานอย่าง คุณโอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ สาวมั่นและสาวเก่งของวงการ ตัวแทนผู้หญิงเก่งและฉลาดยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จ และวง Room 39 วงดนตรีชื่อดังที่สร้างชื่อจากโลกออนไลน์ ตัวแทนวัยรุ่นที่มีความสามารถด้านดนตรีที่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เพื่อสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ทั้งกลุ่มวัยรุ่น และกลุ่มคนทำงาน โดยตอกย้ำถึงความมั่นใจในคุณประโยชน์ของแบรนด์ซุปไก่สกัดที่พวกเขาทุกคนได้พิสูจน์มาแล้ว
“สำหรับ 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ ทั้งโอปอล์-ปาณิสรา และ วง Room 39 ต้องยอมรับความเก่ง มากความสามารถ อย่างคุณโอปอล์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดและการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจในความคิด และประสบความสำเร็จทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยมีผลงานที่ได้รับการยอมรับและความสนใจจากสาธารณชนมากมายทั้งงานแสดง พิธีกร ดีเจ ประกอบกับภาพลักษณ์ที่มีความทันสมัย คล่องแคล่ว จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง และ วง Room 39 ซึ่งเป็นวงดนตรีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่มวัยรุ่น ด้วยการสร้างฐานแฟนคลับในโลกออนไลน์อย่าง Facebook มากถึง 1.3 ล้านคนภายในเวลาเพียง 2 ปี และมียอดวิวรวมของผลงานใน Youtube ปัจจุบันสูงถึง 120 ล้านวิว ด้วยความสามารถในการร้องและการเล่นดนตรีที่มีเอกลักษณ์ จึงเป็นวงดนตรีที่เป็นตัวแทนของวัยรุ่นที่มีความสามารถโดดเด่นและรักในเสียงดนตรีที่ประสบความสำเร็จด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามของตัวเอง” โดยทั้งคู่เป็นผู้ที่ดื่มแบรนดุ์ปไก่สกัดเป็นประจำ
สำหรับการการเปิดตัวพรีเซนเตอร์กลุ่มและแคมเปญ “แบรนด์เท่านั้น...ตัวจริงที่พวกเรามั่นใจ” บริษัทฯ ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ในการทำการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการสื่อสารแบบ Online และ Offline รวมทั้งสื่อหลักคือสื่อโฆษณาโทรทัศน์ไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆ โดยเน้นการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ที่เป็นวัยรุ่นและคนทำงาน ทั่วประเทศ และเพิ่มความถี่ในการดื่มของลูกค้าปัจจุบัน โดยผ่านแคมเปญโฆษณาทื่สร้างความน่าสนใจจากพรีเซนเตอร์กลุ่ม โดยปีนี้บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของแบรนด์ซุปไก่สกัดเพิ่มขึ่นอีก 2 ดิจิตจากมูลค่าตลาดรวมซุปไก่สกัดประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งแบรนด์มีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 90
“นอกจากกิจกรรมการเปิดแคมเปญฯ ดังกล่าวแล้ว ยังมีสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่สนับสนุน เช่น สื่อนอกบ้าน นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อมากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายใหม่คือกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน ทั่วประเทศ โดยที่ผ่านมาแบรนด์ซุปไก่สกัดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้บริโภคอยู่แล้วและยิ่งได้ 2 พรีเซนเตอร์ใหม่มาร่วมในครั้งนี้ก็คาดว่าจะมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์ขยายฐานเพิ่มมากยิ่งขึ้น” นายบุญเลิศ กล่าวตอนท้าย
พัฐกานต์ เชียงน้อย
ที่มา http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article
ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ตอกย้ำแบรนด์รอยัลตี้มุ่งขยายฐานลูกค้า
แบรนด์ซุปไก่สกัด เปิดตัวพรีเซนเตอร์กลุ่มเป็นครั้งแรก ดึง 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ ! โอปอล์-ปาณิสรา และวง Room 39 ลูกค้าตัวจริงของแบรนด์ ที่มากด้วยความสามารถ พร้อมส่งแคมเปญใหม่ “แบรนด์เท่านั้น....ตัวจริงที่พวกเรามั่นใจ” ชูจุดเด่นด้านแบรนด์รอยัลตี้สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า มุ่งขยายฐานลูกค้าทั่วประเทศมากขึ้น ตอกย้ำภาพลักษณ์สินค้าของความสำเร็จ พร้อมทุ่มงบแบบจัดเต็มกว่า 100 ล้าน กับกิจกรรมการตลาดอย่างครบวงจร คาดอัตราการเติบโตด้วยตัวเลข 2 ดิจิต นับเป็นการกระตุ้นตลาดซุปไก่สกัดให้โตมากยิ่งขึ้น
นายบุญเลิศ สุขเสรีทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพของเมืองไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เปิดตัวนิชคุณ และ พีช พชร เป็น แบรนด์ จีเนียส ดูโอ เมื่อปีที่ผ่านมาได้สร้างกระแสการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ปีนี้จึงสานต่อแคมเปญที่มีนิชคุณ และพีช พชร เป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมสร้างความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นโดยการเปิดตัวพรีเซนเตอร์กลุ่มเป็นครั้งแรก ด้วยการเพิ่มพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นลูกค้าตัวจริงของแบรนด์มายาวนานอย่าง คุณโอปอล์-ปาณิสรา พิมพ์ปรุ สาวมั่นและสาวเก่งของวงการ ตัวแทนผู้หญิงเก่งและฉลาดยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จ และวง Room 39 วงดนตรีชื่อดังที่สร้างชื่อจากโลกออนไลน์ ตัวแทนวัยรุ่นที่มีความสามารถด้านดนตรีที่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เพื่อสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ทั้งกลุ่มวัยรุ่น และกลุ่มคนทำงาน โดยตอกย้ำถึงความมั่นใจในคุณประโยชน์ของแบรนด์ซุปไก่สกัดที่พวกเขาทุกคนได้พิสูจน์มาแล้ว
“สำหรับ 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ ทั้งโอปอล์-ปาณิสรา และ วง Room 39 ต้องยอมรับความเก่ง มากความสามารถ อย่างคุณโอปอล์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดและการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจในความคิด และประสบความสำเร็จทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยมีผลงานที่ได้รับการยอมรับและความสนใจจากสาธารณชนมากมายทั้งงานแสดง พิธีกร ดีเจ ประกอบกับภาพลักษณ์ที่มีความทันสมัย คล่องแคล่ว จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง และ วง Room 39 ซึ่งเป็นวงดนตรีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในกลุ่มวัยรุ่น ด้วยการสร้างฐานแฟนคลับในโลกออนไลน์อย่าง Facebook มากถึง 1.3 ล้านคนภายในเวลาเพียง 2 ปี และมียอดวิวรวมของผลงานใน Youtube ปัจจุบันสูงถึง 120 ล้านวิว ด้วยความสามารถในการร้องและการเล่นดนตรีที่มีเอกลักษณ์ จึงเป็นวงดนตรีที่เป็นตัวแทนของวัยรุ่นที่มีความสามารถโดดเด่นและรักในเสียงดนตรีที่ประสบความสำเร็จด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามของตัวเอง” โดยทั้งคู่เป็นผู้ที่ดื่มแบรนดุ์ปไก่สกัดเป็นประจำ
สำหรับการการเปิดตัวพรีเซนเตอร์กลุ่มและแคมเปญ “แบรนด์เท่านั้น...ตัวจริงที่พวกเรามั่นใจ” บริษัทฯ ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ในการทำการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการสื่อสารแบบ Online และ Offline รวมทั้งสื่อหลักคือสื่อโฆษณาโทรทัศน์ไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆ โดยเน้นการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ที่เป็นวัยรุ่นและคนทำงาน ทั่วประเทศ และเพิ่มความถี่ในการดื่มของลูกค้าปัจจุบัน โดยผ่านแคมเปญโฆษณาทื่สร้างความน่าสนใจจากพรีเซนเตอร์กลุ่ม โดยปีนี้บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของแบรนด์ซุปไก่สกัดเพิ่มขึ่นอีก 2 ดิจิตจากมูลค่าตลาดรวมซุปไก่สกัดประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งแบรนด์มีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 90
“นอกจากกิจกรรมการเปิดแคมเปญฯ ดังกล่าวแล้ว ยังมีสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่สนับสนุน เช่น สื่อนอกบ้าน นิตยสาร หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ต่างๆ เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อมากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายใหม่คือกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน ทั่วประเทศ โดยที่ผ่านมาแบรนด์ซุปไก่สกัดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้บริโภคอยู่แล้วและยิ่งได้ 2 พรีเซนเตอร์ใหม่มาร่วมในครั้งนี้ก็คาดว่าจะมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์ขยายฐานเพิ่มมากยิ่งขึ้น” นายบุญเลิศ กล่าวตอนท้าย
วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
'ฮิลตัน'เปิด 2 โรงแรมหรูยึดหัวหาด'สุขุมวิท'
ธุรกิจ : Marketing
วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 12:22
โดย : นฤมล เกษมสุข

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business
ความเคลื่อนไหวของเชนโรงแรมระดับโลกในไทยยังคงคึกคักต่อเนื่อง แม้จะเข้าสู่ไตรมาสสอง ซึ่งถือเป็นช่วงโลว์ซีซั่น
ทว่าเครือโรงแรมระดับโลกอย่าง “ฮิลตัน” ก็ยังคงอาศัยจังหวะนี้ ประกาศชักธงรบโรงแรมย่านสุขุมวิท ผนึกทุนใหญ่ “ทีซีซี แลนด์” ที่เคยจรดปากกาเซ็นสัญญากันไปเมื่อราว 2 ปีก่อน ประกาศเปิดตัว 2 โรงแรมรวดในปีนี้ ประเดิมจับแบรนด์ “ดับเบิลทรี ฮิลตัน” ลุยตลาดรอง ก่อนจะบุกกินรวบตลาดบน ส่งเรือธงอย่าง “ฮิลตัน สุขุมวิท” เปิดให้บริการ ก.ค.นี้ โดยให้ความเชื่อมั่นว่า แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวที่ดาหน้าเข้าไทย จะตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างลงตัว
มาร์ติน ริงค์ ประธานฮิลตัน เวิลด์ไวด์ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในไทยว่า ได้เปิดให้บริการโรงแรมในเครือฮิลตันลำดับที่ 8 ในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “ดับเบิลทรี ฮิลตัน” ขนาด 23 ชั้น จำนวน 177 ห้อง ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นำแบรนด์นี้มาเปิดตัวในกรุงเทพฯ และนับเป็นโรงแรมในเครือฮิลตันลำดับที่ 100 ในเอเชียแปซิฟิก ก่อนที่ในราวเดือน ก.ค.นี้ จะเปิดตัว “ฮิลตัน สุขุมวิท” ขนาด 280 ห้อง ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 บนที่ดินหันหลังชนกันกับโรงแรมดับเบิลทรี ฮิลตัน ที่เพิ่งเปิดตัวไป โดยจะเป็นสองโรงแรมที่เปิดตัวในปีนี้
ทั้งนี้ ดับเบิลทรี ฮิลตัน และ ฮิลตัน สุขุมวิท อยู่ภายใต้การลงทุนของ "กลุ่มทีซีซีแลนด์" ซึ่งเป็นธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ภายใต้อาณาจักรของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมในไทยและต่างแดนรวมกันใน 11 ประเทศกว่า 50 แห่ง โดยโครงการใหญ่ที่วางแผนเปิดตัวในปีนี้ นอกจาก 2 โรงแรมในเครือฮิลตันแล้ว ทีซีซีแลนด์ ยังมีโรงแรมวานาแบล เกาะสมุย ซึ่งอยู่ในกลุ่มลักชัวรี คอลเลคชั่น ภายใต้เชนสตาร์วู้ด นอกจากนี้เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ยังเซ็นสัญญากับกลุ่มโรงแรม แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อให้มาบริหารโรงแรม 7 แห่งในเครือ ซึ่งรวมถึง อิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค และอิมพีเรียล อาดามาส รวมถึงโปรเจคใหม่ในพัทยาและหัวหิน
ริงค์ กล่าวต่อว่า นอกจาก 2 โรงแรมใหม่ดังกล่าว ในช่วงต้นปี 2557 จะนำแบรนด์หรูที่สุดในเครือคือ วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท มาเปิดตัวแห่งแรกในย่านราชดำริ โดยยืนยันว่า ไทย ยังเป็นจุดหมายที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจโรงแรม เนื่องจากมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวถึง 13.8% ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าการเติบโตในภาพรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ที่ 8.7% และเอเชียแปซิฟิกที่เติบโตอยู่ราว 6.8%
นอกจากนี้ ยังเตรียมบุกตลาดเอเชียแปซิฟิกเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้อย่างเต็มตัว หลังจากปีที่แล้วได้เซ็นสัญญารับบริหารโรงแรมเพิ่มอีกถึง 55 แห่ง รวมกว่า 14,600 ห้อง โดยมีแบรนด์ดับเบิลทรี ฮิลตัน ซึ่งเติบโตสูงสุด และครองสัดส่วนถึง 22 โรงแรมจากการเซ็นสัญญาใหม่ดังกล่าว ขณะที่จำนวนโรงแรมซึ่งเปิดแล้วทั่วโลกมีกว่า 330 แห่ง พร้อมกันนี้ยังเตรียมตลาดอาเซียนครั้งใหญ่ หลังจากเซ็นสัญญาก่อสร้างโรงแรมฮิลตัน ย่างกุ้ง แห่งแรก จำนวน 300 ห้อง กำหนดเปิดให้บริการในปี 2557 รวมถึงเตรียมเปิด คอนราด มะนิลา ในฟิลิปปินส์ จำนวน 350 ห้อง กำหนดเปิดในปี 2558 และฮิลตัน การ์เด้น อินน์ ฮานอย แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเปิดให้บริการราวเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
สำหรับเป้าหมายในในอีก 5 ปี ฮิลตัน เวิลด์ไวด์ คาดว่าจะมีโรงแรมในเอเชียแปซิฟิกกว่า 170 แห่ง รวมกว่า 50,000 ห้อง จากปัจจุบันมีอยู่ราว 104 แห่ง โดยหลังจากเปิดตัวแห่งที่ 100 กับดับเบิลทรี ฮิลตัน สุขุมวิทแล้ว ในวันนี้ (1 พ.ค.) จะเปิดตัวที่ออสเตรเลียอีก 4 แห่งรวด แบ่งเป็นแบรนด์ดับเบิลทรี 3 แห่ง และแบรนด์ฮิลตัน 1 แห่ง
ด้าน วิลเลียมส์ คอสต์ลีย์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮิลตัน เวิลด์ไวด์ เปิดเผยว่า การขยายโรงแรมเครือฮิลตันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในอัตราเพิ่ม 2 เท่าตัวในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าในอีก 3 ปีจำนวนรวมจะเพิ่มเป็น 30 โรงแรม (จากปัจจุบันมีอยู่ 12 แห่ง) อย่างแน่นอน เพราะขณะนี้มีแผนจะขยายต่อเนื่องทั้งในไทย และอีก 3 แห่งใน มาเลเซีย อีก 3 แห่งในอินโดนีเซีย เป็นต้น
โดยย้ำว่าไม่กังวลกับปัญหาอุปทานห้องพักโรงแรมล้นตลาด เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงเพิ่มขึ้น กลายเป็นปัจจัยส่งเสริมอัตราเข้าพักเฉลี่ยที่ดีมาก สังเกตจากตัวเลขของโรงแรมเครือฮิลตันในไทยในช่วงไตรมาสแรก ถือเป็นไตรมาสที่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยเฉพาะในภูเก็ต ซึ่งได้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเป็นจำนวนมาก ขณะที่แบรนด์ฮิลตันก็ได้รับการยอมรับจากลูกค้าจีนสูง เพราะเป็นเชนโรงแรมใหญ่แห่งแรกที่เข้าไปบุกเบิกตลาดนี้และยังครบรอบ 25 ปีพอดี
คอสต์ลีย์ ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันฮิลตันมีทั้งหมด 10 แบรนด์ แต่ยังมีในไทยเพียง 3 แบรนด์ ดังนั้น อนาคตจะเตรียมเปิดกว้างเจรจากับนักลงทุนที่สนใจในการขยายแบรนด์อื่นๆ โดยวิเคราะห์ว่า แบรนด์ที่มีศักยภาพในการนำมาขยายคือ “การ์เด้น อินน์” ที่ให้บริการแบบจำกัด เน้นไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย และจับตลาดรองลงมาจากคอนราด ฮิลตัน และดับเบิลทรี ที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว
วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 12:22
โดย : นฤมล เกษมสุข
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business
ทว่าเครือโรงแรมระดับโลกอย่าง “ฮิลตัน” ก็ยังคงอาศัยจังหวะนี้ ประกาศชักธงรบโรงแรมย่านสุขุมวิท ผนึกทุนใหญ่ “ทีซีซี แลนด์” ที่เคยจรดปากกาเซ็นสัญญากันไปเมื่อราว 2 ปีก่อน ประกาศเปิดตัว 2 โรงแรมรวดในปีนี้ ประเดิมจับแบรนด์ “ดับเบิลทรี ฮิลตัน” ลุยตลาดรอง ก่อนจะบุกกินรวบตลาดบน ส่งเรือธงอย่าง “ฮิลตัน สุขุมวิท” เปิดให้บริการ ก.ค.นี้ โดยให้ความเชื่อมั่นว่า แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวที่ดาหน้าเข้าไทย จะตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างลงตัว
มาร์ติน ริงค์ ประธานฮิลตัน เวิลด์ไวด์ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในไทยว่า ได้เปิดให้บริการโรงแรมในเครือฮิลตันลำดับที่ 8 ในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “ดับเบิลทรี ฮิลตัน” ขนาด 23 ชั้น จำนวน 177 ห้อง ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นำแบรนด์นี้มาเปิดตัวในกรุงเทพฯ และนับเป็นโรงแรมในเครือฮิลตันลำดับที่ 100 ในเอเชียแปซิฟิก ก่อนที่ในราวเดือน ก.ค.นี้ จะเปิดตัว “ฮิลตัน สุขุมวิท” ขนาด 280 ห้อง ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 บนที่ดินหันหลังชนกันกับโรงแรมดับเบิลทรี ฮิลตัน ที่เพิ่งเปิดตัวไป โดยจะเป็นสองโรงแรมที่เปิดตัวในปีนี้
ทั้งนี้ ดับเบิลทรี ฮิลตัน และ ฮิลตัน สุขุมวิท อยู่ภายใต้การลงทุนของ "กลุ่มทีซีซีแลนด์" ซึ่งเป็นธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ภายใต้อาณาจักรของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมในไทยและต่างแดนรวมกันใน 11 ประเทศกว่า 50 แห่ง โดยโครงการใหญ่ที่วางแผนเปิดตัวในปีนี้ นอกจาก 2 โรงแรมในเครือฮิลตันแล้ว ทีซีซีแลนด์ ยังมีโรงแรมวานาแบล เกาะสมุย ซึ่งอยู่ในกลุ่มลักชัวรี คอลเลคชั่น ภายใต้เชนสตาร์วู้ด นอกจากนี้เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ยังเซ็นสัญญากับกลุ่มโรงแรม แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อให้มาบริหารโรงแรม 7 แห่งในเครือ ซึ่งรวมถึง อิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค และอิมพีเรียล อาดามาส รวมถึงโปรเจคใหม่ในพัทยาและหัวหิน
ริงค์ กล่าวต่อว่า นอกจาก 2 โรงแรมใหม่ดังกล่าว ในช่วงต้นปี 2557 จะนำแบรนด์หรูที่สุดในเครือคือ วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท มาเปิดตัวแห่งแรกในย่านราชดำริ โดยยืนยันว่า ไทย ยังเป็นจุดหมายที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจโรงแรม เนื่องจากมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวถึง 13.8% ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าการเติบโตในภาพรวมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ที่ 8.7% และเอเชียแปซิฟิกที่เติบโตอยู่ราว 6.8%
นอกจากนี้ ยังเตรียมบุกตลาดเอเชียแปซิฟิกเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้อย่างเต็มตัว หลังจากปีที่แล้วได้เซ็นสัญญารับบริหารโรงแรมเพิ่มอีกถึง 55 แห่ง รวมกว่า 14,600 ห้อง โดยมีแบรนด์ดับเบิลทรี ฮิลตัน ซึ่งเติบโตสูงสุด และครองสัดส่วนถึง 22 โรงแรมจากการเซ็นสัญญาใหม่ดังกล่าว ขณะที่จำนวนโรงแรมซึ่งเปิดแล้วทั่วโลกมีกว่า 330 แห่ง พร้อมกันนี้ยังเตรียมตลาดอาเซียนครั้งใหญ่ หลังจากเซ็นสัญญาก่อสร้างโรงแรมฮิลตัน ย่างกุ้ง แห่งแรก จำนวน 300 ห้อง กำหนดเปิดให้บริการในปี 2557 รวมถึงเตรียมเปิด คอนราด มะนิลา ในฟิลิปปินส์ จำนวน 350 ห้อง กำหนดเปิดในปี 2558 และฮิลตัน การ์เด้น อินน์ ฮานอย แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเปิดให้บริการราวเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
สำหรับเป้าหมายในในอีก 5 ปี ฮิลตัน เวิลด์ไวด์ คาดว่าจะมีโรงแรมในเอเชียแปซิฟิกกว่า 170 แห่ง รวมกว่า 50,000 ห้อง จากปัจจุบันมีอยู่ราว 104 แห่ง โดยหลังจากเปิดตัวแห่งที่ 100 กับดับเบิลทรี ฮิลตัน สุขุมวิทแล้ว ในวันนี้ (1 พ.ค.) จะเปิดตัวที่ออสเตรเลียอีก 4 แห่งรวด แบ่งเป็นแบรนด์ดับเบิลทรี 3 แห่ง และแบรนด์ฮิลตัน 1 แห่ง
ด้าน วิลเลียมส์ คอสต์ลีย์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮิลตัน เวิลด์ไวด์ เปิดเผยว่า การขยายโรงแรมเครือฮิลตันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ในอัตราเพิ่ม 2 เท่าตัวในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าในอีก 3 ปีจำนวนรวมจะเพิ่มเป็น 30 โรงแรม (จากปัจจุบันมีอยู่ 12 แห่ง) อย่างแน่นอน เพราะขณะนี้มีแผนจะขยายต่อเนื่องทั้งในไทย และอีก 3 แห่งใน มาเลเซีย อีก 3 แห่งในอินโดนีเซีย เป็นต้น
โดยย้ำว่าไม่กังวลกับปัญหาอุปทานห้องพักโรงแรมล้นตลาด เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงเพิ่มขึ้น กลายเป็นปัจจัยส่งเสริมอัตราเข้าพักเฉลี่ยที่ดีมาก สังเกตจากตัวเลขของโรงแรมเครือฮิลตันในไทยในช่วงไตรมาสแรก ถือเป็นไตรมาสที่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยเฉพาะในภูเก็ต ซึ่งได้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเป็นจำนวนมาก ขณะที่แบรนด์ฮิลตันก็ได้รับการยอมรับจากลูกค้าจีนสูง เพราะเป็นเชนโรงแรมใหญ่แห่งแรกที่เข้าไปบุกเบิกตลาดนี้และยังครบรอบ 25 ปีพอดี
คอสต์ลีย์ ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันฮิลตันมีทั้งหมด 10 แบรนด์ แต่ยังมีในไทยเพียง 3 แบรนด์ ดังนั้น อนาคตจะเตรียมเปิดกว้างเจรจากับนักลงทุนที่สนใจในการขยายแบรนด์อื่นๆ โดยวิเคราะห์ว่า แบรนด์ที่มีศักยภาพในการนำมาขยายคือ “การ์เด้น อินน์” ที่ให้บริการแบบจำกัด เน้นไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย และจับตลาดรองลงมาจากคอนราด ฮิลตัน และดับเบิลทรี ที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว
วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556
“เซ็ปเป้” โชว์แผนตลาดปี 56 ชูจุดขาย 52 ล้านขวดข่มคู่แข่ง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 เมษายน 2556 19:03 น.
ที่มา http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000049947
เจ้าตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ คาดแนวโน้มตลาดปี 56 โตต่อเนื่อง 20% เน้นทำตลาดด้วยการสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์มากกว่าการจัดโปรโมชัน เตรียมลงทุน 100 ล้านบาทเพิ่มกำลังการผลิต พร้อมขยายตลาดอินโดนีเซีย เผยใช้งบฯ การตลาดขั้นต่ำ 150 ล้านบาทในแคมเปญต่างๆ หวังเร่งยอดขาย 2 พันล้านบาท หลังประสบความเร็จด้วยยอดขาย 52 ล้านขวดต่อปี
นายอดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรัพย์อนันต์ เยนเนอรัลฟู้ด จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทั้งหมด 6 แบรนด์มุ่งเจาะตลาดใน 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มฟังก์ชันนัลดริงก์ ได้แก่ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงามภายใต้แบรนด์ “เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์” และเครี่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูงสำหรับคนเมืองและคนทำงานที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและต้องการดูแลตัวเอง แบรนด์ “เซ็ปเป้ สมา-ที ดริ้งค์” 2. กลุ่มอาหารเสริม คือ แบรนด์ “เซนต์ แอนนา” ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในรูปแบบชอต 3. กลุ่มน้ำผักผลไม้ ประกอบด้วย แบรนด์ “เซ็ปเป้ ฟอร์ วันเดย์” น้ำผักผลไม้เข้มข้น 100% สำหรับคนรักสุขภาพ และ “โมกุ โมกุ” น้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าวรายแรกของโลก 4. กลุ่มผลิตภัณฑ์รูปแบบผง ประกอบด้วยกาแฟและผงคลอโรฟิลล์ชั้นดีนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ “เพรียว คอฟฟี่” และ “เพรียว คลอโรฟิลล์”
“ในปี 2555 บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานในอัตราที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง สามารถทำยอดขายรวมทั้งหมดเป็นมูลค่ากว่า 1.8 พันล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 ยังมีอัตราการเติบโตกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตได้ตลอดทั้งปี 2556 คิดเป็นมูลค่าประมาณ2 พันล้านบาท ส่วนที่มาของรายได้ทั้งหมดนั้นแยกเป็นรายได้จากกลุ่มฟังก์ชันนอลดริ้งค์ประมาณ 700 ล้านบาท กลุ่มผลิตภัณฑ์รูปแบบผง ประมาณ 400 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มอาหารเสริมและกลุ่มน้ำผักผลไม้ รวมถึงการทำตลาดส่งออกซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมด”
สำหรับแผนธุรกิจประจำปี 2556 นั้น บริษัทเตรียมงบประมาณ 100 ล้านบาทเพื่อใช้ในการลงทุนด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มไลน์การผลิตเป็น 420 ล้านขวดต่อปี พร้อมเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในช่วงไตรมาสที่สองของปี รวมถึงเร่งทำตลาดส่งออกเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีจำหน่ายกว่า 50 ประเทศทั่วโลก โดยล่าสุดได้ร่วมทุนก่อตั้งบริษัทจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เซ็ปเป้ในประเทศอินโดนีเซีย เพิ่มเติมจากที่เคยมีบริษัทและโรงงานผลิตในประเทศสโลวาเกีย
“เหตุผลที่เลือกทำตลาดในประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากเรามีข้อได้เปรียบในฐานะที่เคยทดลองทำตลาดมาก่อน ประกอบกับมีผู้ร่วมทุนที่ดี รวมถึงจุดเด่นในเรื่องของขนาดตลาดและจำนวนประชากรที่มีสูงกว่า 200 ล้านคน ซึ่งถ้าหากเราสามารถทำตลาดในประเทศอินโดนีเซียได้ประสบความสำเร็จ ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนต่อไป”
บริษัทยังมีแผนธุรกิจสำคัญที่เริ่มดำเนินการแล้วคือการใช้งบประมาณ 100 ล้านบาทจากงบประมาณการตลาดรวม 150 ล้านบาทเพื่อใช้ในการเดินหน้าขยายตลาดเฉพาะในส่วนของเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “เซ็ปเป้” สามารถครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ในตลาดรวมติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยสัดส่วนประมาณ 56% โดยมั่นใจว่าตลาดยังคงมีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 20% เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพและความสวยงามมากขึ้นอันเป็นผลมาจากการที่มีสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น จนส่งผลให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายรวมมีการขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วยโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้ชาย
หนึ่งในแผนการรุกตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ คือ การใช้งบประมาณขั้นต่ำ 50 ล้านบาทในการเปิดตัว 5 พรีเซ็นเตอร์พร้อมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “สถิติความสวย” เพื่อสื่อสารและตอกย้ำความเป็นผู้นำของตลาดด้วยยอดขายมากกว่า 52 ล้านขวดในปี 2555 โดยจะเริ่มออกอากาศครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ศกนี้เป็นต้นไป นอกจากนั้นบริษัทยังจะมีการใช้กลยุทธ์ทางการสื่อสารใหม่ๆ อาทิ การตลาดแบบออนไลน์มากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช้สื่อสมัยใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและวัยทำงาน รวมถึงกลุ่มผู้หญิงที่ต้องการความสวยดูดีในแบบของตัวเองที่มีช่วงอายุระหว่าง 18-35 ปี
นายอดิศักดิ์กล่าวด้วยว่า ตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ไทยมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งยังมีพัฒนาการที่หลากหลายและมีความโดดเด่นสูงเทียบชั้นกับประเทศญี่ปุ่นและมากกว่าทุกประเทศในยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้สินค้าของทุกแบรนด์ในตลาดจึงจำเป็นต้องปรับแผนให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาคุณภาพและรสชาติของผลิตภัณฑ์
“สำหรับแบรนด์เซ็ปเป้จะเน้นทำตลาดในลักษณะ Brand Image มากกว่าการจัดโปรโมชั่นแรงๆ ซึ่งอาจมีผลให้ตลาดมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงในเชิงลบได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงเน้นกลยุทธ์ในเรื่องของการพยายามเจาะช่องว่างใหม่ๆ ทางการตลาดเพื่อคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าด้วยการดื่มแล้วสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน”
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องโดยร่วมออกบูธในงานมหกรรมต่างๆ อาทิ การร่วมออกบูธแสดงสินค้าในงาน THAIFEX WORLD OF FOOD ASIA 2013 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในวันที่ 22-26 พ.ค.ศกนี้
วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556
Fisho “แก้เซ็ง” Makeover แบรนด์ยกชุด
กองบรรณาธิการ Positioning Magazine 23 กันยายน 2555
Added on: 23/9/2555
ที่มา http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=95521
“แนวร่วมเซ็ง” หนังโฆษณาสไตล์เป็นเอก
ถ้าภาพยนตร์โฆษณา (ทีวีซี) เรื่องไหนถามหาผู้กำกับหนังโฆษณา หรือผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือดีมาใช้งาน นอกจากจะแสดงให้รู้ว่างานนี้ “สำคัญ” เหมือนที่ฟิชโชบอกว่าแคมเปญ “เซ็ง เซ็ง ก็สุขได้” ครั้งนี้ เป็น “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” (Major Change) อีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องการความพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้กำกับคนนั้นรวมทั้งชื่อเสียงของผู้กำกับ เพื่อทำให้แคมเปญได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นด้วย
การเลือก เป็นเอก รัตนเรือง มากำกับภาพยนตร์โฆษณาก็เพราะต้องการให้ทีวีซีที่ออกมามีอารมณ์ของภาพยนตร์มากกว่าจะเป็นแค่โฆษณา งานนี้ยังได้ ตู้-ดิเรก อามาตยกุล เจ้าของเพลงสาวบางโพ ที่โด่งดังด้วยความสนุกมาร้องเพลงประกอบบอกเล่าเรื่องราวความเซ็งในทีวีซี แบบมันๆ สไตล์ตู้ที่ให้เสียงร้องได้เข้ากับหน้ากวนๆ ของพรีเซ็นเตอร์แต่ละคน
โดยโจทย์ที่บีบีดีโอ บริษัทผู้ผลิตได้รับในการทำทีวีซีเรื่องนี้ มีเพียงสั้นๆ ให้แสดงถึงการกลับมาอีกครั้งของฟิชโชด้วยรูปโฉมและรสชาติใหม่ที่ดูสดและรสแซ่บกว่าเดิม และครั้งนี้ฟิชโชได้เปลี่ยนกลายเป็นปลาอารมณ์ดีทั้งความสุขและความฮาสำหรับแก้เซ็ง
“เราต้องการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่กำลังเซ็งและต้องการความแตกต่าง พรีเซ็นเตอร์ที่เลือกมาแต่ละคน ไม่ใช่คนดังมาก เขาดังในระดับหนึ่ง เรายกมาเลยสี่คน เพราะทุกคนมีคาแร็กเตอร์มีความสุขสนุกสนานในตัวและพวกเขาก็เป็นไอดอลอยู่แล้ว เป็น Endorsers ได้ เป็นตัวแทนในแง่ของโพสิชันนิ่ง ปลาเส้นอารมณ์ดี ที่เราวางไว้ได้ดี และที่ไม่เลือกเด็กวัยรุ่นจ๋ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ก็เพราะเราอยากจะย้ำว่าทาร์เก็ตของเราไม่ใช่เด็กๆ เท่านั้น”
ทีวีซีชุดนี้ทำออกมา 5 เวอร์ชั่น 60 วินาทีหนึ่งเวอร์ชั่น ที่เหลือเป็น 15 วินาที ทำคัตเอาต์ที่ล้อเลียนป้ายหาเสียงการเมือง วางไว้ตามจุดต่างๆ เช่น โรงภาพยนตร์ ซึ่งทีวีซีจะมีฉายในโรงภาพยนตร์ทั้งในเครือเมเจอร์และเอสเอฟ นอกเหนือจากการออกอากาศทางโทรทัศน์
นักแสดง 4 คนในเรื่องได้แก่ เล็ก-สมชาย ศักดิกุล รับหน้าที่หัวหน้าแนวร่วมเซ็ง ดาราสมทบที่มักมีมุกตลกที่แย่งซีนอยู่บ่อยๆ บ๊อบบี้-นิมิตร ลักษมีพงศ์ รองหัวหน้าแนวร่วมเซ็ง นักแสดงและนักแสดงโฆษณาเห็นกันบ่อยๆ จากสินค้าหลายตัว เผือก-พงศธร จงวิลาส โฆษกแนวร่วมเซ็ง ดีเจ 91.5 Hot FM และเพื่อนคู่หูของ เต๋อ-ฉันทวิทย์ ธนะเสวี พระเอกร้อยล้านจากยินดีที่ไม่รู้จัก และเอทีเอ็ม เออรักเออเร่อร์ และ มุข-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ทำหน้าที่เลขาแนวร่วมเซ็ง หมออ้อยจากสมูธอี ผู้กำกับโฆษณาและนักแสดงจากทีวีซีอีกหลายต่อหลายเรื่อง
หลังจากทีวีซีชุดนี้ ฟิชโชเตรียมวางแผนปฏิวัติความเซ็งต่อเนื่องทั่วไทยแบบมันๆ แปลกๆ ไว้อีกตลอดถึงสิ้นปีนี้
ไม่ว่าจะเป็นทีวีซีที่ถูกใจดูแล้วชอบหรือขำแค่ไหน แต่ท้ายที่สุด อย่างไรแล้วโฆษณาก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ มุกตลกที่คิดมาแถบตายฉายครั้งเดียวก็จืด หรือต่อให้ชอบแค่ไหนแต่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ขอดูแค่ครั้งเดียวก็พอ ไม่เหมือนหนังที่ลองถ้าชอบอาจจะดูซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่เบื่อ ยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้วคิดมาดิบดี แต่โอกาสที่จะทำให้คนเห็นโฆษณาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเก่าอีกด้วย เพราะโลกยุคนี้ผู้บริโภคเป็นฝ่ายคัดสรรมีทางเลือกและตัวเลือกมากมาย ไม่ใช่ผู้ถูกยัดเยียดให้ต้องดูในสิ่งที่ไม่ต้องการอีกต่อไปแล้ว
นี่คือเหตุผลว่า การสื่อสารการตลาดยุคนี้ต้องครบถ้วนและรอบด้านทุกสื่อ ทุกช่องทาง เพื่อให้แบรนด์พบกับผู้บริโภคเป้าหมายของตัวเองในมุมใดมุมหนึ่งอย่างไม่พลาดเป้าหมาย
หนังไทย เพลงไทย มุกตลกประชดแบบไทย และแน่นอนต้องเลือกหนึ่งในสุดยอดผู้กำกับหนังไทย บวกด้วยเงิน 60-80 ล้านบาทไทย ทั้งหมดนี้เพื่อการปรับโพสิชันนิ่งครั้งใหญ่ของแบรนด์ฟิชโช (Fisho) ซีสแน็กเบอร์สามของตลาดไทย “เราอยู่มา 10 กว่าปี มีแชร์เป็นที่ 3 โดยไม่เคยทำอะไรเลย”
วิชัย เอี่ยมแสงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทธีร์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ทำการตลาดผลิตภัณฑ์ฟิชโช ในเครือบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ทียูเอฟ (TUF) ให้เหตุผลก่อนจะอรรถาธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟิชโชที่เขาเรียกว่าเป็น Major Change ครั้งแรกของแบรนด์นับแต่เปิดตัวมาให้ฟังทีหลัง
สิ่งที่ฟิชโชเปลี่ยนในครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ตัวเนื้อในผลิตภัณฑ์ที่ปรับทั้งรสชาติและรสสัมผัสในปากให้ถูกใจคนไทยมากขึ้น โดยทำการวิจัยตลาดก่อนพัฒนาสินค้า ปรับโลโก้ ปรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุที่ใช้ และปรับโพสิชันนิ่ง หรือกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้มีความชัดเจน แตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง และแน่นอนว่าย่อมคาดหวังถึงความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างรอบด้าน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Fisho - Before & After)
“เปลี่ยนใหม่หมดทุกอย่าง สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนเพราะเรามองว่าการทำให้สินค้าเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ต้องทำให้มันเป็นบิ๊กแบรนด์ โดยหลังการเปลี่ยนครั้งนี้เราอยากให้ฟิชโชเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภครับประทานบ่อยขึ้น”
วิธีก็คือต้องทำให้ลูกค้าสะดุดตา โฉมใหม่ของฟิชโชที่เห็นภายนอกเลยเน้นให้สดใส เพราะจากการวิจัยพบว่า เวลาที่ทุกยี่ห้ออยู่บนชั้นวางสินค้ามองแล้วคล้ายกันหมด แต่ดีไซน์แพ็กเกจจิ้งและโลโก้ใหม่จะทำให้ฟิชโชเด่นสะดุดตาเมื่อวางเรียงกันอยู่บนชั้นวาง
“พูดตรงๆ ดีไซน์ผลิตภัณฑ์ทาโร่ก็คล้ายเรา เบนโตะอาจจะหน้าตาแปลกนิดหนึ่งแล้วก็เป็นรูปแบบแผ่น แต่เชื่อว่าดีไซน์ใหม่ของเราจะทำให้เรามีคาแร็กเตอร์ที่สดใสชัดขึ้น”
วิชัยอ้างถึงคู่แข่ง ทาโร่ ซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งในเซ็กเมนต์ซีสแน็กที่มีส่วนแบ่งมากกว่า 50% และเบนโตะซึ่งมีส่วนแบ่งมาเป็นอันดับ 2 ประมาณ 20% ขณะที่ฟิชโชซึ่งไม่เคยทำแคมเปญการตลาดใหญ่เลยนับแต่สร้างแบรนด์มามีส่วนแบ่งประมาณ 10% เป็นอันดับ 3 ของตลาด
เมื่อฟิชโชปรับใหญ่ครั้งนี้วิชัยเชื่อว่าจะเป็นการสร้างการเติบโตให้กับฟิชโชได้มากกว่าปกติ โดยคาดหวังเป็นสเต็ปว่า สิ้นปีนี้ส่วนแบ่งของฟิชโชน่าจะขยับขึ้นมาเป็น 15% ขณะที่ยอดขายน่าจะเพิ่มได้ถึง 20%
ฟิชโชเป็นแบรนด์ที่ทำรายได้ให้กับธีร์ โฮลดิ้งประมาณ 40% ของรายได้รวมของบริษัทซึ่งมียอดขายประมาณ 2,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา อีก 60% มาจากแบรนด์ซีเล็คทูน่า และฟิชโชเป็นแบรนด์สำคัญที่จะช่วยทำให้บริษัททำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้านบาทภายใน 5 ปีตามโรดแมปของบริษัทที่วางไว้
สิ่งที่เหมือนกันหลายแบรนด์ของซีสแน็กในตลาดก็คือ โพสิชันนิ่งของแบรนด์ ที่ต่างก็พูดถึงคุณประโยชน์ของโปรตีนจากเนื้อปลาเป็นหลัก ฟิชโชเองก็ใช้ว่า “โปรตีนสูงไขมันต่ำ” แล้ววางตัวอยู่ในตำแหน่งนี้มาตลอด และสุดท้ายก็ตระหนักว่าคู่แข่งเองก็พูดแบบนี้มาตลอดเช่นกัน
“เลยกลายเป็นว่าไม่ใช่ความแตกต่าง แต่เป็นคุณสมบัติที่ถูกกำหนดของผลิตภัณฑ์ พอเป็นแบบนี้คนนึกถึงทาโร่ก็นึกแบบเดียวกับนึกถึงฟิชโชแค่นั้นเอง”
การกำหนดโพสิชันนิ่งทางการตลาดเป็นการทำเพื่อให้ผลิตภัณฑ์แตกต่างจากคู่แข่งในด้านต่างๆ ซึ่งในส่วนของความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation) ฟิชโชยังเลือกขายราคาเดิม เปลี่ยนรูปแบบดีไซน์ใหม่ ใช้บรรจุภัณฑ์ที่รักษาอาหารได้ดีขึ้น อีกทั้งในภาพยนตร์โฆษณา (ทีวีซี) ตัวใหม่ก็ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยการใส่สัญลักษณ์ทียูเอฟ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ารายใหญ่ไว้ด้วย
แต่นั่นก็เป็นเพียงองค์ประกอบที่ไม่ได้ใช้จู่โจมถึงผู้บริโภคมากเท่าการกำหนดโพสิชั่นใหม่เพื่อสร้างความแตกต่างด้านภาพลักษณ์ (Image differentiation) ซึ่งมีทั้งองค์ประกอบเรื่องของสัญลักษณ์ สื่อ บรรยากาศ การจัดกิจกรรมพิเศษ และที่มาผลิตภัณฑ์ ซึ่งครั้งนี้มีเพียงเรื่องเดียวคือที่มาของผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักของผู้ผลิตในกลุ่มซีสแน็กอยู่แล้วที่ไม่ได้ถูกนำมาพูดถึง
ส่วนองค์ประกอบที่เหลือ ฟิชโชจัดใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนโลโก้จากอักษรแบบญี่ปุ่นที่เคยนิยมในยุคหนึ่งรวมทั้งความสอดคล้องกับการออกเสียงชื่อฟิชโชที่ฟังดูเป็นญี่ปุ่นด้วย มาใช้เป็นอักษรไทยที่ดีไซน์สะท้อนผลิตภัณฑ์มากขึ้นเพราะใช้ลายปลาเส้นมาเป็นพื้นตัวอักษร
แต่ที่ถือเป็นการสร้างสัมผัสใหม่กับผู้บริโภคคือการใส่แนวคิดในสื่อ เพื่อสร้างบรรยากาศ ที่วิชัยบอกว่า เมื่อโพสิชันนิ่งเดิมของสินค้าเน้นที่ประโยชน์และซ้ำกันกับคู่แข่ง ก็ฉีกใหม่มาจับเรื่องอารมณ์ที่เข้ากับผู้บริโภคแทน
“สิ่งที่เราคิดจะสร้างความแตกต่างก็คือ ต้องใส่อีโมชั่นเข้าไปในแบรนด์ เน้น Emotional Approach เพราะว่าถึงเวลาปั๊บผมเชื่อว่าแคมเปญนี้รีมายด์ผู้บริโภคได้ ผู้บริโภคที่ได้รับประทาน ได้เห็นซองแพ็กเกจจิ้ง เขาจะรีมายด์ทันที” วิชัยอ้างถึงนโยบาย “เซ็ง เซ็ง ก็สุขได้ หยิบฟิชโช” (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “แนวร่วมเซ็ง” หนังโฆษณาสไตล์เป็นเอก)
“เซ็ง เซ็ง ก็สุขได้ หยิบฟิชโช” เป็นแนวคิดของทีวีซีเรื่องล่าสุดที่ใช้สื่อสารถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งนี้ ที่ฟิชโชให้โจทย์กับบีบีดีโอเป็นผู้สร้าง และให้ เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังมาเป็นผู้กำกับ
วิชัย อธิบายว่า ทีวีซีเรื่องนี้จะเป็นการวางโพสิชั่นใหม่ให้กับแบรนด์ฟิชโชว่ามีพื้นฐานเป็น “แฮปปี้สแน็ก” หรือ “ปลาเส้นอารมณ์ดี” ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นแมสเสจและวิธีการนำเสนอที่น่าจะโดนใจผู้บริโภค
ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา แม้ฟิชโชไม่ได้เคลื่อนไหวใหญ่ แต่ก็เคยทำทีวีซีออกมาไม่ต่ำกว่า 27 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นโฆษณาที่เน้นมุกตลกที่เข้ากับสถานการณ์ในแต่ละช่วงและเน้นที่กลุ่มวัยรุ่นตามทาร์เก็ตเดิม ที่ฮือฮามากตัวหนึ่งคือ “อยากเป็นปลาฟิชโช” สมัยที่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Finding Nemo ออกมาทำเงินถล่มทลาย หรือแม้แต่ครั้งหนึ่งเคยเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์อย่าง ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม สมัยอยู่ Fat Radio ซึ่งเป็นไอดอลของวัยรุ่นมากมายก็ทำมาแล้ว
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเพิ่งลุกขึ้นมาปรับใหญ่ จากที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นแค่ Execution ตามวาระปกติทั่วไป วิชัยให้เหตุผลว่า
“เป็นเพราะจังหวะความเหมาะสมของเวลา จะเรียกว่าเป็น Right Time ที่จะทำก็ได้ เรามีโรดแมปของบริษัทอยู่แล้วว่า 3 ปี 5 ปีต้องเป็นแบบไหน 1-2 ปีที่ผ่านมาเราเริ่มส่งสินค้าไปจำหน่ายในเออีซี จะรอให้เออีซีเปิดอีก 3 ปีค่อยทำ เวลาใกล้เกินก็อาจจะช้าไป ตอนนี้เราวางฐานแฮปปี้สแน็กในไทย พอเรากระจายไปข้างนอกก็จะใช้โพสิชันนิ่งเดียวกันนี้ แต่วิธีการนำเสนอก็จะดูตาม Common Issue ของแต่ละประเทศที่ต่างกันไป”
นอกจากทีวีซี ฟิชโชอยู่ระหว่างพัฒนากิจกรรมออนไลน์ที่จะตามออกมาเพื่อเข้าไปอินโวล์วกับผู้บริโภค มีการแจกตัวอย่างสินค้าหลายหมื่นชุด หลังวันแม่จะมีอีเวนต์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เซ็งแลนด์” หน้าฮาร์ดร็อกคาเฟ่ สยามสแควร์ ในวันที่ 25 สิงหาคม 2555
กิจกรรมนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำโพสิชันนิ่งใหม่ ตอบโจทย์ความเซ็งให้ผู้บริโภค รูปแบบประมาณสวนสนุกเคลื่อนที่ “จะมีซุ้มที่ให้เห็นเลยว่ามันเซ็งจริงๆ กับซุ้มตอบโจทย์ความเซ็ง ต่อจากนั้นไม่นานอาจจะมีกิจกรรมให้ผู้บริโภคส่งเรื่องราวความเซ็งเข้ามา ตอนนี้กำลังพัฒนาอยู่ ช่วงนี้ก็ให้แมสเสจหลักสื่อสารออกไปก่อน แล้วทยอยส่งกิจกรรมตามไป เพื่อให้มีความสม่ำเสมอของแคมเปญไปจนถึงสิ้นปีนี้”
ถึงตอนนี้หลายคนคงมีโอกาสได้ชมทีวีซี “แนวร่วมเซ็ง” กันไปแล้ว ส่วนแผนปรับใหญ่ของฟิชโชจะได้ผลตามเป้าหมายหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า “ความเซ็ง” จะมีพลังดึงดูดมากน้อยแค่ไหนสำหรับผู้บริโภคชาวไทย
วิชัย เอี่ยมแสงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทธีร์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ทำการตลาดผลิตภัณฑ์ฟิชโช ในเครือบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ทียูเอฟ (TUF) ให้เหตุผลก่อนจะอรรถาธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟิชโชที่เขาเรียกว่าเป็น Major Change ครั้งแรกของแบรนด์นับแต่เปิดตัวมาให้ฟังทีหลัง
สิ่งที่ฟิชโชเปลี่ยนในครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ตัวเนื้อในผลิตภัณฑ์ที่ปรับทั้งรสชาติและรสสัมผัสในปากให้ถูกใจคนไทยมากขึ้น โดยทำการวิจัยตลาดก่อนพัฒนาสินค้า ปรับโลโก้ ปรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุที่ใช้ และปรับโพสิชันนิ่ง หรือกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้มีความชัดเจน แตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง และแน่นอนว่าย่อมคาดหวังถึงความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างรอบด้าน (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Fisho - Before & After)
“เปลี่ยนใหม่หมดทุกอย่าง สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนเพราะเรามองว่าการทำให้สินค้าเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ต้องทำให้มันเป็นบิ๊กแบรนด์ โดยหลังการเปลี่ยนครั้งนี้เราอยากให้ฟิชโชเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภครับประทานบ่อยขึ้น”
วิธีก็คือต้องทำให้ลูกค้าสะดุดตา โฉมใหม่ของฟิชโชที่เห็นภายนอกเลยเน้นให้สดใส เพราะจากการวิจัยพบว่า เวลาที่ทุกยี่ห้ออยู่บนชั้นวางสินค้ามองแล้วคล้ายกันหมด แต่ดีไซน์แพ็กเกจจิ้งและโลโก้ใหม่จะทำให้ฟิชโชเด่นสะดุดตาเมื่อวางเรียงกันอยู่บนชั้นวาง
“พูดตรงๆ ดีไซน์ผลิตภัณฑ์ทาโร่ก็คล้ายเรา เบนโตะอาจจะหน้าตาแปลกนิดหนึ่งแล้วก็เป็นรูปแบบแผ่น แต่เชื่อว่าดีไซน์ใหม่ของเราจะทำให้เรามีคาแร็กเตอร์ที่สดใสชัดขึ้น”
วิชัยอ้างถึงคู่แข่ง ทาโร่ ซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งในเซ็กเมนต์ซีสแน็กที่มีส่วนแบ่งมากกว่า 50% และเบนโตะซึ่งมีส่วนแบ่งมาเป็นอันดับ 2 ประมาณ 20% ขณะที่ฟิชโชซึ่งไม่เคยทำแคมเปญการตลาดใหญ่เลยนับแต่สร้างแบรนด์มามีส่วนแบ่งประมาณ 10% เป็นอันดับ 3 ของตลาด
เมื่อฟิชโชปรับใหญ่ครั้งนี้วิชัยเชื่อว่าจะเป็นการสร้างการเติบโตให้กับฟิชโชได้มากกว่าปกติ โดยคาดหวังเป็นสเต็ปว่า สิ้นปีนี้ส่วนแบ่งของฟิชโชน่าจะขยับขึ้นมาเป็น 15% ขณะที่ยอดขายน่าจะเพิ่มได้ถึง 20%
ฟิชโชเป็นแบรนด์ที่ทำรายได้ให้กับธีร์ โฮลดิ้งประมาณ 40% ของรายได้รวมของบริษัทซึ่งมียอดขายประมาณ 2,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา อีก 60% มาจากแบรนด์ซีเล็คทูน่า และฟิชโชเป็นแบรนด์สำคัญที่จะช่วยทำให้บริษัททำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้านบาทภายใน 5 ปีตามโรดแมปของบริษัทที่วางไว้
สิ่งที่เหมือนกันหลายแบรนด์ของซีสแน็กในตลาดก็คือ โพสิชันนิ่งของแบรนด์ ที่ต่างก็พูดถึงคุณประโยชน์ของโปรตีนจากเนื้อปลาเป็นหลัก ฟิชโชเองก็ใช้ว่า “โปรตีนสูงไขมันต่ำ” แล้ววางตัวอยู่ในตำแหน่งนี้มาตลอด และสุดท้ายก็ตระหนักว่าคู่แข่งเองก็พูดแบบนี้มาตลอดเช่นกัน
“เลยกลายเป็นว่าไม่ใช่ความแตกต่าง แต่เป็นคุณสมบัติที่ถูกกำหนดของผลิตภัณฑ์ พอเป็นแบบนี้คนนึกถึงทาโร่ก็นึกแบบเดียวกับนึกถึงฟิชโชแค่นั้นเอง”
การกำหนดโพสิชันนิ่งทางการตลาดเป็นการทำเพื่อให้ผลิตภัณฑ์แตกต่างจากคู่แข่งในด้านต่างๆ ซึ่งในส่วนของความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation) ฟิชโชยังเลือกขายราคาเดิม เปลี่ยนรูปแบบดีไซน์ใหม่ ใช้บรรจุภัณฑ์ที่รักษาอาหารได้ดีขึ้น อีกทั้งในภาพยนตร์โฆษณา (ทีวีซี) ตัวใหม่ก็ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วยการใส่สัญลักษณ์ทียูเอฟ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่ารายใหญ่ไว้ด้วย
แต่นั่นก็เป็นเพียงองค์ประกอบที่ไม่ได้ใช้จู่โจมถึงผู้บริโภคมากเท่าการกำหนดโพสิชั่นใหม่เพื่อสร้างความแตกต่างด้านภาพลักษณ์ (Image differentiation) ซึ่งมีทั้งองค์ประกอบเรื่องของสัญลักษณ์ สื่อ บรรยากาศ การจัดกิจกรรมพิเศษ และที่มาผลิตภัณฑ์ ซึ่งครั้งนี้มีเพียงเรื่องเดียวคือที่มาของผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักของผู้ผลิตในกลุ่มซีสแน็กอยู่แล้วที่ไม่ได้ถูกนำมาพูดถึง
ส่วนองค์ประกอบที่เหลือ ฟิชโชจัดใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนโลโก้จากอักษรแบบญี่ปุ่นที่เคยนิยมในยุคหนึ่งรวมทั้งความสอดคล้องกับการออกเสียงชื่อฟิชโชที่ฟังดูเป็นญี่ปุ่นด้วย มาใช้เป็นอักษรไทยที่ดีไซน์สะท้อนผลิตภัณฑ์มากขึ้นเพราะใช้ลายปลาเส้นมาเป็นพื้นตัวอักษร
แต่ที่ถือเป็นการสร้างสัมผัสใหม่กับผู้บริโภคคือการใส่แนวคิดในสื่อ เพื่อสร้างบรรยากาศ ที่วิชัยบอกว่า เมื่อโพสิชันนิ่งเดิมของสินค้าเน้นที่ประโยชน์และซ้ำกันกับคู่แข่ง ก็ฉีกใหม่มาจับเรื่องอารมณ์ที่เข้ากับผู้บริโภคแทน
“สิ่งที่เราคิดจะสร้างความแตกต่างก็คือ ต้องใส่อีโมชั่นเข้าไปในแบรนด์ เน้น Emotional Approach เพราะว่าถึงเวลาปั๊บผมเชื่อว่าแคมเปญนี้รีมายด์ผู้บริโภคได้ ผู้บริโภคที่ได้รับประทาน ได้เห็นซองแพ็กเกจจิ้ง เขาจะรีมายด์ทันที” วิชัยอ้างถึงนโยบาย “เซ็ง เซ็ง ก็สุขได้ หยิบฟิชโช” (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “แนวร่วมเซ็ง” หนังโฆษณาสไตล์เป็นเอก)
“เซ็ง เซ็ง ก็สุขได้ หยิบฟิชโช” เป็นแนวคิดของทีวีซีเรื่องล่าสุดที่ใช้สื่อสารถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งนี้ ที่ฟิชโชให้โจทย์กับบีบีดีโอเป็นผู้สร้าง และให้ เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังมาเป็นผู้กำกับ
วิชัย อธิบายว่า ทีวีซีเรื่องนี้จะเป็นการวางโพสิชั่นใหม่ให้กับแบรนด์ฟิชโชว่ามีพื้นฐานเป็น “แฮปปี้สแน็ก” หรือ “ปลาเส้นอารมณ์ดี” ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นแมสเสจและวิธีการนำเสนอที่น่าจะโดนใจผู้บริโภค
ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา แม้ฟิชโชไม่ได้เคลื่อนไหวใหญ่ แต่ก็เคยทำทีวีซีออกมาไม่ต่ำกว่า 27 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นโฆษณาที่เน้นมุกตลกที่เข้ากับสถานการณ์ในแต่ละช่วงและเน้นที่กลุ่มวัยรุ่นตามทาร์เก็ตเดิม ที่ฮือฮามากตัวหนึ่งคือ “อยากเป็นปลาฟิชโช” สมัยที่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง Finding Nemo ออกมาทำเงินถล่มทลาย หรือแม้แต่ครั้งหนึ่งเคยเลือกใช้พรีเซ็นเตอร์อย่าง ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม สมัยอยู่ Fat Radio ซึ่งเป็นไอดอลของวัยรุ่นมากมายก็ทำมาแล้ว
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเพิ่งลุกขึ้นมาปรับใหญ่ จากที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นแค่ Execution ตามวาระปกติทั่วไป วิชัยให้เหตุผลว่า
“เป็นเพราะจังหวะความเหมาะสมของเวลา จะเรียกว่าเป็น Right Time ที่จะทำก็ได้ เรามีโรดแมปของบริษัทอยู่แล้วว่า 3 ปี 5 ปีต้องเป็นแบบไหน 1-2 ปีที่ผ่านมาเราเริ่มส่งสินค้าไปจำหน่ายในเออีซี จะรอให้เออีซีเปิดอีก 3 ปีค่อยทำ เวลาใกล้เกินก็อาจจะช้าไป ตอนนี้เราวางฐานแฮปปี้สแน็กในไทย พอเรากระจายไปข้างนอกก็จะใช้โพสิชันนิ่งเดียวกันนี้ แต่วิธีการนำเสนอก็จะดูตาม Common Issue ของแต่ละประเทศที่ต่างกันไป”
นอกจากทีวีซี ฟิชโชอยู่ระหว่างพัฒนากิจกรรมออนไลน์ที่จะตามออกมาเพื่อเข้าไปอินโวล์วกับผู้บริโภค มีการแจกตัวอย่างสินค้าหลายหมื่นชุด หลังวันแม่จะมีอีเวนต์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เซ็งแลนด์” หน้าฮาร์ดร็อกคาเฟ่ สยามสแควร์ ในวันที่ 25 สิงหาคม 2555
กิจกรรมนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำโพสิชันนิ่งใหม่ ตอบโจทย์ความเซ็งให้ผู้บริโภค รูปแบบประมาณสวนสนุกเคลื่อนที่ “จะมีซุ้มที่ให้เห็นเลยว่ามันเซ็งจริงๆ กับซุ้มตอบโจทย์ความเซ็ง ต่อจากนั้นไม่นานอาจจะมีกิจกรรมให้ผู้บริโภคส่งเรื่องราวความเซ็งเข้ามา ตอนนี้กำลังพัฒนาอยู่ ช่วงนี้ก็ให้แมสเสจหลักสื่อสารออกไปก่อน แล้วทยอยส่งกิจกรรมตามไป เพื่อให้มีความสม่ำเสมอของแคมเปญไปจนถึงสิ้นปีนี้”
ถึงตอนนี้หลายคนคงมีโอกาสได้ชมทีวีซี “แนวร่วมเซ็ง” กันไปแล้ว ส่วนแผนปรับใหญ่ของฟิชโชจะได้ผลตามเป้าหมายหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า “ความเซ็ง” จะมีพลังดึงดูดมากน้อยแค่ไหนสำหรับผู้บริโภคชาวไทย
| Fisho - Before & After | ||
| Change | Before | After |
| Product | สแน็กจากปลาเหมือนแบรนด์ทั่วไป | เน้นตอบโจทย์ผู้บริโภคจากงานวิจัย พัฒนาด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และประสบการณ์ในการบริโภค ผลิตภัณฑ์ที่ปรับใหม่เหลือปลาเส้น 6 รสชาติ ปลาแผ่น 5 รสชาติ ปลาบด 2 รสชาติ และปลากรอบ 3 รสชาติ |
| Logo, Packaging & Material | ใช้ภาษาอังกฤษ แบบอักษรสไตล์ญี่ปุ่น ซองพลาสติกมีส่วนที่ใสมองทะลุเห็นสินค้าด้านใน มีสัญลักษณ์ปลากระโดดตวัดหางเข้าหาตัว | ใช้อักษรภาษาไทยที่ดีไซน์มาจากลักษณะของปลาเส้นลดโลโก้แบรนด์ภาษาอังกฤษลงและเปลี่ยนแบบอักษร ตัวปลาตวัดหางออกเพิ่มหางสีแดงหน้าเชิด ใช้สีเป็นตัวบอกรสชาติและภาพบอกรสชาติตำแหน่งเดิมชัดขึ้น เป็นซองพลาสติกรุ่นใหม่ที่ถนอมอาหารได้ดีขึ้น ต้นทุนสูงขึ้นแต่พิมพ์สีได้สดใสกว่าเดิม มีภาพสินค้าบนซองมองเหมือนจริง แต่ซองปิดทึบมองไม่เห็นสินค้าภายในนอมอาหารได้ดีขึ้น ต้นทุนสูงขึ้นแต่พิมพ์สีได้สดใสกว่าเดิม มีภาพสินค้าบนซองมองเหมือนจริง แต่ซองปิดทึบมองไม่เห็นสินค้าภายใน |
| Positioning | โปรตีนสูงไขมันต่ำ | ปลาเส้นอารมณ์ดี (Happy Snack) |
| Selling Idea | ของกินที่มีประโยชน์ กินเมื่อหิวหรืออยาก | เน้นตอบสนองทางอารมณ์มากขึ้น หรือขายด้วย Emotional Approach |
| Target | ของกินเล่นสำหรับเด็ก | ของกินเล่นที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย |
| Market Share | ประมาณ 10% | 15% (ตั้งเป้าสำหรับสิ้นปี 2555) และหวัง 30% ภายในปี 2558 เพื่อขึ้นเป็นเบอร์ 2 |
| Marketing Budget | 10-20 ล้านต่อปี เต็มที่ไม่เกิน 30 ล้าน | 60-80 ล้าน |
| Distribution Channel | เซเว่นอีเลฟเว่น 50% ที่เหลือโมเดิร์นเทรดและร้านค้าทั่วไปพอๆ กัน | รักษาช่องทางจำหน่ายเดิมเพิ่มช่องทางใหม่ๆ เช่น โรงภาพยนตร์ ฟิตเนส ศูนย์อาหาร ศูนย์บันเทิง ฯลฯ |
“แนวร่วมเซ็ง” หนังโฆษณาสไตล์เป็นเอก
ถ้าภาพยนตร์โฆษณา (ทีวีซี) เรื่องไหนถามหาผู้กำกับหนังโฆษณา หรือผู้กำกับภาพยนตร์ฝีมือดีมาใช้งาน นอกจากจะแสดงให้รู้ว่างานนี้ “สำคัญ” เหมือนที่ฟิชโชบอกว่าแคมเปญ “เซ็ง เซ็ง ก็สุขได้” ครั้งนี้ เป็น “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” (Major Change) อีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องการความพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้กำกับคนนั้นรวมทั้งชื่อเสียงของผู้กำกับ เพื่อทำให้แคมเปญได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นด้วย
การเลือก เป็นเอก รัตนเรือง มากำกับภาพยนตร์โฆษณาก็เพราะต้องการให้ทีวีซีที่ออกมามีอารมณ์ของภาพยนตร์มากกว่าจะเป็นแค่โฆษณา งานนี้ยังได้ ตู้-ดิเรก อามาตยกุล เจ้าของเพลงสาวบางโพ ที่โด่งดังด้วยความสนุกมาร้องเพลงประกอบบอกเล่าเรื่องราวความเซ็งในทีวีซี แบบมันๆ สไตล์ตู้ที่ให้เสียงร้องได้เข้ากับหน้ากวนๆ ของพรีเซ็นเตอร์แต่ละคน
โดยโจทย์ที่บีบีดีโอ บริษัทผู้ผลิตได้รับในการทำทีวีซีเรื่องนี้ มีเพียงสั้นๆ ให้แสดงถึงการกลับมาอีกครั้งของฟิชโชด้วยรูปโฉมและรสชาติใหม่ที่ดูสดและรสแซ่บกว่าเดิม และครั้งนี้ฟิชโชได้เปลี่ยนกลายเป็นปลาอารมณ์ดีทั้งความสุขและความฮาสำหรับแก้เซ็ง
“เราต้องการตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่กำลังเซ็งและต้องการความแตกต่าง พรีเซ็นเตอร์ที่เลือกมาแต่ละคน ไม่ใช่คนดังมาก เขาดังในระดับหนึ่ง เรายกมาเลยสี่คน เพราะทุกคนมีคาแร็กเตอร์มีความสุขสนุกสนานในตัวและพวกเขาก็เป็นไอดอลอยู่แล้ว เป็น Endorsers ได้ เป็นตัวแทนในแง่ของโพสิชันนิ่ง ปลาเส้นอารมณ์ดี ที่เราวางไว้ได้ดี และที่ไม่เลือกเด็กวัยรุ่นจ๋ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ก็เพราะเราอยากจะย้ำว่าทาร์เก็ตของเราไม่ใช่เด็กๆ เท่านั้น”
ทีวีซีชุดนี้ทำออกมา 5 เวอร์ชั่น 60 วินาทีหนึ่งเวอร์ชั่น ที่เหลือเป็น 15 วินาที ทำคัตเอาต์ที่ล้อเลียนป้ายหาเสียงการเมือง วางไว้ตามจุดต่างๆ เช่น โรงภาพยนตร์ ซึ่งทีวีซีจะมีฉายในโรงภาพยนตร์ทั้งในเครือเมเจอร์และเอสเอฟ นอกเหนือจากการออกอากาศทางโทรทัศน์
นักแสดง 4 คนในเรื่องได้แก่ เล็ก-สมชาย ศักดิกุล รับหน้าที่หัวหน้าแนวร่วมเซ็ง ดาราสมทบที่มักมีมุกตลกที่แย่งซีนอยู่บ่อยๆ บ๊อบบี้-นิมิตร ลักษมีพงศ์ รองหัวหน้าแนวร่วมเซ็ง นักแสดงและนักแสดงโฆษณาเห็นกันบ่อยๆ จากสินค้าหลายตัว เผือก-พงศธร จงวิลาส โฆษกแนวร่วมเซ็ง ดีเจ 91.5 Hot FM และเพื่อนคู่หูของ เต๋อ-ฉันทวิทย์ ธนะเสวี พระเอกร้อยล้านจากยินดีที่ไม่รู้จัก และเอทีเอ็ม เออรักเออเร่อร์ และ มุข-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ทำหน้าที่เลขาแนวร่วมเซ็ง หมออ้อยจากสมูธอี ผู้กำกับโฆษณาและนักแสดงจากทีวีซีอีกหลายต่อหลายเรื่อง
หลังจากทีวีซีชุดนี้ ฟิชโชเตรียมวางแผนปฏิวัติความเซ็งต่อเนื่องทั่วไทยแบบมันๆ แปลกๆ ไว้อีกตลอดถึงสิ้นปีนี้
ไม่ว่าจะเป็นทีวีซีที่ถูกใจดูแล้วชอบหรือขำแค่ไหน แต่ท้ายที่สุด อย่างไรแล้วโฆษณาก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ มุกตลกที่คิดมาแถบตายฉายครั้งเดียวก็จืด หรือต่อให้ชอบแค่ไหนแต่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ขอดูแค่ครั้งเดียวก็พอ ไม่เหมือนหนังที่ลองถ้าชอบอาจจะดูซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่เบื่อ ยิ่งสมัยนี้ด้วยแล้วคิดมาดิบดี แต่โอกาสที่จะทำให้คนเห็นโฆษณาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเก่าอีกด้วย เพราะโลกยุคนี้ผู้บริโภคเป็นฝ่ายคัดสรรมีทางเลือกและตัวเลือกมากมาย ไม่ใช่ผู้ถูกยัดเยียดให้ต้องดูในสิ่งที่ไม่ต้องการอีกต่อไปแล้ว
นี่คือเหตุผลว่า การสื่อสารการตลาดยุคนี้ต้องครบถ้วนและรอบด้านทุกสื่อ ทุกช่องทาง เพื่อให้แบรนด์พบกับผู้บริโภคเป้าหมายของตัวเองในมุมใดมุมหนึ่งอย่างไม่พลาดเป้าหมาย
วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556
รพ.กรุงเทพฯเตรียมเปิดแบรนด์ใหม่ รองรับคนไข้ระดับกลางและประกันสังคม นำร่อง 3แห่งปีนี้ "ภูเก็ต -พัทยา-ระยอง"
ปี้นี้จะเปิดใน 3 พื้นที่ คือ ภูเก็ต ระยอง พัทยา ขนาดแห่งละ 59 เตียง คาดว่างบลงทุนประมาณ 2-3ล้านต่อเตียงบาท(118-177ล้านบาทต่อแห่ง หรือรวม3 แห่ง 354-531 ล้านบาท) ถูกกว่ารพ.ระดับบนที่มีต้นทุนลงทุนประมาณ 10 ล้านบาทต่อเตียง
"รพ.ขนาดกลางจะสร้างใหม่ ในมาตรฐานใกล้เคียงกับรพ.เปาโลที่สามารถรองรับคนไข้ประกันสังคมได้ ซึ่งจะอยู่ภายใต้แบรนด์ใหม่ แต่ให้รับรู้ว่าอยู่ในเครือรพ.กรุงเทพ โดยให้นโยบายการดำเนินงานไป 3 ข้อคือ 1.คุณภาพการรักษาต้องดี เพราะใช้แพทย์และเครื่องมือร่วมกับรพ.กรุงเทพในพื้นที่นั้นๆ 2.รวดเร็วกว่ารพ.ของรัฐ และ 3.ราคาประหยัด"
ทั้งนี้แม้ว่ารพ.ระดับกลางอัตราการทำกำไรจะน้อยกว่ารพ.ระดับบน แต่ต้นทุนลงทุนโดยเฉพาะเครื่องมือทางการแพทย์ และแพทย์จะถูกลง เพราะใช้ศักยภาพจากที่เครือรพ.กรุงเทพมีอยู่ และหากมีเคสที่ยากขึ้น ก็สามารถส่งต่อให้รพ.กรุงเทพได้
"เถ้าแก่น้อย" วางแผนระยะยาว 10 ปี สร้างแบรนด์สแน็กไทย ขึ้นผู้นำสินค้าสาหร่ายทอดกรอบระดับโลก
ที่มาhttp://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business
โดยในช่วง 3 ปีจากนี้วางเป้าหมายขยายการทำตลาดแบรนด์เถ้าแก่น้อย ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในประเทศจีน โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 2.5 ล้านแผ่นต่อวัน เป็น 3.5 ล้านแผ่นต่อวัน ใช้เงินลงทุนด้านเครื่องจักรรวม 150 ล้านบาท
ส่วนแผนดำเนินธุรกิจในระยะ 7-8 ปีต่อมา จะขยายตลาดไปยังยุโรปและสหรัฐ ซึ่งเป็นภูมิภาคสำคัญที่จะทำให้แบรนด์เถ้าแก่น้อย ก้าวขึ้นแท่นผู้นำสแน็กสาหร่ายในตลาดโลก ซึ่งบริษัทต้องสร้างพฤติกรรมการบริโภคสาหร่ายให้เป็นเซ็กเมนท์ใหม่ในตลาดสแน็ก ให้กับผู้บริโภค เพื่อเข้าไปแข่งขันกับตลาดมันฝรั่งทอด
"แผนการรุกตลาดต่างประเทศ เป็นกลยุทธ์การสร้างแบรนด์เถ้าแก่น้อย เพื่อขึ้นเป็นผู้นำตลาดสแน็กสาหร่าย เช่นเดียวกับแบรนด์เรดบลูที่มีคนรู้จักทั่วโลก"นายอิทธิพัทธ์กล่าว
ในปีนี้บริษัทยังได้เตรียมงบประมาณสำหรับทำตลาดในประเทศราว 200 ล้านบาท ภายใต้กลยุทธ์ไอดอล มาร์เก็ตติ้ง ด้วยการนำศิลปินนักร้องชื่อดังวง 2PM จากประเทศเกาหลี มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อรักษากลุ่มเป้าหมายหลักวัยรุ่นที่นิยมศิลปินเกาหลี รวมถึงเป็นกลยุทธ์นำร่องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในเอเชีย
นายอิทธิพัทธ์ กล่าวอีกว่าจากแผนการขยายธุรกิจในอนาคต คาดว่าต้องใช้งบลงทุนราว 400 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานและซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังการผลิต โดยบริษัทวางแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในไตรมาส3ปีนี้ คาดว่าจะระดมทุนได้ราว 1,000 ล้านบาท เพื่อไปสู่เป้าหมายสร้างแบรนด์สแน็กไทยในตลาดโลก รวมถึงการสร้างรายได้บริษัทระดับยอดขาย 1 หมื่นล้านภายใน 7 ปี แบ่งสัดส่วนรายได้ในประเทศ 60% ต่างประเทศ 40% จากปีที่ผ่านมามียอดขายรวม 2,300 ล้านบาท และเป้าปีนี้มียอดขายรวม 3,000 ล้านบาททั้งตลาดในประเทศและส่งออก
สำหรับตลาดรวมสาหร่ายทอดกรอบมีมูลค่า 2,800 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาเติบโต 35-40% เถ้าแก่น้อย ผู้นำตลาดครองส่วนแบ่ง 60% ตามด้วย มาชิตะ,ซีลิโกะ และโอโนริ ปีนี้คาดตลาดรวมเติบโต 27%
วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556
Munchy ขนมอร่อยจากมาเลย์
วันพุธที่ 17 เมษายน 2013 เวลา 12:50 น.
ที่มาhttp://www.thanonline.com/index.php
หากพูดถึงผู้ผลิต "Wafer" และ "Biscuit" อันดับต้นๆในตลาดของประเทศมาเลเซีย คงจะต้องพูดถึงแบรนด์ "Munchy" ซึ่งแบรนด์นี้ก่อตั้งมาในปี ค.ศ. 1991 บนเมืองเล็กๆทางใต้ของมาเลเซีย โดยเริ่มจากการทำขนมแบบ "Homemade" ทำจากเครื่องทำขนมมือสอง และสามารถเติบโตจนมีโรงงานผลิตขนมอยู่ 6 แห่งในทุกวันนี้
แบรนด์ Munchy มีสินค้า 6 กลุ่มคือ แครกเกอร์ เวเฟอร์ แซนด์วิช ลูกอม คุกกี้ช็อกโกแลต เวเฟอร์สอดไส้ ผลิตจากโรงงานขนาดยักษ์ 6 แห่ง ที่เมือง Batu Pahat ในประเทศมาเลเซีย เป็นโรงงาน Wafer 2 แห่ง และโรงงานผลิต Biscuit อีก 4 แห่ง โดยขนมMunchy ฉลองครบรอบ 20 ปีกันไปเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง
ขนมแบรนด์นี้ มีจุดเด่นอยู่ที่การสร้างนวัตกรรมขนม มีการทำ R&D ทำให้เป็นผู้นำทางด้านขนมอยู่ตลอดมา การออกขนมแบบใหม่ๆอย่างเช่น Munchy's mini ขนาดพอดีคำ หรือ Captain Munch ซึ่งเป็นขนมตัวล่าสุดของแบรนด์นี้ นอกจากนวัตกรรมแล้ว Munchy ยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือ การเข้าใจผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงวิธีการรับประทานและเหมาะกับแต่ละสถานการณ์ โดยแต่ละแบรนด์ของ Munchy มีเป้าหมายลูกค้าที่แตกต่างกันไป
ปัจจุบันขนม Munchy ส่งออกไปขายมากว่า 60ประเทศทั่วโลก และวางเป้าว่าในปี 2020 จะส่งออกไปขายกว่า 100 ประเทศทั่วโลก "เรากำลังเดินเข้าไปสู่ช่วงกำลังเวลาที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ เราจะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมแค่ในตลาดท้องถิ่นเท่านั้น แต่เราจะมองไปถึงตลาดระดับโลก" CK Tan ซึ่งเป็นซีอีโอของ Munchy Group บอก
หากสนใจที่จะหารับประทานขนม Munchy สามารถหาซื้อได้ กว่า 20,000 outletsในมาเลเซียฝรั่งตะวันออกและตะวันตก รวมถึงในตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.munchys.com/
■ คอลัมน์ : AEC Product / ■ s.veerapong@thanonline.com
■ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ AEC world ปีที่33 (1) ฉบับที่ 2,835 (7) วันที่ 14 - 17 เมษายน พ.ศ. 2556
ที่มาhttp://www.thanonline.com/index.php
แบรนด์ Munchy มีสินค้า 6 กลุ่มคือ แครกเกอร์ เวเฟอร์ แซนด์วิช ลูกอม คุกกี้ช็อกโกแลต เวเฟอร์สอดไส้ ผลิตจากโรงงานขนาดยักษ์ 6 แห่ง ที่เมือง Batu Pahat ในประเทศมาเลเซีย เป็นโรงงาน Wafer 2 แห่ง และโรงงานผลิต Biscuit อีก 4 แห่ง โดยขนมMunchy ฉลองครบรอบ 20 ปีกันไปเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง
ขนมแบรนด์นี้ มีจุดเด่นอยู่ที่การสร้างนวัตกรรมขนม มีการทำ R&D ทำให้เป็นผู้นำทางด้านขนมอยู่ตลอดมา การออกขนมแบบใหม่ๆอย่างเช่น Munchy's mini ขนาดพอดีคำ หรือ Captain Munch ซึ่งเป็นขนมตัวล่าสุดของแบรนด์นี้ นอกจากนวัตกรรมแล้ว Munchy ยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือ การเข้าใจผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงวิธีการรับประทานและเหมาะกับแต่ละสถานการณ์ โดยแต่ละแบรนด์ของ Munchy มีเป้าหมายลูกค้าที่แตกต่างกันไป
ปัจจุบันขนม Munchy ส่งออกไปขายมากว่า 60ประเทศทั่วโลก และวางเป้าว่าในปี 2020 จะส่งออกไปขายกว่า 100 ประเทศทั่วโลก "เรากำลังเดินเข้าไปสู่ช่วงกำลังเวลาที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ เราจะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมแค่ในตลาดท้องถิ่นเท่านั้น แต่เราจะมองไปถึงตลาดระดับโลก" CK Tan ซึ่งเป็นซีอีโอของ Munchy Group บอก
หากสนใจที่จะหารับประทานขนม Munchy สามารถหาซื้อได้ กว่า 20,000 outletsในมาเลเซียฝรั่งตะวันออกและตะวันตก รวมถึงในตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.munchys.com/
■ คอลัมน์ : AEC Product / ■ s.veerapong@thanonline.com
■ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ AEC world ปีที่33 (1) ฉบับที่ 2,835 (7) วันที่ 14 - 17 เมษายน พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556
มีวันนี้เพราะของแปลก!! 'กีโต้' รองเท้า+คีย์บอร์ด สัญชาติไทยล้านเปอร์เซ็นต์
หากพูดถึงตลาดรองเท้าในเมืองไทยเชื่อว่าหลายๆ คนคงยอมรับในเรื่องฝีมือ เพราะขนาดแบรนด์ของต่างชาติยี่ห้อดังๆ อย่าง ฟิตฟลอปยังต้องใช้ช่างฝีมือไทยในการผลิต ซึ่งไทยเองก็ไม่ได้เพียงแต่รับผลิตให้กับแบรนด์ดังๆ เท่านั้นแต่ไทยยังมีแบรนด์ของตัวเองที่ผลิตและจำหน่ายไปยังต่างประเทศอีกด้วยเหมือนร้องเท้าแนวใหม่ที่ใช้เอกลักษณ์ของเทคโนโลยีมาเป็นไอเดียรังสรรค์อย่างรองเท้าคีย์บอร์ดของแบรนด์กีโต้ ซึ่งถือเป็นแบรนด์ของคนไทยแท้ 100% วันนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่ Success Story ได้มีโอกาสพูดคุยกับหนุ่มไฟแรงทายาทรุ่นที่ 2 ของรองเท้ากีโต้ อย่าง "ไพศาล กิจกำจาย" เลขากรรมการผู้จัดการ บริษัท กีโต้ (ประเทศไทย) จำกัด
จุดเริ่มต้นของรองเท้ากีโต้
ถ้ายุคคุณพ่อคงเริ่มจากอยากจะค้าขายเพื่อมีเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว เริ่มต้นอาจจะเริ่มตั้งแต่เป็นพนักงานในร้านค้าก่อนจากนั้นจึงเริ่มหาช่องทางหาของมาขายเองและคงเริ่มเห็นว่ารองเท้าขายดีน่าจะมีตลาดเลยไปซื้อรองเท้ามาขาย โดยช่วงแรกก็เป็นการซื้อมาจากร้านขายส่งเพื่อไปส่งร้านค้าปลีกซึ่งก็ทำมาอยู่หลายปีและคงจะขายดีมากจนโรงงานที่เรารับมาผลิตและส่งให้ไม่ทันที่เราจะขาย เพราะเราอาจจะมีลูกค้าอยู่ในมือเยอะหรือช่วงนั้นลูกค้าขายดีคือส่งให้เขาแล้วโรงงานผลิตให้ในสิ่งที่เราต้องการไม่ทันก็คงจะเป็นจุดประกายว่าคงต้องมีโรงงานเองแล้วไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นเพราะถ้าไม่มีโรงงานที่จะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ก็คงลำบากก็เลยต้องเริ่มคิดที่จะตั้งโรงงาน ซึ่งช่วงที่ตั้งโรงงานก็ยังไม่มีความรู้เรื่องการผลิตรองเท้าเท่าไหร่แต่อาศัยคูพักลักจำมากกว่า
จากกิเลนสู่กีโต้
สมัยแรกๆ เราเริ่มจากชื่อกิเลน ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานของจีนหน้าตาจะคล้ายๆ สิงห์ เพราะคนสมัยเก่ารุ่นพ่อรุ่นอาม่าคงจะยังไม่รู้จักภาษาไทยมากเท่าไหร่พอเห็นอะไรก็เอามาเป็นยี่ห้อก่อนพอคำว่ากิเลนเริ่มขายไปสักพักซึ่งผมไม่แน่ใจว่ากี่ปีและอาจจะรู้สึกว่าชื่อเริ่มเชย เพราะถ้าเราต้องการสร้างแบรนด์ให้เติบโตไปในอนาคตชื่อเป็นสิ่งสำคัญเลยมีความคิดที่จะต้องพัฒนาปรับปรุงชื่อสินค้าให้ดูดีมากขึ้น ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นไปเจอคำฝรั่งสมัยใหม่อย่างคำว่า ล็อตโต้ และลองมาพ้องกับคำว่ากิเลนคือชื่อเดิม เลยกลายมาเป็น "กีโต้" หรือเปล่า เพราะผู้ใหญ่หลายคนก็เล่าให้ฟังหลายแบบ หรือช่วงนั้นเป็นช่วงกระแสญี่ปุ่นมาแรงเลยลองนำชื่อกิเลนมาผันดู เพราะต้องบอกเลยว่าช่วงที่กระแสญี่ปุ่นมาแรงในไทยอะไรที่เป็นของญี่ปุ่นคนไทยก็รู้สึกอยากใช้รู้สึกดูมีคุณค่า และพอนำมากิเลนมาผันเป็นกีโต้แล้วทำให้ฟังเหมือนญี่ปุ่นซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นชื่อกีโต้ก็เป็นได้
ปัญหาและอุปสรรค์ในการสร้างแบรนด์
ช่วงแรกปัญหาอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องแบรนด์เท่าไหร่เพราะเรายังไม่ได้โปรโมต จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ประมาณปี 2001 กีโต้เพิ่งเริ่มจะมีโฆษณาแต่ก่อนหน้านั้นเราก็ขายแบรนด์กีโต้มาสักพักแล้วเกือบ 10 ปี แต่คนไทยทั่วไปถือว่ายังไม่รู้จักเลย ทั้งๆ ที่เราขายดีจนมีรายได้มาสร้างโรงงาน ซึ่งคนเริ่มจะมารู้จักกีโต้จากการที่เราเริ่มทำสื่อโฆษณาน่าจะประมาณปี 2000 หรือ 2001 ที่คนเริ่มรู้จักก็เลยคิดว่าสมัยนั้นที่เขามีแบรนด์ก็เพื่อที่จะเอาสินค้าเอาตราสินค้าไปติดไว้ที่ตัวสินค้าเท่านั้นไม่ได้คิดที่จะโปรโมตอะไรทั้งสิ้น เพราะการทำสินค้าต้องมีแบรนด์ตัวเองไม่เช่นนั้นก็ต้องกลัวเรื่องลิขสิทธิ์ที่จะไปโดนคนอื่นฟ้องร้องเรื่องก๊อบปี้เขาหรือเขามาก๊อบปี้เรา ซึ่งการลงสื่อครั้งแรกเราก็ถือว่าประสบความสำเร็จเลยนะเพราะจากคนที่ไม่เคยรู้จักกีโต้ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อได้ที่ไหน ทั้งๆ ที่มีวางอยู่ทุกที่ทั้งตามท้องถนนทั้งตามร้านค้า แต่สมัยนั้นอาจจะยังไม่ค่อยมีห้างเท่าไหร่แต่คนยังพูดเลยว่าไปซื้อได้ที่ไหนหรือว่าวางขายตรงไหนจนกระทั่งมีโฆษณาคนถึงจะรู้จักและเห็นสินค้ามากขึ้น
ภาวะค่าแรงพุ่ง
การขึ้นค่าแรงค่อนข้างเป็นปัญหาทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 40% หากเทียบความเป็นต้นทุนของรองเท้า เพราะค่าแรงเป็นส่วนหนึ่งของตัวสินค้า หากถามว่าเป็นปัญหาหรือไม่ถือว่าเป็นปัญหา ซึ่งตอนแรกกีโต้จ้างอยู่ที่ 215 พอมาเป็น 300 ก็ปรับขึ้น 40% ถ้าถามว่ากระทบหรือไม่ก็กระทบนะ ทำให้ต้นทุนเราหลายๆ ส่วนเพิ่มมากขึ้นเราก็ต้องคุยกับลูกค้า และสินค้าบางตัวอาจจะไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ เพราะลูกค้าบอกว่าต้องขายราคา 99 หรือ 199 บาทเท่านั้น จึงจะขายได้และเท่าที่ผมสัมผัสอย่างสินค้าที่ต้นทุนราคาถูกๆ ประมาณ 60 บาท เราส่งให้ร้านค้าขายในราคา 99 บาท ร้านค้าโอเคเพราะมีกำไรคู่ละเกือบ 40 บาท แต่พอค่าแรงเพิ่มต้นทุนเพิ่มเราจะปรับราคาต้นทุนเป็น 65-70 บาท ร้านค้าจะรู้สึกไม่โอเค เพราะเขาจะเหลือกำไรน้อยลงเขาจะรับไม่ได้และจะไม่ซื้อสินค้าตัวนี้ไปขายแต่จะหาสินค้าอื่นที่ราคาถูกกว่าไปขายแทนในราคาเดิม เพราะร้านค้าจะบอกว่าหากปรับเป็น 109 บาทจะไม่ใช่ราคาขายแม้เราจะพยายามบอกแล้วว่าการปรับไม่ใช่ปรับเพราะตัวเราแต่ปรับเพราะต้นทุนขึ้นและสินค้าทุกอย่างขึ้นจริงๆไม่ใช่ขึ้นแต่รองเท้า เราเชื่อว่าผู้บริโภครับได้ แต่ความรู้สึกของร้านค้าบอกคนขายรับได้แต่ความรู้สึกคนซื้ออาจจะไม่ใช่ แต่ไม่ได้หมายความว่าขายไม่ได้นะยังคงขายได้เหมือนเดิมแต่อาจจะไม่ได้เร็วและจำนวนมากเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งบางทีพอมันไม่สามารถไปได้แล้วจริงๆ เราก็ต้องคอยพลิกแพงรูปแบบสินค้า พัฒนาสินค้าให้อยู่ในราคาที่ลูกค้ารับได้
แก้ปัญหาค่าแรงตามสไตล์คนรุ่นใหม่
เราต้องพยายามพัฒนาอย่างไรก็ได้ให้ตัวสินค้าคงรูปแบบความสวยงามและความแข็งแรงเหมือนเดิม แต่อาจจะลดเรื่องการประดับตัวสินค้าทำให้สวยแบบเรียบๆ เพราะบางทีการสวยแบบเรียบๆ อยู่ได้ยาวกว่าการสวยแบบใส่สีใส่ไข่เยอะๆ เราพยายามทำให้เรียบแต่ยังดูมีคุณค่าอยู่ สินค้าแบรนด์เนมที่เราเห็นถ้าเราสังเกตุส่วนใหญ่จะเป็นแบบเรียบๆ ทั้งนั้น เพื่อให้ต้นทุนอยู่ตรงนั้นได้ เพราะร้านค้าที่จะรับราคาสูงขึ้นค่อนข้างยากอาจจะมีบางตัวราคาสามารถปรับขึ้นได้จริงบางร้านค้าบางสถานที่ อย่างถ้าเป็นขายในพลาซ่าหรือในห้างลูกค้ารับได้เพราะถือเป็นลูกค้าคนละเกรดแต่ถ้าเป็นร้านค้าทั่วไป ข้างถนน หรือแบกะดิน ราคาถือเป็นปัจจัยสำคัญ
ดีไซน์แปลกจนขายดี
ถ้าเราบอกว่าราคาถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้สินค้าขายได้ รูปแบบสินค้าที่แหวกแนวก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้เราสามารถวางสินค้าที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ส่วนหนึ่งจะบอกว่าราคาไม่สามารถขายได้ราคาเดิมเพราะต้นทุนสูงขึ้นเราก็ต้องทำสินค้าที่มันแตกต่างจากเดิมเพื่อสร้างความแตกต่างพอแตกต่างมูลค่าเพิ่มของสินค้าก็ตามมา ซึ่งสินค้าที่ทำให้กีโต้มีชื่อเสียงคือรองเท้าคีย์บอร์ดโดยตอนแรกเราทำสินค้าออกมา ณ รุ่นนั้นยังไม่ได้เป็นคีย์บอร์ดซะทีเดียวอาจจะเป็นสินค้ามีช่องๆ อะไรอยู่ที่ตัวพื้นที่เราเหยียบ พอเราเริ่มดูแล้วว่ารูปแบบมันสวยนะเราอยากจะหยิบมาโฆษณาสินค้าทางทีวีเราก็เรียกเอเจนซี่เข้ามาคุยและให้เอเจนซี่ช่วยหาไอเดียที่จะพรีเซ้นต์ตัวสินค้าว่าจะทำอย่างไรให้ขายได้ดีขายได้เยอะ ณ ช่วงเวลาที่เราออนแอร์ หลายๆ เจ้าก็พูดหลายๆ อย่างแต่มีอยู่เจ้าหนึ่งบอกว่าดูแล้วเป็นปุ่มๆ เป็นสี่เหลี่ยมๆ ดูแล้วคล้ายๆคีย์บอร์ดซึ่งช่วงนั้นกระแสไอทีก็กำลังมา เลยบอกงั้นเราลองมาทำคีย์บอร์ดจริงๆ ดูสิเลยให้ทีมงานพัฒนาทำแม่พิมพ์ ทำโมและจำลองออกมาดูว่าถ้าเป็นรองเท้าคีย์บอร์ดแล้วการใส่งานจริงการใช้งานจริงจะได้หรือไม่ ซึ่งพอทำออกมาแล้วคนก็ยอมรับว่าสวยและใช้งานได้จริง เลยทำออกมาและจ้างเอเจนซี่โปรโมตก็ถือว่าเป็นการตอบรับที่ค่อนข้างดี ซึ่งไม่ใช่แค่การตอบรับในการขายสินค้าก็ดีทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ของบริษัทที่มีสินค้าแปลกใหม่ออกมาในตลาดอีกด้วย
ถ้าเราบอกว่าราคาถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้สินค้าขายได้ รูปแบบสินค้าที่แหวกแนวก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้เราสามารถวางสินค้าที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ส่วนหนึ่งจะบอกว่าราคาไม่สามารถขายได้ราคาเดิมเพราะต้นทุนสูงขึ้นเราก็ต้องทำสินค้าที่มันแตกต่างจากเดิมเพื่อสร้างความแตกต่างพอแตกต่างมูลค่าเพิ่มของสินค้าก็ตามมา ซึ่งสินค้าที่ทำให้กีโต้มีชื่อเสียงคือรองเท้าคีย์บอร์ดโดยตอนแรกเราทำสินค้าออกมา ณ รุ่นนั้นยังไม่ได้เป็นคีย์บอร์ดซะทีเดียวอาจจะเป็นสินค้ามีช่องๆ อะไรอยู่ที่ตัวพื้นที่เราเหยียบ พอเราเริ่มดูแล้วว่ารูปแบบมันสวยนะเราอยากจะหยิบมาโฆษณาสินค้าทางทีวีเราก็เรียกเอเจนซี่เข้ามาคุยและให้เอเจนซี่ช่วยหาไอเดียที่จะพรีเซ้นต์ตัวสินค้าว่าจะทำอย่างไรให้ขายได้ดีขายได้เยอะ ณ ช่วงเวลาที่เราออนแอร์ หลายๆ เจ้าก็พูดหลายๆ อย่างแต่มีอยู่เจ้าหนึ่งบอกว่าดูแล้วเป็นปุ่มๆ เป็นสี่เหลี่ยมๆ ดูแล้วคล้ายๆคีย์บอร์ดซึ่งช่วงนั้นกระแสไอทีก็กำลังมา เลยบอกงั้นเราลองมาทำคีย์บอร์ดจริงๆ ดูสิเลยให้ทีมงานพัฒนาทำแม่พิมพ์ ทำโมและจำลองออกมาดูว่าถ้าเป็นรองเท้าคีย์บอร์ดแล้วการใส่งานจริงการใช้งานจริงจะได้หรือไม่ ซึ่งพอทำออกมาแล้วคนก็ยอมรับว่าสวยและใช้งานได้จริง เลยทำออกมาและจ้างเอเจนซี่โปรโมตก็ถือว่าเป็นการตอบรับที่ค่อนข้างดี ซึ่งไม่ใช่แค่การตอบรับในการขายสินค้าก็ดีทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ของบริษัทที่มีสินค้าแปลกใหม่ออกมาในตลาดอีกด้วย
การแตกไลน์ของกีโต้ในอนาคต
ตอนนี้หากพูดถึงเรื่องแตกไลน์ยังไม่ได้แตกไลน์ขนาดนั้น แต่ตอนนี้เราแค่แตกตัวสินค้าออกมา คนอาจจะมองว่ากีโต้เป็นรองเท้าแตะถ้าเป็นภาพลักษณ์จริงๆ เพราะสิ่งที่เราสื่อออกไปทางสื่อหลายๆ ส่วนเป็นรองเท้าแตะซะส่วนใหญ่บางคนยังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่ากีโต้มีรองเท้าแทบจะทุกเซ็กเม้นท์ ทั้งรองเท้าแตะ รองเท้าเด็กแรกเกิด รองเท้าเด็กอ่อน รองเท้าระดับผู้ใหญ่ที่ใส่เดินในที่ทำงานก็มี รองเท้าผ้าใบลำลองที่ใส่เดินเที่ยวหรือใส่ในที่ทำงาน รองเท้ากีฬากีโต้ก็มีแต่ผมเชื่อว่าหลายคนยังไม่ทราบว่ามี เราพยายามทำให้ครอบคลุมและค่อยๆ โปรโมตไปแต่ละส่วนหลายๆ ช่องทางอยู่ที่ว่า ณ เวลาไหนเหมาะสมมากกว่าท่ีจะโปรโมตตัวสินค้าแต่ละตัว
การบริหารคนขององค์กร
กีโต้เราโตกันมาแบบครอบครัว ตั้งแต่สมัยเริ่มทำยังไม่ค่อยมีเงินทำอะไรให้เป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่แม้จะเริ่มเป็นรูปแบบบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม ซึ่งแบบครอบครัวของกีโต้คือใกล้ชิดกับพนักงานทั้งในออฟฟิศทั้งในโรงงานถือว่าใกล้ชิดกันมาก ผมว่าหลายๆ บริษัทฯ อาจจะไม่ใกล้ชิดขนาดนี้ผู้บริหารก็อาจจะแค่เข้ามาประชุม แต่นี่ผู้บริหารเข้ามานั่งดูรายละเอียดเองสั่งงานเองก็ถือว่าใกล้ชิดผมก็รู้สึกว่าพนักงานก็น่าจะรู้สึกว่าทำแล้วสบายใจใกล้ชิด
กีโต้เราโตกันมาแบบครอบครัว ตั้งแต่สมัยเริ่มทำยังไม่ค่อยมีเงินทำอะไรให้เป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่แม้จะเริ่มเป็นรูปแบบบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม ซึ่งแบบครอบครัวของกีโต้คือใกล้ชิดกับพนักงานทั้งในออฟฟิศทั้งในโรงงานถือว่าใกล้ชิดกันมาก ผมว่าหลายๆ บริษัทฯ อาจจะไม่ใกล้ชิดขนาดนี้ผู้บริหารก็อาจจะแค่เข้ามาประชุม แต่นี่ผู้บริหารเข้ามานั่งดูรายละเอียดเองสั่งงานเองก็ถือว่าใกล้ชิดผมก็รู้สึกว่าพนักงานก็น่าจะรู้สึกว่าทำแล้วสบายใจใกล้ชิด
ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์
อยากให้หันมามองสินค้าไทยมากขึ้น เพราะผมยอมรับว่าคนไทยพยายามจะมองแบรนด์นอกเป็นหลัก ต้องยอมรับว่าแบรนด์นอกดูดีกว่าแบรนด์ไทยเพราะบางทีเราไปเมืองนอกเราเห็นเมคอินไทยแลนด์เราก็ไม่อยากซื้อกลับมา อยากให้มองว่าแบรนด์ไทยไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่ว่าภาพลักษณ์อาจจะไม่ได้เท่าแบรนด์นอกก็จริง แต่สินค้าความมีคุณภาพฝีมือคนไทยถือว่าดี ซึ่งกีโต้ถือเป็นแบรนด์ไทยที่ส่งออกแทบจะทุกทวีปที่มีคนอยู่.
โดย: ไทยรัฐออนไลน์
21 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.
'ถ้าไม่มีพนักงาน บริษัทไม่มีวันเดินได้...' เคล็ดลับสำคัญที่นำ 'มาลี' สู่อ้อมกอดแห่งความสำเร็จ
ที่มา http://m.thairath.co.th/content/eco/333620
ตลาดน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพในประเทศไทยมีมากมายหลายแบรนด์มีทั้งที่เกิดใหม่และอยู่ในตลาดมายาวนาน ซึ่งแบรนด์ที่ทุกคนคงได้ยินและคุ้นหูคงจะหนีไม่พ้นแบรนด์มาลี ที่ไม่ว่าจะในตลาดน้ำผลไม้หรือเครื่องกระป๋องแบรนด์นี้ก็ถือเป็นผู้นำตลาดเลยทีเดียว วันนี้ Success Story จะพาไปรู้จักกับจุดเริ่มต้นของแบรนด์และการก้าวสู่ความสำเร็จผ่านผู้บริหารสาวรุ่นใหม่ไฟแรง "แจง-รุ่งฉัตร บุญรัตน์" ผู้อำนวยการใหญ่สายธุรกิจ ตลาดผลิตภัณฑ์ บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) ทายาทรุ่นที่ 2
จุดเริ่มต้นของมาลี
เมื่อ 40 กว่าปีก่อนมาลีเป็นธุรกิจครอบครัวของอีกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเมื่อประมาณ 15-16 ปีที่ผ่านมา คุณฉัตรชัย บุญรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทฯ ปัจจุบันรู้สึกอยากมีแบรนด์ใหม่ที่มาช่วยทำให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นกว่าแบรนด์เดิมที่อยู่คือ บริษัท เกษตรอุตสาหกรรม ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเกษตรที่เน้นคือสับปะรดกระป๋อง ซึ่งก็มาเจอบริษัทมาลี และคิดว่าเหตุผลที่คุณพ่อ (ฉัตรชัย) เข้าซื้อมาลีแทนที่จะเป็นการปั้นแบรนด์ของตัวเองให้ประสบความสำเร็จคงเพราะการปั้นแบรนด์ตัวเองอาจจะยาก และขณะนั้นมาลีเองก็เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า ซึ่งพอซื้อแบรนด์มาลีมาคุณพ่อค่อนข้างจะปล่อยปละละเลย ไม่ได้ดูแลเองแต่จะจ้างพวกที่เป็นมืออาชีพมาช่วยบริหารก็อาจจะเห็นว่ามาลีเงียบๆ ไปบ้างช่วงก่อนหน้านี้ แต่พอระยะหลังที่ผ่านมาช่วง 5-6 ปี คุณพ่อเริ่มกลับมาบริหารเองก็ปรับใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แต่เรื่องแบรนด์เพียงอย่างเดียว
ตลาดน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพในประเทศไทยมีมากมายหลายแบรนด์มีทั้งที่เกิดใหม่และอยู่ในตลาดมายาวนาน ซึ่งแบรนด์ที่ทุกคนคงได้ยินและคุ้นหูคงจะหนีไม่พ้นแบรนด์มาลี ที่ไม่ว่าจะในตลาดน้ำผลไม้หรือเครื่องกระป๋องแบรนด์นี้ก็ถือเป็นผู้นำตลาดเลยทีเดียว วันนี้ Success Story จะพาไปรู้จักกับจุดเริ่มต้นของแบรนด์และการก้าวสู่ความสำเร็จผ่านผู้บริหารสาวรุ่นใหม่ไฟแรง "แจง-รุ่งฉัตร บุญรัตน์" ผู้อำนวยการใหญ่สายธุรกิจ ตลาดผลิตภัณฑ์ บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) ทายาทรุ่นที่ 2
จุดเริ่มต้นของมาลี
เมื่อ 40 กว่าปีก่อนมาลีเป็นธุรกิจครอบครัวของอีกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเมื่อประมาณ 15-16 ปีที่ผ่านมา คุณฉัตรชัย บุญรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทฯ ปัจจุบันรู้สึกอยากมีแบรนด์ใหม่ที่มาช่วยทำให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นกว่าแบรนด์เดิมที่อยู่คือ บริษัท เกษตรอุตสาหกรรม ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเกษตรที่เน้นคือสับปะรดกระป๋อง ซึ่งก็มาเจอบริษัทมาลี และคิดว่าเหตุผลที่คุณพ่อ (ฉัตรชัย) เข้าซื้อมาลีแทนที่จะเป็นการปั้นแบรนด์ของตัวเองให้ประสบความสำเร็จคงเพราะการปั้นแบรนด์ตัวเองอาจจะยาก และขณะนั้นมาลีเองก็เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า ซึ่งพอซื้อแบรนด์มาลีมาคุณพ่อค่อนข้างจะปล่อยปละละเลย ไม่ได้ดูแลเองแต่จะจ้างพวกที่เป็นมืออาชีพมาช่วยบริหารก็อาจจะเห็นว่ามาลีเงียบๆ ไปบ้างช่วงก่อนหน้านี้ แต่พอระยะหลังที่ผ่านมาช่วง 5-6 ปี คุณพ่อเริ่มกลับมาบริหารเองก็ปรับใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แต่เรื่องแบรนด์เพียงอย่างเดียว
การปั้นแบรนด์ตามแบบฉบับมาลี
มาลีเป็นแบรนด์ที่คนเชื่อในด้านคุณภาพ และยังไม่เคยเจออะไรที่ร้ายแรง เป็นแบรนด์เก่าแก่อยู่คู่คนไทย ชื่อก็ชื่อไทย ซึ่งเมื่อ 5 ปีที่แล้วเราสำรวจแบรนด์ว่าผู้บริโภคมองว่ามาลีเป็นอย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้มาคือเราแก่มาก เปรียบเทียบเราเหมือนเป็นผู้หญิงอายุ 60 ปี แต่สิ่งที่เราได้มามากกว่าความแก่คือผู้บริโภคเห็นว่าเรามีความอ่อนโยน ดูแลสุขภาพเขาจนรู้สึกว่าเหมือนเป็นแม่ เราเลยนำตรงนี้มาเป็นจุดแข็ง
ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงาน
เมื่อ 5 ปีที่แล้วคนติดภาพมาลีว่าเป็นผู้หญิงอายุ 60 แต่เราจะทำอย่างไรเพื่อบอกผู้บริโภคว่าเรายังไม่แก่นะ เราอยากให้เด็กรุ่นใหม่มาดื่มเรามากขึ้น ซึ่งปัญหาในการแก้ความเข้าใจและภาพลักษณ์แบรนด์ที่มีอยู่ยากกว่าการปั้นแบรนด์ใหม่ขึ้นมา และทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่เป็นในแบบฉบับที่เราต้องการ แต่ถ้าถามว่า 5 ปีที่ผ่านมามาลีทำได้มั้ย โดยส่วนตัวแล้วก็ดีเพราะคนรุ่นเด็กลงก็เริ่มเปิดรับมาลีมากขึ้น
คู่แข่งต้องมีแน่นอนอยู่แล้ว และไม่ใช่แค่กลุ่มน้ำผลไม้เหมือนกันเพียงอย่างเดียวด้วย แต่คู่แข่งของมาลีคือน้ำทุกชนิดที่วางอยู่บนชั้นวางสินค้า เพราะเวลาคนกระหายน้ำแล้วเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ คนที่คิดว่าอยากจะดื่มน้ำอะไรมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไปดูกันที่หน้าตู้น้ำเลยว่าอยากดื่มน้ำอะไร เพราะฉะนั้นการแข่งขันตลาดน้ำจึงสูงมาก ซึ่งมาลีก็พยายามที่จะทำให้ผู้บริโภคเลือกเราเป็นแบรนด์แรก แต่ปัจจุบันผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อกันที่ราคามากกว่า และขณะนี้ก็ยังไม่มีแบรนด์ใดที่ทำเรื่องแบรนด์ได้ชัดเจนด้วย
คู่แข่งต้องมีแน่นอนอยู่แล้ว และไม่ใช่แค่กลุ่มน้ำผลไม้เหมือนกันเพียงอย่างเดียวด้วย แต่คู่แข่งของมาลีคือน้ำทุกชนิดที่วางอยู่บนชั้นวางสินค้า เพราะเวลาคนกระหายน้ำแล้วเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ คนที่คิดว่าอยากจะดื่มน้ำอะไรมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไปดูกันที่หน้าตู้น้ำเลยว่าอยากดื่มน้ำอะไร เพราะฉะนั้นการแข่งขันตลาดน้ำจึงสูงมาก ซึ่งมาลีก็พยายามที่จะทำให้ผู้บริโภคเลือกเราเป็นแบรนด์แรก แต่ปัจจุบันผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อกันที่ราคามากกว่า และขณะนี้ก็ยังไม่มีแบรนด์ใดที่ทำเรื่องแบรนด์ได้ชัดเจนด้วย
มาลีโกอินเตอร์
ในตลาดต่างประเทศมาลีก็มีไปวางจำหน่ายค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ถึงกับยุโรปหรืออเมริกา เพราะว่าเขาคงมองว่าเราด้อยกว่าเขา เหมือนถ้าเราจะนำของที่ประเทศที่ด้อยกว่าเราเข้ามาก็อาจจะมีความเข้าใจเรื่องแบรนด์ ที่จะมองว่าคุณภาพถึงหรือเปล่า แต่ที่มาลีส่งออกได้เยอะๆ ก็จะมี จีน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ ประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด ซึ่งยุโรป กับอเมริกา เราก็อยากไปแต่คงเป็นในอนาคตอันไกลหน่อย
เตรียมรับมือเออีซีตามแบบฉบับมาลี
จริงๆ มันเป็นกระบวนการที่ต้องเริ่มกันมาก่อน ไม่ใช่เริ่มปี 2558 ซึ่งสิ่งที่มาลีเตรียมพร้อม เช่น เรื่องแรงงาน ค่าแรง เราอาจจะสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ และก็เป็นตัวที่ทำให้ต้นทุนสินค้าของเราสูง ดังนั้นในส่วนของโรงงานมาลีเองก็ได้ติดตั้งเครื่องทำงานอัตโนมัติในหลายๆ ส่วนที่จะช่วยลดต้นทุนของสินค้าได้ ส่วนการมองตลาดที่เราจะเข้าไปรุกก็อาจจะต้องสำรวจตลาดก่อนว่า ผู้บริโภคของประเทศที่เราจะไปรุกเป็นคนแบบใด ชอบอะไรอย่างไร ซึ่งจริงๆ ประเทศเพื่อนบ้านอาจจะชอบกินหวานกว่าคนไทยก็เป็นได้ ซึ่งในการทดสอบนี้มาลีได้เริ่มทำไปแล้ว
การบริหารคนขององค์กร
ต้องบอกก่อนว่าเรื่องคนเป็นเรื่องอันดับ 1 ที่คุณพ่อให้ความสำคัญ เป็นคนที่ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องจบมาจากเมืองนอก แต่ขอให้มีใจรักแบรนด์และซื่อสัตย์ เพราะเรื่องอื่นๆ เราสอนกันได้ แต่ถ้าบุคลากรที่เข้ามาแล้วไม่มีใจจะสอนเรื่องใจไม่ได้ ซึ่งตอนที่ปรับองค์กรเมื่อ 5 ปีที่แล้วคุณพ่อจะเน้นเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเวลาคนมาสมัครเราจะคัดกรองมาในระดับหนึ่ง เพราะคนที่อยู่กับเรามานานเคยบอกว่าที่มาลีไม่เหมือนที่อื่นคือเราอยู่กันแบบครอบครัว เหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน คุยกันได้ทุกเรื่อง ปรึกษากันได้ ไม่จำเป็นต้องหัวหน้าคุยกับหัวหน้า ลูกน้องคุยกับลูกน้อง และเราก็มีการช่วยเหลือกันดี ไม่ต้องมีชั้นเยอะทำให้การทำงานอาจจะเร็วและเป็นกันเอง เพราะฉะนั้นเราจะรู้ทุกปัญหา เขาจะกล้าบอก
ถ้ามองความสำเร็จของมาลีวันนี้เกิดจากอะไร
เรื่องคน ถ้าเราไม่มีคนบริษัทก็ไม่เดิน หรือถ้าเรามีคนที่ไม่ตรงกับที่เราต้องการให้เป็นมันก็คงไม่ได้เดินมาในทิศทางที่ถูกต้อง บริษัทก่อนที่จะมากำไรเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่เคยมีโบนัสเลย ขึ้นเงินเดือนบางปีก็ไม่ได้ขึ้น แต่ทุกคนก็อยู่เพราะรักบริษัทจริงๆ ถามว่าตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จหรือไม่ จริงๆ จะไปจากเรานานแล้วก็ได้แต่ก็อยู่สู้กันมาจนทุกวันนี้เริ่มดี เราก็เริ่มกลับมาดูแล เมื่อก่อนหลังคาลานจอดรถก็ไม่มี ไม่มีเงินทำให้รู้นะว่ารถร้อน พอเราเริ่มมีสิ่งแรกที่เราทำให้คือดูแลพนักงานคนที่อยู่มีใจจะสู้ไปกับเรา
ฝากถึงผู้อ่าน
ฝากมาลี อยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาดูแลสุขภาพตัวเอง คือคนไทยจริงๆ เทรนด์ก็พูดมา 5-6 ปีแล้วว่าให้ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แต่ในตลาดจริงๆ ก็ยังไม่รีเฟล็กซ์ขนาดนั้น แต่จริงๆ เป็นสิ่งที่สำคัญนะ
วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556
“นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน” ย้ำแบรนด์ผู้นำต้านชรา
ที่มา http://www.banmuang.co.th/2013/02
บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เดอะ รียูเนี่ยน” ร่อนกลยุทธ์การตลาดแบบ 360 องศา หวังเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย กระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคและสร้างการรับรู้ในแบรนด์ผู้นำต้านชราเพิ่มขึ้น 50% ภายใน 3 เดือน นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูลเอจล็อคออกมากระตุ้นตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมตั้งเป้ายอดขายปี 2556 เติบโต 20%
นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า การเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด “นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน” นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ นู สกิน ประเทศไทย ที่ได้นำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยดึงจุดแข็งของความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านภาพยนตร์โฆษณาแบบเต็มรูปแบบครั้งแรก โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีบี ดับบลิว เอ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์โฆษณาและผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด “นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน” เพื่อตอบโจทย์การตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาดังกล่าวจะมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักโดยสะท้อนผ่านจุดขายเรื่องผลลัพธ์แห่งวิทยาการของการล็อกอายุผิวให้คงความอ่อนเยาว์ไร้ริ้วรอยและมีสุขภาพผิวดี ซึ่งสอดรับกับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อคที่ยังคงเป็นปัจจัยในการสร้างความสำเร็จและส่งเสริมยอดขาย บริษัทฯ คาดการณ์ว่าหลังจากภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ออกอากาศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ในแบรนด์ นู สกิน เพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในเวลา 3 เดือน
“สำหรับผลประกอบการปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ นู สกิน ประเทศไทย ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นถึง 16% หรือประมาณ 2,400 ล้านบาท มีสัดส่วนการเติบโตของผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น 20% จำแนกเป็นสมาชิกทำเนียบ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ 1 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ 2 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 100 ล้านบาท 1 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ 14 บัญชีรายชื่อ และสมาชิกทำเนียบ 1 ล้านบาท จำนวน 503 บัญชีรายชื่อ” นางภคพรรณ กล่าว
นางภคพรรณ กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของ นู สกิน ประเทศไทย ปี 2556 บริษัทฯ มีการวางแผนและแบ่งกลยุทธ์ออกเป็นด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายและแผนการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมเตรียมปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงใช้กลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่โดยเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ โดยยังคงจุดยืนที่มุ่งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชะลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เอจล็อค อาร์สแควร์ และ เอจล็อค ทรูเฟซ เอสเซ็นซ์อัลตร้า เพื่อชิงผู้นำตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร Mass Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป
“เป้าหมายความสำเร็จ นู สกิน ประเทศไทย ปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20% และมีทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ยืนยันได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้ นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยอาศัยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกับคู่แข่ง จำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนทิศทางการขยายฐานผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจากการเดินหน้าในด้านธุรกิจแล้ว บริษัทฯ ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมตามปณิธานที่มุ่งมั่นมาตลอด 15 ปี ในการให้ความช่วยเหลือองค์กรและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงให้ความช่วยเหลือการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ราย ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าปัจจัยบวกต่างๆ นี้จะส่งเสริมให้ นู สกิน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน” นางภคพรรณ กล่าว
วันที่ 1/02/2556 เวลา 5:48 น
นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า การเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด “นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน” นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ นู สกิน ประเทศไทย ที่ได้นำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยดึงจุดแข็งของความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านภาพยนตร์โฆษณาแบบเต็มรูปแบบครั้งแรก โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีบี ดับบลิว เอ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์โฆษณาและผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด “นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน” เพื่อตอบโจทย์การตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาดังกล่าวจะมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักโดยสะท้อนผ่านจุดขายเรื่องผลลัพธ์แห่งวิทยาการของการล็อกอายุผิวให้คงความอ่อนเยาว์ไร้ริ้วรอยและมีสุขภาพผิวดี ซึ่งสอดรับกับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อคที่ยังคงเป็นปัจจัยในการสร้างความสำเร็จและส่งเสริมยอดขาย บริษัทฯ คาดการณ์ว่าหลังจากภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ออกอากาศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ในแบรนด์ นู สกิน เพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในเวลา 3 เดือน
“สำหรับผลประกอบการปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ นู สกิน ประเทศไทย ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นถึง 16% หรือประมาณ 2,400 ล้านบาท มีสัดส่วนการเติบโตของผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น 20% จำแนกเป็นสมาชิกทำเนียบ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ 1 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ 2 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 100 ล้านบาท 1 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ 14 บัญชีรายชื่อ และสมาชิกทำเนียบ 1 ล้านบาท จำนวน 503 บัญชีรายชื่อ” นางภคพรรณ กล่าว
นางภคพรรณ กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของ นู สกิน ประเทศไทย ปี 2556 บริษัทฯ มีการวางแผนและแบ่งกลยุทธ์ออกเป็นด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายและแผนการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมเตรียมปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงใช้กลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่โดยเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ โดยยังคงจุดยืนที่มุ่งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชะลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เอจล็อค อาร์สแควร์ และ เอจล็อค ทรูเฟซ เอสเซ็นซ์อัลตร้า เพื่อชิงผู้นำตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร Mass Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป
“เป้าหมายความสำเร็จ นู สกิน ประเทศไทย ปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20% และมีทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ยืนยันได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้ นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยอาศัยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกับคู่แข่ง จำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนทิศทางการขยายฐานผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจากการเดินหน้าในด้านธุรกิจแล้ว บริษัทฯ ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมตามปณิธานที่มุ่งมั่นมาตลอด 15 ปี ในการให้ความช่วยเหลือองค์กรและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงให้ความช่วยเหลือการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ราย ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าปัจจัยบวกต่างๆ นี้จะส่งเสริมให้ นู สกิน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน” นางภคพรรณ กล่าว
วันที่ 1/02/2556 เวลา 5:48 น
ปั้นแบรนด์ "ซีพี" บุกตลาดอาหารทั่วโลก คาด 5 ปียอดขาย 6 แสนล.
ไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
23 กุมภาพันธ์ 2555, 05:30 น
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/240481
“ซีพีเอฟ” ตั้งเป้ายอดขาย 6 แสนล้านภายใน 5 ปีข้างหน้า ตอบโจทย์ครัวไทย ครัวโลก ปั้นแบรนด์ซีพีบุกตลาดต่างประเทศ เพิ่มสัดส่วนยอดขายเป็น 60% ตลาดจีนและเวียดนาม
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ คาดปี 2555 บริษัทจะมียอดขายมากกว่า 300,000 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดมากกว่า 50% จากปี 2554 จากกิจการต่างประเทศเป็นหลัก รวมถึงการเติบโตของธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานที่จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก จากการขยายการลงทุนเข้าไปในประเทศจีนและเวียดนาม
ทั้งนี้ ซีพีเอฟรายงานผลการดำเนินงานปี 2554 ที่ผ่านมาด้วยยอดขายจำนวน 206,099 ล้านบาท เติบโต 9% จากปีก่อนหน้า และกำไรสุทธิจำนวน 15,837 ล้านบาท เติบโต 17% จากปีก่อน หรือคิดเป็นกำไรสุทธิ 2.38 บาทต่อหุ้น โดยคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติให้เสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติการจ่ายปันผลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของปี 2554 จำนวน 0.60 บาทต่อหุ้น ซึ่งเมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2554 ที่ได้มีการจ่ายไปในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาจำนวน 0.60 บาทต่อหุ้น รวมเป็นการจ่ายปันผลจำนวนทั้งสิ้น 1.20 บาทต่อหุ้น
นายอดิเรกกล่าวว่า ซีพีเอฟได้ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มหรือธุรกิจอาหารมากเพิ่มขึ้น ประกอบกับการหาโอกาสในการลงทุนในประเทศต่างๆทั่วโลก และวันนี้ซีพีเอฟมีประเทศภายใต้การบริหารงานถึง 12 ประเทศนอกประเทศไทย ได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย รัสเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ ตุรกี ไต้หวัน อังกฤษ กัมพูชา และล่าสุด เวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีน
นายอดิเรกกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศต่างๆ ที่ซีพีเอฟลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม การเลี้ยงสัตว์ครบวงจรอีกมาก อาทิเช่น ประเทศจีน เวียดนาม ลาว ฟิลิปปินส์ รัสเซีย มาเลเซีย และเขมร เนื่องจากประเทศเหล่านี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ให้มีความทันสมัยบนความใส่ใจเรื่องความปลอดภัยมากเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีการคาดการณ์ในส่วนของอัตราการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มมากขึ้นด้วย
สำหรับกิจการในไทยธุรกิจอาหารจะเป็นธุรกิจหลักที่ผลักดันการเติบโตของกิจการ โดยเฉพาะสินค้าอาหารพร้อมรับประทานภายใต้ตราซีพี ทั้งการจำหน่ายในประเทศและส่งออก ซึ่งปัจจุบันได้มีการส่งออกสินค้าอาหารไปมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลกแล้ว คาดว่าปีนี้การส่งออกน่าจะเติบโตได้อย่างน้อย 20% จากปีที่ผ่านมา ด้วยแผนงานการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจอาหาร ทำให้บริษัทมั่นใจยอดขายจะเพิ่มจาก 300,000 ล้านบาท ในปีนี้เป็นมากกว่า 600,000 ล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยสัดส่วนยอดขายประมาณ 60% มาจากกิจการในต่างประเทศพร้อมมุ่งมั่นสร้างตราสินค้าซีพีให้ทั่วโลกรู้จักสินค้าอาหารคุณภาพจากประเทศไทย.
โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
23 กุมภาพันธ์ 2555, 05:30 น
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/240481
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ คาดปี 2555 บริษัทจะมียอดขายมากกว่า 300,000 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดมากกว่า 50% จากปี 2554 จากกิจการต่างประเทศเป็นหลัก รวมถึงการเติบโตของธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานที่จำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก จากการขยายการลงทุนเข้าไปในประเทศจีนและเวียดนาม
ทั้งนี้ ซีพีเอฟรายงานผลการดำเนินงานปี 2554 ที่ผ่านมาด้วยยอดขายจำนวน 206,099 ล้านบาท เติบโต 9% จากปีก่อนหน้า และกำไรสุทธิจำนวน 15,837 ล้านบาท เติบโต 17% จากปีก่อน หรือคิดเป็นกำไรสุทธิ 2.38 บาทต่อหุ้น โดยคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติให้เสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติการจ่ายปันผลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของปี 2554 จำนวน 0.60 บาทต่อหุ้น ซึ่งเมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2554 ที่ได้มีการจ่ายไปในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาจำนวน 0.60 บาทต่อหุ้น รวมเป็นการจ่ายปันผลจำนวนทั้งสิ้น 1.20 บาทต่อหุ้น
นายอดิเรกกล่าวว่า ซีพีเอฟได้ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มหรือธุรกิจอาหารมากเพิ่มขึ้น ประกอบกับการหาโอกาสในการลงทุนในประเทศต่างๆทั่วโลก และวันนี้ซีพีเอฟมีประเทศภายใต้การบริหารงานถึง 12 ประเทศนอกประเทศไทย ได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย รัสเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ ตุรกี ไต้หวัน อังกฤษ กัมพูชา และล่าสุด เวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีน
นายอดิเรกกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศต่างๆ ที่ซีพีเอฟลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม การเลี้ยงสัตว์ครบวงจรอีกมาก อาทิเช่น ประเทศจีน เวียดนาม ลาว ฟิลิปปินส์ รัสเซีย มาเลเซีย และเขมร เนื่องจากประเทศเหล่านี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ให้มีความทันสมัยบนความใส่ใจเรื่องความปลอดภัยมากเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีการคาดการณ์ในส่วนของอัตราการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มมากขึ้นด้วย
สำหรับกิจการในไทยธุรกิจอาหารจะเป็นธุรกิจหลักที่ผลักดันการเติบโตของกิจการ โดยเฉพาะสินค้าอาหารพร้อมรับประทานภายใต้ตราซีพี ทั้งการจำหน่ายในประเทศและส่งออก ซึ่งปัจจุบันได้มีการส่งออกสินค้าอาหารไปมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลกแล้ว คาดว่าปีนี้การส่งออกน่าจะเติบโตได้อย่างน้อย 20% จากปีที่ผ่านมา ด้วยแผนงานการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจอาหาร ทำให้บริษัทมั่นใจยอดขายจะเพิ่มจาก 300,000 ล้านบาท ในปีนี้เป็นมากกว่า 600,000 ล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยสัดส่วนยอดขายประมาณ 60% มาจากกิจการในต่างประเทศพร้อมมุ่งมั่นสร้างตราสินค้าซีพีให้ทั่วโลกรู้จักสินค้าอาหารคุณภาพจากประเทศไทย.
วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556
“แบรนด์” ขยายปีกสู่โลกดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเต็มรูปแบบ
“แบรนด์” ขยายปีกสู่โลกดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเต็มรูปแบบ ครบทุกทัชพอยส์ ประกาศพร้อมวางอนาคตการตลาดดิจิตอลระยะยาว
โพสต์เมื่อ: 19/12/2012
ที่มา http://www.starupdate.com/?p=95394
นายบุญเลิศ สุขเสรีทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพของเมืองไทย กล่าว “ถึงกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัทก่อนก้าวเข้าสู่ปี 2013 ก็คือปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตอลให้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้บริษัทฯ มีความพร้อมเป็นอย่างมากเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยที่ผ่านมาบยริษัทได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนา ด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งอย่างต่อเนื่องเรียกได้ว่า “แบรนด์” ขยายเข้าสู่โลกดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเต็มรูปแบบ ครบทุกทัชพอยส์ การติดต่อกับลูกค้านับจากนี้แบรนด์จะใช้แบบ “ทูเวย์ คอมมูนิเคชั่น” เพื่อเข้าถึงตัวและสามารถตอบสนองลูกค้าได้มากขึ้น อนาคตต้องรู้ว่าลูกค้าเราเป็นใคร ซื้อสินค้าเราที่ไหน มีพฤติกรรมการซื้ออย่างไร เพราะฉะนั้นแบรนด์จำเป็นต้องนำระบบดิจิตอลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่ผ่านมาแบรนด์ลงทุนมหาศาลในเรื่องการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ระบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งอย่างสมบูรณ์แบบ
ประเดิม 3 ภารกิจหลัก ครอบคลุมทุกทัชพอยส์
ที่ผ่านมาแบรนด์ได้เริ่มมีการวางระบบ และปรับระบบโครงสร้างใหม่เพื่อเข้าสู่ระบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งครบทุกทัชพอยส์ โดยหลักๆ สามารถแยกออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. Social engagement โดยผ่านโซเชียลมีเดียซึ่งประกอบด้วย facebook , youtube และ twitter ผ่านแบรนด์แอมบาสเตอร์ อาทิ “นิชคุณ หรเวชกุล” “พีช พชร จีราธิวัฒน์” “ชมพู่ อารยา เอฮาร์เก็ต” โดยปัจจุบันมีแบรนด์แฟนเพจมียอดแฟนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในหมวดของอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม
2. E-commerce เป็นช่องทางที่เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการสั่งสินค้าแบ่งออกเป็น 5 ช่องทางหลักคือ
- BRAND’S official E-commerce Site (www.bandsworld-online.com)
- Tarad.com BRAND’S Premium Mall (brandsworld-online.tarad.com)
- BRAND’S facebook ( Facebook BRANDSWorldthailand/ BRANDSveta)
- BRAND’S Club Mobile app.
- E-commerce Partner โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี เช่น www.lazade.co.th และ www.ensogo.com เป็นต้น
โดยถือโอกาสดีในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ แบรนด์ได้จัดทำกระเช้าของขวัญปีใหม่จากผลิตภัณฑ์แบรนด์ในรูปแบบต่างๆ สามารถสั่งซื้อออนไลน์ พร้อมจัดส่งฟรี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค
3. Mobile Marketing ทุกวันนี้พฤติกรรมการบริโภคของคนเมืองเปลี่ยนไปจากเดิม มีการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเพื่อทำธุรกรรมต่างๆ มากขึ้น จนกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนเมืองไปแล้ว เพื่อเป็นการรองรับการเติบโตในครั้งนี้ทางแบรนด์จึงได้จัดทำ BRAND’S Club Offcial Account บน LINE และ BRAND’S Club mobile app โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- BRAND’S Club Offcial Account บน LINE แบรนด์เป็น Offical Account เจ้าแรกของโลกที่ต่อยอดการตลาดโดยออกสติ๊กเกอร์ในเวอร์ชั่นเซเลบริตี้สติ๊กเกอร์ โดยผ่าน “นิชคุณ หรเวชกุล” “พีช พชร จีราธิวัฒน์” “ชมพู่ อารยา เอฮาร์เก็ต” ซึ่งเราหวังว่ากระแสนี้ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะรองรับพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า ซึ่งเราก็ได้จัดทำสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย สำหรับผู้บริโภคที่เข้าร่วมกิจกรรมกับแบรนด์ เช่น สิทธิพิเศษทางด้านราคา ในการสั่งซื้อสินค้ากับแบรนด์ หรือสิทธิพิเศษก่อนใครในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของแบรนด์ เป็นต้น
- BRAND’S Club mobile app แบรนด์เริ่มลุยตลาดโมบายมาร์เก็ตติ้งตั้งแต่ปี 2010 ปีนี้ เราได้ก้าวไปอีกขั้นกับการนำประสบการณ์ด้วยเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ซึ่งเป็นการผสานโลกเสมือนเข้ากับโลกจริง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่กับแบรนด์
“จะเห็นว่าการลงทุนนับจากนี้เป็นต้นไปนอกจากเรื่องคุณภาพและ R&D แล้ว ทางบริษัทจะให้ความสำคัญดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งอีกด้วย เพราะเชื่อว่าจะเป็นรอยต่อที่จะเชื่องแบรนด์กับผู้บริโภคไว้ด้วยกัน แบรนด์ต้องการให้ผู้บริโภคหรือทุกคนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีปฎิสัมพันธ์กับองค์กรอย่างถาวร ดาดว่าในอีก 3 ปี ข้างหน้ายอดขายช่องทางดิจิตอลของแบรนด์จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และมีสมาชิกครอบคลุมกว่า 3 ล้านคน “ นายบุญเลิศกล่าว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)