แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตลาด แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เบนซ์สบช่องตลาดวัยรุ่นบูมจัด ดันซีแอลเอเสริมทัพเอ-คลาส

updated: 06 พ.ค. 2556 เวลา 23:20:57 น.
ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
"เบนซ์" โหมสร้างแบรนด์เจาะตลาดวัยรุ่นรับเดินถูกทาง "เอ-คลาส" กระแสเปรี้ยงลูกค้าแห่จอง 800 คันยอดล้นถึงสิ้นปี ส่ง "ซีแอลเอ" เคาะราคา 2.64 ล้าน ช่วยโกยยอดต่อ ปลื้มไตรมาสแรกยอดขายโต 50% เผยลูกค้าหวั่นซื้อเกรย์แห่ซื้อรถนำเข้าจากดีลเลอร์

นายมาร์ติน ชูลซ์ รองประธานบริหารฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนรุกตลาดกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 20-40 ปีที่มีกำลังซื้อสูงว่า ในตลาดยังไม่มีสินค้าที่ตอบโจทย์กับความต้องการมากนัก บริษัทจึงเตรียมเพิ่มสินค้าเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ให้มีความหลากหลาย

สำหรับในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ที่ก่อนหน้านี้ได้แนะนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น เอ-คลาส ออกสู่ตลาดด้วยราคาที่ดึงดูดเพียง 1.89 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก ปัจจุบันมียอดจองแล้วราว 700-800 คัน คาดว่าจะใช้เวลาตลอดทั้งปีในการทยอยส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ทั้งหมด

และ เพื่อเป็นการต่อยอดการขยายกลุ่มลูกค้า บริษัทได้แนะนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เดอะ นิว ซีแอลเอ-คลาส ด้วยราคา 2.64 ล้านบาท โดยจะเริ่มส่งมอบภายใน 3 เดือนนับจากนี้ ซึ่งลูกค้าในกลุ่มนี้จะไม่ไปดึงลูกค้าในกลุ่มเอ-คลาส เนื่องจากซีแอลเอนั้นเป็นรถสไตล์สปอร์ตคูเป้สี่ประตูที่ผู้ใช้งานสามารถใช้ ในครอบครัวได้ด้วย ขณะที่เอ-คลาสจะมีความสปอร์ตและมีสีสันมากกว่า

และ ภายในปีนี้บริษัทยังเตรียมจะทยอยแนะนำรถใหม่ถึง 4 รุ่น ซึ่งแนวทางการออกแบบและภาพลักษณ์ก็จะคงคอนเซ็ปต์นี้ให้รถมีความทันสมัย และดูปราดเปรียวยิ่งขึ้นเพื่อขยายตลาดสู่ฐานลูกค้าใหม่ ๆ ทำให้บริษัทมีโปรดักต์ไลน์ที่หลากหลาย จนถึงปัจจุบันนั้นมีรถยนต์จำหน่ายแล้วกว่า 15 รุ่น และยิ่งเมื่อรวมกับรุ่นใหม่ ที่จะเปิดตัว ก็เชื่อว่าจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าพร้อมทั้งลบภาพลักษณ์เดิม ๆ ของสินค้าได้ด้วย คาดว่าในปีนี้บริษัทจะสามารถเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ถึง 15% จากเดิมที่มีสัดส่วนไม่ถึง 10%

"เรามีบันไดของราคาสินค้าชัดเจน รวมถึงสินค้าก็มีความเฉพาะเจาะจงที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชัดเจน แต่หลากหลายมากขึ้น ด้วยจำนวนโมเดลที่จำหน่ายในปัจจุบันถึง 15 รุ่น และรุ่นใหม่ ๆ ที่จะแนะนำสู่ตลาดต่อจากนี้ก็จะมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น" นายมาร์ติน ชูลซ์ กล่าว

สำหรับภาพรวมของตลาดรถยนต์หรูนั้น จะเห็นได้ว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่างจากตลาดรถยนต์ทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถยนต์คันแรกเห็นได้จาก ยอดขายไตรมาสแรกของปีเติบโตถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมียอดขายรวม 1,770 คัน ประกอบกับสถานการณ์ของผู้นำเข้าอิสระที่ยังไม่มีความแน่นอนหลังจากภาครัฐ กำหนดเรื่องมาตรฐานอุตสาหกรรม รวมทั้งบริการหลังการขาย ทำให้ราคาไม่นิ่ง จึงหันมาซื้อกับดีลเลอร์ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากเมอร์เซเด ส-เบนซ์ ประเทศไทย

เดอะมอลล์ปรับสูตร"ออนไลน์" ส่งคูปอง"ออนดีมานด์"ปลุกยอด

updated: 01 พ.ค. 2556 เวลา 10:58:32 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
link http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid
กลุ่มเดอะมอลล์เติมความเข้มปรับรูปแบบเว็บออนไลน์ดึงลูกค้าคนไทยและต่างประเทศ ส่ง "M FREE" คูปองส่วนลดออนดีมานด์ตรงใจลูกค้าแต่ละกลุ่ม หวังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายกลุ่มลูกค้าสู่ "ออน กราวนด์" ชี้พันธมิตรแน่น-สินค้าพร้อมสร้างความแตกต่างเหนือตลาด

นางณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้จัดการใหญ่การตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า หลังจากได้นำร่องทำตลาดมา 1 ปีเต็ม ทิศทางการทำธุรกิจจากนี้ไปของ "M globemall" จะไม่ใช่แค่เพียงเว็บดีลในตลาดออนไลน์เท่านั้น แต่จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือการตลาดที่สำคัญของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ผสมผสานการทำการตลาด Online และ On Ground ที่ชัดเจนผ่านศูนย์การค้าทั้ง 3 แห่ง คือ เดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน รวมถึงการทำการตลาดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาจับจ่ายในห้างสรรพสินค้าด้วยการพัฒนารูปแบบให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา

และในปีที่ 2 กลุ่มเดอะมอลล์ได้สร้างเครื่องมือการตลาดรูปแบบใหม่ ในชื่อ M FREE เป็นคูปองส่วนลดในรูปแบบ "ออนดีมานด์" ที่มีประสิทธิภาพในการทำการตลาด และสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ในปัจจุบัน รวมถึงสามารถปรับใช้ในการสร้างประโยชน์ทางการตลาดต่าง ๆ ทั้งการทำตลาดในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การกระตุ้นยอดขาย, การทำโปรโมชั่น, การแนะนำสินค้าหรือบริการใหม่ ๆ การขยายฐานลูกค้าใหม่ รวมถึงการทำการตลาดกับกลุ่มนักท่องเที่ยว และ Expat ฯลฯ ผ่านรูปแบบของคูปองต่าง ๆ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับพันธมิตรธุรกิจ ร้านค้า รวมถึงการทำการตลาดร่วมกับห้างสรรพสินค้าในการจัดแคมเปญโปรโมชั่นต่าง ๆ อีกด้วย

"ในปีนี้จะเห็นความร่วมมือของ M globemall กับห้างสรรพสินค้าในเดอะมอลล์ ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน มากขึ้น เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายกลุ่มลูกค้า Online สู่ On Ground โดยเฉพาะเรื่องของ M Free Coupon ที่เข้ามามีส่วนสำคัญในการเพิ่มมูลค่า ความน่าสนใจให้กับแคมเปญโปรโมชั่นต่าง ๆ"

และตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าให้ความสนใจเข้าชม และมาใช้บริการคูปองออนไลน์ต่าง ๆ โดยปัจจุบัน มียอดเพจวิวกว่า 2.5 ล้านเพจวิว มีผู้เข้าชมเว็บกว่า 1 ล้านคน (Unique IP) มีสมาชิกเว็บไซต์กว่า 50,000 คน และที่สำคัญเป็นสมาชิกที่มีการซื้อต่อเนื่องกว่า 60% ผ่านพันธมิตรร้านค้ากว่า 500 ร้านค้า ซึ่งปัจจุบันลูกค้าM globemall กว่า 70% เป็นผู้หญิง ซึ่งมีอายุระหว่าง 21-40 ปี

"การเติบโตของ M globemall มาจากการทำการตลาดในรูปแบบใหม่ ๆ ที่สร้างความแตกต่างจากเว็บดีลอื่น ๆ ซึ่งสร้างให้เกิดจุดแข็งทางการตลาด โดยประเภทสินค้าที่ลูกค้าเข้าใช้บริการมากที่สุด ได้แก่ ร้านอาหาร 42.5% รองลงมาได้แก่ สุขภาพความงาม 38.17% ท่องเที่ยวพักผ่อน 15% ส่วนประเภทสินค้าที่มีค่าเฉลี่ยใช้จ่ายสูงสุดได้แก่ท่องเที่ยว เฉลี่ย 6,000 บาทต่อครั้ง โดยกว่า 85% ชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิต"

ทั้งนี้ ความแตกต่างของเว็บดีลเดอะมอลล์จากคู่แข่งในตลาด อาทิ การทำธุรกิจห้างสรรพสินค้ามากว่า 30 ปี ทำให้มีจุดแข็งในเรื่องของพันธมิตรธุรกิจต่าง ๆ ที่ร่วมเป็นคู่ค้าการขยายความร่วมมือไปสู่การทำธุรกิจออนไลน์ร่วมกัน ความแข็งแกร่งด้านโปรโมชั่นบัตรเครดิตซึ่ง M globemall เป็นเว็บไซต์แรกในการทำโปรโมชั่นบัตรเครดิตที่มีความหลากหลายตลอด 365 วัน การทำกลยุทธ์ CRM + CEM ใน

ตลาดออนไลน์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับลูกค้า และการปรับโปรโมชั่นห้างสรรพสินค้าของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ใช้มาเป็นโปรโมชั่นบนเว็บไซต์

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

จับชีพจร "วินโดว์ส 8" ลมหายใจเฮือกสุดท้ายยุคหลังพีซี

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 10:07
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

สำรวจกระแสนิยม "วินโดว์ส8" ผู้ค้าไทยประสานเสียงโอเอสใหม่ "อาจยังต้องใช้เวลา"
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it
แม้ไมโครซอฟท์จะโชว์ยอดขายระบบปฏิบัติการใหม่ "วินโดว์ส 8" ว่าแรงขนาดแตะ 60 ล้านไลเซ่นได้ภายใน 10 สัปดาห์หลังเปิดตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ความจริงก็คือความจริงเมื่อเสียงสะท้อนจากอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศยังมองว่า "วินโดว์ส8" อาจยังต้องรออีกไกล

หนึ่งในดัชนีที่วัดออกมาชัดเจนที่สุดคือ ยอดขายพีซีช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาทรุดตัวครั้งแรกรอบกว่า 5 ปี เพราะ "วินโดว์ส8" ยังเรียกความน่าสนใจจากตลาดไม่ได้ ทั้งยังมีสินค้าใหม่ทั้งแทบเล็ตและสมาร์ทโฟนเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ซื้อ

บริษัทวิจัยไอดีซีระบุว่า ยอดขายพีซีที่ตกต่ำลงจนกลายเป็นปีที่ย่ำแย่สำหรับผู้ผลิตพีซี เช่น ฮิวเลตต์-แพคการ์ด, เลอโนโว และเดลล์ ซึ่งล้วนแต่เผชิญกับยอดขายพีซีที่ลดลงเป็นปีแรกในรอบหลายปีโดยยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นในเร็ววัน ทั้งยังต้องเน้นย้ำว่าการเปิดตัวซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ที่ไมโครซอฟท์หวังจะใช้รับมือกับคู่แข่งใหม่ในตลาดพีซีก็ยังไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร

ยอดขายพีซีรวมทั่วโลกไตรมาส 4 ที่ผ่านมาได้ 89.8 ล้านเครื่อง ลดลง 6.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์และยังเลวร้ายที่สุดในรอบมากกว่า 5 ปี

ขณะที่ความหวังว่า "วินโดว์ส 8" จะเป็นฮีโร่ช่วยฟื้น "ตลาดไอทีไทย" ที่ซบเซาในปีที่ผ่านมา ถึงขั้นที่บริษัทเลือกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศหลักที่ทำแคมเปญครั้งประวัติศาสตร์ที่ใช้งบสูงที่สุดเพื่อเปิดตัวระบบปฏิบัติการ "วินโดว์ส 8" ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยหวังว่า การปรับปรุงสถาปัตยกรรมใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ยูสเซอร์ อินเทอร์เฟซจะถูกใจคนไอทียุคใหม่มากขึ้น

แต่ผลตอบรับที่ได้ยังอาจเป็น "โจทย์ใหญ่" ที่ไมโครซอฟท์ต้องนำกลับไปทำการบ้านมาใหม่

รับยอดขายไม่พรวดพราด

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ระบบสารสนเทศและอุปกรณ์ไอที รายใหญ่ของไทย เผยว่า ยอดขายวินโดว์ส 8 ที่บันเดิลพร้อมกับเครื่องพบว่ายังไปได้เรื่อยๆ แต่ไม่หวือหวา ซึ่งคาดว่าผู้ซื้ออาจรอจนกว่าเทคโนโลยีจะอยู่ตัวมากกว่านี้

ประกอบกับกระแสสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตแรงกว่ามากทำให้ผู้ที่ไม่เน้นการใช้งานโปรแกรมออฟฟิศส่วนใหญ่ก็จะเลือกซื้อแทบเล็ตและสมาร์ทโฟนมากกว่า ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มีแพลตฟอร์ม "ไอโอเอส" และ "แอนดรอยด์" โดดเด่นมากกว่า

ขณะที่ตลาดไทยส่วนหนึ่งยังอาจเป็นเพราะตัวเครื่อง หรือโน้ตบุ๊คที่รองรับการใช้งานวินโดว์ส 8 แบบสมบูรณ์มีตัวเลือกไม่มากนักหรือสินค้ายังเข้ามาไม่เต็มที่ ประกอบกับประเด็นด้านราคา เพราะวินโดว์ส 8 ทำให้ตัวฮาร์ดแวร์ราคาสูงขึ้น เนื่องจากโปรแกรมจะทำงานได้ดีกับเครื่องที่ใช้จอทัชสกรีน

"กระแสตอบรับก็ดี แต่ไม่แรงปรู๊ดปร๊าด เพราะโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ที่ใช้กับวินโดว์ส 8 มีฟังก์ชั่นเยอะกว่าเดิม ตัวเครื่องต้องเป็นจอทัชสกรีน ต้องมีคีย์บอร์ดดีไซน์เป็นฝาพับได้ ทำให้ต้นทุนฮาร์ดแวร์สูงขึ้น" นายสุพันธุ์กล่าว

อย่างไรก็ตามผู้บริหารซินเน็คคาดว่า สถานการณ์ของวินโดว์ส 8 น่าจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป จากสินค้าที่รุ่นเข้ามาครบไลน์ แต่ก็ต้องดูสภาพเศรษฐกิจภายนอกประกอบด้วย เพราะแม้เทคโนโลยีจะดี แต่หากผู้บริโภคไม่มีเงินซื้อ หรือถูกเบี่ยงเบนความสนใจในการใช้จ่ายเงินก็อาจมีผลต่อตลาดไอทีเช่นกัน

โดยซินเน็คยังคาดว่ายอดขายของบริษัทจะยังเติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยอดขายจากสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต ส่วนตลาดโน้ตบุ๊ครวมผู้บริหารซินเน็คคาดว่าจะเติบโตได้ราว 3-5% ในปีนี้

เจ.ไอ.บี.รับตัวเลขไม่ดี

นายสมยศ เชาวลิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.ไอ.บี.คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด เห็นเช่นเดียวกันว่า สินค้าในกลุ่มวินโดว์ส8 "ตัวเลขที่ออกมายังไม่ดีเท่าที่ควร" ทั้งโน้ตบุ๊คและแทบเล็ต โดยเฉพาะรายการหลังที่มีตัวเลือกไม่มากนักและยังราคาสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับแทบเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ซึ่งกลายเป็นกลุ่มที่กำลังเติบโตได้มากในขณะนี้

"ยอดขายโน้ตบุ๊ควินโดว์ส 8 ก็พอๆ กับตอนที่เป็นวินโดว์ส 7 เจไอบีมีสัดส่วนการขายเครื่องที่บันเดิลไปพร้อมวินโดว์สราว 10% ส่วนที่เหลือเป็นการขายเครื่องเปล่า" นายสมยศกล่าว

พร้อมกับประเมินว่า เหตุผลที่ทำให้วินโดว์ส 8 ยังไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดเท่าที่ควรอาจเป็นเพราะ "ราคา" โดยรวมยังสูงเกินไปทำให้สินค้าไม่ติดตลาดกลุ่มแมส

ส่วนแนวโน้มการขายซอฟต์แวร์กล่องอย่างเดียวก็พบว่ายังเป็นไปแบบ "เรื่อยๆ" ทั้งวินโดว์ส7 และวินโดว์ส8 ซึ่งส่วนใหญ่ตลาดยังถามหาวินโดว์ส 7 มากกว่า เพราะ "วินโดว์ส8" เป็นซอฟต์แวร์ที่เหมาะสำหรับการใช้กับจอทัชสกรีนมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเจ.ไอ.บี. ยังมองว่า แนวโน้มตลาดไอทีปีนี้ยังคงซบเซา และอาจจะโตได้ไม่เกิน 10% ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากโครงการรถคันแรกที่ทำให้ผู้บริโภคมีภาระต้องผ่อนต่อเนื่อง และสภาพเศรษฐกิจ ทำให้สินค้ากลุ่มโน้ตบุ๊คอาจไม่เติบโต หรือโตได้น้อย

แต่ทั้งนี้กลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตสูงคือ แทบแล็ตแอนดรอยด์ราคาต่ำไม่กี่พันบาท ซึ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้น และคาดว่าจะช่วยสร้างยอดขายหลักให้เจ.ไอ.บี.ปีนี้ให้เติบโตได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาหรือราว 15%

ไอทีซิตี้เชื่อต้องใช้เวลา

นายเอกชัย ศิริจิระพัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ไอที ซิตี้ กล่าวว่า ระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 8 ในไอทีซิตี้ภาพรวมถือว่ายังมีความต้องการจากผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง แต่ยอดขายหรือส่วนแบ่งตลาดจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

โดยไอทีซิตี้ก็มีโปรโมชั่นกระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น ในไตรมาสแรกของปีมีงานไอทีเอ็กซ์ไซต์ ที่จะทำโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษกับทุกผลิตภัณฑ์ในไอทีซิตี้ทุกสาขา

ขณะที่โน้ตบุ๊คและเดสก์ท้อปส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในไอทีซิตี้ก็จะบันเดิลกับระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 8 แล้ว และคาดว่าจะยังเป็นกลุ่มสินค้าที่ทำเงินสูงสุดที่สร้างยอดขายให้บริษัท

"เราเป็นผู้ค้าปลีกให้ผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์มาหลายปี และมียอดขายเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งปีนี้เรามองว่าเงินจากโน้ตบุ๊ค เดสก์ท้อป จะยังเป็นอันดับหนึ่งในไอทีซิตี้ แม้การเติบโตของสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตจะสูงกว่าก็ตาม" นายเอกชัยกล่าว

คอมเซเว่นชี้ดันยอด 2 เท่า

นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกบานาน่าไอที กล่าวว่า ภาพรวมการซื้อขายในบานาน่าไอทีพบว่า "วินโดว์ส 8" มีส่วนช่วยกระตุ้นการขายได้มากพอสมควร โดยปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนยอดขายโน้ตบุ๊คที่บันเดิลมาพร้อมระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 8 เพิ่ม 2 เท่าหรือราว 40% จากที่ผ่านมาโน้ตบุ๊คส่วนใหญ่ที่ขายจะบันเดิลโปรแกรมวินโดว์สไม่ถึง 20%

ทั้งนี้แสดงถึงการตอบรับของตลาดในระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นรุ่นระดับบนๆ หรือราคาสูงกว่า 2.5 หมื่นบาทขึ้นไป และเครื่องที่ใช้จอทัช สกรีนที่มีสินค้าไม่พอจำหน่าย

"วินโดว์ส 8 ช่วยกระตุ้นตลาดไอทีได้แน่นอน แค่จะมากหรือน้อยเท่านั้น แต่ก็ถือเป็นจุดขายของเราที่ใช้สร้างยอดขายในกลุ่มโน้ตบุ๊ค" นายสุระกล่าว

นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าตลาดรวมโน้ตบุ๊คปีนี้จะยังเติบโตได้ หรือราว 15% ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนยอดขายรวมของบริษัทก็คาดว่าจะยังเติบโตได้ 30% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

"เทรนด์ของตลาดโน้ตบุ๊ค หรือเครื่องดีไอวาย ก็ยังเติบโต แต่ก็เป็นไปได้ว่าจะไม่มีคนขายรายใหม่ๆ เข้ามา แต่เป็นช่วงที่รายเก่าๆ จะเริ่มหันมาแย่งส่วนแบ่งตลาดกันมากขึ้น" นายสุระกล่าว

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

'แอร์เอเชีย' ตั้งเป้า3ปี รุกส่วนแบ่งการตลาดเป็น 50%

Pic_324530

ไทยรัฐออนไลน์
โดย ไทยรัฐออนไลน์
4 กุมภาพันธ์ 2556, 14:47 น.
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/324530
"สายการบินไทยแอร์เอเชีย" ครบรอบ 9 ปี เปิดตัวเครื่องบินแอร์บัส เอ 320 “ชาร์คเล็ท” ใส่ใจสิ่งแวดล้อมประหยัดพลังงาน พร้อมโว! ภายใน 3 ปีจากนี้ จะดึงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 50% จากปัจจุบัน 37%...

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า สายการบินไทยแอร์เอเชียได้เติบโตมา 9 ปี และเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมาก โดยในปีนี้ไทยแอร์เอเชียจะเน้นเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้โดยสารมาใช้บริการกว่าปีละ 8.3 ล้านคน/ปี และคาดว่าในปี 56 นี้ จะมีผู้โดยสารใช้บริการกว่า 10 ล้านคน/ปี โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดทางการบินในประเทศกว่า 37% และคาดว่าภายใน 3 ปีไทยแอร์เอเชียจะดึงส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 50%

ส่วนอัตราการบรรทุกผู้โดยสารนั้น ปัจจุบันไทยแอร์เอเชียเฉลี่ยกว่า 82% อย่างไรก็ตาม จากที่ผู้โดยสารเดินทางด้วยการใช้บริการ ไทยแอร์เอเชียต่อเนื่อง ทำให้ผลการดำเนินงานดีเกินคาด โดยในปี 2554 ที่ผ่านมา ไทยแอร์เอเชียมีผลการดำเนินงานกว่า 16,000ล้านบาท และโตอย่างต่อเนื่อง มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่าปีละ 20-21% สาเหตุมาจากไทยแอร์เอเชียอยู่ในประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค ที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในไทยแล้วใช้ไทยแอร์เอเชียเป็นตัวเชื่อมต่อการเดินทางทั้งในไทย และประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเชื่อมต่อไปยังพม่าและเวียดนาม

“ในโอกาสครบรอบ 9 ปีของไทยแอร์เอเชีย ได้จัดพิธีเจิมเครื่องบินแอร์บัส เอ320 ใหม่ ลำที่ 28 ซึ่งมีความพิเศษมีปลายปีกแบบชาร์คเล็ท ซึ่งช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นลำแรกในไทยและเป็นนวัตกรรมการบินที่แอร์เอเชียพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เครื่องบินลำใหม่นี้จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปสู่ปลายทางหลากหลาย ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ “ชาร์คเล็ท” (Sharklet) เป็นอุปกรณ์ติดตั้งปลายปีกเครื่องบิน ซึ่งแอร์บัสได้ออกแบบและพัฒนาใหม่สำหรับเครื่องบินแอร์บัสรุ่น เอ320 มีประสิทธิภาพช่วยลดการไหลเวียนของอากาศที่มีแรงดันสูงใต้ปีกไปยังพื้นที่ เหนือปีกที่อากาศมีแรงดันต่ำกว่า และยังช่วยลดแรงดึงที่ปลายปีก ช่วยให้ประหยัดการใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น เมื่อเทียบกับปลายปีกแบบเดิม ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับเครื่องบินแอร์บัส ทั้งในด้านพิสัยบินและการบรรทุกน้ำหนัก"

พร้อมกันนี้ นายทัศพล ยังกล่าวถึงทิศทางการขยายเครือข่ายบินของแอร์เอเชียในปี 2556 ว่า จะเป็นปีที่เน้นสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง จากเครื่องบินใหม่ 7 ลำ ที่ทยอยเข้ามาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการเพิ่มความถี่บินเส้นทางในประเทศ ที่ได้รับความนิยมสูงมาก เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ ฯลฯ ตลาดประเทศจีนและอินโดจีน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ แอร์เอเชียยังตั้งเป้าในการมอบของขวัญความสุขสำหรับทุกคน อาทิ การให้บริการ Wi-Fi ฟรีสำหรับผู้โดยสาร ณ สนามบินดอนเมือง รวมทั้งเพิ่มช่องทางสะดวกซื้อและชำระเงินค่าบัตรโดยสาร การทำกิจกรรมตอบแทนสังคมในทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ ทั้งนี้ สำหรับปี 2555 ที่ผ่านมา แอร์เอเชียประสบความสำเร็จกับการเพิ่มเครือข่ายบินสู่หลากหลายปลายทางใหม่ รวม 9 เส้นทาง คือ ดอนเมืองสู่ตรัง นครพนม ศรีลังกา เชนไน มัณฑะเลย์ ฉงชิ่ง อู่ฮั่น ซีอาน และเส้นทางเชียงใหม่-มาเก๊า โดยเฉพาะการเดินหน้าบุกตลาดประเทศจีน รวมทั้งการย้ายฐานปฏิบัติการบินมาให้บริการที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยติดตามข้อมูล โปรโมชั่น และกิจกรรมดีๆ จากแอร์เอเชียตลอดปี 2556 นี้ ได้ทั้งทาง facebook.com/AirAsiaThailand และ twitter.com/AirAsiaThailand

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

"โอซีซี" เตรียมทัพสินค้าบุกเออีซี นำร่องส่งเครื่องสำอาง "เคเอ็มเอ" ขยายใน 3 ประเทศ เวียดนาม-พม่า-กัมพูชา

วันที่ 4 เมษายน 2556 12:02
นางธีรดา อำพันวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอซีซี จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทฯได้เดินนโยบายทั้งการตลาดและการผลิต เพื่อเตรียมความพร้อมทุกด้านรองรับการเปิดเออีซีในปี 2558 โดยได้ศึกษาแนวโน้มตลาด วางแผนเชิงรุก พร้อมพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าให้เหมาะสมกับผู้หญิงเอเชีย สภาพอากาศ และเพิ่มไลน์สินค้า เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายตลาดประเทศกลุ่มเออีซี ส่งสินค้าแบรนด์ต่างๆ เข้าไปทำตลาด โดยแบรนด์ “กีลาโรช” จะขยายไปในประเทศที่มีไลเซ่น และเครื่องสำอาง“เคเอ็มเอ” นำร่องส่งเข้าไปใน 3 ประเทศ คือ เวียดนาม กัมพูชา และพม่า ส่วนสปป.ลาว เข้าไปในรูปแบบของการค้าขายผ่านแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งยังมีช่องว่างในการขยายตลาดอีกมาก

โดยเฉพาะเครื่องสำอาง “เคเอ็มเอ” เป็นแบรนด์ที่โอซีซีวางแผนขยายตลาดในกลุ่มเออีซี นำร่องไปแล้วหลายประเทศ ทำให้รายได้ในปีที่ผ่านมามาจากพม่า 10 ล้านบาท กัมพูชา 4 ล้านบาท เวียดนามเป็นตลาดเริ่มต้นยอดขายยังไม่มากนัก ส่วนในไทยมียอดขาย 20 ล้านบาท

ผู้บริหารโอซีซี ย้ำว่าหลังเปิดเออีซีแล้ว จะเป็นช่วงเวลาในการขยายตลาดไปพม่าอย่างเต็มรูปแบบ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงศึกษาตลาด ทั้งทำเลร้านค้า กำลังซื้อ ราคาที่เหมาะสม และพฤติกรรมการใช้สินค้า ตลอดจนการออกแบบ ซึ่งปัจจุบันยังมีอุปสรรค เพราะคนพม่าไม่นิยมสวมชุดชั้นใน และกำลังซื้อก็ยังไม่มากนัก

ปัจจุบัน สินค้าในเครือโอซีซีมี 20 แบรนด์ แบรนด์หลักชุดชั้นในและเสื้อผ้า คือ “กีลาโรช” “จีแอนด์จี” กลุ่มเครื่องสำอาง คือ “คัฟเวร์มาร์ค” และ “เคเอ็มเอ”
ปีนี้โอซีซีตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งปิดยอดได้ 1,800 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากแบรนด์หลัก คือ กีลาโรช 150 ล้านบาท เครื่องสำอางคัฟเวอร์มาร์ค 700 ล้านบาท และเคเอ็มเอ 250 ล้านบาท

"ไทรอัมพ์"ปรับกลยุทธ์แบรนด์"สล็อกกี้"สู้สินค้าจีน


ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business
ตลอด 3 -4 ปีที่ชุดชั้นในโนเนมนำเข้าจากประเทศจีน เข้ามาตีตลาดด้วยจุดขายที่มีราคาถูกว่า 5 เท่า ทำให้ชุดชั้นในแบรนด์เนมที่วางขายในห้างสรรพสินค้าต้องปรับกลยุทธ์สู้ด้วยการออกคอลเลคชั่นใหม่ และเพิ่มความถี่ในการจัดโปรโมชั่นทุกเดือน โดยนางสาวชลรดี เลี่ยมตระกูล หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท ไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า การแข่งขันตลาดชุดชั้นในมีการแข่งขันสูง ทั้งด้านการดีไซน์ ฟังก์ชั่น และนวัตกรรม ทำให้ผู้ผลิตแต่ละแบรนด์ปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ซึ่งมีพฤติกรรมในการเลือกซื้อชุดชั้นใน แบ่งแยกตามการใช้งานอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลทำให้ชุดชั้นใน “สล็อกกี้” ซึ่งเป็น 1 ใน 5 แบรนด์หลักของ บริษัท ไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ต้องปรับกลยุทธ์รับมือสินค้านำเข้าจากประเทศจีนตีตลาด โดยทุ่มงบการตลาดสำหรับปีนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัว พร้อมปรับกลยุทธ์การตลาดใน 2 ทาง คือ ขยายฐานจากกลุ่มนักศึกษา ที่มีความอ่อนไหวต่อราคาไปสู่กลุ่มลูกค้าวัยทำงานอายุ 25-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ และมีพฤติกรรมการซื้อชุดชั้นในตามแฟชั่น

กลยุทธ์การตลาดที่ออกมาตอบโจทย์ในจุดนี้จะมีการวางแผนการตลาดเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ และแคมเปญโปรโมชั่นที่จัดขึ้นในทุกๆเดือน ซึ่งเป็นกลยุทธ์กระตุ้นให้มีการซื้อชุดชั้นในเพิ่มขึ้น จากปกติผู้บริโภค มีเสื้อชั้นในเฉลี่ยประมาณ 20 ตัวต่อคน และกางเกงในประมาณ 30 ตัว

การกลับมารุกตลาดใน 3 ปีของ “สล็อกกี้” ไม่เพียงปรับเกมรับสินค้าจีน แต่ยังวางแผนขึ้นเป็นผู้นำตลาดภายในระยะ 2 ปี โดยวางเป้าหมายหลังทำตลาดเชิงรุกด้วยการขยายฐานและเพิ่มความถี่ในการซื้อแล้ว จะทำให้ชุดชั้นใน “สล็อกกี้”เบียด“จ๊อกกี้” ขึ้นแท่นมาเป็นเบอร์หนึ่งแทน รวมถึงมียอดขายเติบโตปีละ 20% มีอัตราการเติบโตกว่าตลาดรวมมูลค่า 1 พันล้านบาทที่เติบโต 10% ต่อปี

"เถ้าแก่น้อย" วางแผนระยะยาว 10 ปี สร้างแบรนด์สแน็กไทย ขึ้นผู้นำสินค้าสาหร่ายทอดกรอบระดับโลก


ที่มาhttp://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business
นายอิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่าได้กำหนดยุทธศาสตร์ธุรกิจระยะยาว 10 ปีจากนี้ จะสร้างแบรนด์สแน็กสาหร่ายทอดกรอบ "เถ้าแก่น้อย" ให้ขยายตลาดไปทั่วโลก โดยในช่วง 3 ปีจากนี้จะรุกตลาดในภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันเถ้าแก่น้อยได้เข้าไปทำตลาดแล้วใน 30 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นผู้นำใน 9 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย บรูไน กัมพูชา พม่าและลาว


โดยในช่วง 3 ปีจากนี้วางเป้าหมายขยายการทำตลาดแบรนด์เถ้าแก่น้อย ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในประเทศจีน โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 2.5 ล้านแผ่นต่อวัน เป็น 3.5 ล้านแผ่นต่อวัน ใช้เงินลงทุนด้านเครื่องจักรรวม 150 ล้านบาท

ส่วนแผนดำเนินธุรกิจในระยะ 7-8 ปีต่อมา จะขยายตลาดไปยังยุโรปและสหรัฐ ซึ่งเป็นภูมิภาคสำคัญที่จะทำให้แบรนด์เถ้าแก่น้อย ก้าวขึ้นแท่นผู้นำสแน็กสาหร่ายในตลาดโลก ซึ่งบริษัทต้องสร้างพฤติกรรมการบริโภคสาหร่ายให้เป็นเซ็กเมนท์ใหม่ในตลาดสแน็ก ให้กับผู้บริโภค เพื่อเข้าไปแข่งขันกับตลาดมันฝรั่งทอด

"แผนการรุกตลาดต่างประเทศ เป็นกลยุทธ์การสร้างแบรนด์เถ้าแก่น้อย เพื่อขึ้นเป็นผู้นำตลาดสแน็กสาหร่าย เช่นเดียวกับแบรนด์เรดบลูที่มีคนรู้จักทั่วโลก"นายอิทธิพัทธ์กล่าว

ในปีนี้บริษัทยังได้เตรียมงบประมาณสำหรับทำตลาดในประเทศราว 200 ล้านบาท ภายใต้กลยุทธ์ไอดอล มาร์เก็ตติ้ง ด้วยการนำศิลปินนักร้องชื่อดังวง 2PM จากประเทศเกาหลี มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อรักษากลุ่มเป้าหมายหลักวัยรุ่นที่นิยมศิลปินเกาหลี รวมถึงเป็นกลยุทธ์นำร่องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในเอเชีย

นายอิทธิพัทธ์ กล่าวอีกว่าจากแผนการขยายธุรกิจในอนาคต คาดว่าต้องใช้งบลงทุนราว 400 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานและซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังการผลิต โดยบริษัทวางแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในไตรมาส3ปีนี้ คาดว่าจะระดมทุนได้ราว 1,000 ล้านบาท เพื่อไปสู่เป้าหมายสร้างแบรนด์สแน็กไทยในตลาดโลก รวมถึงการสร้างรายได้บริษัทระดับยอดขาย 1 หมื่นล้านภายใน 7 ปี แบ่งสัดส่วนรายได้ในประเทศ 60% ต่างประเทศ 40% จากปีที่ผ่านมามียอดขายรวม 2,300 ล้านบาท และเป้าปีนี้มียอดขายรวม 3,000 ล้านบาททั้งตลาดในประเทศและส่งออก

สำหรับตลาดรวมสาหร่ายทอดกรอบมีมูลค่า 2,800 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาเติบโต 35-40% เถ้าแก่น้อย ผู้นำตลาดครองส่วนแบ่ง 60% ตามด้วย มาชิตะ,ซีลิโกะ และโอโนริ ปีนี้คาดตลาดรวมเติบโต 27%


วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

“นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน” ย้ำแบรนด์ผู้นำต้านชรา

ที่มา http://www.banmuang.co.th/2013/02
บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เดอะ รียูเนี่ยน” ร่อนกลยุทธ์การตลาดแบบ 360 องศา หวังเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย กระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคและสร้างการรับรู้ในแบรนด์ผู้นำต้านชราเพิ่มขึ้น 50% ภายใน 3 เดือน นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูลเอจล็อคออกมากระตุ้นตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมตั้งเป้ายอดขายปี 2556 เติบโต 20%

นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า การเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด “นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน” นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ นู สกิน ประเทศไทย ที่ได้นำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยดึงจุดแข็งของความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านภาพยนตร์โฆษณาแบบเต็มรูปแบบครั้งแรก โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีบี ดับบลิว เอ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์โฆษณาและผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด “นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน” เพื่อตอบโจทย์การตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาดังกล่าวจะมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักโดยสะท้อนผ่านจุดขายเรื่องผลลัพธ์แห่งวิทยาการของการล็อกอายุผิวให้คงความอ่อนเยาว์ไร้ริ้วรอยและมีสุขภาพผิวดี ซึ่งสอดรับกับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อคที่ยังคงเป็นปัจจัยในการสร้างความสำเร็จและส่งเสริมยอดขาย บริษัทฯ คาดการณ์ว่าหลังจากภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ออกอากาศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ในแบรนด์ นู สกิน เพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในเวลา 3 เดือน

“สำหรับผลประกอบการปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ นู สกิน ประเทศไทย ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นถึง 16% หรือประมาณ 2,400 ล้านบาท มีสัดส่วนการเติบโตของผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น 20% จำแนกเป็นสมาชิกทำเนียบ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ 1 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ 2 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 100 ล้านบาท 1 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ 14 บัญชีรายชื่อ และสมาชิกทำเนียบ 1 ล้านบาท จำนวน 503 บัญชีรายชื่อ” นางภคพรรณ กล่าว

นางภคพรรณ กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์สู่ความสำเร็จของ นู สกิน ประเทศไทย ปี 2556 บริษัทฯ มีการวางแผนและแบ่งกลยุทธ์ออกเป็นด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายและแผนการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมเตรียมปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงใช้กลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่โดยเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ โดยยังคงจุดยืนที่มุ่งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชะลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เอจล็อค อาร์สแควร์ และ เอจล็อค ทรูเฟซ เอสเซ็นซ์อัลตร้า เพื่อชิงผู้นำตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร Mass Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป

“เป้าหมายความสำเร็จ นู สกิน ประเทศไทย ปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20% และมีทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ยืนยันได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้ นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยอาศัยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกับคู่แข่ง จำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนทิศทางการขยายฐานผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งนอกเหนือจากการเดินหน้าในด้านธุรกิจแล้ว บริษัทฯ ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมตามปณิธานที่มุ่งมั่นมาตลอด 15 ปี ในการให้ความช่วยเหลือองค์กรและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงให้ความช่วยเหลือการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ราย ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าปัจจัยบวกต่างๆ นี้จะส่งเสริมให้ นู สกิน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน” นางภคพรรณ กล่าว
วันที่ 1/02/2556 เวลา 5:48 น

เบนซ์ เดินเกมรุกสร้างความแข็งแกร่งการบริการ เปิดตัวดีลเลอร์ใหม่อีก 4 แห่ง

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำผู้นำตลาดรถยนต์หรูติดต่อกัน 12 ปีซ้อน จับมือผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ปรับภาพลักษณ์และ มาตรฐานการบริการ "My Service" เพิ่มการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าเป็นพิเศษเฉพาะรายบุคคล เพื่อความพึงพอใจสูงสุด พร้อมเปิดตัวผู้จำหน่ายอีก 4 แห่งสยายปีกครอบคลุมทั่วประเทศ เตรียมพร้อมการขยายรถยนต์รุ่นใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
นายมาร์ทิน ชูลซ์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความสำเร็จของเมอร์เซเดส-เบนซ์ซึ่งสามารถทำสถิติยอดขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์สูงถึง 6,274 คัน  เติบโตจากปีก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 34%  ส่วนยอดจำหน่ายในปีนี้สำหรับ 2 เดือนแรกอยู่ที่ 1,123 คัน เติบโตขึ้น 45% เทียบจากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จดังกล่าว มาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด อาทิ A-Class, CLS 250 CDI, CLS 250 Shooting Brake, C 180 Coupe  เป็นต้น ที่สำคัญคือได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ      
  
โดยในปี 2556 เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงจะเดินหน้าในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดอีกหลากหลายรุ่น อาทิ The new E-Class รุ่นใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในงาน Bangkok International Motor Show  โดยเป็นการเปิดตัวเทคโนโลยี BlueTEC HYBRID เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดครั้งแรกในประเทศไทยด้วย โดยได้รับความร่วมมือกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ทั้งก่อนและหลังการขายต่อไป
"จากการปรับปรุงภาพลักษณ์โชว์รูมและมาตรฐานศูนย์บริการ ตลอดจนขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย เราได้ใช้เงินลงทุนของดีลเลอร์และเงินสนับสนุนของเมอร์เซเดส-เบนซ์รวมประมาณ 1 พันล้านบาท  โดยมีการเพิ่มดีลเลอร์ใหม่อีก 4 แห่ง ทำให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมทั้งสิ้น 31 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ แบ่งออกเป็นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 16 แห่ง และในต่างจังหวัด จำนวน 15 แห่ง ซึ่งโชว์รูมและศูนย์บริการทุกแห่งจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานระดับเดียวกันกับผู้จำหน่ายอื่นๆ ทั่วโลก"
สำหรับผู้จำหน่ายใหม่ในกรุงเทพได้มีการแต่งตั้ง 2 แห่งได้แก่ โชว์รูมสตาร์แฟลก บนถนนวิภาวดีรังสิต บริหารงานโดย คุณสุขุม ธรรมมณีวงศ์ และคุณชยุส ยังพิชิต  และอีกโชว์รูมตั้งอยู่บนถนนพระราม 2 ตรงข้ามเซ็นทรัลพระราม 2 บริหารโดยคุณบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ซึ่งโชว์รูมทั้ง 2 แห่ง จะสามารถเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2556 ส่วนผู้จำหน่ายใหม่ในต่างจังหวัด คือ โชว์รูมตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา บริหารงานโดย คุณชาตรี เรืองพัฒนา และโชว์รูมใหม่ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บริหารงานโดย คุณเสรินทร์ ตั้งสัจจธรรม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยโชว์รูมทั้ง 2 แห่ง จะเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2556 นี้ 
"ที่โดดเด่นคือโชว์รูมสตาร์แฟลก ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนนวิภาวดีรังสิต บนเนื้อที่ 1.5 ไร่ เป็นคอมเพล็กซ์ตึกเหนือและตึกใต้ อาคารสูงถึง 6 ชั้น โดยมีพื้นที่จัดโชว์ทั้งรถยนต์ใหม่  รถยนต์ใช้แล้ว  และAMG Accessories Boutique พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึง Sky Lounge ระดับไฮคลาสสำหรับรับรองลูกค้า และมีศูนย์บริการที่มีจำนวนช่องซ่อมถึง 45 ช่องซ่อม สามารถรองรับรถที่เข้ามาใช้ในศูนย์บริการประมาณ 5,000 คันต่อปี ซึ่งโชว์รูมสตาร์แฟลกจัดเป็นโชว์รูมใหญ่ระดับ flagship แห่งแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในไทยด้วย
"

วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2556

ยามาฮ่าตอกย้ำความเป็นผู้นำเทรนด์รถจักรยานยนต์ออโตเมติกส


ยามาฮ่าตอกย้ำความเป็นผู้นำเทรนด์รถจักรยานยนต์ออโตเมติกสไตล์โมเติร์นคลาสสิคอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง เผยโฉม ฟีโน่ หัวฉีด “All New FINO — All New Feeling” พร้อมสร้างสรรค์กิจกรรมให้ลูกค้าทั่วประเทศ
ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/1616472
ข่าวยานยนต์ ThaiPR.net -- จันทร์ที่ 25 มีนาคม 2556 09:24:07 น.

ดูรูปทั้งหมด
กรุงเทพฯ--25 มี.ค.--ไทยยามาฮ่ามอเตอร์
บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งในใจผู้ใช้ในตลาดรถจักรยานยนต์ออโตเมติกแฟชั่นสไตล์โมเดิร์น คลาสสิค เปิดตัว “Yamaha All New FINO All New Feeling — ฟีโน่ หัวฉีด... อีกระดับของความรู้สึก” ปรับโฉม 10 ดีไซน์ใหม่ทั้งตัวถังที่เพิ่มความโฉบเฉี่ยว และล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ประหยัดน้ำมันอัตราเฉลี่ยสูงสุด 55.75 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมตั้งเป้าขายต่อเดือนประมาณ 20,000 คัน หลังเปิดจำหน่าย ทั่วประเทศ


นายประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์แบรนด์ยามาฮ่า กล่าวว่า “ความสำเร็จในหลายๆ ปี ที่ผ่านมา สำหรับการทำตลาดรถจักรยานยนต์ออโตเมติกสไตล์โมเดิร์น คลาสสิค “ยามาฮ่า ฟีโน่” เริ่มตั้งแต่การเป็นเทรนด์ใหม่ของวงการรถจักรยานยนต์ ที่แตกต่าง และสามารถตกแต่งเพื่อบ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้ขับขี่ จนเกิดเป็นกระแสฟีเวอร์ทั่วประเทศ จนในวันนี้ ยามาฮ่า ฟีโน่ สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า 1,500,000 คัน ถือว่าเป็นการกำเนิดกลุ่มสังคมรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ และเรายังคงเน้นสร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดพิเศษๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ยามาฮ่า ฟีโน่ สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้อย่างแท้จริง ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวส่งผลให้ยอดขายสร้างประวัติศาสตร์ในวงการรถจักรยานยนต์”

หลังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ในปีนี้บริษัทฯ ยังคงมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวนำเทคโนโลยีขั้นต่อไปด้วยการคิดค้น และพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มศักยภาพของสินค้า ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ทั้งทางด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่มีความทันสมัย โดยเฉพาะจุดเด่นในเรื่องการประหยัดน้ำมัน รวมถึงการพัฒนารูปแบบการดีไซน์ที่เป็นจุดแข็งของยามาฮ่า ให้ความแตกต่างเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ตามเทรนด์

ล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิดตัว ยามาฮ่า ฟีโน่ หัวฉีด ...อีกระดับของความรู้สึก “Yamaha All New FINO All New Feeling” ด้วยการยกระดับของความลงตัวสไตล์เทพกับไฟหน้า DIAMOND SHAPE ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ใหม่ล่าสุดของฟีโน่ หัวฉีด อีกทั้งไฟท้าย แบบใหม่โค้งมนพร้อมโคมแบบจิลเวลรี่รูปทรงเรียว มาพร้อมไฟเลี้ยวหน้า และท้าย Leaf Shape บนรูปทรงตัวถัง S-CURVE DESIGN โมเดิร์นทุกมิติ เติมพื้นที่เก็บของ MEGA BOX 7.2 ลิตร ไซส์ใหญ่จุได้มากขึ้นถึง 80% ครั้งนี้ยามาฮ่า ออล นิว ฟีโน่ หัวฉีด ก้าวไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีใหม่กับกุญแจรีโมทอัจฉริยะ ANSWER BACK SYSTEM ส่งสัญญาณบอกตำแหน่งของตัวรถด้วยไฟกระพริบและเสียง พร้อมระบบหัวฉีดอัจฉริยะ YMJET_FI ประหยัดน้ำมันสูงสุด 55.75 กม./ลิตร เอกสิทธิ์เฉพาะของยามาฮ่า กับกระบอกสูบ DiASil ผลิตจากอะลูมินัมอัลลอยผสมซิลิกอน น้ำหนักเบา ระบายความร้อนได้ดีกว่าเหล็กถึง 3 เท่า ภายใต้ขุมพลังเครื่องยนต์ ออโตเมติก CVT 115cc NEW GEN บำบัดไอเสียเหนือมาตรฐานไอเสียระดับ 6

โดย “Yamaha All New Fino” (ยามาฮ่า ออล นิว ฟีโน่) จะเปิดตัวพร้อมกัน 3 สไตล์ ตามความนิยมของกลุ่มผู้ใช้แต่ละกลุ่ม คือ

1. ยามาฮ่า ออล นิว ฟีโน่ — แฟชั่น มุ่งตอบสนองกลุ่มผู้ใช้ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ทันสมัย ตอบรับเทคโนโลยีและรูปแบบการดีไซน์ตามกระแสนิยม มีให้เลือก 3 สี คือ สีดำ-ขาว-ชมพู, สีดำ-ขาว-ฟ้า, และสีดำ-ขาว-น้ำตาล

2. ยามาฮ่า ออล นิว ฟีโน่ — สปอร์ต มุ่งตอบสนองกลุ่มผู้ใช้ที่เน้นความทันสมัยของลวดลาย และสีสันจัดจ้าน มีให้เลือก 3 สี คือ สีแดง-ขาว-ดำ ,สีขาว-น้ำเงิน-ดำ และสีขาว-เหลือง-ดำ

3. ยามาฮ่า ออล นิว ฟีโน่ — พรีเมี่ยม มุ่งตอบสนองกลุ่มผู้ใช้ที่เน้นความหรูหราโดยใช้โทนสีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ขับขี่ มีให้เลือก 3 สี คือ สีแดง-ขาว-เทา, สีดำ-ขาว-เทา และ สีขาว-น้ำตาล

ราคาจำหน่ายช่วงแนะนำสำหรับรุ่นแฟชั่น และสปอร์ต 45,000 บาท และสำหรับรุ่นพรีเมี่ยม 45,500 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม, ไม่รวมทะเบียน และ พ.ร.บ.)

“สำหรับแคมเปญเปิดตัว “Yamaha All New FINO” (ยามาฮ่า ออล นิว ฟีโน่ หัวฉีด) บริษัทฯ ได้เตรียมกิจกรรมให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ได้อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ เริ่มจากภาพยนตร์โฆษณาแนวใหม่ ที่เน้นสร้างความน่าสนใจของตัวรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ออล นิว ฟีโน่ หัวฉีด และคุณสมบัติที่โดดเด่นเพื่อให้เป็นที่หนึ่งในใจของผู้ขับขี่อย่างแท้จริง มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งมากกว่า 150 รายการ นอกจากนั้นยังมีแคมเปญต่อยอดโดยนำพรีเซนเตอร์ใหม่สุดฮอต คุณวู้ดดี้ คุณเจนนี่ และคุณโจอี้ บอย มาร่วมตกแต่งตัวรถตามสไตล์ของแต่ละคนให้ล้ำสุดเทรนด์ พลาดไม่ได้กับกิจกรรมโรดโชว์สุดพิเศษเต็มรูปแบบทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของยามาฮ่า ออล นิว ฟีโน่ ห้วฉีด วันนี้ถึง 30 มิถุนายนนี้ รับฟรีคูปองส่วนลดพิเศษสำหรับน้ำมันเครื่อง และอะไหล่เพื่อเปลี่ยนตามระยะที่ Yamaha Square ทั่วประเทศ สัมผัสฟีโน่ หัวฉีด พร้อมรถแต่งหลากสไตล์ได้ที่บูธยามาฮ่า DNA >> Innovative ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2013 และกิจกรรมฟีโน่ออนไลน์ ทาง Fino Society (Facebook, Instragram)” นางสาวจินตนา อุดมทรัพย์ กล่าวเสริม

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

สยามพูลทรัพย์เร่งเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด หวังชิงแชร์อันดับ 1 ทุ่มงบ 110 ล้านบาท ลุยทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ


ข่าวทั่วไป ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2556 11:27:45 น.
ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/1623997
ดูรูปทั้งหมด
กรุงเทพฯ--4 เม.ย.--คิงส์สเตลล่า
สยามพูลทรัพย์ชี้ทิศทางการแข่งขันผลิตภัณฑ์ปรับอากาศ ปี 56 ยังแรงต่อเนื่องเร่งเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด หวังชิงแชร์อันดับ 1 ทุ่มงบ 110 ล้านบาท ลุยทำตลาดทั้งในและต่างประเทศไม่หวั่นเออีซีเปิด ล่าสุดฉลอง 50 ปี เปิดแคมเปญคืนกำไรลูกค้า

นายชนะพันธุ์ กิตติเกษมศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามพูลทรัพย์ เคมีคอล จำกัด ผู้บุกเบิกธุรกิจ รวมทั้งผลิต และจำหน่ายสเปรย์ปรับอากาศเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ สเปรย์หอมปรับอากาศ “คิงส์สเตลล่า” (King’s Stella) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ปรับอากาศในประเทศไทยในปี 2555 มีมูลค่ารวม 1,300 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 5-7% ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงทั้ง Below The Line และ Above The Line แต่ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัท ที่ครอบคลุมในทุกเซกเม้นท์ ทำให้ในปี 2555 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า ยอดขายมีอัตราเติบโต 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่งผลให้มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ในระดับ Top 3


อย่างไรก็ตามทิศทางการแข่งขันผลิตภัณฑ์ปรับอากาศในปีนี้มองว่า จะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด และเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆ ทางบริษัทวางแผนลงทุนขยาย โรงงานในปีนี้มูลค่า 50 ล้านบาท เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้า Air Care , Car Care , และ Household รวมทั้งได้จัดเตรียมงบประมาณการตลาดกว่า 30 ล้านบาท เพื่อต่อกรกับคู่แข่ง โดยจะเน้นกลยุทธ์การตลาด Experiential Innovation Marketing หรือการใช้นวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ผ่านการสร้างประสบการณ์ตรงสู่ผู้บริโภคในรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ภายใต้แคมเปญ “50 ปี คิงส์สเตลล่า ความหอมคู่ไทย” ที่จะคืนกำไร และ เซอร์ไพร์ซให้ผู้บริโภคตลอดปี 2556 ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีความหลากหลาย และ ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกสบายในการซื้อสินค้ามากขึ้น สำหรับกลยุทธ์การตลาดส่งออก จะเน้นเรื่อง Quality & Innovation สร้างความแตกต่างในเรื่องคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในแบรนด์สินค้าของคนไทย ที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้จำหน่ายใน 20 ประเทศทั่วโลก อาทิ พม่า, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อิสราเอล, อิหร่าน, ดูไบ, บาฮาเรน เป็นต้น คาดว่าจะใช้งบประมาณ 30 ล้านบาทในการทำการตลาดในต่างประเทศ

โดยตลอดปี 2556 บริษัทจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่มาอวดโฉมในตลาดอีกหลากหลายชนิด อย่างต่อเนื่อง โดยจะชูจุดขายเรื่อง Innovation และ ความหอม ที่ยาวนานกว่า ซึ่งในปัจจุบันสินค้าน้องใหม่ที่ออกมาอวดโฉมในตลาดแล้ว ได้แก่ น้ำยาถูพื้นคิงส์สเตลล่า ฟลอร์ คลีน (King’s Stella Floor Clean) ที่ไม่ใช่เพียงแห้งเร็ว ทั้งยังทำความสะอาดได้ลงลึก ปราศจากสารตกค้าง และยังหอมนานอย่างมีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของ King’s Stella เพราะใช้หัวน้ำหอมชั้นดีจากฝรั่งเศส จากแผนการตลาดดังกล่าวก็คาดว่าจะส่งผลให้ในปีนี้บริษัทมีรายได้ยอดขายรวมเติบโตขึ้นกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สำหรับกรณีที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นั้น บริษัทมองว่า เป็นโอกาสที่ดีที่จะรุกตลาดอาเซียนอย่างเต็มตัว โดยถือว่า AEC เปรียบเสมือนถิ่นกำเนิดของสินค้า Brand King’s Stella โดยการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง และให้สินค้ายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ดีขึ้น โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งทาง Functional และ Emotional ซึ่งจะทำให้ทั่วโลกรู้จักสินค้าคนไทย ที่มีจุดขายเรื่องคุณภาพ มากขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา King’s Stella ได้พัฒนาสินค้า และกระบวนการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น ISO:22716 ( GMP COSMETIC ), ISO 9001:2008 เป็นต้น

นายชนะพันธุ์ กล่าวว่า ล่าสุดเพื่อเฉลิมฉลองที่บริษัทก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 และเพื่อตอบแทนลูกค้าของบริษัท จึงได้จัดโปรโมชั่น “คิงส์สเตลล่า” ฉลอง 50 ปี ความหอมคู่ไทย ลุ้นรับโชคกว่า 500,000 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ คิงส์สเตลล่า ที่ร่วมรายการรับฟรีคูปอง ส่งมาลุ้นรางวัล ที่ตู้ปณ.21 ปณฝ.พัฒนาการ กรุงเทพฯ 10250 หรือ กล่องรับชิ้นส่วน เพื่อร่วมชิงรางวัลที่ 1 ยามาฮ่า ฟีโน่ King’s Stella Limited Edition 2 รางวัล รวมมูลค่า 92,000 บาท, รางวัลที่ 2 ไอโฟน 5 จำนวน 2 รางวัล รวมมูลค่า 74,000 บาท, รางวัลที่ 3 ไอพอด 10 รางวัล รวมมูลค่า 60,000 บาท, รางวัลที่ 4 สิทธิ์เข้าร่วมแรลลี่คิงส์สเตลล่า 20 รางวัล รวมมูลค่า 250,000 บาท และรางวัลอื่นๆ 100 รางวัล รวมมูลค่า 50,000 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 500,000 บาท หมดเขตวันที่ 30 เมษายน 2556 จับรางวัลวันที่ 26 พฤษภาคม 2556

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

โฆษณารึ? จำได้ แต่อาจจะไม่เชื่อก็ได้นะ

โฆษณารึ? จำได้ แต่อาจจะไม่เชื่อก็ได้นะ   
http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=94310
กองบรรณาธิการ Positioning Magazine 20 กุมภาพันธ์ 2555  
Added on: 20/2/2555


โฆษณารึ? จำได้ แต่อาจจะไม่เชื่อก็ได้นะ
Nielsen เคยทำการสำรวจความเชื่อของผู้บริโภคต่อโฆษณาในช่องทางหรือสื่อต่างๆ พบว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะเชื่อโฆษณาเพิ่มขึ้น นั่นคงเป็นเหตุผลว่าเพราะอะไรงบโฆษณาในแต่ละปีจึงแทบจะไม่เคยตกลงเลย ถ้าไม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็ทรงตัว แบรนด์ไหนใช้เงินติดอันดับท็อปเท็นก็มักจะไม่ค่อยยอมถอนตัว เพราะนั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้คู่แข่งเข้ามาแทนที่ทันที แถมการจดจำในแบรนด์ก็อาจจะลดลงได้อีกด้วย 


เปรียบเทียบระหว่างปี 2007 กับปี 2009 ที่ Nielsen ทำการสำรวจความเชื่อที่ผู้บริโภคมีต่อโฆษณาพบว่า ผู้บริโภคเชื่อโฆษณาแบบสนิทใจและเชื่อบางส่วนรวมกันเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 10% ในทุกๆ ช่องทาง 


ตัวชี้วัดนี้แสดงให้เห็นว่าโฆษณามีประสิทธิภาพและได้ผลมากขึ้นในทุกๆ สื่อ


แต่ถ้าแยกเป็นรายภูมิภาค และเลือกโฆษณาใน 3 ช่องทางหลักที่นิยมสูงสุด ได้แก่ โฆษณาทางโทรทัศน์ โฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ และโฆษณาออนไลน์ คนทั่วโลกเชื่อโฆษณาที่เห็นทางโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์สูงพอๆ กัน ขณะที่โฆษณาออนไลน์ยังได้รับความวางใจไม่ถึงครึ่ง และมีสถิติต่ำกว่าความรู้สึกที่ไม่เชื่อถือโฆษณาในออนไลน์เลยที่มีอยู่สูงกว่า


ความรู้สึกเชื่อของผู้บริโภคทั่วโลกต่อโฆษณาใน 3 ช่องทางหลัก

ภูมิภาค
โฆษณาทางโทรทัศน์โฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์โฆษณาออนไลน์*
เชื่อสนิทไม่เชื่อเลยเชื่อสนิทไม่เชื่อเลยเชื่อสนิทไม่เชื่อเลย
ละตินอเมริกา74%26%75%25%53%47%
เอเชียแปซิฟิก67%33%66%34%42%58%
อเมริกาเหนือ61%39%62%38%43%57%
ยุโรป49%51%50%50%36%64%
เฉลี่ยทั่วโลก62%38%61%39%41%59%
*รวมถึงเสิร์ชเอ็นจิ้น ซับสไคร์บอีเมล แบนเนอร์ และวิดีโอออนไลน์
ที่มา : Nielsen Online Consumer Survey, July 2009.


ที่น่าดีใจสำหรับคนไทยก็คือ จากผลสำรวจเดียวกันนี้ 5 อันดับแรกของประเทศที่มีสถิติว่าเชื่อโฆษณาที่ดูสนิทใจในแต่ละช่องทาง ไม่มีประเทศไทยติดอันดับเลยสักช่องทางเดียว ขณะที่เพื่อนบ้านเราหลายประเทศติดท็อป 5 กันทั่วหน้า เช่น เวียดนามเชื่อโฆษณาจากเสิร์ชเอ็นจิ้น แบนเนอร์แอดและวิดีโอออนไลน์อันดับหนึ่ง มากกว่า 60% ในทุกช่องทาง กัมพูชาเชื่อทีวีอันดับหนึ่งสูงถึง 82% ฟิลิปปินส์เชื่อโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์เป็นอันดับสาม


จากความรู้สึกต่อโฆษณาของคนทั่วโลก ซึ่งยังคงมีสัดส่วนความเชื่อในโฆษณานั้นๆ อยู่สูง จึงเป็นเหตุผลให้เจ้าของแบรนด์ทุ่มเทโฆษณาอย่างต่อเนื่อง แต่นอกจากเรื่องเชื่อไม่เชื่อ แบรนด์ไหนจะเป็นที่จดจำได้แค่ไหน เพราะอะไร ในช่วงปีที่ผ่านมา มีผลสำรวจ Consumer Vibes เดือนธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งมายด์แชร์ ทำร่วมกับ TNS ทำสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศอายุ 18-39 ปีจำนวน 300 ตัวอย่างในช่วง พ.ย. - ธ.ค. 2554 ถึงความรู้สึกว่าแบรนด์เหล่านี้มีภาพลักษณ์ต่อผู้บริโภคด้านใดมากที่สุด มาให้ดูกัน


โฆษณาที่คนจำได้ (รวมทุกสื่อ)
Toyota3%
Sunsilk 10%
Coke7%
Lay’s6%
Isuzu D Max6%
AIS6%
Tesco Lotus5%
Ichiton / Pantene / Clinic / Samsung / Nokia / Mistine4%


ถ้าแยกเฉพาะกลุ่ม 3 แบรนด์แรกที่คนจำได้สูงสุดดังนี้
Out of Home Ads (ในช่วง 1 เดือน)
Toyota7%
Tesco Lotus6%
Big C5%
ที่มา :ผลสำรวจ Consumer Vibes  ที่มายด์แชร์ ทำร่วมกับ TNS



โตโยต้าใช้งบโฆษณาแต่ละไตรมาสในปีที่ผ่านมาไม่เท่ากัน โดยใช้สูงสุดในช่วงไตรมาส 3 และระดับการรับรู้โฆษณาโตโยต้าของผู้บริโภคก็ไต่ขึ้นสูงสุดในช่วงเดียวกันและรักษาระดับไว้ได้จนถึงช่วงปลายปี สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคจำโฆษณาโตโยต้าได้ดีเพราะตลอดปีที่ผ่านมาโตโยต้าใช้งบโฆษณาทั้งในส่วนของ Hilux Vigo และ Vigo Champ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในช่วงปีที่ผ่านมาด้วย 

สื่อนิตยสาร (ในช่วง 1 เดือน)
กลุ่มสินค้าสกินแคร์และคอสเมติคส์ และเครื่องดื่มใช้เงินสูงสุด 28% และ 16% ตามลำดับ โดยมี Mistine เป็นโฆษณาที่คนจำได้เป็นที่หนึ่งของกลุ่มสกินแคร์และคอสเมติคส์ 5% ส่วนเนเจอร์กิฟ คว้าที่ 1 ของกลุ่มเครื่องดื่มไปครองสูงถึง 8% 


สำหรับโฆษณาแบรนด์ที่คนจำได้ติดอันดับสูงสุดของไทย (ไม่จัดอันดับ) ได้แก่ โค้ก เป๊ปซี่ เลย์ส โตโยต้า แพนทีน ซันซิล ไทยประกันชีวิต และเมืองไทยประกันชีวิต และเมื่อพิจารณาแบบจับคู่ก็จะได้คู่ชกที่น่าสนใจตามนี้



Coke VS Pepsi 
Coke ใช้เงินเยอะกว่า โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 1 และ 2 แต่แอดอะแวร์เนสค่อนข้างคงที่


Pspsi สร้างการจดจำโฆษณาได้สูงในช่วงที่มีอีเวนต์ใหญ่ โดยมีแคมเปญที่ออกมาพร้อมกับอีเวนต์เป็นตัวช่วยที่ดี

Sunsilk VS Pantene
Sunsilk ใช้เงินเยอะกว่า การรับรู้ในโฆษณาสูงกว่าและสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรกจนถึงไตรมาสสามก่อนจะค่อยๆ ตกลง การรับรู้เป็นผลจากการใช้ดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์ร่วมกับช่างผมมืออาชีพจากทั่วโลก


Pantene แม้จะใช้งบโฆษณาจำนวนมากโดยเฉพาะในไตรมาสสองและสาม แต่ผลตอบรับด้านการรับรู้โฆษณาของผู้บริโภคกับต่ำกว่าที่ควร 

ไทยประกันชีวิต VS เมืองไทยประกันชีวิต
ไทยประกันชีวิต ใช้งบโฆษณาสูงสุดในไตรมาสสามช่วงเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาเรื่องพ่อและยิงโฆษณาถี่ยิบ ทำให้เกิดแอดอะแวร์เนสพุ่งสูงไปจนถึงปลายปี เป็นการย้ำว่าโฆษณากินใจยังได้ใจและเป็นที่จดจำได้ดีของคนไทย


เมืองไทยประกันชีวิต จากเดิมระดับของแอดอะแวร์เนสเกาะติดกับคู่แข่งมาจนถึงไตรมาสสองก็ถูกไทยประกันฯพุ่งขึ้นทิ้งห่างออกไป ขณะที่โฆษณาของเมืองไทยฯเป็นที่จดจำได้น้อยลงในช่วงปลายปี


Lay’s ใช้งบซื้อสื่อสูงสุดในไตรมาส 2 และลดงบลงเหลือแค่ 1 ใน 8 ในไตรมาส 3 แต่ยังรักษาแอดอะแวร์เนสไว้ได้ดีระดับหนึ่ง เพราะมีแคมเปญคิดรสใหม่ให้เลย์ส เป็นตัวสร้างการจดจำให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง


ตบท้ายด้วยผลสำรวจ Brand of the Year ในใจของผู้บริโภคไทยในหมดต่างๆ ดังนี้


ฺBrand of the Year
ประเภทแบรนด์ที่อันดับหนึ่ง (%)อันดับสอง (%)อันดับสาม (%)
ใส่ใจสิ่งแวดล้อมปตท (26)โตโยต้า (25)เอสซีจี (12)
รับผิดชอบต่อสังคมช่อง 3 (38)ปตท. (13)สิงห์, เทสโก้ โลตัส (8)
มีนวัตกรรมโตโยต้า (17)ซัมซุง (14)โนเกีย (12)
ได้รับการยอมรับในระดับสากลโตโยต้า (21)ฮอนด้า (11)ปตท. (11)
หรูหราเบนซ์ (22)บีเอ็มดับเบิลยู (13)โตโยต้า (12)
เชื่อถือได้เอสซีบี (12)ปตท. (12)โตโยต้า (11)
สำหรับผู้ชายนีเวีย (36)AXE (14)Levi’s (8%)
สำหรับผู้หญิงมิสทิน (15)วาโก้ (15)POND’S (12)
สำหรับวัยรุ่นแบล็คเบอร์รี่ (16)ไอโฟน (15)ยามาฮ่า (9)
แบรนด์ของคนไทยช้าง (13)ซีพี (9)กระทิงแดง (8)


ที่มา : ผลสำรวจ Consumer Vibes  ที่มายด์แชร์ ทำร่วมกับ TNS

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

“แบรนด์” ขยายปีกสู่โลกดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเต็มรูปแบบ


“แบรนด์” ขยายปีกสู่โลกดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเต็มรูปแบบ ครบทุกทัชพอยส์ ประกาศพร้อมวางอนาคตการตลาดดิจิตอลระยะยาว
โพสต์เมื่อ: 19/12/2012
ที่มา http://www.starupdate.com/?p=95394
“แบรนด์” ขยายปีกสู่โลกดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเต็มรูปแบบ ครบทุกทัชพอยส์ ก่อนก้าวสู่ปี 2013 ท้งในส่วนของ Social engagement, Mobile Marketing และ E-commerce รับยุคดิจิตอลเต็มตัวประกาศพร้อมลุยเต็มรูปแบบ รองรับการเปลี่ยนแปลง มุ่งนวัตกรรมด้านดิจิตอลเทคโนโลยีมากขึ้นพร้อมติดต่อลูกค้าแบบ “ทูเวย์” และเข้าถึงตัวลูกค้าแบบประชิดตัว ล่าสุดจับมือกับพันธมิตร LINE ร่วมพัฒนาระบบนำ 3 พรีเซ็นเตอร์คนดัง นิชคุณ , พีช-พชร , ชมพู่-อารยา มาเป็นเซเลบริตี้สติ๊กเกอร์ในการตลาด นับเป็นครั้งแรกของโลก

นายบุญเลิศ สุขเสรีทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพของเมืองไทย กล่าว “ถึงกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัทก่อนก้าวเข้าสู่ปี 2013 ก็คือปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตอลให้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้บริษัทฯ มีความพร้อมเป็นอย่างมากเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยที่ผ่านมาบยริษัทได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนา ด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งอย่างต่อเนื่องเรียกได้ว่า “แบรนด์” ขยายเข้าสู่โลกดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งเต็มรูปแบบ ครบทุกทัชพอยส์ การติดต่อกับลูกค้านับจากนี้แบรนด์จะใช้แบบ “ทูเวย์ คอมมูนิเคชั่น” เพื่อเข้าถึงตัวและสามารถตอบสนองลูกค้าได้มากขึ้น อนาคตต้องรู้ว่าลูกค้าเราเป็นใคร ซื้อสินค้าเราที่ไหน มีพฤติกรรมการซื้ออย่างไร เพราะฉะนั้นแบรนด์จำเป็นต้องนำระบบดิจิตอลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่ผ่านมาแบรนด์ลงทุนมหาศาลในเรื่องการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ระบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งอย่างสมบูรณ์แบบ



ประเดิม 3 ภารกิจหลัก ครอบคลุมทุกทัชพอยส์

ที่ผ่านมาแบรนด์ได้เริ่มมีการวางระบบ และปรับระบบโครงสร้างใหม่เพื่อเข้าสู่ระบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งครบทุกทัชพอยส์ โดยหลักๆ สามารถแยกออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. Social engagement โดยผ่านโซเชียลมีเดียซึ่งประกอบด้วย  facebook , youtube และ twitter ผ่านแบรนด์แอมบาสเตอร์ อาทิ “นิชคุณ หรเวชกุล” “พีช พชร จีราธิวัฒน์” “ชมพู่ อารยา เอฮาร์เก็ต” โดยปัจจุบันมีแบรนด์แฟนเพจมียอดแฟนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในหมวดของอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม

2. E-commerce เป็นช่องทางที่เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการสั่งสินค้าแบ่งออกเป็น 5 ช่องทางหลักคือ

- BRAND’S official E-commerce Site (www.bandsworld-online.com)

- Tarad.com BRAND’S Premium Mall (brandsworld-online.tarad.com)

- BRAND’S facebook ( Facebook BRANDSWorldthailand/ BRANDSveta)

- BRAND’S Club Mobile app.

- E-commerce Partner โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี เช่น www.lazade.co.th  และ www.ensogo.com  เป็นต้น

โดยถือโอกาสดีในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ แบรนด์ได้จัดทำกระเช้าของขวัญปีใหม่จากผลิตภัณฑ์แบรนด์ในรูปแบบต่างๆ สามารถสั่งซื้อออนไลน์ พร้อมจัดส่งฟรี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค


3. Mobile Marketing ทุกวันนี้พฤติกรรมการบริโภคของคนเมืองเปลี่ยนไปจากเดิม มีการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเพื่อทำธุรกรรมต่างๆ มากขึ้น จนกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนเมืองไปแล้ว เพื่อเป็นการรองรับการเติบโตในครั้งนี้ทางแบรนด์จึงได้จัดทำ BRAND’S Club Offcial Account บน LINE และ BRAND’S Club mobile app โดยมีรายละเอียด ดังนี้

-  BRAND’S Club Offcial Account บน LINE แบรนด์เป็น Offical Account เจ้าแรกของโลกที่ต่อยอดการตลาดโดยออกสติ๊กเกอร์ในเวอร์ชั่นเซเลบริตี้สติ๊กเกอร์ โดยผ่าน “นิชคุณ หรเวชกุล” “พีช พชร จีราธิวัฒน์” “ชมพู่ อารยา เอฮาร์เก็ต” ซึ่งเราหวังว่ากระแสนี้ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะรองรับพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า ซึ่งเราก็ได้จัดทำสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย สำหรับผู้บริโภคที่เข้าร่วมกิจกรรมกับแบรนด์ เช่น สิทธิพิเศษทางด้านราคา ในการสั่งซื้อสินค้ากับแบรนด์ หรือสิทธิพิเศษก่อนใครในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของแบรนด์ เป็นต้น

- BRAND’S Club mobile app แบรนด์เริ่มลุยตลาดโมบายมาร์เก็ตติ้งตั้งแต่ปี 2010 ปีนี้ เราได้ก้าวไปอีกขั้นกับการนำประสบการณ์ด้วยเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ซึ่งเป็นการผสานโลกเสมือนเข้ากับโลกจริง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่กับแบรนด์




“จะเห็นว่าการลงทุนนับจากนี้เป็นต้นไปนอกจากเรื่องคุณภาพและ R&D แล้ว ทางบริษัทจะให้ความสำคัญดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งอีกด้วย เพราะเชื่อว่าจะเป็นรอยต่อที่จะเชื่องแบรนด์กับผู้บริโภคไว้ด้วยกัน แบรนด์ต้องการให้ผู้บริโภคหรือทุกคนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีปฎิสัมพันธ์กับองค์กรอย่างถาวร ดาดว่าในอีก 3 ปี ข้างหน้ายอดขายช่องทางดิจิตอลของแบรนด์จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และมีสมาชิกครอบคลุมกว่า 3 ล้านคน “  นายบุญเลิศกล่าว

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

ออราเคิลตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการจัดการโลจิสติก


ออราเคิลตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการจัดการโลจิสติกส์ เปิดตัวโซลูชั่น Oracle Transportation Management และ Oracle Global Trade Management รุ่นใหม่ล่าสุด

ที่มา http://www.ryt9.com/s/prg/1579107
กรุงเทพฯ--30 ม.ค.--พีซี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ฯ
ออราเคิลตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการจัดการโลจิสติกส์ เปิดตัวโซลูชั่น Oracle Transportation Management และ Oracle Global Trade Management รุ่นใหม่ล่าสุด
ดีเร็ค กิตโทส์ รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์โลจิสติกส์ของออราเคิล กล่าวว่า เพื่อรองรับการพัฒนาธุรกิจและการขยายตลาด ผู้ส่งสินค้า และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ควรมองหาหนทางใหม่ ในการเพิ่มความคล่องตัวและปรับปรุงกระบวนการจัดการการขนส่งและการค้าที่ซับซ้อน

“Oracle Transportation Management และ Oracle Global Trade Management รุ่นล่าสุดนี้ ออราเคิลได้ผสานความสามารถใหม่ อาทิ โมบายล์แอพพลิเคชั่นเฉพาะด้าน พร้อมส่วนปรับปรุงสำหรับแพลตฟอร์มการจัดการการขนส่งและการค้าทั่วโลก ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุดในอุตสาหกรรม เพราะเหตุนี้ออราเคิลจึงพร้อมให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าเพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับกระบวนการต่างๆ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และป้องกันความเสี่ยง”

สำหรับ Oracle Transportation Management 6.3 และ Oracle Global Trade Management 6.3 นั้นจะประกอบด้วยส่วนปรับปรุง และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่รองรับการปฎิบัติตามระเบียบด้านการขนส่งและการค้าทั่วโลก รวมไปถึงกระบวนการทางศุลกากร อีกทั้งยังมาพร้อมความสามารถแปลกใหม่ด้านการจัดการการขนส่งและการค้าทั่วโลก รวมถึงการจัดการยานพาหนะ การจัดซื้อจัดจ้างด้านการขนส่ง ระบบธุรกิจอัจฉริยะด้านการขนส่ง การวางแผนการขนส่ง การขนส่งทางรถไฟ การจัดการเวิร์กโฟลว์และเหตุการณ์ การชำระเงินค่าขนส่ง การจัดทำบิล และการเคลม การจัดการเอกสาร และการจัดการด้านศุลกากร

ด้วยความสามารถใหม่ ลูกค้าจะสามารถใช้ประโยชน์จาก Oracle Transportation Management 6.3 และ Oracle Global Trade Management 6.3 เพื่อจัดการความต้องการที่สำคัญที่สุดสำหรับการจัดการการขนส่งและการค้าทั่วทั้งองค์กรในระดับโลก ดีเร็ค กล่าวเกี่ยวกับ Oracle Applications ลูกค้ากว่า 65,000 รายทั่วโลกไว้วางใจเลือกใช้แอพพลิเคชั่นระดับองค์กรแบบครบวงจรที่อ้างอิงมาตรฐานเปิด เพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่เหนือกว่าออราเคิลจัดหาแนวทางที่ปลอดภัยเพื่อให้ลูกค้าใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีล่าสุดในการปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานซอฟต์แวร์สำหรับลูกค้า ควบคู่ไปกับการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ Oracle Applications Unlimited แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของออราเคิลในการนำเสนอทางเลือกที่เหมาะสม ให้แก่ลูกค้า ด้วยการลงทุน อย่างต่อเนื่องและการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ก้าวล้ำสำหรับแอพพลิเคชั่นต่างๆ Fusion Applications รุ่นอนาคต ของออราเคิลได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้ทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่ได้ อย่างกลมกลืน และรองรับ การพัฒนาปรับปรุงในอนาคต นโยบายการสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน ของออราเคิลช่วยให้ลูกค้าที่มีทางเลือก ที่หลากหลายในการอัพเกรดระบบตามความต้องการขององค์กร ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอพพลิเคชั่น ล่าสุดของออราเคิลได้ที่ www.oracle.com/applications

เกี่ยวกับออราเคิล
ออราเคิล (NASDAQ: ORCL) เป็นบริษัทที่นำเสนอระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ทางด้านธุรกิจแบบครบวงจรบนมาตรฐานเปิดที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุดในโลก ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับออราเคิลมีอยู่ที่ oracle.com

เกี่ยวกับออราเคิลในภาคอุตสาหกรรม
โซลูชั่นอุตสาหกรรมของออราเคิลใช้ประโยชน์จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดของบริษัทฯ เพื่อรองรับระบบงานธุรกิจที่ซับซ้อนสำหรับผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ช่วยลดระยะเวลาในการนำบริการใหม่ออกสู่ตลาด ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความได้เปรียบด้านการแข่งขัน

เครื่องหมายการค้าOracle และ Java เป็นเครื่องหมายการค้าของออราเคิลและ/หรือบริษัทในเครือ ชื่ออื่นๆ อาจเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

'การ์ตูนคลับ'จับมือฟรีทีวีรุกอาเซียนเดินหน้าปั้น'รีจินัลแบรนด์'


Post by Chatsayam Momkaew

โดย รัตติยา อังกุลานนท์
ในจังหวะที่อุตสาหกรรมบรอดแคสติ้งไทยกำลังก้าวมาถึง "จุดเปลี่ยน" สำคัญกับการก้าวสู่ "โทรทัศน์ระบบดิจิทัล" ภายใต้การออกใบอนุญาตช่อง "ฟรีทีวีดิจิทัล" ใหม่ทั้งประเภทสาธารณะ, ธุรกิจและชุมชนรวม 48 ช่อง นับเป็น โอกาสที่ดีของกลุ่มคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ ในการ ขยับฐานะจากผู้เช่าเวลามาสู่ความเป็นเจ้าของ  โดยเฉพาะคอนเทนท์รายการประเภทเด็ก, ข่าว และ วาไรตี้ ที่ กสทช.จะมีการเปิดประมูลช่องรายการ ประเภทธุรกิจรวม 24 ช่อง
หากโฟกัสเฉพาะคอนเทนท์สำหรับเด็กในกลุ่มการ์ตูน บริษัท เอฟฟ์ จำกัด ที่เริ่มก่อตั้งในปี 2528  พร้อมกว้านซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนดังทั้งฝั่งญี่ปุ่นและอเมริกาไว้ในมือจำนวนมาก ภายใต้การบริหารลิขสิทธิ์การ์ตูนดัง ทางช่อง "ฟรีทีวี" โดยมีลิขสิทธิ์ไฮไลต์ เช่น ดราก้อนบอล, มาร์คไรเดอร์ เดนโอ, อุลตร้าแมน เมบิอุส, เซนต์เซย์ย่า เป็นต้น เมื่อเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจ "ทีวีดาวเทียม"ราวปี 2552 จึงได้เปิดตัวช่อง "การ์ตูนคลับ แชนแนล" ภายใต้การบริหารของบริษัท ในเครือ "การ์ตูนมีเดีย"
ธนัท ตันอนุชิตติกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท การ์ตูนมีเดีย จำกัด  ผู้บริหารลิขสิทธิ์การ์ตูนจากญี่ปุ่นและ ผู้บริหารสถานีช่องทีวีดาวเทียม "การ์ตูน คลับ" กล่าวว่า หากราคาตั้งต้นประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลประเภทช่องเด็กไม่เกิน 100 ล้านบาท ทางการ์ตูนคลับสนใจเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิทัล โดยอยู่ระหว่างการตัดสินใจ แต่หากไม่ประมูลก็จะไปร่วมผลิตกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในการนำลิขสิทธิ์การ์ตูนและลิขสิทธิ์เนื้อหาสารคดีออกอากาศด้วยเช่นกัน
"ราคาเริ่มต้นประมูลถือว่าถูกกว่าที่เราคิดไว้ ซึ่งตอนนี้ผมทราบว่า จะมีใครเข้าร่วมประมูลช่องทีวีดิจิทัลสำหรับเด็กบ้าง แต่สำหรับเราได้เตรียมเงินสำหรับการลงทุนทีวีดิจิทัลนี้ 500 ล้านบาท และตอนนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง บมจ.อสมท. (MCOT) หรือ บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น (INTUCH) ได้เข้ามาคุยกับเราที่จะเป็นพันธมิตรแล้ว ซึ่งจะทำให้การ์ตูน คลับ มีช่องทางการออกอากาศเพิ่มขึ้น
นอกจากทีวีดาวเทียม และการไปออกอากาศในต่างประเทศทั้งลาว เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งทำให้เราเป็นโกลบอลแบรนด์อีกด้วย แต่ขณะนี้ต้องการความชัดเจนค่าโครงข่าย ว่าจะมีราคาเท่าใด เพราะมีผลต่อต้นทุนการประกอบการของเรา เช่นกัน" ส่วนทิศทางการบริหารลิขสิทธิ์การ์ตูนใน ปีนี้ จะมุ่งขยายตลาดต่างประเทศ ด้วยการร่วมมือกับ "ฟรีทีวี" ในกลุ่มประเทศอาเซียนทุกประเทศ เพื่อเข้าไป "เช่าเวลา" ออกอากาศรายการการ์ตูนที่ถือลิขสิทธิ์พร้อมสร้างแบรนด์ "การ์ตูนคลับ" ให้เป็นที่รู้จักระดับ "รีจินัลแบรนด์"
โดยปัจจุบันมีรายการทางฟรีทีวีในอาเซียนแล้ว 3 ประเทศประกอบด้วย สปป.ลาว ร่วม กับสถานีโทรทัศน์ MVL5 , เวียดนาม สถานีโทรทัศน์ VTV9 และกัมพูชา สถานีโทรทัศน์ TV5  โดยทั้ง  3 ประเทศกำหนดเวลาออกอากาศให้เป็นสากล  (universal time) เหมือนกัน คือเวลา 8.00-8.30 น. ซึ่งตรงกับเวลาการออกอากาศทางฟรีทีวีในประเทศไทย  หลังจากเริ่มออกอากาศรายการการ์ตูนคลับในทั้ง 3 ประเทศพบว่าได้รับความสนใจทั้งจากสินค้าไทย, อินเตอร์เนชั่นแนล แบรนด์ และโลคัลแบรนด์ ในพื้นที่โฆษณา "เต็ม" ปัจจุบันลูกค้าที่มาลงโฆษณาเป็นสินค้าจากไทย 60% อีก 40% เป็นกลุ่มอินเตอร์แบรนด์และโลคัลแบรนด์  ในปีนี้วางเป้าหมายขยายรายการการ์ตูนคลับทาง ฟรีทีวีครอบคลุมทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน โดยกำลัง
อยู่ระหว่างเจรจากับฟรีทีวีในพม่า ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กำหนดเวลาการออกอากาศเป็น  universal time เช่นเดียวกันในทุกประเทศ คือระหว่าง 8.00-9.00 น.
"รูปแบบการออกอากาศรายการแบบ universal time เหมือนกันทุกประเทศในกลุ่มอาเซียน สามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และได้รับความสนใจจากสินค้าและแบรนด์ที่ต้องการทำตลาดในอาเซียน"ธนัท กล่าว  แนวทางการทำรายการทางฟรีทีวีในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบโจทย์การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งบริษัทจะต้องเข้าไปเปิดตลาดล่วงหน้าเพื่อสร้างเรทติ้งผู้ชม และพร้อมรับบรรดาสินค้าที่จะมาใช้พื้นที่โฆษณา
การเปิดเออีซี กลุ่มธุรกิจสื่อเป็นอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์ เพราะมีรายได้โฆษณามากขึ้นจากการขยายตลาดของสินค้าและแบรนด์ในอาเซียน ขณะที่คอนเทนท์การ์ตูนมีผู้ประกอบการ "ไม่มาก" เพราะอยู่ในมือผู้ที่ซื้อลิขสิทธิ์ไว้ล่วงหน้าเพียงไม่กี่ราย อีกทั้งเป็นรายการที่ ได้รับความสนใจจากผู้ชมเพราะมีความเป็นสากล
ธนัท กล่าวอีกว่า หลังจากขยายรายการการ์ตูนคลับครบทุกประเทศในอาเซียนปีนี้ ในปี 2557 จะเริ่มเข้าดำเนินธุรกิจออกอากาศรายการทางฟรีทีวี ในอินเดียและตะวันออกกลางเพิ่มเติม ภายใต้เป้าหมายพัฒนาธุรกิจมีเดีย "การ์ตูนคลับ" ให้เป็นที่รู้จักในระดับ "โกลบอลแบรนด์"
จากแผนการรุกตลาดต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน ปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้รวม 600 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ในประเทศ 75% จากธุรกิจรายการทางฟรีทีวีและช่องทีวีดาวเทียม "การ์ตูนคลับ แชนแนล" และอีก 25% จากธุรกิจในต่างประเทศ ภายในปี 2558 หลังจากขยายธุรกิจสื่อไปยังอินเดียและตะวันออกกลางแล้ว คาดว่าสัดส่วนรายได้จากในประเทศและต่างประเทศจะ "เท่ากัน"
ภายใต้แผนรุกตลาดต่างประเทศดังกล่าว เพื่อหวังสร้าง "การ์ตูนคลับ" ให้เป็นธุรกิจสื่อระดับ "รีจินัลแบรนด์" และ "โกลบอลแบรนด์" รายแรกในไทย
"การออกอากาศแบบ  universal time เหมือนกัน ทุกประเทศในอาเซียน  ช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้าง"

ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th) Friday, March 08, 2013 

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทำไมผงซักฟอก ต้องใช้พรีเซ็นตอร์ผู้ชาย


กองบรรณาธิการ Positioning Magazine 14 กุมภาพันธ์ 2556  
Added on: 14/2/2556
ที่มาhttp://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=95691
เป็นสินค้าที่ “ผู้หญิง” ใช้เป็นหลัก แต่ “พรีเซ็นเตอร์” กลับเป็นพระเอกหนุ่ม แถมยังต้องเป็นพระเอกระดับฮอต แถวหน้าเสียด้วย ดูจากโฆษณาผงซักฟอกแต่ละแบรนด์ที่ใช้พรีเซ็นเตอร์เป็น “ดาราผู้ชาย” ไม่ว่า จะเป็น วิลลี่ แมคอินทอช, เคน-ธีรเดช และล่าสุด ดาราวัยรุ่นอย่าง บอย-ปกรณ์

เหตุผลที่พรีเซ็นเตอร์ผงซักฟอกส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เพราะพบว่าอินไซท์ของกลุ่มเป้าหมาย ตามที่ สิริปราณ ไชยกุล ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ผงซักฟอกโอโม บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “คนที่เป็นผู้หญิง ต้องการดูโฆษณาที่มีดาราชายที่ตัวเองชื่นชอบ” และแนวโน้มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ แยกตัวออกมาอยู่คนเดียวใจกลางเมืองเยอะขึ้น แต่ส่วนใหญ่กิจกรรมซักผ้าก็ยังเป็นของผู้หญิงอยู่ดี

“การเลือกพรีเซ็นเตอร์ มาจากทั้งเรื่องของการสำรวจอินไซท์ของกลุ่มเป้าหมาย และความเหมาะสม อย่าง โอโม จะเห็นได้ว่าเราใช้คุณวิลลี่ เป็นพรีเซ็นเตอร์มานานจนหน้าเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์เราไปแล้ว ซึ่งในตอนนั้นเราต้องการท้าทายให้ผู้บริโภคหันมาลองใช้แบรนด์โอโมจากสูตรมาตรฐานมาเป็นสูตรเข้มข้น ก็เลยใช้ความเป็นพิธีกรภาคสนามของคุณวิลลี่”

“จนกระทั่งมาถึงบอย-ปกรณ์ อันนี้เป็นอินไซท์ของกลุ่มเป้าหมายสาวออฟฟิศจนถึงแม่บ้านรุ่นใหม่ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะอายุน้อยกว่าโอโมแบบผง แล้วพบว่า บอย เป็นขวัญใจของคนกลุ่มนี้ แล้วพอเราทดลองให้เขาในดิจิตอลแคมเปญของโอโม พลัส รีเฟรชแล้วได้ผลตอบรับดี” สิริปราณ บอกถึงสาเหตุการเลือกบอย-ปกรณ์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์หลัก



นอกจากอินไซท์ที่สาวๆ ชอบดาราหนุ่มคนนี้แล้ว Big Idea ของการแนะนำสูตรน้ำออกสู่ตลาด ด้วยแนวคิด “แฟชั่นสีขาว” ก็ทำให้โอโมต้องเลือกคนที่แต่งตัวมีบุคลิกและเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ บอย-ปกรณ์ โดยกิจกรรมก็จะเป็นการเดินแฟชั่น โชว์ ส่วนดิจิตอลแคมเปญ ก็เล่นเกมกับผู้บริโภคผ่านแอปพลิเคชั่นในเฟซบุ๊ก เน้นความสนุก Educate ผู้บริโภค ให้ป้ายโอโมลงบนพื้นที่เปื้อน ซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้สินค้าโดยตรง เมื่อได้คะแนนตามที่กำหนดก็มีสิทธิ์รับผ้าพันคอของแบรนด์ Issue ขณะที่ตัวโฆษณาหลักก็จะไม่มีภาพของ บอย-ปกรณ์ จับแพ็กสินค้าเลย

“เกมที่เราเล่นนี้ก็มาจากอินไซท์สาวออฟฟิศนั่นแหละ ว่าชอบผ้าพันคอกันเยอะ แล้วแบรนด์ Issue ก็เป็นแบรนด์ที่ผู้หญิงชอบเยอะ เราก็เลยลองคุยดู ซึ่งทาง Issue เขาก็ออกแบบลายเฉพาะมาให้เรา แล้วมันก็ออกมาสวย ดูเทรนดี้ มี Signature ของโอโม แต่ไม่ฮาร์ดเซลเลย ซึ่งผลตอบรับดีมากๆ เฟสต่อไปของเราก็จะทำคลิปกับ Perypie ทำคลิปออกมา 5 คลิป สอนการใช้ผ้าพันคอ”




ขณะที่แบรนด์แอทแทคส์ซึ่งมี เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพัน เป็นพรีเซ็นเตอร์ก็เน้นที่กิจกรรมครอบครัวเป็นหลัก โดยให้ลูกค้าแอทแทคส่งภาพครอบครัวเข้าประกวดแล้วเลือกผู้ชนะไปเที่ยวแบบ Exclusive กับเคน-ธีรเดช นั่นแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นดาราชายหนุ่มหล่อเท่านั้น แต่ต้องทำกิจกรรมที่เชื่อมโยงถึงภาพลักษณ์ของพรีเซ็นเตอร์ ที่มีกลุ่มเป้าหมายกับวัตถุประสงค์ทางการตลาดเป็นพื้นฐานสำคัญ



ผู้ชายคนนี้เคยขายผงซักฟอกมาแล้ว

- ศรราม เทพพิทักษ์ เคยเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผงซักฟอกเปา

- ดู๋ สัญญา พรีเซ็นเตอร์ผงซักฟอกผู้ชายคนแรกๆ ของไทย โดยแบรนด์แอทแทค เครือคาโอ เลือกเพราะให้ภาพลักษณ์ด้านคุณภาพสินค้า ดูน่าเชื่อถือ

- วิลลี่ แมคอินทอช เป็นพรีเซ็นเตอร์ที่ยาวนานของโอโม ตั้งแต่ปี 2550

- เคน-ธีรเดช ด้วยลุคของความเป็นแฟมิลี่แมน และเป็นขวัญใจสาวๆ คอละคร แอทแทคจึงเลือกให้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 2554

- วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา นี่ก็หนึ่งในพรีเซ็นเตอร์ชายสำหรับผงซักฟอกนะ ด้วยลุคของความเป็นพิธีกร ท้าให้แม่บ้านมาลองใช้บรีส สูตรน้ำ

- บอย ปกรณ์ พรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของโอมโม ลิควิด เพราะผลสำรวจออกมาว่าสาวออฟฟิศและเหล่าแม่บ้านกรี๊ดคนนี้