แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลิตภัณฑ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผลิตภัณฑ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ลอรีอัลจัดทัพดันยอดขายขึ้นที่ 1 ชูผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเรือธง

updated: 01 พ.ค. 2556 เวลา 14:05:39 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
link http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1367
นายอูเมช ฟัดเค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าปี 2556 จะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หรือสกินแคร์ โดยมีผลิตภัณฑ์ลอรีอัล ปารีส รีไวทัลลิฟท์ เลเซอร์ เอ็กซ์ 3 ลดเลือนริ้วรอย และการ์นิเย่ ไลท์ คอมพลีท รวมถึงการ์นิเย่ ซากุระ เป็นผลิตภัณฑ์เรือธง พร้อมกันนี้จะมีการนำแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันยอดขายในปีนี้ให้เติบโตกว่า 10% จากปี 2555 ที่บริษัทสามารถเติบโตได้ถึง 19% มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์รวม 111 ล้านชิ้น หรือมีส่วนแบ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ความงามที่ 10.5% ของมูลค่าตลาดรวม 105,000 ล้านบาท

โดยบริษัทมีการทำตลาดใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักด้วยมูลค่าตลาดรวมในสัดส่วนดังนี้ คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหรือสกินแคร์ 45% ขณะที่ลอรีอัล เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 18% ส่วนผลิตภัณฑ์ดูแลผมมีสัดส่วน 22% ของตลาดรวมผลิตภัณฑ์ความงาม และที่เหลือเป็นมูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และน้ำหอม โดยกลยุทธ์การตลาดหลักของบริษัทในปีนี้ จะมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ซึ่งบริษัทเป็นผู้นำตลาดอยู่แล้ว พร้อมกับจะผลักดันยอดขายในกลุ่มอื่นให้เติบโตควบคู่กัน เพื่อเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ความงามทั้งหมด โดยเป็นการขยับจากผู้นำอันดับ 2 ในปัจจุบัน

ในขณะที่ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตด้านยอดขายแล้วถึง 10.6% โดยมีผลิตภัณฑ์ความงามจำหน่ายทั้งหมด 20 แบรนด์ จากทั้งหมด 27 แบรนด์ ใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คือกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภค กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผม และกลุ่มสุดท้ายคือผลิตภัณฑ์เวชสำอาง

นายอูเมช ฟัดเค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าปี 2556 จะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หรือสกินแคร์ โดยมีผลิตภัณฑ์ลอรีอัล ปารีส รีไวทัลลิฟท์ เลเซอร์ เอ็กซ์ 3 ลดเลือนริ้วรอย และการ์นิเย่ ไลท์ คอมพลีท รวมถึงการ์นิเย่ ซากุระ เป็นผลิตภัณฑ์เรือธง พร้อมกันนี้จะมีการนำแบรนด์ใหม่เข้าสู่ตลาดประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันยอดขายในปีนี้ให้เติบโตกว่า 10% จากปี 2555 ที่บริษัทสามารถเติบโตได้ถึง 19% มียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์รวม 111 ล้านชิ้น หรือมีส่วนแบ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ความงามที่ 10.5% ของมูลค่าตลาดรวม 105,000 ล้านบาท

โดยบริษัทมีการทำตลาดใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักด้วยมูลค่าตลาดรวมในสัดส่วนดังนี้ คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหรือสกินแคร์ 45% ขณะที่ลอรีอัล เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 18% ส่วนผลิตภัณฑ์ดูแลผมมีสัดส่วน 22% ของตลาดรวมผลิตภัณฑ์ความงาม และที่เหลือเป็นมูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และน้ำหอม โดยกลยุทธ์การตลาดหลักของบริษัทในปีนี้ จะมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ซึ่งบริษัทเป็นผู้นำตลาดอยู่แล้ว พร้อมกับจะผลักดันยอดขายในกลุ่มอื่นให้เติบโตควบคู่กัน เพื่อเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ความงามทั้งหมด โดยเป็นการขยับจากผู้นำอันดับ 2 ในปัจจุบัน

ในขณะที่ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโตด้านยอดขายแล้วถึง 10.6% โดยมีผลิตภัณฑ์ความงามจำหน่ายทั้งหมด 20 แบรนด์ จากทั้งหมด 27 แบรนด์ ใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คือกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปโภค กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผม และกลุ่มสุดท้ายคือผลิตภัณฑ์เวชสำอาง

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หลังคา “ตราช้าง”ได้รับการรับรองฉลากเขียวตอกย้ำผู้นำกระเบื้องหลังคาเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556 เวลา 16:58:18 น.
ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1363078784&grpid=no&catid=10
 สนธยาชัย สอนสุภาพ(ซ้าย) ผู้จัดการส่วนประสานงานขาย-หลังคา บริษัท กระเบื้องกระดาษไทย จำกัด ในเอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์หลังคา บอร์ด และไม้สังเคราะห์ จากไฟเบอร์ซีเมนต์รายแรกที่ไม่ใช้แร่ใยหิน (Asbestos) ครบทุกผลิตภัณฑ์และรัชดา อิสระเสนารักษ์ (ขวา) รองเลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)  ร่วมลงนามสัญญาการใช้เครื่องหมาย“ฉลากเขียว”ในผลิตภัณฑ์กระเบื้องซีเมนต์มุงหลังคา “ตราช้าง” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงผู้บริโภค
         

โครงการฉลากเขียวของประเทศไทยริเริ่มขึ้นโดยคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Business Council for Sustainable Development, TBCSD) เมื่อเดือนตุลาคม 2536 เพื่อเป็นหน่วยงานอิสระที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีความเป็นกลางเชื่อถือได้ตลอดจนดูแลควบคุมคุณภาพทางสิ่งแวดล้อมโดยส่งเสริมให้เกิดความตระหนักและป้องกันมลพิษที่อาจเกิดขึ้นตลอดทั้งวัฎจักรชีวิตอย่างเป็นระบบและโปร่งใสโดยมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ประกาศแผนโตอย่างยั่งยืน “เชฟรอน” ทุ่ม 600 ล้าน ปรับภาพลักษณ์-ขยายปั๊ม

ที่มา http://www.dbbnews.com/index.php/vehicle
เชฟรอน  ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์คาลเท็กซ์  ทุ่มงบกว่า  600  ล้านบาท  ประกาศแผนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน  ขยายปั๊มน้ำมันและปรับปรุงที่มีอยู่ให้ครบวงจร  พร้อมเปิดตัวน้ำมันอี  20  ใหม่  โดยตั้งเป้ามีรายได้เติบโต  10%  ในปี  2556

นายเอเดรียน  เบนเด็ก  ประธานกรรมการและผู้จัดการใหญ่  บริษัท  เชฟรอน  (ไทย)  จำกัด  กล่าวว่า  นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี  2556  บริษัทยังคงจะมุ่งเน้นยุทธศาสตร์การบริหารธุรกิจสู่ความเติบโตอย่างยั่งยืนโดยการเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์คาลเท็กซ์ให้ครบ  500  แห่ง  ภายในปี  2558  โดยเน้น  3  ยุทธศาสตร์หลักที่เริ่มตั้งแต่ปี  2555  ที่ผ่านมา  แม้ว่าตลาดค้าปลีกน้ำมันมีการแข่งขันสูงอย่างต่อเนื่อง  แต่ผลการดำเนินการในช่วงปี  2555  ที่ผ่านมาก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้  โดยคาดว่าในปี  2556  จะสามารถสร้างยอดขายให้เติบโตได้ไม่น้อยกว่า  10%

ขณะเดียวกัน  บริษัทยังมีแผนการปรับปรุงและพัฒนาสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์อย่างต่อเนื่อง  เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ในแบบฉบับของคาลเท็กซ์ให้กับลูกค้า  ด้วยการปรับเปลี่ยนป้ายสัญลักษณ์คาลเท็กซ์ในสถานีบริการน้ำมันใหม่เพื่อเพิ่มความสว่างและการมองเห็นให้ชัดเจน  เสริมความปลอดภัยโดยเฉพาะเวลากลางคืน  โดยได้ทยอยดำเนินการไปแล้วกว่า  80  แห่ง  และในปีนี้อีก  50  แห่ง  โดยบริษัทจะใช้งบประมาณกว่า  600  ล้านบาททั้งในการปรับภาพลักษณ์และขยายสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ในครั้งนี้

“นอกจากนี้บริษัทยังเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานีบริการน้ำมันให้ครบวงจรและเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการส่วนพื้นที่ค้าปลีกของสถานีบริการน้ำมันเพื่อเพิ่มรายได้ในส่วนที่นอกเหนือจากการขายน้ำมันซึ่งถือเป็นธุรกิจหลัก  ด้วยการสานต่อกลยุทธ์พันธมิตรกลุ่มค้าปลีกโดย  ได้ร่วมมือกับ  บริษัท  เซ็นทรัล  ฟู้ด  รีเทล  จำกัด  ในการเปิดมินิ  ซูเปอร์มาร์เก็ต  ภายใต้แบรนด์  ท็อปส์  เดลี่  และ  แฟมิลี่  มาร์ท  ในสถานีบริการน้ำมัน”

อย่างไรก็ดี  เพื่อเป็นการสอดรับกับนโยบายพลังงานภาครัฐหลังจากที่บริษัทยกเลิกขายปลีกน้ำมันเบนซิน  91  บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่คุณภาพระดับพรีเมี่ยม  “คาลเท็กซ์  แก๊สโซฮอล์  อี20”  ทดแทนการจำหน่ายเบนซิน  91  และตอบสนองความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นจากจำนวนรถยนต์จดทะเบียนใหม่อันเป็นผลมาจากนโยบายรถคันแรก

ทั้งนี้น้ำมันคาลเท็กซ์  แก๊สโซฮอล์  อี20  จะแตกต่างจาก  แก๊สโซฮอล์  อี  20  ทั่วไป  ด้วยส่วนผสมของสารเทครอน  (Caltex  with  Techron)  สูตรเฉพาะของคาลเท็กซ์ที่มีคุณสมบัติในการช่วยทำความสะอาดชิ้นส่วนสำคัญของระบบการเผาไหม้ภายในเครื่องยนต์  โดยในช่วงแรกจะเริ่มจำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ  และปริมณฑลประมาณ  55  สถานีบริการ  และขยายไปจำหน่ายเพิ่มไม่น้อยกว่า  100  แห่งภายในสิ้นปี

“บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยม  เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าภายใต้แนวความคิด  เติมสุขทุกเส้นทางที่คาลเท็กซ์  โดยจะเริ่มให้บริการได้ในเดือนมีนาคม  2556  นี้  ซึ่งราคาขายปลีกน้ำมันคาลเท็กซ์  แก๊สโซฮอล์  อี20  จะไม่แตกต่างจาก  แก๊สโซฮอล์  อี  20  ทั่วไปอย่างแน่นอน  ซึ่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันคาลเท็กซ์  แก๊สโซฮอล์  อี20  ใหม่  ในครั้งนี้สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์แต่ละแห่งจะต้องใช้งบประมาณเกือบ  200,000  บาท  ในการปรับเปลี่ยนทั้งหัวจ่าย  ท่อส่งน้ำมัน  ถังน้ำมันใต้ดิน  เพื่อรองรับน้ำมันคาลเท็กซ์  แก๊สโซฮอล์  อี20  ใหม่”

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หนาว!SCGสนกินรวบ"ชุดครัว"

updated: 01 พ.ค. 2556 เวลา 09:50:43 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า ภายใน 5 ปีนี้ เอสซีจีจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท สำหรับดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ในเครือ เฉลี่ยปีละ 4 หมื่นล้านบาท เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดอาเซียน (AEC) ด้วยเป้ายอดขาย 435,000 ล้านบาท แบ่งลงทุนในปี 2556 ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท เน้นธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างเป็นหลัก โดยจะขยายโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่ประเทศอินโดนีเซีย เมียนมาร์ กัมพูชา

ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานภายในโดยรวม 3 ธุรกิจของเอสซีจี ได้แก่ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และจัดจำหน่ายเข้าด้วยกัน เรียกว่าเอสซีจีซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (SCG Cement-Building Materials) เพื่อเพิ่มการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการมากขึ้น

"จะมุ่งเน้นลงทุนธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเพราะอนาคตจะเติบโตมาก ปีที่ผ่านมาธุรกิจนี้มียอดขายรวม 154,537 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 36% ของรายได้รวม มีกำไรสุทธิรวม 13,129 ล้านบาท อีก 5 ปีข้างหน้าสัดส่วนรายได้รวมของธุรกิจนี้จะเพิ่มเป็นมากกว่า 40% ของรายได้จากการขายรวมทั้งหมด"

สำหรับทิศทางธุรกิจซีเมนต์ในอาเซียนไปได้ดีเติบโต 5-10% เนื่องจากมีการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยและอินฟราสตรักเจอร์ของภาครัฐ ตลาดในประเทศอินโดนีเซียธุรกิจตลาดซีเมนต์โต 10% ธุรกิจเซรามิกก็ดีมาก สามารถเดินเต็มกำลังการผลิตเต็มที่ ขณะที่เมียนมาร์ตลาดโตขึ้น 5-10% บริษัทมียอดขายซีเมนต์ถึง 1.8 ล้านตัน ส่วนเวียดนามตลาดทรงตัว ฟิลิปปินส์ธุรกิจเซรามิกก็ไปได้ดี แต่ที่ทำยอดขายได้ดีมากคือกัมพูชา ทั้งซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง

"ปี"58 กำลังการผลิตปูนซิเมนต์ในตลาดอาเซียนจะเพิ่มขึ้น 4.5 ล้านตัน จากเดิมอยู่ที่ 23-24 ล้านตัน อยู่ที่ประเทศไทย 23 ล้านตัน และเขมรอีก 1 ล้านตัน จะเน้นขายในประเทศเป็นหลัก ส่วนส่งออกจะลดลง คาดว่าจะไม่ถึง 5 ล้านตัน"

นายกานต์กล่าวว่า ปีนี้ประเมินว่าตลาดประเทศไทยจะมีความต้องการใช้ซีเมนต์เติบโต 5-10% จากเดิมกว่า 30 ล้านตัน เนื่องจากมีการสร้างที่อยู่อาศัย โครงการใหญ่ของรัฐ เช่น รถไฟฟ้า หากมีการก่อสร้างโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะทำให้ความต้องการใช้ปูนและวัสดุก่อสร้างในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เอสซีจีมีกำลังการผลิตพอรองรับ หากไม่พออาจจะนำเข้ามาจากโรงงานผลิตที่

เมียนมาร์และกัมพูชามาแทน

"ตลาดซีเมนต์ในไทยตอนนี้ต่างจังหวัดโตมากสุด ไตรมาสแรกที่ผ่านมาสัดส่วนขายอยู่ที่ 75% สูงสุดอยู่ที่ภาคอีสาน 30% โตตามธุรกิจอสังหาฯที่ไปเปิดโครงการใหม่เพิ่ม แต่ถึงความต้องการจะมากขึ้น และต้นทุนเพิ่มขึ้นเอสซีจียังไม่มีนโยบายจะปรับราคาขายปูนซีเมนต์ในขณะนี้ ปล่อยให้เป็นไปตามการแข่งขันและกลไกตลาด"

ทั้งนี้ หลังได้เข้าถือหุ้นใน Prime Group Joint Stock Company หรือ Prime Group ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกชั้นนำของเวียดนาม 85% มีมูลค่าธุรกิจประมาณ 7,200 ล้านบาท ส่งผลให้เอสซีจีมีกำลังการผลิต

เซรามิกรวมทั้งหมด 225 ล้านตารางเมตร เป็นอันดับ 1 ของโลก โดย 48% อยู่ในไทย เวียดนาม 33% อินโดนีเซีย 14% และ 5% อยู่ในประเทศฟิลิปปินส์

"นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทมีแผนจะทำการตลาดเชิงรุกธุรกิจชุดครัว หรือ Kitchen Solution มากขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจใหม่ของบริษัท รวมถึงตลาดห้องน้ำ กระเบื้อง ฝ้าและเพดาน เป็นต้น" นายกานต์กล่าว

ด้านนายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การเงินและการลงทุนเอสซีจี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปีนี้เตรียมเม็ดเงินประมาณ 100 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรมาผลิตชุดครัว เช่น ตู้ จากเดิมจะทำตลาดไม่มาก และเน้นติดตั้งเป็นหลัก

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สู้กับคู่แข่งในสถานการณ์ที่เป็นรอง

สู้กับคู่แข่งในสถานการณ์ที่เป็นรอง

จะยอมโดนเหยียบทำไม
ที่มาhttp://incquity.com/articles/marketing-boost/little-guys-fight-back
ทุกบริษัทต่างช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างการแข่งขันจากคู่แข่ง เพื่อจะได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางธุรกิจในแขนงต่างๆ ทุกการแข่งขันทางธุรกิจมักมีผู้นำและผู้ตกเป็นรองอยู่เสมอ หลายบริษัทเมื่อต้องเพลี่ยงพล้ำต่อคู่แข่งทางธุรกิจก็มักหาวิธีแก้ไขหรือโต้ ตอบเพื่อจะได้ช่วงชิงความได้เปรียบและการเป็นผู้นำกลับคืนมา ซึ่งวิธีการแก้ไขและต่อสู้เมื่อธุรกิจตกเป็นรองคู่แข่งพอจะมีแนวทางสรุป สั้นๆ ดังนี้

 

ใช้โฆษณาเพื่อตอบโต้คู่แข่ง

การใช้สื่อโฆษณาเพื่อตอบโต้คู่แข่งถือเป็นอาวุธที่สำคัญอย่างแรกที่เรา ควรนำมาพิจารณาก่อน เมื่อเทียบกับวิธีต่อสู้ในธุรกิจรูปแบบอื่นๆ แล้ว โฆษณาถือว่าทำได้ง่ายที่สุด อีกทั้งยังประหยัดกว่ามากถ้าวัดผลกันด้านต่อด้าน
อาวุธที่สำคัญของโฆษณาคือช่วยลดจุดด้อยและเสริมจุดเด่นอันเหนือกว่าของ ผลิตภัณฑ์หรือบริการซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าต้องการนำเสนอส่วนไหนเรื่อง อะไร อีกทั้งวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจของเนื้องานโฆษณาจะช่วยดึงดูดให้ผู้บริโภค หันมาทดลองหรือกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ของเราด้วย นอกจากนี้โฆษณายังสามารถปรับใช้เพื่อรองรับกับวิธีการต่อสู้กับคู่แข่งทาง ธุรกิจในรูปแบบอื่นได้อีกด้วย

 

ปรับการวางแผนทางกลยุทธ์

การปรับเปลี่ยนการวางแผนกลยุทธ์และยุทธวิธีทางธุรกิจใหม่ถือเป็นอาวุธ หนักที่สุดซึ่งสามารถนำมาใช้ต่อกรกับคู่แข่งทางธุรกิจ ก่อนอื่นต้องเริ่มจากศึกษาและสำรวจข้อบกพร่องของแผนกลยุทธ์เดิมเสียก่อน จากนั้นจึงให้ความสนใจเรื่องความต้องการของตลาดในปัจจุบัน แล้วพิจารณาส่วนสุดท้ายคือคู่แข่งว่ามีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าเราอย่างไร
เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงเริ่มลงมือเขียนแผนการกลยุทธ์ทางธุรกิจขึ้นใหม่ ตัวอย่างเช่น บริษัทของเราขายคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ตามแผนกลยุทธ์เดิมกลุ่ม ลูกค้าเป้าหมายคือผู้ชายวัยทำงาน เวลาต่อมายอดขายตกลงและเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับบริษัทคู่แข่งทซึ่งขาย ในราคาที่ต่ำกว่า เราจึงปรับแผนกลยุทธ์ใหม่โดยเพิ่มกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษาระดับ มหาวิทยาลัยเข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าและส่วนแบ่งทางการตลาดให้สูงขึ้นเพื่อจะกลับมา เป็นผู้ครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากที่สุดเช่นเดิม โดยที่เราจะไม่ลดราคาสินค้าเพื่อรักษาระดับของผลิตภัณฑ์ไว้ เป็นต้น เราอาจใช้แผนกลยุทธ์เดิมเป็นหลักแล้วเขียนเพิ่มลงไปในส่วนที่ได้ทำการปรับ เปลี่ยน หรือจะเขียนแผนกลยุทธ์ขึ้นมาใหม่ทั้งฉบับเลยก็ได้ ถ้าผลการศึกษาก่อนหน้านี้ชี้ว่าเราต้องทำการปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์อย่างสิ้น เชิงเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันกับคู่แข่ง
ส่วนเรื่องยุทธวิธีหมายถึง วิธีการในทางปฏิบัติที่จะนำแผนกลยุทธ์มาใช้นั้น ซึ่งต้องทำการปรับเปลี่ยนด้วยเช่นเดียวกัน โดยสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก็คล้ายคลึงกับส่วนกลยุทธ์คือ หาข้อบกพร่องในการนำแผนกลยุทธ์มาใช้ ความผิดพลาดในทางปฏิบัติเรื่องของการตลาด และเปรียบเทียบกับยุทธวิธีของคู่คู่แข่งว่าเรามีความได้เปรียบหรือเสีย เปรียบในส่วนไหนบ้าง จากนั้นเริ่มวางยุทธวิธีใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกลยุทธ์ โดยข้อสำคัญที่ เราต้องท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจคือการวางแผนกลยุทธ์กับการสร้างยุทธวิธีต้องรอง รับกันเป็นอย่างดี เพราะทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อสองสิ่งนี้สามารถประสานงานกันได้อย่างลงตัวแล้วละก็ จะถือเป็นอาวุธทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและน่ากลัวมากที่สุดอย่างหนึ่งเลย ทีเดียว

 

ใช้การตลาดเข้าสู้คู่แข่ง

การโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยวิธีทางการตลาดก็เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในโลก ธุรกิจมาอย่างยาวนานเช่นกัน โดยวิธีการที่เป็นที่นิยมและมักนำมาใช้ได้แก่ การลดราคา ซื้อ 1 แถม 1 แจกของแถม ทดลองใช้ฟรี คูปองส่วนลด จับสลากรางวัลชิงโชค ฯลฯ ซึ่งวิธีทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนเป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้อย่างรวด เร็วและสามารถดึงให้ผู้บริโภคออกจากผลิตภัณฑ์คู่แข่งได้อีกด้วย อีกทั้งยังวัดผลความสำเร็จได้ง่ายเมื่อเทียบกันกับวิธีอื่นๆ การใช้กลยุทธ์การตลาดเข้าสู้ถือเป็นการต้อนคู่แข่งทางธุรกิจให้จนมุมและสุด ท้ายก็จนตรอกในที่สุด ซึ่งวิธีดังกล่าวสามารถช่วยพลิกสถานการณ์จากที่ตกเป็นรองให้กลับขึ้นมาได้ เปรียบอย่างรวดเร็วด้วย และถ้าคู่แข่งไม่สามารถหาวิธีทางการตลาดที่ดีกว่ามาใช้ต่อกรกับเราได้ ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งก็จะตายไปในที่สุด

 

ปรับปรุงผลิตภัณฑ์

การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทั้งในส่วนของคุณสมบัติและรูปลักษณ์ภายนอกก็ถือเป็น เครื่องมือที่ใช้ในการตอบโต้คู่แข่งทางธุรกิจที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเวลาเลือกซื้อสินค้าจะพิจารณาจากประโยชน์ใช้สอยและ คุณสมบัติเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการได้เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นการพัฒนาคุณสมบัติและประโยชน์ใช้สอยให้เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ของคู่ แข่งที่มีสินค้าประเภทเดียวกัน มีกลุ่มผู้บริโภคเดียวกัน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการทำสงครามทางธุรกิจ
อีกทั้งการที่ผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณสมบัติเหนือกว่าคู่แข่งก็ช่วยสร้าง ความได้เปรียบในการวางการแผนการตลาดได้เป็นอย่างดี และจะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ให้ได้เปรียบอีกครั้งด้วย ซึ่งความจริงแล้ววิธีที่ถูกต้องและดีที่สุดในการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์คือ เราต้องพัฒนาตั้งแต่ตอนแรกที่ผลิตภัณฑ์เริ่มวางจำหน่ายต่อเนื่องยาวมาเรื่อย โดยห้ามหยุดพัฒนาเด็ดขาด เนื่องจากการพัฒนาให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ ต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควร ถ้าเราคิดจะมาพัฒนาในเวลาที่ผลิตภัณฑ์ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ละก็ เกรงว่ากว่าผลิตภัณฑ์จะพัฒนาเสร็จก็จะไม่มีบริษัทเหลือรอดอยู่ในธุรกิจแล้ว

 

สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่มาสู้โดยยังคงผลิตภัณฑ์หลักไว้

การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาสู้กับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งโดยที่ยังคงไว้ซึ่ง ผลิตภัณฑ์หลักไว้เช่นเดิม ถือเป็นการโต้ตอบที่รุนแรงชัดมากที่สุดอย่างหนึ่ง เป็นการชิงเปิดเกมรุกและเพิ่มแนวรบทางสงครามธุรกิจสำหรับผู้ที่กำลังตกอยู่ ในสภาพที่เพลี่ยงพล้ำและต้องการจะกลับมาทวงคืนความเป็นเจ้าตลาดอีกครั้ง โดยเหตุผลที่ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่โดยคงผลิตภัณฑ์หลักไว้ก็เพราะต้อง การแย่งชิงความเป็นผู้นำในตลาดของสินค้าประเภทดังกล่าวกับคืนมาจากคู่แข่ง จึงทำการเพิ่มสินค้าใหม่ออกขายในกลุ่มตลาดเป้าหมายเดิมเพื่อเป็นการเพิ่มทาง เลือกให้กับผู้บริโภค และใช้ความแปลกใหม่ที่ได้พัฒนาขึ้นทำการช่วงชิงตลาดกลับคืนมา
ส่วนเหตุผลที่ต้องคงผลิตภัณฑ์หลักไว้ก็เพราะแม้ว่าผลิตภัณฑ์หลักจะไม่ สามารถสู้กับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งได้จนเสียความเป็นผู้นำตลาดไปแล้วก็ตาม แต่ผลิตภัณฑ์หลักก็ยังคงมีผู้บริโภคที่ชื่นชอบและภักดีจึงยังมีพื้นที่และ ส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่เช่นเดิมแม้จไม่มากเหมือนแต่ก่อน เมื่อนำผลิตภัณฑ์ทั้งเก่าและใหม่ออกมาสู้กับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง ก็จะเพิ่มความได้เปรียบมากขึ้นเพราะเปรียบเสมือนการรวมพลังแท็กทีมจัดการ ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งนั่นเอง
ปฏิภาณไหวพริบและสัญชาตญาณเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยนำพาธุรกิจฟันฝ่า อุปสรรคในการแข่งขันทางธุรกิจที่อาจดูเหมือนโหดร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจของเราเพลี่ยงพล้ำตกเป็นรองคู่แข่ง ทั้งสองสิ่งนี้เมื่อนำมาผนวกกับความทุ่มเทและความสามารถในการวิเคราะห์ตาม หลักเหตุผลแล้วนำมาปรับเป็นแนวทางแก้ไข ก็จะมีส่วนช่วยให้เราสามารถตั้งหลักลุกขึ้นยืนและออกวิ่งแข่งขันใหม่ได้อีก ครั้งบนถนนสายธุรกิจ

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตั้งสโลแกนบริษัทให้ติดปาก

ตั้งสโลแกนบริษัทให้ติดปาก


สโลแกนที่ "ติดปาก"จะช่่วยทำให้สินค้าของคุณ "ติดใจ" ผู้บริโภคได้ไม่ยาก
 ที่มา http://incquity.com/articles/grow-your-biz/how-create-slogan
 สโลแกนดีๆ สักหนึ่งประโยคที่ติดหูผู้บริโภคมีประโยชน์มากกว่ามีนักการตลาดหัวกะทิอยู่ ในบริษัทถึง 10 คนเลยทีเดียว จึงไม่แปลกอะไรที่ธุรกิจจำนวนมากต่างแสวงหาและสร้างสรรค์สโลแกนที่ยอดเยี่ยม สุดบรรเจิดอยู่ตลอดเวลา เพราะสโลแกนบริษัทจัดเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดอย่าง หนึ่งที่จะส่งผลถึงตัวผู้บริโภคได้ ทุกบริษัทจึงสมควรต้องมีสโลแกนไว้เป็นของตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยการตั้งสโลแกนให้ติดปากผู้บริโภคก็มีหลักการสำคัญ 8 ข้อดังนี้

สโลแกนต้องครบถ้วน โดดเด่น และดึงดูด

มนต์เสน่ห์ของสโลแกนที่ยอดเยี่ยมและติดปากผู้บริโภคมีเคล็ดลับอยู่ที่รูป ประโยคต้องโดดเด่นและมีพลังในตัวเองอย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสะกิดความคิดของผู้บริโภคให้เข้ามาสนใจพร้อมจดจำได้ใน ทันที เช่น LG : Life’s Good

สโลแกนบ่งบอกถึงตัวตนของธุรกิจ

สโลแกนที่ดีและมีคุณภาพต้องสามารถสื่อความหมายได้อย่างตรงตัวและบอกที่มา ที่ไปอย่างครบถ้วน เพราะจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ทันทีว่าสโลแกนที่พบเห็นเกี่ยวข้องกับ ธุรกิจประเภทใด ตัวอย่าง เช่น “ถุงเท้าคาร์สัน : ถุงเท้าที่ทุกๆ คนใส่กัน เป็นต้น”

สโลแกนต้องสั้นและกระชับ

สโลแกนบริษัทจะเป็นที่จดจำก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการสามารถออกแบบรูปประโยค ให้สั้นและกระชับมากที่สุด เพราะถ้าหากสโลแกนยาวเกินไป ผู้บริโภคก็จะแค่อ่านและมองผ่านเลยไปเนื่องจากเขาไม่สามารถจดจำได้ทั้งหมด จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะต้องบันทึกใส่สมองไว้ แต่ในทางกลับกัน หากสโลแกนเป็นประโยคสั้นๆ และกระชับ นอกจากพวกเขาจะสามารถจำได้ในทันทีแล้วยังมีการพูดบอกต่อกันเป็นวงกว้างใน ลักษณะของปากต่อปากอีกด้วย โดยความยาวของสโลแกนไม่ควรจะเกิน 12 ตัวอักษรจะเป็นการดีที่สุด อาทิ “ฟูจิ สั่งเลยอร่อยทุกอย่าง”

ความหมายของสโลแกนมีค่ามากกว่าตัวอักษร

สโลแกนไม่ควรเป็นแค่ตัวหนังสือบอกเล่าเรื่องราวเท่านั้น เพราะสโลแกนต้องสามารถแสดงออกได้ถึงจิตวิญญาณและสัมผัสได้ถึงพลังที่มีอยู่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือต้องมีสำนวนที่คมคายและบาดลึกในจิตใจ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจดจำสโลแกนได้ในห้องที่ลึกสุดของหัวใจ อีกด้วย เช่น บริษัทรถยนต์โตโยต้าที่ใช้สโลแกนหลักว่า “เราให้คุณมากกว่ารถยนต์” เป็นต้น

สโลแกนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี

ภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และตัวสโลแกนก็ต้องมีคุณสมบัติสร้างมิติการรับรู้ในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่าง ดีด้วย เพราะสโลแกนจะทำหน้าที่เป็นเหมือนประตูบานแรกที่ใช้เปิดรับผู้บริโภคสู่ อาณาจักรธุรกิจของเรา สโลแกนจึงเหมือนเป็นตัวแทนที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกิจการของเราไปโดย ปริยาย ดังนั้นผู้ประกอบการต้องมีสโลแกนที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์อันยอดเยี่ยมใน การประกอบธุรกิจด้วย เช่น “การบินไทยรักคุณเท่าฟ้า” เป็นต้น

สโลแกนเป็นทั้งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์

สโลแกนต้องสามารถถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของธุรกิจได้อย่าง โดดเด่นและลงตัวที่สุด เนื่องจากสโลแกนทั่วๆ ไปมักสร้างสรรค์ออกมาโดยมีแนวทางและรูปแบบวิธีการที่ไม่ทิ้งกันนัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยเพราะผู้บริโภคมักสับสนและแยกแยะไม่ออกว่าธุรกิจ แต่ละอย่างแตกต่างกันอย่างไร การเขียนสโลแกนให้มีเอกลักษณ์พร้อมทั้งอัตลักษณ์เป็นการเฉพาะจึงมีส่วนสำคัญ ที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปนี้ได้ อาทิ “ไทยประกันชีวิต บริษัทของคนหัวคิดทันสมัย” เป็นต้น

หลีกเลี่ยงการบัญญัติศัพท์ใหม่โดยเด็ดขาด

ถึงแม้สโลแกนจะต้องการความโดดเด่น แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องพยายามหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาดก็คือการบัญญัติศัพท์ ใหม่ขึ้นมาใช้เองเป็นการเฉพาะ เนื่องจากผู้บริโภคมีประสบการณ์ความรู้ทางด้านภาษาที่แตกต่างกันจึงอาจทำให้ เข้าใจความหมายของคำบางคำคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่เราต้องการนำเสนอก็เป็นได้ มิหนำซ้ำธุรกิจของเรายังอาจถูกสับเละจนไม่มีชิ้นดีจากนักภาษาศาสตร์ก็เป็น ได้ในข้อหาทำภาษาไทยวิบัติ

สโลแกนต้องติดปากผู้บริโภค

หากผู้ประกอบการสามารถทำได้ทั้ง 7 ขั้นตอนที่กล่าวแล้วละก็ ขั้นตอนที่ 8 สโลแกนต้องติดปากผู้บริโภคก็จะเกิดขึ้นตามมาเองในที่สุด ทั้งนี้ความสมดุลและลงตัวในการใช้ภาษามักเป็นแรงกระตุ้นให้สโลแกนถูกเอ่ยถึง อยู่เป็นประจำ เช่น “AIS ทุกที่ทุกเวลา” หรือ “แมคโดนัลด์ ความสุขล้นเมนู” เป็นต้น
หลายบริษัทต่างเฝ้าค้นหาคำตอบนานแล้วว่าสูตรสำเร็จของการสร้างสโลแกนให้ ติดปากผู้บริโภคแท้ที่จริงควรต้องทำอย่างไร เคล็ดลับความสำเร็จอยู่ที่ไอเดียการสร้างสรรค์และการทำตามหลักวิธีสากลตาม ที่ได้เสนอไปนั่นเอง เพียงเท่านี้การสร้างสโลแกนก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเหมือนงมเข็มใน มหาสมุทรอีกต่อไป

เคล็บลับตั้งสโลแกนให้ติดปาก

เคล็บลับตั้งสโลแกนให้ติดปาก


จำง่ายและสื่อความหมายไว้ก่อน
 ที่มา http://incquity.com/articles/marketing-boost/slogan
 คนทำธุรกิจต่างก็อยากให้ บริษัทของตนเองมีชื่อเสียง เมื่อพูดชื่อแล้วแล้วใครๆ ก็รู้จัก และที่สำคัญคือเป็นชื่อแรกที่ทุกคนนึกถึงเวลาพูดถึงสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ หนึ่งๆ นอกจากทำสินค้าให้มีคุณภาพและติดตลาดแล้ว การมีสโลแกนสั้นๆ จำง่ายขึ้นใจ ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นที่จดจำในตลาดอีกด้วย

10 ข้อที่สโลแกนต้องมี

สโลแกนต้องสะท้อนลักษณะเด่นที่ฟังดูเป็นไปได้ของธุรกิจ
  • จำง่าย ได้ยินแล้วพูดซ้ำได้เลย
  • เรียบและสั้น สโลแกนยาวเกินไปก็จำยาก เอาสั้นๆ ให้กระชับและได้ใจความ ไม่ควรเกิน 10 พยางค์
  • สื่อความหมาย ต้องมีสิ่งที่บอกว่าเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไร
  • แตกต่าง แสดงให้เห็นว่าเราแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นอย่างไร
  • แสดงด้านบวก ฟังแล้วเกิดความรู้สึกดีต่อแบรนด์
  • มีเอกลักษณ์ อย่าไปลอกคนอื่น หรือใช้คำซ้ำซาก
  • เฉพาะเจาะจง ระวังประโยคที่ดูกว้างเกินไปจนผู้ฟังอาจไม่รู้ว่าธุรกิจของเราเกี่ยวกับอะไร
  • โดดเด่น สะดุดตาสะดุดหูจนต้องหยุดอ่านหรือหยุดฟัง
  • จูงใจ ทำให้คนเชื่อในสิ่งที่นำเสนอ
  • น่าเชื่อถือ สะท้อนลักษณะเด่นที่ฟังดูเป็นไปได้ เช่น คำสัญญา คุณสมบัติพิเศษ

อะไรที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่ง และคำมั่นสัญญาที่จะให้กับลูกค้าคืออะไร
เมื่อรู้แล้วว่าสโลแกนที่ดีต้องเป็นอย่างไร ก็มาถึงขั้นตอนการลงมือทำ อย่างแรกคือการเจาะจงกลุ่มตลาดที่เป็นกลุ่มหลักของธุรกิจ ตอบโจทย์ให้ได้่ว่าอะไรที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่ง และคำมั่นสัญญาที่จะให้กับลูกค้าคืออะไร หลังจากนั้นก็ระดมความคิดเพื่อหาประโยคที่สะท้อนบุคลิกลักษณะของธุรกิจให้ มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องสื่อสารว่าเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไรไปพร้อมๆ กันด้วย หรือถ้าไม่อยากทำเองก็สามารถจ้างมืออาชีพแทนได้ อย่าลืมว่าสโลแกนที่ดีจะต้องบอกให้คนรู้ว่าเราคือใคร ทำอะไร และน่าสนใจอย่างไร
อย่าลืมนำสโลแกนที่คิดได้ไปทดสอบดูปฎิกิริยาของผู้ฟัง ลองให้เพื่อนหรือครอบครัวแสดงความคิดเห็นว่าเมื่อได้ฟังแล้วพวกเขาจำได้ไหม ฟังแล้วดูน่าเชื่อถือหรือไม่ จากนั้นก็นำสโลแกนไปผูกติดกับโลโก้หรือการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดอื่นๆ เพื่อให้คนจำได้และนึกถึงบริษัทเราทุกครั้งที่ได้ยิน

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อวสาน Oldsmobileบทเรียนของ Brand Repositioning

อวสาน Oldsmobile บทเรียนของ Brand Repositioning 

ภาพ http://203.77.194.71:81/Members/


Oldsmobile เป็นรถยนต์รุ่นเก่าแก่ที่อยู่คู่สังคมอเมริกันมานานนับร้อยปี เป็นหนึ่งในสายผลิตภัณฑ์ที่ General Motor ภูมิใจหนักหนา  แต่แม้จะเคยโด่งดังและได้รับความนิยมมากในช่วงปี 1956  แต่ในเดือนธันวาคมปี 2000 General Motor ก็ประกาศว่าจำใจต้องยกเลิกการผลิตรถยนต์ยี่ห้อนี้ มาดูกันสิว่า อะไรที่ทำให้รถยนต์ที่เคยได้ชื่อว่ามี Brand Image เข้มแข็งอย่าง Oldsmobile ต้องปิดฉากลง



ชื่อไม่ดีจริงหรือ


นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่า ชื่อ  เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Oldsmobile ไม่ฮอตฮิตเหมือนเก่า เรื่องของเรื่องนั้นก็เพราะมีคำว่า “old” อยู่ในชื่อด้วย เลยทำให้คนรุ่นใหม่เมิน Oldsmobile ขณะที่คนรุ่นเก่าไม่กล้าใช้เพราะกลัวโดนหาว่าแก่ ใช้แต่ของตกยุคไม่ทันสมัย 

                ทาง General Motor ก็คงเห็นด้วยกับนักวิเคราะห์เหมือนกัน เพราะในทศวรรษ 1960 ได้มีความพยายามเปลี่ยน Oldsmobile ให้เป็น Youngmobile  แต่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ ทาง GM จึงพยายามอีกครั้งในทศวรรษ 1980 โดยเปลี่ยนสโลแกนที่ใช้มานานให้เป็น “It’s Not Your Father’s Oldsmobile” ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนความคิดคนรุ่นใหม่ให้หันมามอง Oldsmobile บ้าง แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติในใจคนได้ GM จึงลงทุนถึงขนาดลบยี่ห้อ Oldsmobile ออกจากตัวถังภายนอกรถ เพื่อให้คนขับสบายใจไม่โดนล้อ  แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดคนซื้อได้อยู่ดี

                อย่างไรก็ตาม นักการตลาดส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับสมมติฐานเรื่องชื่อ เนื่องจากชื่อ Oldsmobile นี้ใช้กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และไม่เห็นเป็นปัญหาใดใดเลย นักการตลาดกลุ่มนี้เห็นว่าสาเหตุที่แท้จริงมาจากจุดอ่อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการบริหารแบรนด์ไม่เป็นเสียมากกว่า



จุดอ่อนด้านผลิตภัณฑ์


แต่ไหนแต่ไรมา Oldsmobile ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและความก้าวหน้าด้านยานยนต์  ในปี 1939 Oldsmobile เป็นเจ้าแรกที่ใช้สายการผลิตแบบอัตโนมัติทุกขั้นตอน  พอถึงปี 1966 ก็ออกรถรุ่น Toronado ซึ่งเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นแรกในสหรัฐฯ ที่มีการผลิตพร้อมกันจำนวนมาก ความก้าวหน้าครั้งสำคัญนี้เองที่ทำให้ Oldsmobile ได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกด้านยานยนต์

                อย่างไรก็ตาม หลังทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา Oldsmobile ลดบทบาทความเป็นผู้บุกเบิกของตนลง แม้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบบ้างแต่ก็ไม่มีอะไรใหม่ และไม่โดดเด่นจากรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ เลย Oldsmobile จึงเริ่มกลืนหายไปกับรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ ของ GM  และสูญเสียภาพลักษณ์ผู้นำความเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากความก้าวหน้าทางยานยนต์เป็นภาพลักษณ์และคุณสมบัติของ Oldsmobile มาตั้งแต่ต้น ดังนั้น เมื่อไม่มีคุณสมบัติข้อนี้แล้ว จึงเท่ากับว่า Oldsmobile ลดคุณค่าของแบรนด์ลง และทำให้แบรนด์ที่เคยเข้มแข็งอ่อนแอลงด้วย

                นอกจากนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Oldsmobile เสื่อมความนิยมลงเป็นผลจากวิกฤติการณ์น้ำมันแพงช่วงทศวรรษ 1970 ที่ทำให้รถยนต์รุ่นใหญ่ ที่ ซดน้ำมันแบบ Oldsmobile พลอยเป็นที่รังเกียจไปด้วย



ก้าวพลาดเมื่ออยากลดวัย

ความผิดพลาดนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากความเชื่อในสมมติฐานเรื่องชื่อ  เมื่อผู้บริหารแบรนด์ของ Oldsmobile เห็นว่า คำว่า “Old” ทำให้คนหนุ่มสาวไม่สนใจรถของตน เขาจึงพยายาม Repositioning แบรนด์เสียใหม่เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าหนุ่มสาว แต่ก็ต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียลูกค้าสูงวัยที่มีกำลังซื้อมากกว่าไปด้วย

                ผลปรากฏว่า การตัดสินใจเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งนี้เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่  เนื่องจาก Oldsmobile เป็นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์เข้มแข็ง และมีการกำหนดตำแหน่งมาดีมาก ทำให้การกำหนดตำแหน่งใหม่ทำได้ยากมาก  และยังทำให้ลูกค้าสับสนด้วย

ในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ หรือ Repositioning แบรนด์ที่มีการกำหนดตำแหน่งมาดีนั้น ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป  คุณสามารถเปลี่ยนจาก แบรนด์คนแก่  ให้เป็น แบรนด์ผู้ใหญ่ได้  แต่ถ้าจะเปลี่ยนให้กลายเป็น แบรนด์วัยรุ่นไปเลยนั้น ถือเป็นเรื่องยากและท้าทายมากทีเดียว

สำหรับความพยามยามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Oldsmobile นั้น ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่หวังเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ความรู้สึกผูกพันมานานนับร้อยปีเลือนหายไป และทำให้ลูกค้าไม่แน่ใจ และไม่เชื่อถือ Oldsmobile อีกต่อไปด้วย



อยากเปลี่ยนเป็นรถหรู


นอกจากความพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์จากแบรนด์คนแก่เป็นแบรนด์หนุ่มสาว Oldsmobile ยัง พยายามถีบตัวเองให้เป็นแบรนด์รถหรู โดยเปลี่ยนโลโก้ และผลิตรถให้หลากหลายเพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตรถยุโรป อย่างไรก็ตาม แม้จะทุ่มเงินไปถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ Oldsmobile ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากใช้กลวิธีส่งเสริมการตลาดที่ขัดแย้งกับเจตนารมย์อย่างสิ้นเชิง  กล่าวคือ  แทนที่จะใช้กลไกทางการตลาดแบบอื่น Oldsmobile กลับส่งเสริมการขายโดยการลดราคา ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นรถหรูอย่างสิ้นเชิง  ทำให้ลูกค้าสับสนและปฏิเสธที่จะรับสารทุกชนิดที่ Oldsmobile สื่อออกมา ท้ายที่สุดทัศนคติที่มีต่อ Oldsmobile ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง



ปัจจัยด้านผู้บริโภค


มี ข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า สินค้าและบริการในยุคนี้มักพุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคหนุ่มสาว ที่แม้กำลังซื้อไม่มากนักแต่เป็นผู้บริโภคที่เสียงดังที่สุด ขณะที่คนสูงวัยขึ้นมาหน่อยมักมีกำลังซื้อสูงกว่า แต่ไม่ค่อยส่งเสียงและไม่ชอบซื้อสินค้าที่เสนอขายให้คนสูงวัยโดยตรง  ดังนั้น ผู้บริหารแบรนด์ของ Oldsmobile จึงกลัวมากว่าแบรนด์ของตนจะมีภาพลักษณ์ เก่าและ แก่ในสายตาผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม  ความพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Oldsmobile ที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคสับสน เมื่อความรู้สึกผูกพันถูกทำลายไปหมดสิ้น ลูกค้าเก่าจึงหนีหายไป ส่วนว่าที่ลูกค้าใหม่ก็ไม่แน่ใจเพราะ Oldsmobile ไม่สามารถแสดงให้เห็นความแตกต่าง หรือคุณสมบัติที่โดดเด่นเหนือรถยนต์ยี่ห้ออื่นแต่อย่างใด



                นักการตลาดหลายคนเห็นว่า Oldsmobile จะไม่ล้มเหลวเช่นนี้หากยังคงรักษาเอกลักษณ์ความผู้บุกเบิกของตนเอาไว้  และไม่พยายามเปลี่ยนบุคลิกของแบรนด์ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ  แบ รนด์ที่อายุยาวนานนับร้อยปีไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นวัยรุ่น แต่สามารถภาคภูมิใจในความเก่าแก่ของตนได้ โดยยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนต่อไปอย่างต่อเนื่อง และสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อถือ และความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ต่อไป

ตลาด Sea Snack แหล่งรวมเพาเวอร์แบรนด์

ตลาด Sea Snack แหล่งรวมเพาเวอร์แบรนด์    

ตลาด Sea Snack แหล่งรวมเพาเวอร์แบรนด์
ที่มา http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=95522
เซ็กเมนต์ซีสแน็ก นอกจากผลิตภัณฑ์จากปลาและสัตว์ทะเล ยังจัดผลิตภัณฑ์สาหร่ายทอด อบ และย่าง รวมอยู่ในหมวดเดียวกันด้วย ทำให้เป็นเซ็กเมนต์ของสแน็กที่รวมแบรนด์ดังไว้มากมาย เพราะในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเฉพาะสาหร่ายอย่างเดียวมีการเปิดตัว จัดกิจกรรมและแข่งขันกันในตลาดอย่างคึกคัก

แต่ละแบรนด์ส่งเข้าแข่ง จากค่ายดังๆ อาทิ มาชิตะจากค่ายสิงห์หรือบุญรอดบริวเวอรี่ โอโนริจากโออิชิหรือไทยเบฟ ฮ่าฮ่าฮ่าจากยูไนเต็ด ซีลิโกะซึ่งไม่ใช่ค่ายดังแต่ด้วยความที่เข้าตลาดมาก่อนก็มีส่วนแบ่งถึง 13% รองจากเถ้าแก่น้อยซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งของสาหร่ายที่มีส่วนแบ่งอยู่มากกว่า 70% ไม่รวมกับแบรนด์เล็กแบรนด์น้อยอีกมากมาย

แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์จาก ทะเลที่เอ่ยชื่อแล้วเกือบทุกคนรู้จัก ต้องนึกถึง สควิดดี้ (Squidy) และเต่าทองสควิดดี้ ของบริษัท กรีนแลนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งมีผลิตภัณฑ์แบรนด์อื่นในเครือ เช่น คาราด้า ไดโกะ ขนมปลาหมึกอบกรอบทะเลทอง อเล็ตป็อปคอร์น และน้ำมะพร้าวบ้านสวน เป็นแบรนด์ที่เกิดมาในตลาดนานถึง 30 ปี เป็นสแน็กที่จัดว่าราคาสูง เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงจนเป็นที่รู้จักของกลุ่มผู้ชื่นชอบซีสแน็ก เช่นเดียวกับปลาหมึกเต่าทอง ของบริษัท ซันยางอุตสาหกรรมอาหาร เจ้าของเดียวกับปลาเส้นเท็น เท็น และเท็นจังสติ๊ก ซึ่งออกมาจับตลาดซีสแน็กที่ราคาถูกกว่าเต่าทองแต่ยังจัดอยู่ในเซ็กเมนต์ เดียวกัน

ทั้งสควิดดี้และเต่าทอง ประสบปัญหาเดียวกันจากแบรนด์อันแสนเข้มแข็ง เพราะถูกใช้เป็นตัวบรรยายสรรพคุณขอผลิตภัณฑ์อาหารทะแลแปรรูปของบรรดาสินค้า โอท็อปของจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์จากทะเล ทั้งจากภาคตะวันออกและภาคใต้ จนชื่อสควิดดี้ กลายเป็น Generic Name ของปลาหมึกปรุงรสอบกรอบ ขณะที่เต่าทองก็เป็น Generic Name ของปลาหมึกเส้นปรุงรสเช่นกัน เป็นแบรนด์ที่ถูกนำมาอธิบายและโฆษณาผลิตภัณฑ์โอท็อปโดยไม่ได้ค่าลิขสิทธิ์

อย่าง ไรก็ตาม แม้จะมีรสชาติใกล้เคียง แต่ก็ไม่มีสินค้าโอท็อปหรือสินค้าจากท้องถิ่นไหนที่ทำรสชาติได้เหมือนกับ ทั้งสองแบรนด์เสียทีเดียว เป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองแบรนด์ยังคงอยู่และรักษายอดขายของตัวเองมาได้ อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการทำกิจกรรมชิงโชคบ้างแต่ก็ทำแบบเงียบๆ เพื่อไม่ให้แบรนด์หายไปจากตลาดและรักษายอดขายที่มีอยู่ไว้ เช่น การชิงโชคโน้ตบุ๊กของสควิดดี้ หรือนำซองเปล่าไปซื้อตั๋วหนัง 1 ที่แถม 1 ที่ของเต่าทอง ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมของทั้งสองแบรนด์ก็เน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่ ต่างจากทาร์เก็ตของท็อป 3 ของซีสแน็กอย่างทาโร่ เบนโตะ และฟิชโช จะว่าไปทั้งสองแบรนด์ก็ประสบปัญหาเดียวกับสินค้าประเภทน้ำดำที่มีสินค้าทด แทนในตลาดมากมายเป็นอุปสรรค ที่สำคัญราคาถูกกว่าค่อนข้างมาก

ปัจจุบัน นี้ ทั้งสองแบรนด์แม้จะแข็งแกร่งแค่ไหนก็จึงเป็นเพียงแบรนด์ที่เซิร์ฟได้แค่ผู้ บริโภคจำนวนหนึ่ง และมีข้อดีตรงที่เป็นกลุ่มที่มีแบรนด์ลอยัลตี้สูง แต่ทั้งคู่ก็ถูกจัดอยู่ในซีสแน็กที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในกลุ่มรายยิบรายย่อย อีกกว่า10 แบรนด์ที่มีส่วนแบ่งในตลาดซีสแน็กมูลค่า 3,000 ล้านบาทต่อปีเพียงแค่ 10% เศษ 

“ผมรู้จักสองแบรนด์นี้ตั้งแต่เด็ก ต้องยอมรับว่าการที่แบรนด์เขายังอยู่ได้ก็แสดงให้เห็นถึงพลังของแบรนด์อย่าง แท้จริง” วิชัยบอก และนั่นเท่ากับย้ำว่าการปรับใหญ่โดยหันมาสร้างแบรนด์ฟิชโชครั้งนี้เป็น เรื่องถูกต้องยิ่งแล้ว และถ้าแบรนด์เหล่านี้รวมถึงเบอร์หนึ่งจะรุกขึ้นมาทำอะไรใหญ่โตเพื่อโต้กลับ ฟิชโช วิชัยก็ยินดี โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า

“ถ้าแบรนด์อื่นกระโดดเข้ามาช่วยกันทำให้แคทิกอรี่มันโตผมว่าสนุก อันนี้ไม่ได้ท้าทาย แต่ว่าเราทำก่อนดีกว่า”

ตลาดสแน็กไทยมูลค่าปีละ 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
มันฝรั่งแผ่น (Potato Chip) 35%
ขนมขึ้นรูป (Extrude) 27%
ซีสแน็ก (Sea Snack) 16%
ถั่ว (Peanut) 12%
ข้าวที่ทำจากแป้งหรือข้าว (Rice Cracker) 5%
ข้าวเกรียบกุ้ง (Prawn Cracker) 4%
ข้าวโพดคั่ว (Popcorn) 1%
ที่มา : MAT, มิถุนายน 2555.