แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อสังหาริมทรัพย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อสังหาริมทรัพย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คอนโดต่ำ2.5 ล้านมาแรง ทำเลรถไฟชานเมืองสุดฮอต

ที่มา นิตยสารผู้จัดการ 360°
พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยบทวิเคราะห์ภาพรวมตลาดอสังหาฯปี 55 เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังความตื่นตระหนกอุทกภัยช็อคตลาดไปชั่วขณะ ระบุคอนโดฯคึกคัก คนแห่ซื้อหวังรองรับหากเกิดภัยซ้ำสอง ชี้ระดับราคาต่ำกว่า 2.5 ล้านบาทความต้องการซื้อเติบโตมากขึ้น ขณะที่ยูนิตเสนอขายส่วนต่อขยายBTS-MRTเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 40%

นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยเกี่ยวกับมุมมองภาพรวมของธุรกิจ ซื้อ-ขาย-เช่า อสังหาริมทรัพย์เมืองไทยในปี 2555 ว่า ตลาดโดยรวมยังมีแนวโน้มเติบโตแต่ยังมีกระแสความวิตกกังวล ในเรื่องอุทกภัยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นภาครัฐจึงต้องชัดเจนในแผนการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนนำเสนอแผนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องจูงใจ กลุ่มนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็น แรงหนุนในธุรกิจโดยรวมเติบโตเช่นกัน

จากการสำรวจล่าสุด พบว่า ตลาดเพื่อเช่าคาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง อุปทานโดยรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 3% จากปีที่ผ่านมา ส่วนอัตราการเข้าพักคาดว่ายังทรงตัวได้ดี ด้านราคาค่าเช่าคาดว่าจะขยับขึ้น โดยเฉลี่ยรวม 3-7% ส่วนปีนี้ตลาดคอนโดมิเนียมคาดว่าจะเป็นที่สนใจของอุปสงค์มากขึ้นด้วยปัญหาอุทกภัย ทำให้ผู้บริโภคเกิดความหวั่นวิตกต่อการดำเนินชีวิต อาจมีส่วนผลักดันให้อุปสงค์ดูดซับได้ดีขึ้นอย่างน้อย 4% ด้านผู้ประกอบการคาดว่าจะเริ่มทะยอยเสนอขายโครงการใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 มากขึ้นหลังจากรอดูสถานการณ์เมื่อปีที่ผ่านมา ยูนิตเสนอขายใหม่มีโอกาสเติบโตมากกว่า 50% เมื่อเทียบจากครึ่งปีหลัง 2554 โดยยังเน้นกลุ่มลูกค้าระดับล่างถึงกลางเป็นหลัก ห้องชุดราคาต่ำกว่า 70,000 บาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.) ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดอย่างน้อย 60% ของทั้งตลาด และอุปสงค์ยังตอบรับได้ดี

สำหรับตลาดแนวราบปีนี้ คาดว่า อุปทานยังทรงตัว เพราะผลกระทบจากอุทกภัย อย่างไรก็ตามผู้บริโภคที่มีความต้องการบ้านและทาวน์เฮาส์คาดว่ายังผลักดัน ให้เกิดอุปสงค์ในตลาดให้เติบโตได้อย่างน้อย 3-4% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐที่เข้ามาช่วยสนับสนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคด้วย

เมื่อวิเคราะห์ถึงภาพรวมตลาดคอนโดฯโดยรวมในปี 55 พบว่า กลุ่มราคาคอนโดฯที่เติบโตได้ดียังเป็นกลุ่มราคาต่ำกว่า 70,000 บาทต่อตร.ม.หรือราคาต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท เพราะเป็นราคาที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มนี้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เพราะแต่ละโครงการ มีจำนวนยูนิตเสนอขายสูง ส่วนแบ่งการตลาดของยูนิตเสนอขายในแต่ละรอบการสำรวจไม่ต่ำกว่า 60% ของยอดเสนอขายทั้งหมด ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และเล็กต่างเพิ่มการลงทุนในโครงการระดับนี้มากขึ้น ส่วนแบ่งการเสนอขายของผู้ประกอบการรายใหญ่และเล็กอยู่ที่ 55:45 และมีแนวโน้มที่อุปสงค์จะเติบโตได้ดีขึ้น เพราะต้องการลดความเสี่ยงในการซื้ออสังหาฯแนวราบที่อาจประสบภัยน้ำท่วมได้

“สินทรัพย์ที่น่าจับตามองในปี 55 ยังเป็นตลาดคอนโดฯ เพราะเหมาะกับการเป็นที่พักอาศัยและเพื่อการลงทุน โดยเฉพาะสถานการณ์จากอุทกภัยมีส่วนทำให้ผู้บริโภคแสวงหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ส่วนการซื้อเพื่อลงทุนแม้จะลดลงไปในปีที่ผ่านมาบ้าง แต่คาดว่าจะกลับมา เติบโตอีกครั้ง เนื่องจากทำเลที่ดีเริ่มหายากขึ้น โครงการที่เหมาะสมต่อการพักอาศัยจะเหลือน้อยลง ดังนั้น ตลาดคอนโดฯใหม่ที่อยู่ในทำเลที่ดีอาจได้รับอานิสงส์ให้ขายไวกว่ากำหนด และตลาดมือสองจะขายได้ดี ในราคาที่สูงขึ้น"นายอนุกูล กล่าว

ด้านการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่เกิดขึ้นใหม่และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น มีส่วนทำให้เกิด การพัฒนาโครงการตามแนวก่อสร้างมากยิ่งขึ้น เช่น นนทบุรี บางซื่อ สุขุมวิทรอบนอก ธนบุรี ฯลฯ มากขึ้น แต่สัดส่วนการพัฒนาโครงการที่ใกล้บริเวณ BTS MRT ในระยะไม่เกิน 550 เมตร มีเพียง 20% จากยอดรวมการเสนอขายทั้งหมดในพื้นที่นั้นๆ และมีสัดส่วนการเติบโตของยูนิตเสนอขายในพื้นที่ใกล้แนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 40% จากครึ่งปีแรก 2554

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

รับเหมาก่อสร้างวิกฤต แรงงานขาดแคลนหนัก ร้องลดขั้นตอนใช้ต่างด้าว

updated: 07 พ.. 2556 เวลา 10:45:15 น.

ปัญหาขาดแคลนแรงงานกำลังกลายเป็นวิกฤตปัญหาระดับชาติที่คุกคามภาคธุรกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ประมง เกษตรกรรม โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่การขาดแคลนแรงงาน สะท้อนออกมาจากตัวเลขการจดทะเบียนที่อยู่อาศัยใหม่ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาลดลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นผลมาจากการขาดแคลนแรงงาน ทำให้การก่อสร้างล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา อย่างไรก็ตาม ในการเสวนาพิเศษเรื่อง ?วิกฤติแรงงานขาดแคลน ผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์? ซึ่งทางสมาคมอาคารชุดไทย ได้สะท้อนปัญหา เพื่อหาทางออกก่อนที่จะหยั่งรากลึกจนยากจะเยียวยา 

นายอธิป พีชานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันแรงงานไทยในธุรกิจก่อสร้างไม่เพียงพอ ทำให้ผู้รับเหมาแทบทุกรายต้องใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งพบว่าแต่ละไซต์งานมีแรงงานที่เป็นชาวต่างด้าวมากกว่าครึ่งของแรงงานที่มีอยู่ ทำให้ประสบปัญหาด้านการสื่อสารในการสั่งงาน ต้องมีการจ้างคนเพิ่มเพื่อให้เป็นล่าม เพื่อทำให้การสื่อสารและทำงานที่ลื่นไหล

แต่ใช่ว่าแม้ว่ามีแรงงานต่างด้าวใช้แล้วปัญหาจะหมดไป เพราะยังมีปัญหาอื่น ๆ ตามมาด้วย โดยเฉพาะในเรื่องระบบการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ทำให้แรงงานในระบบที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวนั้นพบว่ากว่า 30-40% เป็นแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยในพม่า และการจดทะเบียนแล้วแรงงานต่างด้าวมีค่าใช้จ่าย และบางรายเมื่อได้จดทะเบียนเป็นแรงงานถูกต้องแล้วก็มักจะหนีไปหางานในที่ที่ได้รับค่าตอบแทนมากกว่า

อย่างไรก็ตามในเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานนั้น ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือรับเหมาก่อสร้างจะได้รับผลกระทบมากสุด เพราะต้องมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังพื้นที่ก่อสร้าง แต่การเคลื่อนย้ายก็ไม่คล่องตัว เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการจำกัดพื้นที่ของแรงงาน ที่หากขึ้นทะเบียนไว้เขตไหน ก็จะต้องอยู่เขตนั้นไม่สามารถข้ามเขตได้ และหากต้องทำให้ได้ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมประมาณ 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง 

ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องดังกล่าวแล้วยังพบปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่นการผลัดกันเข้ามาของหน่วยงานภาครัฐ ที่จะวนเวียนเข้ามาตรวจสอบในไซต์งาน ซึ่งบางครั้งมาอย่างถูกกฎหมายแต่บางครั้งก็ไม่ ทำให้เสียเวลาในการทำงาน ส่งผลให้งานล่าช้า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการแย่งตัวแรงงานโดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจากไซต์งานหนึ่งไปยังอีกไซต์งานหนึ่งเพราะมีการเสนอค่าจ้างที่สูงกว่าหากไม่มีหัวหน้างานคุมอยู่ 

ไม่เฉพาะแต่แรงงานไร้ฝีมือเท่านั้นที่ขาดแคลน โฟร์แมน หัวหน้าช่าง ก็ขาดแคลนด้วยต้องจ้างวิศวกรมาทำงานด้านโฟร์แมน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงแรงงานที่มีฝีมือ อย่างช่างตอกเสาเข็ม ช่างปูกระเบื้อง ทาสี ฉาบปูน ก็ประสบปัญหาขาดแคลนเช่นกัน

จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานทำให้ผู้รับเหมาหายากขึ้น โดยปัจจุบันในการเปิดประมูลงานเพื่อคัดเลือกผู้รับเหมาในการก่อสร้างนั้นพบว่ามีผู้รับเหมามาเสนองานเพียง 1-2 รายเท่านั้น จากเดิมที่มีผู้เสนองานมากกว่า 5 ราย และต้องเสนอราคาค่าจ้างงานที่สูงขึ้น 10-20% อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาโครงการพยายามปรับตัวด้วยการนำระบบก่อสร้างกึ่งสำเร็จรูปมาใช้ แต่ก็มีปัญหาเรื่องการยอมรับของตลาด เนื่องจากคุณภาพงานมีปัญหา จากรอยต่อชิ้นส่วนต่างๆ ที่มีกรณีน้ำรั่วซึมได้ เนื่องจากไทยเป็นเมืองร้อนชื้นฝนตกมากกว่าแถบยุโรปเจ้าของเทคโนโลยีต้นแบบ

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ทาง นายแพทย์สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่าความต้องการใช้แรงงานต่างด้าวมาจาก การที่แรงงานไทยไม่เพียงพอ เนื่องจากโครงสร้างที่เปลี่ยนไป คนเกิดน้อยและอายุยืนขึ้น เมื่อเศรษฐกิจพัฒนาจึงไม่มีแรงงานรองรับ ความนิยมประกอบอาชีพอิสระที่มีมากขึ้น เพราะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แผงลอย ทำให้แรงงานส่วนนี้หายไป รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายแรงงานออกไปทำงานยังต่างประเทศเนื่องจากได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

โดยปัจจุบันมีจำนวนผู้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว1.3 ล้านคน จากการสำรวจความต้องการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ผู้ประกอบการยังมีความต้องการใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มอีก 2.1 ล้านกว่าคน มีแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้วเพียง 5 แสนคน ยังเหลือความต้องการแรงงานอีกกว่า 1.5-1.6 ล้านคน ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องแย่งแรงงานของผู้ประกอบการรายอื่น และหันไปใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย แรงงานที่ลักลอบเข้าประเทศ ซึ่งทำให้มีผู้ลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นและผลักดันกลับไปได้ยากอีกกว่า 7 แสนคน

และเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว กระทรวงแรงงานได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกับ 3 ประเทศ ได้แก่ ลาว พม่า กัมพูชา เพื่อนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย แต่ก็มีข้อจำกัด เนื่องจากรัฐบาลลาวและกัมพูชา ไม่สนับสนุนให้แรงงานออกนอกประเทศ ดังนั้น แรงงานที่นำเข้าหลักๆ จึงมาจากพม่า แต่การที่มีแรงงานจากประเทศใดประเทศหนึ่งเข้ามามากก็จะส่งผลลบต่อประเทศ ซึ่งจะต้องสร้างสมดุลด้านแรงงานให้เกิดขึ้นไม่ใช้แรงงานจากประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

อย่างไรก็ตามล่าสุดทางสมาคมประมง ได้เรียกร้องว่าต้องการแรงงานเพิ่ม เนื่องจากปัจจุบันแรงงานพม่า และกัมพูชา ไม่ยอมลงเรือ โดยเฉพาะประมงน้ำลึก ทำให้มีปัญหาหลอกคนไปทำงาน ปัญหาค้ามนุษย์ตามมา ล่าสุดกระทรวงแรงงานได้ทำเอ็มโอยูกับประเทศบังกลาเทศ โดยนำเข้าล็อตแรก 50,000 คน เพื่อใช้ในภาคประมงไทย รวมถึงสมาคมด้านก่อสร้างที่มีความต้องการแรงงานอยู่มาก โดยการนำเข้าตามเอ็มโอยูแรงงานจะทราบก่อนว่าจะต้องทำงานอะไร อยู่กับนายจ้างรายใด ค่าจ้างเท่าไร เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานไปที่อื่น

สำหรับปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังพื้นที่อื่นๆ นั้น ปัจจุบันนายจ้างสามารถแจ้งได้ว่าจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังพื้นที่ใดบ้างในครั้งเดียว ส่วนหากจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังพื้นที่อื่นต้องเสียค่าธรรมเนียม 1,000 บาทต่อคน/ครั้ง นั้น ทางกระทรวงมีแผนที่จะแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อทำให้เกิดความสะดวกในภาคการก่อสร้างมากขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง

ส่วนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้น ทางกระทรวงฯได้ติดต่อไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อขอดูโครงการ เนื่องจากต้องการรู้ว่าแรงงานจะต้องทำงานประเภทอะไร มีความต้องการใช้คนประเภทไหน เรามีฐานข้อมูลของแรงงานที่มีฝีมือของไทยที่ไปทำงานด้านการก่อสร้างยังต่างประเทศอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะดึงแรงงานเหล่านี้กลับมาใช้ได้

ส่วนความกังวลว่าประเทศเพื่อนบ้านเริ่มมีการลงทุน อาทิ โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ที่อาจทำให้ดึงแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่กลับประเทศ และวิศวกร แรงงานฝีมือ จะถูกดึงไปทำโครงการนั้น ภาพการเคลื่อนย้ายแรงงานยังไม่ชัด อาจจะระยะ 3-5 ปีที่จะมีการดึงแรงงานกลับไป เพราะโครงการจะต้องมีการวางแผน ออกแบบ ซึ่งคนที่จะกลับไปต้องทำงานครบสัญญาแล้ว และจะต้องติดตามในระยะต่อไปว่า อินโดนีเซีย เวียดนาม ศรีลังกา มีความสนใจที่จะร่วมเอ็มโอยูแรงงานกับไทยหรือไม่ ผู้ประกอบการจะต้องมีการปรับตัวเรื่องการใช้แรงงานและมีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เพราะต้นทุนด้านแรงงานมีแต่จะเพิ่มขึ้น

ขณะที่ พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี ผู้กับกับการฝ่ายอำนวยการ 3 กองบังคับการอำนวยการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กล่าวว่า ความเข้มงวดในการตรวจคนเข้าเมืองนั้นเนื่องจากปัญหาเรื่องความปลอดภัย อาชญากรรม เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าคนที่เข้ามานั้นจะมีพื้นเพอย่างไร สร้างความเสี่ยงให้กับประเทศและประชาชนคนไทย ซึ่งปัจจุบันเรามีความต้องการแรงงาน เนื่องจากมีการพัฒนาโครงการต่างๆ โดยตั้งแต่ปี 2553 ที่ผ่านมาได้มีการจัดระบบแรงงาน คือ มีการทำให้ถูกต้องตามกฎหมายระยะยาวโดยอาศัยเอ็มโอยู ส่วนแรงงานที่เคลื่อนย้ายเข้ามาแล้ว นายจ้างก็ควรจะมีการจดทะเบียนให้ถูกต้อง โดยมีการขยายเวลาขึ้นทะเบียนถึงเดือนกรกฎาคมนี้

ในความเป็นจริงแล้วระหว่างที่มีการเปิดจดทะเบียนอยู่ก็มีการเร่งนำแรงงานผิดกฎหมายเข้ามาโดยผ่านเอเยนต์ต่างๆ รีบมาสวมนายจ้างแล้วจดทะเบียน คาดว่ายังมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเหลือในระบบกว่าล้านคน ซึ่งบุคคลเหล่านี้อาจจะเป็นความเสี่ยงต่อเรา เป็นสิ่งที่จะต้องติดตามต่อไป และการจดทะเบียนมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงประมาณ 40,000-50,000 บาท โดยแรงงานจะต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายแต่นายจ้างต้องสำรองจ่ายไปก่อนและมีขั้นตอนยุ่งยาก ดังนั้น การจดทะเบียนจะต้องมีความสะดวกและราคาถูกเพื่อให้เป็นแรงจูงใจให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาจดทะเบียน





ที่มา มติชนรายวัน

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

"เซฟทีคัท" ตั้งบริษัทใหม่ลุยธุรกิจ สบช่องตลาดรุ่งตามอสังหา

updated: 27 ก.พ. 2556 เวลา 13:57:47 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php
นายณัฐพจน์ โสตถิวันวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เซฟ-ที-คัท โกลด์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ตัดไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ เซฟ-ที-คัท โกลด์ เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ในชื่อ บริษัท เซฟ-ที-คัท โกลด์ จำกัด หลังจากบริษัทเดิม ซี.เอส.อินเตอร์เนชั่นแนล ต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมหนี้จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) และต้องขายทรัพย์สินทั้งหมดมูลค่า 110 ล้านบาท ให้บสก. และบริษัทเดิมต้องปิดตัวไป โดยบริษัทใหม่จะดำเนินทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ได้สร้างโรงงานใหม่ที่มีขนาดเล็กลง
ในช่วงแรกใช้งบฯ ลงทุน 10 ล้านบาท คาดว่าปลายปีนี้จะเพิ่มงบฯ ลงทุนอีก 10 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตได้อีกเท่าตัว จากปัจจุบันกำลังผลิตเครื่องตัดไฟอยู่ที่ 8,000-10,000 เครื่องต่อเดือน เบรกเกอร์ 50,000 เครื่อง เครื่องกันไฟฟ้าดูด 20,000 เครื่อง และไฟฉุกเฉิน 10,000 เครื่อง

ทั้งนี้ ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลาดผลิตภัณฑ์ตัดไฟฟ้ามีความแปรปรวนมาจากภาวะเศรษฐกิจ และการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่จากนี้ไปคาดว่าตลาดจะเติบโตแบบก้าวกระโดด 30-50% จากมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก โดยบริษัทคาดว่าปีนี้จะมียอดขายที่ 400 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้ว 30%

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ต่อยอดธุรกิจหลักด้วยการขยายธุรกิจใหม่ โดยตั้งบริษัท สตีล โซลูชั่น จำกัด เพื่อจัดการรับสร้างบ้านครบวงจรภายใต้รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า สตีลเฟรม ซึ่งต้นทุนการสร้างบ้านลดลง 30% เมื่อเทียบกับการสร้างบ้านก่ออิฐโบกปูน โดยเริ่มดำเนินการไปแล้วกับโครงการวิลล่า ที่ จ.ภูเก็ต มูลค่า 100 ล้านบาท และอยู่ระหว่างนำเสนอบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

บางกอกแลนด์ฟื้นลงทุนตั้งกองREIT1.8หมื่นล.

วันที่ 26 เมษายน 2556 09:00

อนันต์ กาญจนพาสน์,บางกอกแลนด์,REIT,แผนลงทุนบางกอกแลนด์,BLAND
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้กลุ่มทุนหลายแห่งทยอยปัดฝุ่น-ฟื้นแผนการลงทุน เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งยักษ์ใหญ่ "บางกอกแลนด์" ที่มีแผนพัฒนาโครงการในมือจำนวนไม่น้อย เตรียมหวนกลับมาลงทุนใหม่

นายอนันต์ กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) (BLAND) กล่าวถึงทิศทางธุรกิจของบางกอกแลนด์ในปี 2556 ว่า เตรียมแผนพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ในมือกว่า 1,350 ไร่ ย่านถนนศรีนครินทร์ เป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ ในรูปแบบทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น หน้ากว้าง 7 เมตร จำนวน 1.35 หมื่นยูนิต ราคาเฉลี่ยยูนิตละ 4 ล้านบาท เป็นโครงการพัฒนาขายภายใน 7 ปี แบ่งเป็นเฟสแรก 1,500 ยูนิต เริ่มเดือนต.ค. ปีนี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีเงินสดจากการขายโครงการนี้กว่า 6 หมื่นล้านบาท

นับเป็นปีแรกในรอบ 20 ปีที่บางกอกแลนด์ฟื้นการลงทุนขนาดใหญ่กลับมาอีกครั้ง โดยแผนการลงทุนดังกล่าวจะเป็นการฟื้นธุรกิจโดยการไม่ก่อหนี้ เนื่องจากเงินลงทุนโครงการใหม่จะเป็นเงินที่ได้มาจากการตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust : REIT) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ทำสัญญาให้ธนาคารกสิกรไทย และบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์กิมเอง (ประเทศไทย) เป็นผู้ดำเนินการ

กองทรัสต์ฯ เป็นรูปแบบใหม่ของการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ โดยมีการนำทรัพย์สินของบริษัท อิมแพ็ค ทั้งในส่วนของศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค และศูนย์ประชุมสัมมนาชาเลนเจอร์ เข้ามาเป็นหลักทรัพย์ในกองทรัสต์ ยกเว้นส่วนของโรงแรม

"การนำสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์แตกต่างจากพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ ในแง่ของการขายสินทรัพย์ คือกองทรัสต์ขายเข้าเพียง 50% ที่เหลืออีกเท่ากันไม่จำเป็นต้องโอนเข้ามา แต่หากเป็นกองทุนรวมอสังหาฯ สินทรัพย์ต้องขายเข้ากองถึง 70% ดังนั้นการระดมทุนแบบกองทรัสต์จึงมีความคล่องตัวกว่า และด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องนำบริษัทอิมแพ็ค เข้าจดทะเบียนขายหุ้นไอพีโอในรูปแบบเดิม แต่สามารถระดมทุนได้เช่นกัน" นายอนันต์กล่าว

บางกอกแลนด์เตรียมแผนระดมทุนจากกองทรัสต์ฯ ทั้งสิ้น 1.8 หมื่นล้านบาท แต่เบื้องต้นจะเปิดระดมทุนก่อนที่ 9,000 ล้านบาท ภายในเดือนก.ค. นี้ นอกจากนี้จะมีเงินมาจากการที่ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิแปลงสภาพวอร์แรนท์เป็นหุ้น สองรอบ โดยรอบแรกเมื่อสิ้นเดือนมี.ค.แปลงมาแล้วกว่า 400 ล้านบาท รอบสองสิ้นสุดภายในวันที่ 2 พ.ค.นี้ คาดว่าจะได้เม็ดเงินเข้ามา 1.3 หมื่นล้านบาท

เมื่อรวมเม็ดเงินจากกองทรัสต์ฯ และเงินแปลงวอร์แรนท์ จะทำให้บริษัท บางกอกแลนด์ มีเงินสดพร้อมลงทุนสำหรับปีนี้กว่า 2.2 หมื่นล้านบาท สำหรับการลงทุนโครงการใหม่ ประกอบด้วย บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ ที่ถนนศรีนครินทร์ ขยายพื้นที่แสดงงานในเมืองทองธานีอีก 1 แสนตร.ม. จากเดิมมีอยู่ 2 แสนตร.ม. ลงทุนโรงแรม 3 ดาว (แบรนด์ ไอบิส) ในเมืองทองธานี รองรับโอกาสเออีซี

เล็งโอกาสเออีซีดันสู่ฮับแสดงงาน

สำหรับธุรกิจจัดแสดงงาน ประชุมสัมมนา และจัดเลี้ยง ที่สร้างรายได้หลักในปัจจุบัน เป็นธุรกิจที่มีโอกาสทางการตลาดสูง เมื่อไทยก้าวสู่เออีซี มีกำลังซื้อกว่า 720 ล้านคน เป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ในส่วนธุรกิจบริการ ซึ่งต่อเนื่องจากการแสดงงาน เช่น ธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร จะมีการขยายลงทุน และเพิ่มแบรนด์ร้านอาหารใหม่ๆ เข้ามา ตั้งเป้าหมายเพิ่มร้านค้า ภัตตาคารต่างๆ ให้ได้ 100 ร้าน ภายใน 3 ปีข้างหน้านี้
แผนพัฒนาธุรกิจรองรับโอกาสเออีซี ยังรวมไปถึงการขยายพื้นที่จัดแสดงงานเพิ่มขึ้นอีก 1 แสนตร.ม. รองรับความต้องการจัดงานที่เพิ่มขึ้นมาก จากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ปัจจุบันอิมแพ็ค และชาเลนเจอร์ ถือว่าเป็นศูนย์จัดแสดงงาน และประชุมสัมมนาที่พร้อมที่สุดในภูมิภาค มีบริการครบวงจร ทั้งพื้นที่แสดงงาน ศูนย์การค้า และโรงแรม ล่าสุดเตรียมพัฒนาโรงแรม 3 ดาว จำนวน 1,000 ห้อง เพื่อรองรับผู้มาร่วมแสดงงานในอนาคต

เตรียมที่ดินลิงค์รถไฟฟ้าสีชมพู

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า โครงการเชื่อมโยงระบบรถไฟฟ้าสายสีชมพู เป็นโอกาสสำคัญของบางกอกแลนด์ ล่าสุด บริษัทฯ เตรียมพื้นที่บริเวณโซนทะเลสาบพัฒนาโครงการชอปปิงมอลล์ขนาดย่อมเชื่อมโยงสถานีรถไฟฟ้าดังกล่าวหากรัฐบาลตัดสินใจวางแนวเส้นทางเข้ามาภายในโครงการ

"แต่ทุกอย่างขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐ หากรถไฟฟ้าไม่เข้ามาภายในโครงการ บางกอกแลนด์ก็พร้อมสร้างรถไฟฟ้าเชื่อมโยงในโครงการผ่านเส้นทางถนนหลักสายตรง ไปเชื่อมกับแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่ถนนแจ้งวัฒนะ สมมติโครงการนี้ ครม. หรือ รฟม. ไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร เพราะคิดว่าจะสร้างโมโนเรลระยะสั้นเชื่อมต่อรถไฟฟ้าเอง คาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท"
การเจรจาก่อนหน้านี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประเมินมูลค่าลงทุนโครงการเชื่อมโยงนี้ไว้ ประมาณ 1,200 ล้านบาท บางกอกแลนด์เสนอลงทุนฝ่ายละ 50% คือ 600 ล้านบาท แต่ยังไม่มีข้อสรุป อยู่ระหว่างรอส่งเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
งัดแลนด์แบงก์ทำเลทองทยอยลงทุน
แผนลงทุนข้างต้นจะทยอยลงทุนต่อเนื่องในแต่ละเฟส ทำให้บริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องใช้สินเชื่อในการลงทุน
"บทเรียนในช่วงวิกฤติฟองสบู่แตก ทำให้ต้องปรับวิธีคิด เรื่องการลงทุนใหม่ เราจะค่อยๆ ลงทุน ทำไปก่อนแล้วค่อยพูด และไม่ลงทุนโครงการใหญ่ระดับหมื่นล้าน หรือลงทุนทีเดียวหลายโครงการขึ้นสะเปะสะปะจะไม่ทำแน่นอน ที่สำคัญจะไม่ใช้เงินกู้จำนวนมากอีกแล้ว" ประธานบางกอกแลนด์ ย้ำและว่าทุกโครงการหลังจากนี้ไป จะลงทุนอย่างระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไป
นอกจากนี้ จะใช้ที่ดินที่มีอยู่เดิมในการพัฒนา ที่ดินส่วนใหญ่ครอบครองมานานกว่า 40 ปี ในกรุงเทพฯ มีทำเลที่ดีหลายแห่ง รวมแล้วกว่า 2,000 ไร่ ในเมืองทองธานี ยังมีอีก 600-700 ไร่ ทยอยสร้างคอนโดมิเนียม ชอปปิงเซ็นเตอร์ โรงแรม และศูนย์แสดงสินค้า ที่ดินย่านถนนศรีนครินทร์ 1,350 ไร่ ทยอยสร้างบ้านจัดสรร ที่ดินย่านมักกะสัน ถนนเพชรบุรี ติดแอร์พอร์ตลิงค์ 7 ไร่ จะสร้างโรงแรม 5 ดาว เป็นต้น
ทุกโครงการเน้นลงทุนโดยใช้เงินสดหมุนเวียน และการระดมทุนแบบใหม่ ไม่ใช้เงินกู้ ซึ่งวิธีการลงทุนนี้จะทำให้บริษัทมีผลประกอบการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในปีนี้คาดว่าจะเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 10 ปี ที่บางกอกแลนด์จะสามารถจ่ายเงินปันผล และหลังจากนี้จะจ่ายเงินปันผลได้ทุกปี
ผลประกอบการ 9 เดือน ที่ผ่านมา (เม.ย.-ธ.ค.2555) บางกอกแลนด์มีรายได้รวม 3,021 ล้านบาท กำไร 1,442 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีบัญชี 2555 ( 31 มี.ค.) จะมีรายได้ 4,000 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมาย รายได้หลักมาจากอิมแพ็ค กว่า 2,800 ล้านบาท ที่เหลือมาจากการขายอสังหาฯ บางแห่ง และรายได้จากพื้นที่เช่า
หลังจากนี้ไป เมื่อมีการลงทุนบ้านจัดสรรโครงการใหม่ คาดว่าจะทำให้มีรายได้จากการขายอสังหาฯ ประเมินเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

PropertyGuru เปิดตัวประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด

วันอังคารที่ 23 เมษายน 2013 เวลา 22:15 น.
พัฐกานต์ เชียงน้อย (BB)
alt
ที่มาhttp://www.thanonline.com/index.php?option
พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป (PropertyGuru Group) ซึ่งเป็นบริษัทต้นสังกัดของ DDproperty.com - เว็บไซต์ค้นหาอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของเมืองไทย

เปิดตัวสมาชิกใหม่ในทีมบริหาร ได้แก่ นายนายบียอร์น สปรีนเจอส์ ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดหลังจากที่ได้มีการประกาศแต่งตั้งสมาชิกในทีมบริหารในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน, ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล และผู้จัดการประจำประเทศมาเลเซียไปก่อนหน้านี้

สำหรับการเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ นายบียอร์นจะดูแลรับผิดชอบภาพรวมของธุรกิจ ผู้บริโภค และการตลาดออนไลน์ รวมไปถึงการสื่อสารต่างๆ ทั้งภายในและระหว่างองค์กร โดยนายบียอร์นจะเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินกลยุทธ์ทางด้านการตลาดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และชื่อเสียงขององค์กร

โดยก่อนหน้านี้ นายบียอร์นมีประสบการณ์ในการนำทีมการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ให้กับแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่อย่างฟิลิปส์มานานถึง 11 ปี โดยนายบียอร์นเป็นหัวหอกคนสำคัญที่ทำให้แบรนด์ของฟิลิปส์เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการแข่งขันสูงอย่างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันและเครื่องครัว รวมไปถึงแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของฟิลิปส์ในระดับพรีเมี่ยมอย่าง  AVENT และ Sonicare

ทั้งนี้ การเสริมทัพทีมผู้บริหารในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ PropertyGuru ได้สร้างประวัติศาสตร์ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 96% และมีจำนวนผู้ใช้บริการออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 60% ในปี 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งความสำเร็จแบบเป็นประวัติการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากกลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างสรรค์ นวัตกรรมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ และความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการค้นหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย

“ตั้งแต่แรกเริ่ม PropertyGuru ได้กำหนดทิศทางของตัวเองให้เป็นผู้นำในการค้นหาที่อยู่อาศัยสำหรับคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นการค้นหาแบบฉลาดและรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นผู้ให้บริการรายแรกๆ ที่ช่วยให้บรรดาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์และเหล่าผู้ประกอบการสามารถโฆษณาและขายอสังหาริมทรัพย์ของตนผ่านช่องทางออนไลน์ได้อีกด้วย ซึ่งการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่มีไฟและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจเช่นนี้ นับเป็นความภูมิใจของผมเป็นอย่างยิ่ง และผมมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ PropertyGuru ให้ดียิ่งขึ้น” นายบียอร์น กล่าว


ด้านนายสตีฟ เมลฮูอิช ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารพร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ปกล่าวว่า “นับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของเราที่ได้สมาชิกที่มากไปด้วยประสบการณ์และความสามารถอย่างบียอร์นมาร่วมทีม ซึ่งผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า บียอร์นจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์ PropertyGuru และบริษัทในเครือเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นจุดยืนและความเป็นผู้นำของแบรนด์ในตลาด รวมไปถึงการเสริมสร้างบริการที่น่าประทับใจให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ให้มากยิ่งขึ้น”

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

“เสนากรุ๊ป” รุกค้าปลีก คุ้งน้ำเจ้าพระยาเดือด


Submitted by Suporn Saetang on Mon, 04/08/2013 - 14:51

 
ที่มา http://www.gotomanager.com/content
“เสนาเฟสต์ เลือกทำเลย่านเจริญนครถือเป็นการเข้าสู่สมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือดมาก โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มคอนโดมิเนียมและค้าปลีก”

จากเด็กขายลอดช่องย่านตลาดเก่าบางรักเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์ บุกเบิกธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะยุคบ้านจัดสรรปูไม้ปาร์เกต์ ก่อนขยายธุรกิจ โดยชักชวนบริษัทในเครือญาติรวมกลุ่มเปิดโครงการที่อยู่อาศัย เสนา 84, เชอรี่วิลล์, เกษราวิลล์, เสนา 88, เสนา 91  และเกษราพัฒนาการ แล้วรุกไปยึดครองตลาดส่วนใหญ่ ทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และอาคารพาณิชย์ บนถนนรามอินทรา ภายใต้ชื่อโครงการ เสนาวิลล่า

วันนี้ “ธีรวัฒน์” ส่งไม้ต่อให้ลูกสาว เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ เข้ามาบริหารอย่างเต็มตัว เปลี่ยน “ลุค” ให้ “เสนาวิลล่า” ทันสมัยมากขึ้นและสนองตอบไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ปรับโมเดลธุรกิจจากผู้พัฒนาโครงการบ้าน เข้าไปเล่นตลาดคอนโดมิเนียมมากขึ้นและล่าสุดขยายสู่ธุรกิจค้าปลีก เปิดคอมมูนิตี้แห่งแรก “เสนาเฟสต์” ประเดิมจุดยุทธศาสตร์แห่งแรกในทำเลที่กำลังบูมสุดขีด ย่านเจริญนคร ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

“เป้าหมายของเรา คือการโตอย่างมีภูมิคุ้มกัน กระจายความเสี่ยง แม้โตช้า เศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่ตาย วันนี้ เสนาฯ มีที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบ คอนโดมิเนียม และกำลังขยายธุรกิจในฐานะผู้ให้เช่าพื้นที่ ขยายเข้าสู่ธุรกิจสนามกอล์ฟ ทั้งหมดเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน” ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหารบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าว

ปัจจุบัน เสนาดีเวลลอปเม้นท์พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายแบรนด์  จับกลุ่มลูกค้าเรียกว่าทุกกลุ่มอายุ ทุกระดับรายได้ เริ่มจากแบรนด์ “เดอะคิทท์” คอนโดมิเนียมสำหรับกลุ่มคนเริ่มทำงาน อายุ 26-28 ปี รายได้ 15,000 บาทต่อเดือน แบรนด์ “เดอะนิช” คอนโดมิเนียมสำหรับคนที่มีอายุการทำงานมากขึ้น รายได้ 30,000 บาทต่อเดือน แบรนด์ “เดอะนิช โมโน” คอนโดมิเนียมสำหรับคนที่เริ่มสร้างครอบครัว อายุมากกว่า 32 ปี รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน ปิดท้ายด้วย “เสนาแกรนด์โฮม” และ “เอสวิลล์” บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์สำหรับครอบครัว รายได้มากกว่า 70,000 บาทต่อเดือน

ที่ผ่านมาแม้บริษัทปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แต่การเปิดแผนรุกธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ถือเป็นจุดเริ่มต้นสิ่งใหม่ การสร้างทีมงานใหม่ เพื่อดูแลธุรกิจค้าปลีก แจ้งเกิด “เสนาเฟสต์” ซึ่งการเลือกทำเลย่านเจริญนครถือเป็นการเข้าสู่สมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือดมาก โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มคอนโดมิเนียมและค้าปลีก

แนวรบยังทอดยาวไปถึงถนนเจริญกรุง พระราม 3 สาทร สีลม และถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งผู้เล่นทุกรายล้วนยักษ์ใหญ่ทุนหนาทั้งสิ้นและจะเริ่มเปิดตัวในระหว่างปี 2556-2558

ไม่ว่าจะเป็นเจ้าแรกๆ อย่างบริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามาลงทุนโครงการ “วอเตอร์มาร์ค เจ้าพระยา” คอนโดมิเนียมหรูระดับเวิลด์คลาสติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างซอยเจริญนคร 39 และ 41, ศุภาลัย ริเวอร์ รีสอร์ท ของบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), โครงการมหานครของบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริเวณสีลม-สาทร ที่มีความสูงของตึกถึง 314 เมตร จำนวน  77ชั้น  ใช้เงินลงทุนสูงถึง 19,000 ล้านบาท มีทั้งโรงแรม ร้านค้ารีเทลและที่อยู่อาศัย, โครงการ “เดอะไลท์เฮาส์” ของบริษัท สยามไพร์มเอสเตอร์ ซึ่งร่วมทุนกับกลุ่มรสา พร็อพเพอร์ตี้ ก่อสร้างคอนโดมิเนียมและคอมมูนิตี้มอลล์ระดับไฮเอนด์

ส่วน “ทีซีซีแลนด์” ของ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” นำร่องคอมมูนิตี้มอลล์ “เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟรอนท์” ย่านถนนเจริญกรุง ซึ่งขณะนี้ถือเป็นโครงการไลฟ์สไตล์ริมน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย เฟสแรก 44 ไร่ หน้ากว้างติดริมแม่น้ำเจ้าพระยากว่า 300 เมตร พื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 8 หมื่นตารางเมตร

เป้าหมายของเจริญยังวางแผนเชื่อมต่อโครงการตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยนำที่ดิน 7 แปลงมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ เริ่มจากเอเชียทีค อาคารอีสต์เอเชียติ๊ก ติดโรงแรมโอเรียนเต็ล ที่ดินเปล่าแถวทรงวาด พระราม 3 บางโคล่ ฝั่งธนบุรี บางกระเจ้า และบางไทร ใกล้ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ซึ่งมีที่ดินอยู่ในมือมากกว่า 3,000 ไร่

บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดตัว “วิว” บูติกช็อปปิ้งมอลล์สไตล์ฟิวชัน ติดกับโครงการเดอะริเวอร์ ย่านธนบุรี ซึ่งศูนย์การค้าแห่งนี้ประกอบด้วยร้านค้าชื่อดังกว่า 30 ร้าน ซูเปอร์มาร์เก็ต ภัตตาคาร และบริการต่างๆ  ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับผู้พักอาศัยในโครงการเดอะริเวอร์และชุมชนในย่านธนบุรี

ขณะที่ 2 ยักษ์ใหญ่ “สยามพิวรรธน์” เจ้าของและผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ จับมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในนามบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นธุรกิจของทิพาภรณ์ เจียรวนนท์ ลูกสาวคนเล็กของธนินท์ เจียรวนนท์  ผุดอภิมหาโปรเจ็กต์ริมแม่เจ้าพระยาย่านเจริญนคร เนื้อที่ 40 ไร่ มูลค่า 35,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในปี 2558 และปลุกปั้นให้เป็น “แลนด์มาร์ค” แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่ถือเป็นนวัตกรรมแห่งการสร้างสรรค์ทุกสรรพสิ่งสำหรับการใช้ชีวิตของคนในศตวรรษที่ 21

จากข้อมูลของบริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ในปี 2556 จะมีคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์และคอมมูนิตี้มอลล์ในทำเลริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาผุดขึ้นจำนวนมาก เฉพาะคอนโดมิเนียมหรูในฝั่งกรุงเทพฯ เปิดใหม่มากกว่า 400 ยูนิต และคาดว่ามีคอนโดมิเนียม จำนวน 2,600 ยูนิตที่จะเปิดขายภายในปี 2558 ไม่รวมโครงการแม่น้ำ เรสซิเดนท์ บนถนนเจริญกรุง ที่มีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.2559 ประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัย 54 ชั้น จำนวนห้อง 294 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 3,300 ล้านบาท

หากดูระดับราคาขายเมื่อปลายปี 2555 เฉลี่ยตารางเมตรละ 102,730 บาท ล่าสุดปรับสูงขึ้นมากและมีแนวโน้มพุ่งต่อเนื่องอย่างมาก เนื่องจากที่ดินตลอดริมน้ำทั้งสองฝั่งเหลือน้อยเต็มที

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปทั้งเพื่อรองรับผู้คนจำนวนมากมาย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ  ไม่ว่าจะเป็นการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่ออยู่อาศัยและลงทุน เช่น กลุ่มสิงคโปร์ ฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ ตะวันออกกลาง และชาวตะวันตก เพราะย่านเจริญนคร ริมแม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนที่มีกำลังซื้อระดับเศรษฐี เป็นชุมชนเก่าที่มีความหนาแน่นสูง รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ หลังจากมีการลงทุนขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย สถานีตากสิน กรุงธนบุรี วงเวียนใหญ่ไปจนถึงตลาดพลูและมีแผนต่อไปยังวุฒากาศและบางหว้า ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการจราจรในย่านฝั่งธนบุรีและสามารถขนคนเข้าสู่แหล่งธุรกิจ เช่น สาทร สีลม สุขุมวิท ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นด้วย

ดร.เกษรากล่าวว่า เจริญนครถือเป็นทำเลที่มีโครงการคอนโดฯ ในรัศมี 5 กิโลเมตร จำนวนหลายหมื่นยูนิตและเป็นผู้พัฒนารายใหญ่ 9-10 ราย ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบี-บีบวก แต่ยังขาดแหล่งชอปปิ้ง ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ๆ มีห้างสรรพสินค้าใกล้เคียงเพียงแห่งเดียว จึงเปิดโอกาสสำหรับตลาดรีเทลในการขยายเข้ามาเติมเต็ม

ขณะเดียวกัน จุดที่ตั้งของเสนาเฟสต์ถือเป็นทำเลที่ดีมาก อยู่บริเวณจุดตัดถนนเจริญนครและถนนกรุงธนบุรี ใกล้สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรีและท่าเรือตากสิน สามารถเดินทางจากถนนสายหลักหลายเส้น ทั้งสีลม สาทร พระราม 3 และวงเวียนใหญ่ ซึ่งถือเป็นจุดชุมชนหนาแน่นทั้งสิ้น

ทั้งนี้ เสนาเฟสต์ มีมูลค่าโครงการประมาณ 600 ล้านบาท แม้มีเนื้อที่เพียง 4 ไร่กว่า แต่สามารถสร้างพื้นที่ใช้สอยรวม 25,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ขาย 10,000 ตร.ม. จำนวน 4 ชั้น ซึ่งถือเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่มีจำนวนชั้นมากกว่าเจ้าอื่นๆ ที่มักเปิดเพียง 2-3 ชั้น และยังมีชั้นใต้ดินเป็นลานจอดรถอีก 2 ชั้น ร้านค้ามากกว่า 200 ร้านค้า  มีแม็กเน็ตหลักๆ  ได้แก่  วิลล่า มาร์เก็ต  สตาร์บัคส์  เคเอฟซี  iStudio  เท็กซัสสุกี้ ไวน์คอนเนคชั่น  ธนาคาร ศูนย์เอ็ดดูเทนเมนท์สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี รวมถึงศูนย์บริการความงาม โดยบริษัทตั้งเป้ายอดลูกค้าวันละ 5,000 คน และภายใน 2-3 ปีจะมีรายได้จากธุรกิจค้าปลีกในสัดส่วน 5% สามารถคืนทุนได้ภายใน 8 ปี

“หากเสนาเฟสต์แห่งแรกที่เจริญนครประสบความสำเร็จ เรามีแผนขยายสาขาต่อไป แต่ต้องหาทำเลที่มีศักยภาพ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ยากกว่าการหาทำเลสร้างบ้าน เบื้องต้นเท่าที่ดูในขณะนี้ บริษัทกำลังศึกษาทำเลในย่านลาดพร้าว พัฒนาการ และพระราม 2”

สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2556 เสนาฯ มีแผนลงทุนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่าโครงการประมาณ 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 6 โครงการ เน้นแบรนด์เดอะนิช เช่นที่นวมินทร์ ติวานนท์ พระราม 2 รัชวิภา บางนา และคลองหลวง

ส่วนแนวราบ 4 โครงการ เน้นบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม และไลฟ์สไตล์ 2 โครงการ ซึ่งก็คือ เสนาเฟสต์และการเปิดสนามกอล์ฟ “พัทยาคันทรี่คลับ” โดยประมาณการยอดขายไว้รวม 2,500 ล้านบาท ประกอบด้วยแนวราบ 30%  คอนโดมิเนียม 70% และตั้งเป้ายอดโอน 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วยแนวราบ 34% คอนโด 60% ธุรกิจเช่า 6% ซึ่งราย ได้จากโครงการเสนาเฟสต์จะรับรู้ในปีนี้ประมาณ 75 ล้านบาท คิดเป็น 3.75% ของรายได้รวม

แม้เปรียบเทียบการลงทุนคอมมูนิตี้มอลล์กับโครงการบ้านเดี่ยวหรือคอนโดมิเนียม รายได้อาจเริ่มต้นไม่มากและมีโจทย์ท้าทายความยากทุกขั้นตอน  ตั้งแต่การหาทำเลที่ถือเป็นแหล่งรวมกำลังซื้อแท้จริง การสรรหาแม็กเน็ตเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย การจัดวางผัง แม้กระทั่งทิศทางลม แต่ทายาทรุ่น 2 ยืนยันว่า นี่คือสิ่งที่เสนาฯ ต้องทำ ซึ่งหากสำเร็จจะหมายถึงรายได้และการต่อยอดในระยะยาว เป็นการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันด้านธุรกิจเพิ่มขึ้นด้วย

'SIRI'ติดใจกำลังซื้ออีสานโตพุ่ง


วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2013 เวลา 11:11 น.
ที่มา http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view
บมจ.แสนสิริ รุกตลาดคอนโดฯขอนแก่นต่อเนื่อง ทุ่มอีกกว่า 1,650 ล้าน ผุดโครงการที่ 2  เดอะเบส เทพารักษ์-ขอนแก่น  มั่นใจดีมานด์ยังมีอีกมาก  ยันไม่ห่วงฟองสบู่อาคารชุด  ชี้ข้อมูลจากแบงก์ชาติภาคอีสานในเขตเมืองขอนแก่นมีโครงการคอนโดฯเปิดตัวไปแล้ว 30 โครงการ รวมกว่า 7 พันยูนิต

    นายอุทัย  อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือSIRI เปิดเผยว่า จากผลตอบรับที่ดีของโครงการเดอะเบส ไฮท์ มิตรภาพ-ขอนแก่น สามารถปิดการขาย 983 ยูนิต ในระยะเวลาอันรวดเร็ว แสดงถึงดีมานด์ที่มีอยู่มาก แสนสิริจึงเดินหน้าเปิดตัวโครงการเดอะเบส เทพารักษ์-ขอนแก่น เป็นโครงการที่ 2 ในจังหวัดขอนแก่น มูลค่าโครงการประมาณ 1,650 ล้านบาท
    โดยชูคอนเซ็ปต์โครงการว่า ชีวิตก้าวกระโดด สะท้อนถึงความก้าวล้ำไปข้างหน้า รวมถึงการขยายตัวด้านเศรษฐกิจของจังหวัดที่เติบโตในลักษณะก้าวกระโดด ซึ่งขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ที่ดีต่อเนื่อง ผลจากมีสถาบันการศึกษาที่มี่ชื่อเสียง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ทั้งเป็นศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์ และการคมนาคมที่สำคัญ มีจุดเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในอนาคต เป็นปัจจัยนำไปสู่ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ประกอบกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็วในการใช้ชีวิต
    สำหรับโครงการเดอะเบส เทพารักษ์-ขอนแก่น ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมืองขอนแก่น บนพื้นที่ 4 ไร่ ห่างจากศาลหลักเมืองขอนแก่นเพียง 500 เมตร สามารถเดินทางเข้า-ออก ได้ทั้งถนนศรีจันทร์และถนนเทพารักษ์ โดยเป็นอาคารสูง 26 ชั้น 620 ยูนิต ในราคาเริ่มต้นที่ 1.9 ล้านบาท โดยบริษัทเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา คาดว่าจะได้รับการตอบรับดีไม่ต่างจากโครงการแรก
    ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลการสำรวจภาวะอสังหาริมทรัพย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปี  2555 และแนวโน้มปี 2556 ของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่า จังหวัดขอนแก่นมีโครงการคอนโดมิเนียมในพื้นที่อำเภอเมืองขอนแก่นทั้งที่เปิดตัวไปแล้วและยังไม่เปิดตัวรวมทั้งสิ้น 30 โครงการ ยอดการพัฒนามากกว่า 7,000 ยูนิต ซึ่งแต่ละโครงการส่วนใหญ่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จะเริ่มทยอยเปิดตัวโครงการออกมาเรื่อยๆในตลาด
    นายอุทัย กล่าวต่อไปว่า กรณีที่มีผู้ประกอบการรุกเข้ามาทำธุรกิจอาคารชุดในจังหวัดขอนแก่นจำนวนมากว่า ไม่น่าเป็นห่วงฟองสบู่อาคารชุด เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ผ่านมา 13 ปีแล้ว เป็นบทเรียนให้คนไทยเก็บออมจนมีความมั่งคั่ง ขณะที่สถาบันการเงิน พัฒนาโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่ง ทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ที่สำคัญศักยภาพขอนแก่นเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความต้องการที่อยู่อาศัยมาก โดยเฉพาะอาคารชุด และมั่นใจว่าเมื่อก้าวสู่เออีซีเต็มรูปแบบความต้องการที่อยู่อาศัยในจังหวัดจะเพิ่มขึ้นอีกมาก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,831
วันที่  31  มีนาคม - 3 เมษายน พ.ศ. 2556

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

บิ๊กอสังหาฯลุยออกหุ้นกู้จ่อระดมทุน 3 หมื่นล้าน/พฤกษา-เอสซีแรง!


วันอังคารที่ 09 เมษายน 2013 เวลา 17:28 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน FINANCIAL -
ที่มา http://www.thanonline.com/index.php?option
บริษัทอสังหาฯเมินกระแสดับร้อน"ฟองสบู่"เดินหน้าออกหุ้นกู้ตุนเงินพัฒนาโครงการ รีไฟแนนซ์ เป็นทุนหมุนเวียน พบบิ๊กดีเวลอปเปอร์ในตลาดหุ้น 11 บริษัท เตรียมขอมติผู้ถือหุ้นระดมทุน 3 หมื่นล้าน พฤกษา  พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เอสซี แอสเสท แรงสุด ขอวงเงิน 6 พันล้านบาทต่อราย   แสนสิริ ไม่น้อยหน้าลุย 4 พันล้าน ฟิทช์ เรตติ้งส์เผย ปี 56 ผู้ประกอบการแห่สะสมแลนด์แบงก์

    ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับความร้อนแรงของภาคอสังหาริมทรัพย์ประเภทพัฒนาที่อยู่อาศัยว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่หรือไม่นั้น ด้านการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงการของบริษัทอสังหาฯพบว่าได้มีการใช้เครื่องมือในตลาดทุนด้วยการออกหุ้นกู้กันอย่างคึกคัก

    นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่าไตรมาสแรกปี 2556 มีบริษัทอสังหาฯออกหุ้นกู้รวม 7 บริษัท คิดเป็นมูลค่าที่ออกประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 38% โดยไตรมาสแรกปี 2555 มีบริษัทที่ออกหุ้นกู้รวม 5 บริษัท คิดเป็นมูลค่าที่ออกประมาณ 8.7 พันล้านบาท

    สำหรับแนวโน้มอีก 3 ไตรมาสของปีนี้จากการรวบรวมข้อมูลของ "ฐานเศรษฐกิจ"พบว่าบริษัทอสังหาฯยังเดินหน้าออกหุ้นกู้อีกจำนวนมาก  โดยข้อมูล ณ วันที่ 9 เมษายน 2556 มีแผนออกหุ้นกู้รวม 11 บริษัท คิดเป็นวงเงินที่ออกรวม 3.07 หมื่นล้านบาท  ส่วนวัตถุประสงค์ในการระดมทุนมีทั้งเพื่อพัฒนาโครงการ รีไฟแนนซ์หุ้นกู้ชุดเดิม ที่จะครบอายุ ตลอดจนใช้หนี้สถาบันการเงิน

    ทั้งนี้มีตัวอย่างของบริษัทที่มีแผนออกหุ้นกู้ เช่น บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท  จำกัด(มหาชน)(บมจ.) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการหรือบอร์ดบริษัทมีมติอนุมัติการออกและเสนอขายตราสารหนี้ทางการเงิน โดยไม่จำกัดวงเงินและจำนวนครั้งที่เสนอขาย โดยขออนุญาตเป็นโครงการไม่เกิน 5 ปีและกำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 6 พันล้านบาท และจะขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 26 เมษายนนี้

    ขณะเดียวกัน บมจ.แสนสิริ  แจ้งตลท.มีแผนออกหุ้นกู้วงเงิน 4 พันล้านบาท อายุไม่เกิน 10 ปี โดยจะขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 30 เมษายนนี้ , บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มีแผนออกหุ้นกู้วงเงิน 3 พันล้านบาท และตั๋วแลกเงิน(บี/อี ) มูลค่า 3 พันล้านบาท รวม 6 พันล้านบาท, บมจ.ศุภาลัย มีแผนออกหุ้นกู้วงเงิน 1-2 พันล้านบาท    

    นอกจากนี้ยังมี บมจ.อารียา พรอพเพอร์ตี้ (A) ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ว่าบริษัทจะออกและเสนอขายหุ้นกู้ 700 ล้านบาท อายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2559 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.75% ต่อปี  เสนอขายให้กับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่  เปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 9-11 เมษายน 2556 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์(บล.)เคที ซีมิโก้ฯ เป็นผู้จัดการจัดจำหน่าย  วัตถุประสงค์เพื่อจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้เพื่อใช้ในการลงทุน และ/หรือ เป็นเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปของบริษัท เพื่อวัตถุประสงค์อื่นตามที่คณะกรรมการบริษัทเห็นสมควร(ดูตารางประกอบ)

    ด้าน นายเลิศชัย  กอเจริญรัตนกุล ผู้อำนวยการภาคธุรกิจเอกชนและกองทุน บริษัท ฟิทช์ เรตติ้งส์ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือหรือเรตติ้งกล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปี 2556 ถือเป็นปีที่เริ่มมีการลงทุนเพิ่มเพื่อหาที่ดินสะสม หรือ แลนด์แบงก์ เพิ่มหลังจากที่รับรู้รายได้จากยอดโอนแล้ว ทำให้กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีแผนระดมทุนทั้งการออกหุ้นกู้  และกู้เงินจากสถาบันการเงิน

    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 ทริส เรทติ้ง จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 3.5 พันล้านบาทของบมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ระดับ "A" ในขณะเดียวกันยังคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดปัจจุบันของบริษัทดังกล่าวที่ระดับ "A" ด้วยเช่นกัน โดยแนวโน้มยังคง "Stable" หรือ "คงที่"

    ทริสระบุว่าบมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีแผนจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในครั้งนี้ไปชำระคืนหนี้และใช้เป็นเงินทุนสำหรับขยายกิจการ อันดับเครดิตสะท้อนถึงความเป็นผู้นำของบริษัทในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ตลอดจนความสามารถของคณะผู้บริหาร การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความยืดหยุ่นทางการเงินจากเงินลงทุนขนาดใหญ่ในหลักทรัพย์สภาพคล่องสูง อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากลักษณะของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นวงจรขึ้นลง แรงกดดันจากการแข่งขัน รวมทั้งภาระหนี้ที่สูงของบริษัท

     ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถรักษาความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งในตลาดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไว้ได้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่า 50% เป็นเวลานานต่อเนื่อง

    รายงานของทริสยังระบุอีกว่า บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีภาระหนี้ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอันดับเครดิตในปัจจุบัน ทว่าความเสี่ยงดังกล่าวถูกลดทอนลงจากการที่บริษัทมีเงินลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดีซึ่งสามารถสร้างรายได้ และถือเงินลงทุนขนาดใหญ่ในหลักทรัพย์สภาพคล่องสูง อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุน ณ สิ้นปี 2555 อยู่ที่ 46.2% ทั้งนี้บริษัทดังกล่าวต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้ต่ำกว่า 1.5 เท่าตามข้อกำหนดสิทธิหุ้นกู้ โดย ณ สิ้นปี 2555 อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 0.97 เท่า   ทริส เรทติ้งคาดว่าโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะได้รับแรงกดดันต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจากแผนการขยายโครงการแนวสูงที่จะมีอย่างต่อเนื่องและนโยบายการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,834 วันที่  11 - 13  เมษายน พ.ศ. 255

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

อสังหาฯ มาแรง! โตต่อเนื่อง ทำยอดเกินเป้า


อสังหาฯ โตต่อเนื่อง ร้อนแรง แห่เปิดใหม่ โกยรายได้เพิ่ม (ไทยโพสต์)
ที่มาhttp://home.kapook.com/view60499.html
           ผ่านไตรมาสแรกของปี 2556 ไปแล้ว ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่เติบโตได้ดี รวมไปถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มร้อนแรงตั้งแต่กลางปี 2555 เป็นต้นมา ปี 2556 จึงเป็นอีกปีหนึ่งที่ผู้ประกอบการคาดหวังว่าธุรกิจดังกล่าวจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุนหลายประการ แต่ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยลบเข้ามาฉุดรั้งด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง 300 บาท แรงงานขาดแคลน แต่สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แค่ช่วงไตรมาสแรก สามารถทำยอดขายได้เกินเป้ากันแล้ว

           กูรูด้านอสังหาริมทรัพย์ อย่าง มานพ พงศทัต อาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาคาดการณ์เกี่ยวกับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่า “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ตัวเลขเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 15% ตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑลฟื้นตัวเร็ว กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 85,000 ยูนิต ทั่วประเทศจะมีจำนวน 160,000-170,000 ยูนิต บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์จะโตน้อยลง แต่คอนโดมิเนียมสำหรับคนชั้นกลาง ติดรถไฟฟ้าจะเติบโตขึ้นมากที่สุด ส่วนตลาดต่างจังหวัดนั้นในจังหวัดใหญ่ เช่น นครราชสีมา และจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยา ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะโตมากขึ้น นอกจากนี้เมืองชายแดนอย่างอุดรธานี ระนอง จะเติบโตจากการค้าชายแดนที่เป็นผลมาจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558”

           สำหรับภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในส่วนของบริษัทรับสร้างบ้านก็มีแนวโน้มเติบโตด้วยเช่นกัน ซึ่ง นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในปีนี้ว่า ปี 2556 ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์เติบโตต่อเนื่อง และรวมไปถึงแนวโน้มมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านจะขยายตัวออกไปยังภูมิภาคอย่างชัดเจน

           สำหรับตลาด “บ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศปี 2555 มีมูลค่าประมาณ 120,000 ล้านบาท โดยแชร์ส่วนแบ่งตกเป็นของผู้รับเหมารายย่อย ในขณะที่ตลาด “รับสร้างบ้าน” ทั้งใน กทม. และปริมณฑล รวมทั้งต่างจังหวัด มีมูลค่ารวมประมาณ 9,000 ล้านบาท และในปี 2556  สมาคมประเมินว่า ตลาดรับสร้างบ้านน่าจะมีมูลค่าประมาณ 9,500-10,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณร้อยละ 5-10 โดยปัจจัยหลัก ๆ เป็นเพราะการขยายตลาดออกไปทั่วประเทศมากขึ้น ในส่วนของสมาคมเองตั้งเป้าไว้จะผลักดันให้มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2558 มีมูลค่าเพิ่มเป็น 15,000 ล้านบาท

           จะเห็นได้ว่าในภาคส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่บริษัทรับสร้างบ้าน ก็มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีทั้งสิ้น ทั้งนี้ เชื่อได้เลยว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยได้กลับฟื้นตัวแล้ว ถึงจะมีแรงกดดันในเรื่องของค่าแรงและแรงงานขาดแคลน แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคหรือปัญหาสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เลย

           สำหรับผู้ประกอบการเชื่อว่าปีนี้น่าจะเป็นปีทองสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ว่าได้ เพียงแค่ผ่านไตรมาสแรกก็สามารถโกยยอดขายกันเกินเป้าหมายเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

           โอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า แนวโน้มของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2556 คาดการณ์ผู้ประกอบการจะหันมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากขึ้น หลังจากที่ได้มีการชะลอการเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2555 เนื่องมาจากสาเหตุที่ได้รับผลกระทบมาจากน้ำท่วมตั้งแต่ปลายปี 2554 ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการชะลอการเปิดโครงการและปรับผังเกี่ยวกับโครงการใหม่ให้สามารถที่จะรองรับกับปัญหาน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

           ทั้งนี้ คาดว่าจะมีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 60,000-70,000 หน่วย แต่จะมีการพัฒนาคอนโดมิเนียมในต่างจังหวัดมากขึ้น โดยที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็คงขยับขึ้น ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการ ภาวะตลาด และกำลังซื้อ แต่ปกติจะปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อที่ 3-5% ส่วนการขึ้นราคาของ LPN ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด

           ด้านปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ คือการประกาศผังเมืองใหม่ของกรุงเทพฯ ในเดือนพฤษภาคม 2556 ซึ่งจะมีผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบ แต่ต้องรอดูผลของการบังคับใช้ต่อไปว่าจะทำให้เกิดข้อจำกัดของการใช้พื้นที่มากน้อยแค่ไหน

           "การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ในปีนี้ไม่มีผลกระทบมากนัก เนื่องจากส่งผลกระทบไปแล้วเมื่อปีก่อน เพราะโครงการก่อสร้างส่วนใหญ่ยังอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่การขาดแคลนแรงงานจะเป็นปัญหามากกว่า ซึ่งในส่วนของ LPN อาจได้รับผลกระทบไม่มาก เนื่องจากมีพันธมิตรในการรับงานก่อสร้างโครงการ ผู้ประกอบการรายใหม่จะเกิดขึ้นได้ยากเพราะไม่มีผู้รับเหมาในมือ ต่อไปตลาดคอนโดมิเนียมจะตกเป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สามารถเจรจากับผู้รับเหมารายใหญ่ได้”

           ด้าน เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)  หรือ SIRI เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2556 แม้จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่ง พลังงาน วัสดุก่อสร้าง และราคาที่ดินที่แพงขึ้น แต่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในสภาวะทรงตัว อีกทั้งดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีการปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้โครงการคอนโดมิเนียมในหัวเมืองต่างจังหวัด รีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศ มีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้นเช่นกัน ตลอดจนสำนักงานให้เช่าก็มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้น เนื่องจากบริษัทต่างๆ มีการขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น จึงมีความต้องการอาคารสำนักงานให้เช่าเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของบริษัทต่อไป

           ทั้งนี้ จากการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายใน 6 กุญแจสำคัญ ที่เคยได้ประกาศไว้ในช่วงต้นปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการขยายการลงทุนในการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตอบรับทุกความต้องการที่อยู่อาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า รวมทั้งขยายการพัฒนาโครงการเพื่อตอบรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในตลาดต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น โดยเห็นได้จากความสำเร็จจากการปิดการขายโครงการใหม่ในตลาดต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น

           อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นต่อเนื่องในการพัฒนาธุรกิจตามแผน 6 กุญแจสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการวางเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการตลาดในกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้นจากสัดส่วนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

           ทั้งนี้ บริษัทเตรียมกลับมารุกพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว และการขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์มากขึ้น รวมทั้ง การเพิ่มสัดส่วนการพัฒนาโครงการด้วยระบบพรีคาสท์ให้มากยิ่งขึ้น โดยในช่วงกลางปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตสำหรับการพัฒนาโครงการแนวสูง โดยเฉพาะแบรนด์ ดีคอนโด ภายใต้กำลังการผลิตที่ 42,000 ตารางเมตร/ปีหรือคิดเป็นประมาณ 10 ตึก/ปี รวมถึงโครงการทาวน์เฮาส์ภายใต้แบรนด์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้อีกด้วย เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายยอดขายที่ตั้งไว้ในปีนี้ 48,000 ล้านบาท

           ฟาก ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS  กล่าวว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยในปี 2556 ยังคงมีทิศทางเชิงบวก โดยจะกลับมาดีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2556 จากปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ เช่น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีสัญญาณที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยเริ่มผ่อนคลายลงเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องได้

           ถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แต่ละราย..มั่นใจ..มั่นใจ และก็ มั่นใจ พร้อมรับรู้รายได้และกำไรที่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน



ขอขอบคุณข้อมูลจากไทยโพสต์

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

5ยักษ์อสังหาฯปรับทิศลงทุนหนี"แสนสิริ"


5ยักษ์อสังหาฯปรับทิศลงทุนหนี"แสนสิริ" เฮโลบุกแนวราบ123โครงการแสนกว่าล้าน
updated: 07 ก.พ. 2556 เวลา 08:52:28 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1360201695
อสังหาฯปีงูเล็กเคลื่อนไหวแรง 5 บิ๊กแบรนด์ "แลนด์ฯ-พฤกษา-เอพี-เพอร์เฟค-ศุภาลัย" ลุยลงทุนแนวราบ รับกำลังซื้อฟื้นตัว ระบบขนส่งมวลชนรอบทิศทาง และกระจายความเสี่ยง หลังคอนโดฯแสนสิรินำลิ่ว ดาหน้าบุก "ทาวน์เฮาส์-บ้านเดี่ยว" ทั้งปีรวม 123 โครงการ มูลค่าแสนกว่าล้านบาท สถิติเพิ่มพรวดจากปีก่อนเท่าตัว เกจิชี้ปีนี้ทำเลชานเมืองขยายตัว บางส่วนไปโตในต่างจังหวัด


แหล่งข่าวในวงการพัฒนาที่ดิน ตั้งข้อสังเกตกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนลงทุนโครงการแนวราบมากขึ้นเป็นเท่าตัว สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงและทิศทางการแข่งขัน โดยเฉพาะการกระจายพอร์ตลดความเสี่ยงและแตกทำเลจากในเมืองสู่ชานเมืองอีกครั้ง รวมถึงการขยายตลาดสู่ภูมิภาคหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ


"ถามว่าคอนโดฯตลาดอิ่มตัวหรือยัง ตอนนี้แค่เริ่ม ๆ แต่การแข่งขันดุเดือดมาก แสนสิริก็มาแรงและเร็ว ทั้งการสร้างแบรนด์และช่วงชิงลูกค้าคนเมือง อย่าง แอล.พี.เอ็น.ฯ เป็นเจ้าตลาดคอนโดฯก็จริง แต่ลูกค้าคนละกลุ่ม รายได้แตกต่างกัน ล่าสุดก็กำลังลงมาชิมตลาดแนวราบอีกครั้งในนามบริษัทพรสันติฯ" แหล่งข่าวสรุป


จากการประมวลข้อมูลแผนการลงทุนในปี 2556 "ประชาชาติธุรกิจ" พบว่ามีปรากฏการณ์ใหม่ที่น่าสนใจ แม้คอนโดมิเนียมยังคงมาแรง แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายกลับเทน้ำหนักมาที่ตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์มากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าตลาดปีนี้ค่อนข้างสดใส เพราะการขยายตัวของโครงการระบบขนส่งมวลชนรอบทิศทาง โดยเฉพาะทำเลชานเมืองและต่างจังหวัด ผู้บริโภคเองก็มั่นใจว่าน้ำท่วมจะไม่กลับมาเป็นปัญหาอีก


ที่สำคัญ หลายบริษัทเคยชะลอขึ้นโครงการบ้านแนวราบมาแล้วในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 ขณะเดียวกันตลาดคอนโดฯก็เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายบางทำเล


จากสถิติศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า เมื่อปีที่แล้วมีที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่รวม 380 โครงการ รวม 100,700 หน่วย เป็นบ้านจัดสรร 217 โครงการ แต่มีจำนวนหน่วยเพียง 38,100 หน่วย ต่างจากคอนโดฯที่เปิดตัวทั้งปีมี 163 โครงการ แต่มีจำนวนมากถึง 62,600 หน่วย


5 บิ๊กอสังหาฯเปิด 123 โครงการ

"ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจพบอีกว่า ปีนี้บริษัทอสังหาฯชั้นนำ 5 รายแรกประกาศลงทุนโครงการทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวมากที่สุด ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล และต่างจังหวัด ประกอบด้วย บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (เอพี) บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค และ บมจ.ศุภาลัย รวมแล้ว 120-123 โครงการ รวมมูลค่า 109,440 ล้านบาท ต่างจากปีที่แล้วที่ 5 รายนี้เปิดตัวโครงการใหม่เพียง 68 โครงการ รวมมูลค่า 74,815 ล้านบาท


ในจำนวนนี้ เมื่อเปรียบเทียบปี 2555-2556 พฤกษาฯจะเปิดตัวแนบราบมากสุด จาก 26 เป็น 63 โครงการ แลนด์ฯจากที่เปิด 8 เพิ่มเป็น 14 โครงการ เอเชี่ยนฯจาก 10 เป็น 15 โครงการ (ดูตารางประกอบ)



ศุภาลัย-เพอร์เฟค ชี้กำลังซื้อฟื้น
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการบริหาร บมจ.ศุภาลัย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่เปิดตัวโครงการแนวราบมากขึ้นก็เพื่อรองรับผลดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยมีปัจจัยมาจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) คืบหน้าไปมาก ประกอบกับปีที่ผ่านมากรุงเทพฯและปริมณฑลไม่มีปัญหาน้ำท่วม โดยใช้รุกโซนรังสิตและจังหวัดนนทบุรีอีกครั้ง ทั้งซื้อที่ดินใหม่รวมกับแลนด์แบงก์เดิม


นายวสันต์ ศรีรัตนพงษ์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาโครงการเพอร์เฟคพาร์ค บางบัวทอง มียอดขายดี เฉลี่ยเดือนละ 8-12 หลัง ดังนั้นตลาดแนวราบน่าจะไปได้สวยปีนี้จะพัฒนา 15 โครงการ เน้นแบรนด์ "เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ" บ้านเดี่ยวไฮเอนด์ราคายูนิตละ 15-20 ล้านบาทขึ้นไป และเพอร์เฟคเพลส เฉลี่ยยูนิตละกว่า 3-5 ล้านบาท ฯลฯ


บ้านแนวราบเปิดใหม่ 40%
นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรฟันธงว่า บ้านแนวราบตลาดเริ่มขยายแล้ว จากข้อมูลปี 2555 เฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑลที่เปิดตัวโครงการแล้ว 95,000 ยูนิต 35% คือแนวราบ อีก 65% เป็นคอนโดมิเนียม ซึ่งปีนี้แนวราบจะโตขึ้นเป็น 40% เนื่องจากกำลังซื้อกลับมาเป็นปกติแล้ว ขณะที่ภาพรวมโครงการใหม่น่าจะเพิ่มขึ้น 10%


อย่างไรก็ตาม ราคาที่ดินแพงยังเป็นปัญหาทั้งผู้พัฒนาและผู้บริโภค ทำให้ทาวน์เฮาส์ราคาล้านต้น ๆ ในย่านปริมณฑลทำได้ยาก แต่ในต่างจังหวัดยังทำได้ทั้งนี้ วิเคราะห์ว่าทาวน์เฮาส์ใหม่ที่เปิดตัวย่านปริมณฑลจะเคาะราคาเริ่มต้นที่ 1.5 ล้านบาทบวกลบ เช่น ทำเลรัตนาธิเบศร์ ที่ดินแพงขึ้น ทำทาวน์เฮาส์บ้านเดี่ยวไม่ค่อยได้แล้ว ทำเลลำลูกกาจากราคายูนิตละ 7-8 แสนบาท แต่ด้วยต้นทุนทุกอย่างทำให้ทาวน์เฮาส์ตอนนี้วิ่งไปที่ 1.3 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ


"ทำเลการแข่งขันตลาดบ้านแนวราบที่น่าจับตาปีนี้จะอยู่ที่ทำเลรังสิต-ลำลูกกา และพระราม 2 ราคายูนิตละไม่เกิน 3-4 ล้านบาท" นายอิสระกล่าว