แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กำไร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กำไร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

`กลยุทธ์ใหม่´ ที่ช่วยดันกำไรของ Starbucks เพิ่มขึ้น 25%

Lightbulb `กลยุทธ์ใหม่´ ที่ช่วยดันกำไรของ Starbucks เพิ่มขึ้น 25%
ชื่อ:  1236778_432553733511618_1229442793_n.jpg
ครั้ง: 1625
ขนาด:  55.9 กิโลไบต์
http://www.stock2morrow.com
ช่วงที่ผ่านมา...มีการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ของบริษัทต่าง ๆ

ในสหรัฐอเมริกา และบริษัทหนึ่งที่ผลกำไรออกมาสูงกว่าที่คาดไว้คือ Starbucks

ที่กำไรในไตรมาสที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25% อันเนื่องมาจากยอดขายจากร้านค้าต่าง ๆ

ที่เพิ่มขึ้น (Same-Store Sales) ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

(ยอดขายจากร้านค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ทั่วโลก)

สาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นทั้งรายได้และกำไรของ Starbucks นั้น เกิดขึ้นมาจาก

`การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์´ ของบริษัท

...จากความเป็นร้านกาแฟหรือร้านที่สร้างประสบการณ์เกี่ยวกับกาแฟ ตอนนี้ Starbucks

จะหันมาเน้นที่อาหารและดิจิทัลมากขึ้น

Howard Schultz - CEO ของ Starbucks ออกมาให้สัมภาษณ์ไว้อย่างชัดเจนว่า...

Starbucks จะเพิ่มเมนูอาหารมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันลูกค้าของ

Starbucks (โดยเฉพาะชาวอเมริกัน) ก็จะสนุกสนานกับศักยภาพใหม่ ๆ ทางด้าน Digital ของ

Starbucks เพิ่มมากขึ้


::::::::::::::::::


กลยุทธ์และการเคลื่อนไหวของ Starbucks คราวนี้น่าสนใจ

เนื่องจากถ้านับเฉพาะด้านเครื่องดื่มโดยเฉพาะกาแฟนั้น ถือว่า Starbucks อยู่ตัวแล้ว

มีฐานลูกค้าที่มีความจงรักภักดีแล้ว

คราวนี้ Starbucks ก็จะหันมาเพิ่มรายได้จากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่กาแฟมากขึ้น



• 1. อาหาร


มาที่ตัวอาหารกันก่อน Starbucks เชื่อว่าถ้าลูกค้าของตนยอมที่จะจ่ายเงิน

และซื้อกาแฟแพงกว่าที่อื่นแล้ว (แสดงว่าเป็นลูกค้าที่มีกำลังจ่าย)

ลูกค้าเหล่านั้นก็ย่อมที่พร้อมจะจ่ายเงินซื้ออาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารว่างหรือ

อาหารเที่ยงด้วยเช่นกัน ถ้า Starbucks เตรียมไว้ให้


ในไตรมาสที่ผ่านมาร้อยละ 22 ของการเติบโตของยอดขายจากร้านค้าเดิมของ

Starbucks นั้นมาจาก...อาหาร

แสดงให้เห็นว่าตัว Growth Engine หรือแหล่งการเติบโตของรายได้ที่สำคัญของ

Starbucks ทั้งในปัจจุบันและอนาคตจะเป็นอาหารไปแล้ว

จากความพยายามในการเพิ่มยอดขายจากอาหารนั้น Starbucks

กำลังจะเปลี่ยนตนเองจากความเป็น Coffee Shop สู่ความเป็น Cafe มากขึ้น

ล่าสุดมีข่าวว่า Starbucks ได้จับมือร่วมกับ Danone SA

ผู้ผลิตนมและผลิตภัณฑ์จากนมยักษ์ใหญ่ของโลก พัฒนา Yogurt

ภายใต้แบรนด์ร่วมระหว่างทั้งสององค์กร ในชื่อว่า "Evolution Fresh,

Inspired by Dannon"

และจะออกวางขายในร้าน Starbucks ภายในปีหน้า

และจะตามมาด้วยการวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตต่อไป

นอกจากนี้การเติบโตเข้าสู่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ ของ Starbucks

ยังชัดเจนด้วยการที่ Starbucks เข้าไปซื้อธุรกิจอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเบเกอรี่

หรือ บริษัทที่ขายใบชา หรือ บริษัทที่ทำ Energy Drink ในช่วงสองปีที่ผ่านมา

::::::::::::::::::


• 2. โซดา


นอกเหนือความพยายามในการดึงลูกค้าเข้าร้านตนเองตอนเช้า

(ด้วยกาแฟและอาหารเช้า) และตอนเที่ยง (ด้วยอาหารเที่ยง) แล้ว

Starbucks ยังพยายามที่จะหาทางดึงดูดให้ลูกค้าเข้าร้านตนเองในช่วงบ่าย

ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่คือเครื่องดื่มประเภทโซดา

ตอนนี้ Starbucks กำลังทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ของตนเองอยู่

โดยเน้นการดึงดูดลูกค้าที่ต้องผจญกับอากาศร้อนให้เข้ามาดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ

ในร้านตนเองด้วย Soda-Fountain

โดยเริ่มจากสามรสชาติคือ Lemon ale, Spiced root beer, Ginger ale

เรียกได้ว่า...ในช่วงที่กาแฟขายไม่ดีอย่างช่วงบ่ายก็พยายามหาสินค้าอื่นมานำเสนอลูกค้า

::::::::::::::::::


• 3. Digital Experience


กลยุทธ์ที่น่าสนใจอีกประการของ Starbucks คือการพยายามที่จะดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาที่

Starbucks มากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลเป็นตัวล่อ

ตอนนี้ Starbucks มีตำแหน่ง Chief Digital Officer เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในอเมริการ้อยละ 10 ของการชำระเงินในร้านค้าเกิดขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือแล้ว

ขณะเดียวกันมีผู้ติดตาม Twitter ของ Starbucks เกิน 4.3 ล้านคนแล้ว

ส่วนใน facebook ก็มีแฟนเพจ มากกว่า 35 ล้านคน



และล่าสุดเห็นกำลังติดตั้งที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือไว้ให้ลูกค้า

โดยเป็นที่ชาร์จที่เป็นลักษณะของ Charging Mats

ที่เพียงแค่วางมือถือไว้ก็จะชาร์จแบตให้ทันที

เรียกได้ว่า Starbucks นอกจากจะสามารถสร้างประสบการณ์ด้านกาแฟแล้ว

ยังหันมาจับเจ้า Digital Experience ของกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่อีกด้วย


นี่คือ...กลยุทธ์การเติบโตที่ Starbucks มุ่งเน้น เรียกได้ว่าทั้งชัดเจนและ

เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

::::::::::::::::::


Credit : ดร.พสุ เดชะรินทร์ - คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์

"มองมุมใหม่" กรุงเทพธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ซัมซุงทำกำไรไตรมาสแรกทุบสถิติ

วันที่ 26 เมษายน 2556 13:22
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ที่มาhttp://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it
ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กำไรไตรมาสแรกทะยานขึ้น 41.6% จากยอดขายสมาร์ทโฟนที่แข็งแกร่ง ทุบสถิติที่เคยทำไว้


แถลงการณ์จากบริษัทซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ระบุว่า กำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีนี้มีจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ 7.15 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นจาก 5.05 ล้านล้านวอนในไตรมาสแรกของปี 2555 ทั้งยังสูงกว่าสถิติที่เคยทำไว้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 ที่ 7.04 ล้านล้านวอน


ส่วนกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อน เป็น 8.8 ล้านล้านวอน โดยตัวเลขกำไรทั้งหมดนั้นมาจากแผนกไอทีและโทรศัพท์มือถือ 6.51 ล้านล้านวอน

นักวิเคราะห์ประเมินว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม ซัมซุงจัดส่งสมาร์ทโฟนประมาณ 70 ล้านเครื่อง
แถลงการณ์ของซัมซุงระบุว่า ยอดขายที่ดีของกาแลกซี่ เอส 3 สมาร์ทโฟนยอดนิยม ช่วยหนุนนำผลกำไร แต่เตือนว่าความต้องการทั่วโลกในไตรมาสที่สองอาจไม่น่าพอใจ

ขณะที่นายโรเบิร์ต ยี รองประธานอาวุโส กล่าวว่า บริษัทอาจเผชิญการแข่งขันรุนแรงในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ผลจากการขยายตัวของตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางถึงล่าง

การรายงานผลประกอบการของซัมซุงมีขึ้นวันเดียวกับที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ กาแลกซี่ เอส 4 จะวางจำหน่าย หลังจากเปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้วในนิวยอร์ก

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แบรนด์รองปาดเหงื่อติดบ่วงอิชิตัน-โออิชิ


วันพุธที่ 01 พฤษภาคม 2013
เวลา 09:34 น.
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ
ที่มา http://www.thanonline.com/index.php?option
 "อิชิตัน"  ขย่มตลาดชาเขียว 1.3 หมื่นล้านบาท ไล่บี้ "โออิชิ" ชิงเบอร์ 1 ชูลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง อิชิตัน  60 วัน 60 ล้าน รีเทิร์นพระเอกกวาดยอดขายพุ่ง พร้อมเข็น "เย็น เย็น" แจ้งเกิด  ด้าน "โออิชิ" มั่นใจยังรักษาบัลลังก์แชมป์ โอ่ยอดขายทะยาน 30% เต็มกำลังผลิต 60 ล้านขวด เซียนตลาดชาเขียวชี้ 2 ยักษ์ฟาดฟันทำแบรนด์รองยอดร่วงกราวรูด ขณะที่สคบ.โบ้ยกรณีชิงโชคยังไม่มีการร้องเรียนเข้ามา

    นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวย การ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชาเขียวพร้อมดื่ม "อิชิตัน" กล่าวยอมรับกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า  ณ วันนี้อิชิตันขึ้้นเป็นเบอร์ 1 ชั่วคราวก็จริงแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญในส่วนนี้มากนัก ถ้าเป็นเบอร์ 1 แล้วบริษัทไม่สามารถอยู่ได้ ก็ขอเป็นเบอร์ 2 แต่มีกำไรและเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งดีกว่า ดังนั้นในสิ้นปีนี้ ไม่ได้มองแค่การขึ้นเป็นเจ้าตลาดหรือมีมาร์เก็ตแชร์เป็นที่ 1 แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องของผลประกอบการด้วย
    โดยแคมเปญ "ลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง อิชิตัน 60 วัน 60 ล้าน รีเทิร์น" ซึ่งเริ่มแคมเปญไปได้ราว  2 เดือนพบว่า กระแสแรงมากเป็นประวัติศาสตร์ และยอมรับว่า มียอดขายสูงกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย บวกกับสภาพอากาศที่ร้อนกว่าปกติ จึงทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจดื่มชาเขียวมากขึ้นโดยมั่นใจว่าในช่วงอีก 1 เดือนที่เหลือยอดขายจะเป็นไปตามเป้าที่กำหนดคือ 1.5  พันล้านบาทในช่วงซัมเมอร์นี้ และจะมียอดขายสิ้นปีที่ 4.5 พันล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 3.9 พันล้านบาท พร้อมด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 35% เพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่มีอยู่ 27%
    สำหรับแนวทางการทำตลาดของอิชิตัน นับจากนี้คือการมุ่งสร้างความแข็งแกร่งในเรื่องของแบรนด์หลังจากที่สามารถขยายฐานครอบคลุม 40-50% ทั่วประเทศ และครอบคลุม 100% ในช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของแบรนด์ โดยสิ่งสำคัญที่อิชิตันคำนึงถึงมากที่สุดคือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกสู่ท้องตลาด
    "กลไกทางธุรกิจสิ่งสำคัญที่สุดคือความแข็งแกร่งของแบรนด์ เพื่อใช้ในการต่อสู้ให้อยู่ในตลาดได้ แน่นอนว่าการทำแคมเปญคือสิ่งสำคัญในช่วงแรกเพื่อใช้ในการขยายฐานลูกค้าให้มากที่สุด ผ่านรูปการทำแคมเปญ แต่การนำแคมเปญมาใช้ต่อสู้ตลอดไม่ใช่สิ่งที่เรามอง  เนื่องจากไม่มีความยั่งยืน โดยจะลดอีเวนต์ใหญ่ๆให้เหลือไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี และจะเน้นการสร้างแบรนด์เพื่อการเติบโตแบบยั่งยืนแทน"
 ++ แจ้งเกิด"เย็น เย็น" ต่อยอดรายได้
    นอกจากนี้บริษัทยังมีแบรนด์เย็น เย็น ชาเขียวสมุนไพร เข้ามาช่วยเสริมทัพในการสร้างรายได้เพิ่ม ซึ่งหลังจากเปิดตัวในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มเป้าหมาย โดยมีแผนที่จะเปิดตัวแพ็กไซซ์ใหม่ แบบยูเอชที ในเดือนกรกฎาคมนี้  พร้อมกับการเดินหน้าลุยทำตลาดในรูปแบบบีโลว์ เดอะไลน์ ผ่านอีเวนต์ต่างๆทั่วประเทศมากขึ้น
    "เย็น เย็น ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีอนาคตของเรา เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ขายดีปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตอยู่ที่ 15 ล้านขวดต่อเดือนหรือ 180 ล้านขวดต่อปี ซึ่งสามารถจำหน่ายได้หมดในช่วงที่วางขาย ซึ่งหลังจากที่มีการเปิดตัวขวดแบบยูเอชทีออกมา กำลังการผลิตก็จะเพิ่มขึ้นอีก 10 ล้านกล่องต่อเดือน"
    อย่างไรก็ตาม อิชิตันก็ยังถือว่ายังเสียเปรียบเมื่อเทียบกับโออิชิ เพราะยังเป็นแบรนด์เล็กกว่า หากเปรียบเทียบกับเครือข่ายเครื่องดื่มของโออิชิจากแบรนด์ต่างๆ ของไทยเบฟ แต่อิชิตันก็ยังสามารถตีตลาดได้บางช่วง เช่นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา  อิชิตันครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 40.9% โออิชิ 38.1% เพียวริคุ 10.6% ลิปตัน 4.6% และอื่นๆ 5.8%
 ++ โออิชิ โอ่ยอดขายโต 30% รั้งผู้นำ
    ด้านนายอนิรุทธิ์ มหธร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชาเขียวพร้อมดื่ม "โออิชิ" กล่าวว่า  แคมเปญ "รหัสโออิชิ ลุ้นรวยทุกชั่วโมง" ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้กำลังการผลิต 60 ล้านขวดต่อเดือนไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย  โดยคาดว่าแคมเปญนี้จะช่วยสร้างยอดขายในช่วงซัมเมอร์ให้เติบโต 30%
     "เราเดินหน้าผลิตโออิชิเต็มกำลังการผลิตที่มีอยู่ และผลิตได้เท่าไหร่ก็สามารถจำหน่ายได้หมด ประกอบกับที่บริษัทวางจำหน่ายโออิชิ ฟรุตโตะออกมาทำให้ผู้บริโภคให้ความสนใจกับแบรนด์เรามากขึ้น ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าวทำให้ในครึ่งปีหลังทางโออิชิมุ่งมั่นในการนำเสนอความเป็นแบรนด์ลอยัลตี ผ่านนวัตกรรมใหม่ๆ แพ็กไซซ์ใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อรองรับความต้องการของตลาด"
    ขณะที่ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในช่วงซัมเมอร์ที่มีการแข่งขันกันรุนแรงจากผู้เล่นรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทั้งแคมเปญและโปรโมชัน มองว่า การแข่งขันที่รุนแรงนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภคที่นิยมดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนการกระตุ้นให้ผู้บริโภคที่ไม่เคยสนใจดื่มชาเขียวให้สนใจเข้ามาดื่มมากขึ้น
    ทั้งนี้มองว่าแนวโน้มการแข่งขันของตลาดชาเขียวในอนาคต จะมีเรื่องของการแบ่งเซ็กเมนต์ การเพิ่มอินโนเวชันใหม่ๆเข้ามามากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวให้กับแบรนด์ของตัวเอง โดยโออิชิเองยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอนวัตกรรม แพ็กไซซ์ใหม่ๆออกสู่ท้องตลาดอยู่เสมอ ขณะที่การเติบโตตลอดทั้งปีของโออิชิคาดว่าจะสามารถเติบโตจากที่ผ่านมา 25-30% และครองส่วนแบ่งการตลาดที่ 44%
    "จากการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดชาเขียว ผลออกมาจะเป็นแบบไหนคือสิ่งที่เราไม่สามารถให้คำตอบได้ แต่โออิชิมั่นใจว่าสิ่งที่บริษัททำอยู่ในปัจจุบันได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ดังนั้นในเรื่องของยอดขายสิ้นปีจึงไม่น่ามีปัญหาแต่อย่างใด" นายอนิรุทธิ์กล่าวทิ้งท้าย
 ++ชี้"อิชิตัน" จ่อขึ้นเบอร์ 1
    แหล่งข่าวระดับสูงในวงการชาเขียว กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดชาเขียวตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ถือว่ามีการแข่งขันที่รุนแรงมากจนเข้าสู่ภาวะสงครามอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจาก 2 รายใหญ่อย่างโออิชิและอิชิตัน ซึ่งเป็นเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของตลาดที่ต่างห้ำหั่นงัดกลยุทธ์การตลาดแบบครบวงจร เพื่อช่วงชิงยอดขายและส่วนแบ่งตลาด ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อแบรนด์เล็กในตลาด ที่นอกจากยอดขายจะลดลงแล้ว ยังพบว่าบางรายอยู่ในช่วงวิกฤติและอาจจะต้องถอนตัวออกจากตลาดเลยทีเดียว
    "ส่วนแบ่งตลาดของอิชิตัน ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากการแย่งแชร์มาจากโออิชิ ซึ่งเป็นผู้นำ รวมทั้งเพียวริคุ เบอร์ 3 รวมไปถึงแบรนด์อื่นๆ ที่มีแชร์อยู่เล็กน้อย แม้แบรนด์เหล่านี้จะพยายามรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนเองไว้ แต่ด้วยเม็ดเงินที่ทุ่มอัดทั้งโฆษณา  โปรโมชัน แคมเปญชิงโชค แจกรางวัล ถือเป็นสิ่งที่ดึงดูดลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อ จึงเป็นการยากที่จะทานหรือแข่งขันได้ เพราะแม้แต่โออิชิที่ทุ่มงบโฆษณาสวนกลับอย่างหนัก โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดที่มีอยู่ เชื่อว่าก็ยังไม่สามารถแข่งขันได้ โอกาสที่อิชิตันจะขึ้นเป็นผู้นำตลาดจึงมีความเป็นไปได้สูง  แต่ในระยะยาวจะเป็นงานหนักที่อิชิตันจะรักษาความเป็นเบอร์ 1 ไว้ได้ เพราะที่ผ่านมาการเติบโตอย่างรวดเร็วของอิชิตัน ล้วนมาจากแคมเปญโปรโมชันที่เกิดขึ้นทั้งนั้น"
 ++ แบรนด์ดังในอดีตเตรียมโบกมือลา
    อย่างไรก็ดี "ฐานเศรษฐกิจ"  ได้ทำการสำรวจร้านเซเว่น อีเลฟเว่น พบว่า ปัจจุบันชาเขียวที่ได้รับความนิยมมีลูกค้าเข้ามาซื้อต่อเนื่อง จะมีเพียง 3 แบรนด์ ได้แก่  อิชิตัน  , โออิชิ และเพียวริคุ  โดยอิชิตัน มียอดขายมากสุดซึ่งคาดว่าจะมาจากแคมเปญ ลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง 60 วัน 60 ล้าน รีเทิร์น ที่มีกระแสแรงมาก ขณะที่แบรนด์อื่นๆซึ่งมียอดขายลดลงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ร้านค้ากำหนดติดต่อกันนานเกิน 2 เดือนจะถูกถอดออกจากตู้แช่
    ในระหว่างปี 2547- 2550 ถือเป็นยุคทองของ "ชาเขียวพร้อมดื่ม"  เห็นได้จากการที่มีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในตลาดจำนวนมาก แต่ด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้หลายแบรนด์ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้  และมียอดขายลดลงต่อเนื่อง จนที่สุดต้องลดการทำกิจกรรมทางการตลาดและมีบางรายที่ถอนตัวออกจากตลาดไปในที่สุด โดยแบรนด์ีที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดี อาทิ ยูนิฟ โดยบริษัท ยูนิ- เพรสซิเดนท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บุกเบิกตลาดชาเขียวเมืองไทย เจ้าของคอนเซ็ปต์ "หนอนชาเขียว" ซึ่งเคยเป็นเบอร์ 1 ในตลาดมีส่วนแบ่งเกือบ 50% ในปี 2547  , โมชิ โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด , เซนย่า โดยบริษัท ที.เอ.ซี. เบเวอร์เรจ จำกัด , มิเรอิ โดยบริษัท ซันโตรี่ เบฟเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด ลิมิเต็ด จำกัด , เซนชะ โดยบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ จำกัด  , นะมาชะ โดยบริษัท สยามคิริน เบฟเวอร์เรจ จำกัด เป็นต้น
++ สคบ.โบ้ยเข้าข่ายมอมเมา
    ส่วนกรณีที่มีผู้มองว่า แคมเปญ "ลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง อิชิตัน 60 วัน 60 ล้าน รีเทิร์น" ซึ่งมีการแจกรางวัลพิเศษเหมือนเป็นการเสี่ยงโชคแบบล็อตโต้ ซึ่งเป็นการมอมเมาผู้บริโภค ในทุกๆงวดการออกรางวัลที่ลงท้ายด้วยเลขศูนย์ ตั้งแต่งวดที่ 10-60 ด้วยการเพิ่มรางวัลเป็นไอโฟน5 จำนวน 100 เครื่องนั้น
    ต่อเรื่องดังกล่าว นายจิรชัย  มูลทองโร่ย  เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  กล่าวว่า  เครื่องดื่มชาเขียวที่มีการจัดรายการส่งเสริมการขายด้วยแคมเปญชิงโชคต่างๆนั้น  ผู้ประกอบการได้ทำการขออนุญาตการดำเนินการ  กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478  ซึ่งความรับผิดชอบในส่วนของสคบ.  จะดูแลในด้านการโฆษณาว่าผู้ประกอบการดำเนินการถูกต้องและเป็นไปตามที่ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่  รวมถึงของรางวัลต่างๆ ที่ได้ประกาศว่าจะให้นั้น  ผู้ได้รับรางวัลได้รับของรางวัลถูกต้องหรือไม่   แต่ที่ผ่านมาทางสคบ.ยังไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวเลย
    อย่างไรก็ตาม  ทางสคบ.เองก็มีความเป็นห่วงว่า  การส่งเสริมการขายด้วยการจัดโปรโมชันจำนวนมากนั้น  จะส่งผลให้ผู้บริโภคซื้อสินค้ามากเกินความจำเป็นหรือไม่  ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาและรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว  ขณะเดียวกันทางสคบ. อาจจะเชิญผู้ประกอบการมาชี้แจง  หากมีการร้องเรียนเข้ามาว่าการส่งเสริมการขายนั้นเป็นการมอมเมาประชาชนให้ซื้อสินค้ามากเกินไป โดยไม่ได้คำนึงถึงการบริโภคที่แท้จริง  นอกจากนี้ ล่าสุดทางคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคยังได้เพิ่มมาตรการลงโทษ  สำหรับผู้ประกอบการที่ผิดในเรื่องของการโฆษณา  นอกจากต้องเสียค่าปรับครั้งละ 5 หมื่นบาทแล้ว  ยังจะต้องลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ยอมรับว่าได้ทำผิดในเรื่องของการโฆษณา  และให้แก้ไขความผิดนั้นด้วย

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

BEC พร้อมรุกธุรกิจทีวีดิจิตัล คาดกำไร Q2 โตเกินรายได้


วันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2556 เวลา 16:39:16 น.
ผู้เข้าชม : 842 คน
ที่มา http://www.kaohoon.com/online/61468/BEC
นายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายการเงิน บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างรอดูหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของคณะสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรคมนาคม และกิจโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประมูลทีวีดิจิตัล โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่มาก อย่างไรก็ตามบริษัทมีการปรับปรุงเครื่องที่ใช้สำหรับในการผลิตรายการและออกอากาศรอไว้บ้างแล้ว โดยมีงบลงทุนปีละ 300-600 ล้านบาท

ขณะที่บริษัทมีการปรับปรุงเครื่องมือเครื่องใช้ในการออกอากาศเพื่อรองรับระบบทีวีดิจิตัลในอนาคต ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาเกี่ยวกับเงื่อนไขและกติกาของกสทช. ซึ่งต้องรอความชัดเจนออกมาก่อนถึงจะมีรายละเอียดที่แน่นอน เบื้องต้นคาดว่าค่าใช้จ่ายในการประมูลทีวีดิจตอลจะใช้เงินไม่มาก ขระที่เรื่องการส่งสัญญาณอาจจ้างผู้อื่นทำให้ โดยคาดว่าค่าจ้างจะอยู่ราว 4-5 ล้านบาท/ปี

ด้านผลประกอบการไตรมาส 1/56 คาดว่ารายได้และกำไรจะออกมาเติบโตดีกว่าไตรมาส 4/55 ขณะที่กำไรในไตรมาส 2/56 คาดว่าจะเติบโตมากกว่ารายได้ โดยมาจากการปรับขึ้นค่าโฆษณาในช่วง Non-Primetime ขึ้นประมาณ 50-60% จากอัตราปกติอยู่ที่ 1 แสนบาท/นาที จะเริ่มบังคับใช้ 2 พ.ค.นี้  โดยการปรับเพิ่มจะทำให้มีรายได้จากค่าโฆษณาเข้ามามากขึ้น ประกอบกับรายได้จากค่าโฆษณาในช่วงละครตอน 6 โมงเย็นได้มีการปรับขึ้นไปแล้ว 15% เมื่อต้นปี

นอกจากนี้ปีนี้จะไม่มีฟุตบอลยูโรทำให้กำไรมีมากขึ้น เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนของลิขสิทธิ์ ประกอบกับไตรมาส 2/56 จะมีละครเวที Phantomthe Opera ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลตอบรับดี เนื่องจากเป็นละครเวทีระดับโลก ขณะที่ในไตรมาส 2/596 เป็นช่วง High Season ของอุตสาหกรรมทีวีด้วย

PDI ลั่นปีนี้บอกลา “ขาดทุน” หาโอกาสทำเหมืองสังกะสีในพม่า

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
6 มีนาคม 2556 18:18 น.


ที่มา http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000028048
       ASTVผู้จัดการรายวัน - ผาแดงฯ มั่นใจปีนี้ไม่ขาดทุน หลังปรับลดปริมาณผลิตโลหะสังกะสีลงเหลือ 8-8.5 หมื่นตัน และเน้นการขายโลหะสังกะสีผสมที่มีมาร์จินสูงมากขึ้น โดยปีนี้ปรับลดงบลงทุนเหลือ 350 ล้านบาท และซื้อแร่จากตุรกีเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบหลังแร่ในเหมืองแม่สอดหมด 5 ปีข้างหน้า และหาลู่ทางทำเหมืองสังกะสีในพม่า
     
       นายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) (PDI) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายผลิตโลหะสังกะสีอยู่ที่ 8-8.5 หมื่นตัน ลดลงจากปีก่อนที่ผลิตอยู่ 1.07 แสนตัน เนื่องจากเห็นว่าเป็นกำลังการผลิตที่เหมาะสม แม้ว่าจะทำให้ยอดขายลดลง แต่ค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าลดลงมากกว่ารายได้ จึงน่าเป็นจุดคุ้มทุน (Break Event) ทำให้มั่นใจว่าผลการดำเนินงานในปีนี้บริษัทจะไม่ประสบปัญหาการขาดทุนอีกต่อไป จากปีก่อนบริษัทขาดทุนสุทธิ 517 ล้านบาท
       
       ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ลดงบลงทุนปีนี้จาก 500 ล้านบาทเหลือ 350 ล้านบาท โดยเน้นการลงทุนโครงการปรับปรุงเครื่องจักรและขยายกำลังการผลิตโรงล้างวัตถุดิบสังกะสีออกไซด์ โครงการปรับปรุงกระบวนการถลุงเพื่อให้สามารถสกัดโลหะมีค่าที่เป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้ เช่น โลหะเงิน และตะกั่ว รวมทั้งโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเปลี่ยนหม้อต้มไอน้ำใช้ถ่านหินแทนน้ำมันเตา
       
       นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดแผนพัฒนาเชิงกลยุทธ์ใหม่ 4 ด้านในปีนี้ คือ การสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบที่มาจากกระบวนการผลิตเดิม เนื่องจากเหมืองแร่สังกะสี อ.แม่สอด จ.ตาก คาดว่าจะหมดลงใน 5 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนที่จะขอประทานบัตรทำเหมืองแร่สังกะสีในพื้นที่รอบๆเหมืองเดิม รวมทั้งทำสัญญาซื้อแร่สังกะสีที่ตุรกี ประมาณ5 หมื่นตัน (Offtake Agreemet) โดยบริษัทจะทยอยจ่ายเงินในการเปิดเหมืองล่วงหน้าประมาณ 75-100 ล้านบาท เนื่องจากแหล่งแร่ที่ตุรกีเป็นแร่สังกะสีซิลิเกตใกล้เคียงแร่สังกะสีที่แม่สอด และค่าขนส่งแร่จากตุรกีต่ำกว่าค่าขนส่งแร่จากออสเตรเลียและอเมริกาใต้ แต่ไม่ใช่เป็นการเข้าไปลงทุนในเหมืองแร่สังกะสีที่ตุรกี แต่หากพบปริมาณสำรองแร่สังกะสีจำนวนมากก็จะพิจารณาอีกครั้ง
     
       รวมทั้งมองหาโอกาสเข้าไปสำรวจทำเหมืองแร่สังกะสีที่พม่า โดยยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย คงต้องใช้เวลา เนื่องจากกฎระเบียบข้อบังคับการลงทุนทำธุรกิจเหมืองของพม่ายังต้องมีการปรับปรุง อีกทั้งการทำเหมืองแร่สังกะสีไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักที่พม่าจะสนับสนุน
       
       นอกจากนี้ บริษัทฯจะขยายกำลังการผลิตและขายโลหะสังกะสีผสมซึ่งเป็นสินค้าที่มีมาร์จินดีกว่าโลหะสังกะสีแท่งบริสุทธิ์ โดยจะเพิ่มสัดส่วนการขายเป็น 50% จากปีก่อนที่มีการขาย 42% ของรายได้ รวมทั้งควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินการ เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงมากถึงเดือนละ 120 ล้านบาท ก็จะหันมาผลิตในช่วงออฟพีกที่ราคาค่าไฟจะต่ำลง เป็นต้น
     
       นายฟรานซิสกล่าวถึงแนวโน้มราคาโลหะสังกะสีในตลาดโลกว่า ขณะนี้ราคาโลหะสังกะสีอยู่ที่2,100 เหรียญสหรัฐต่อตัน ดีขึ้นกว่าปีก่อนที่ราคาเฉลี่ย 1,948 เหรียญสหรัฐ/ตัน คาดว่าราคาจะปรับขึ้นไปถึง 2,500 เหรียญสหรัฐ/ตันใน 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากความต้องการใช้โลหะสังกะสีในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5.8%

IRPC ลั่นปีนี้พลิกมีกำไรจากขาดทุนปีก่อน เล็งออกหุ้นกู้หมื่นลบ.H2/56

ที่มาhttp://www.kaohoon.com/online/60220/IRPC

วันศุกร์ที่ 05 เมษายน 2556 เวลา 15:10:06 น. 
ผู้เข้าชม : 975 คน 

นายอธิคม เติบศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า บริษัทคาดผลประกอบการของบริษัทจะกลับมามีกำไรในปีนี้ จากปีก่อนที่มีผลขาดทุน 959 ล้านบาท เนื่องจากค่าการกลั่น(GIM)ไม่รวมสต๊อกน้ำมันน่าจะอยู่ที่ 9 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สูงจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 5.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

นอกจากนั้น ในปีนี้บริษัทยังจะมีกำไรจากโครงการฟีนิกซ์ราว 2.8 พันล้านบาท สูงกว่าปีก่อนที่อยู่ในระดับ 2.6 พันล้านบาท อีกทั้ง บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 1.1 พันล้านบาท เป็นผลจากการเลื่อนปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และการลดค่าใช้จ่ายที่ตั้งเป้าไว้ 1.5-1.7 พันล้านบาท

อนึ่ง ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันนี้อนุมัติให้บริษัทออกหุ้นกู้ในประเทศและ/หรือต่างประเทศ ระยะเวลา 5 ปี (ปี 56-60)วงเงินรวมไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท หรือ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่บริษัทยังมีวงเงินที่สามารถออกหุ้นกู้อยู่อีก 1 หมื่นล้านบาท จากวงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะสิ้นสุดในปีนี้ โดยบริษัทมีแผนจะออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่เหลือดังกล่าวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ

นายอธิคม กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทมีแผนใช้คืนเงินกู้ราว 2 พันล้านบาท และวงเงินลงทุน 2.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่ช่วง 5 ปี(ปี 56-60) บริษัทกำหนดใช้เงินลงทุน 6.5 หมื่นล้านบาท โดยโครงการหลักที่ใช้วงเงินลงทุนค่อนข้างสูง คือ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโพรพิลีน (UHV) จำนวน 1.1 พันล้านเหรียญ ขณะที่ในช่วง 5 ปีนี้ มีวงเงินหนี้ที่ต้องชำระคืน 33,157 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะนำมาจากแผนเพิ่มทุนและกระแสเงินสด นอกจากนั้น บริษัทยังต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมอีก 4 หมื่นล้านบาท

ณ สิ้นปี 55 บริษัทมีหนี้สินสุทธิ 37,683 ล้านบาท และมีอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 0.5 เท่า

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

IFEC กำไร พุ่ง 123.81% ใจป้ำปันผลหุ้นละ 25 สต.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กุมภาพันธ์ 2556 11:15 น.

ที่มา http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000018442
       อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ฯ อวดผลงานสิ้นปี 55 กำไร โชว์ผลประกอบการปี 55 ทำรายได้ 752.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.46% ขณะกำไรสุทธิ168.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123.81% ด้านบอร์ดไฟเขียวจ่ายเงินปันผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอัตราหุ้นละ 0.25 บาท จ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.18 บาท “ผู้บริหาร” ระบุเบื้องหลังความสำเร็จจนทำให้รายได้โตเกินเป้าหมายที่วางไว้ที่ 15% เผยปี 2556 ภาวะเศรษฐกิจไทยแกร่งหนุนความต้องการใช้สินค้าเพิ่ม
     
       นายณรงค์ เตชะไชยวงศ์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเครื่องดิจิตอลมัลติฟังก์ชัน “โคนิก้า มินอลต้า” รายเดียวในประเทศไทย เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2555 ว่า บริษัทฯ มีรายได้ 752.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 122.53 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีกำไรสุทธิ 168.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93.25 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 123.81%
     
       ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานปี 2555 ที่เติบโตขึ้นทั้งรายได้ และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายได้ที่เติบโตมากกว่าเป้าหมายที่บริษัทฯ ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ที่ 15% นั้น มาจากความสำเร็จในการรุกทำตลาดลูกค้าโครงการ โดยการเจาะเข้าหาลูกค้ารายใหญ่ๆ ซึ่งผลักดันให้ยอดขายของบริษัทฯ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้นำเสนอแคมเปญการตลาดให้ภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการบริหารจัดการงานเอกสารด้วยระบบ OPS ซึ่งช่วยลดต้นทุนงานด้านเอกสารภายในองค์กรได้ถึง 20-40% รวมถึงยังได้รับปัจจัยบวกจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ความต้องการใช้สินค้าเครื่องดิจิตอลมัลติฟังก์ชันเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
     
       “ผลการดำเนินงานที่มีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างน่าพอใจ คณะกรรมการบริษัทฯ จึงได้มีมติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2555 ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2555 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท และเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2555 ในอัตราหุ้นละ 0.03 บาท และเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท โดยจะจ่ายเงินปันผลอีกครั้งในอัตราหุ้นละ 0.07 บาท กำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 23 พฤษภาคม 2556” นายณรงค์กล่าว
     
       ส่วนแผนดำเนินงานในปี 2556 นั้น บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้ารุกทำตลาดเครื่องดิจิตอลมัลติฟังก์ชัน ‘โคนิก้า มินอลต้า’ อย่างต่อเนื่อง โดยยังชูแนวคิด Optimizes Print Service (OPS) เข้าไปช่วยบริหารจัดการงานเอกสารภายในองค์กร เพื่อช่วยลดต้นทุนงานด้านเอกสารให้ลดลง พร้อมทั้งชูความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องดิจิตอลมัลติฟังก์ชัน “โคนิก้า มินอลต้า” ซึ่งสามารถรองรับกลุ่มลูกค้าทุกธุรกิจ ทั้งเครื่องดิจิตอลมัลติฟังก์ชันทั้งแบบขาว-ดำ และสี เริ่มตั้งแต่กลุ่มเครื่องดิจิตอลมัลติฟังก์ชันสำหรับสำนักงานทั่วไป (Office MFP) ที่ประกอบด้วย เครื่องพิมพ์ประเภทขาว-ดำ ความเร็วตั้งแต่ 16-75 แผ่นต่อนาที และเครื่องพิมพ์สี ความเร็วตั้งแต่ 22-65 แผ่นต่อนาที ไปจนถึงกลุ่มเครื่องดิจิตอลโปรดักชัน พรินเตอร์
     
       สำหรับลูกค้าธุรกิจโรงพิมพ์ ซึ่งมีเครื่องพิมพ์ประเภทขาว-ดำ ที่มีความเร็วตั้งแต่ 95-120 แผ่นต่อนาที และเครื่องพิมพ์สี ความเร็วตั้งแต่ 60-80 แผ่นต่อนาที นอกจากนี้ ยังมีชุดอุปกรณ์เข้าเล่มสำเร็จรูปซึ่งช่วยให้องค์กรลดต้นทุนด้านแรงงานในยุคค่าแรงแพงได้ซึ่งเชื่อมั่นว่า จากความพร้อมของผลิตภัณฑ์ และกลยุทธ์ทำตลาดที่มุ่งตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปีนี้เติบโตได้ 15- 20%

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

'เอพี'ตั้งแผนกซัพพลายเชน หวังลดต้นทุน

วันที่ 25 เมษายน 2556 09:45

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/property/property
"เอพี" ถอดโมเดลบริหารต้นทุนจากธุรกิจคอนซูเมอร์ ลุยตั้งสายงานใหม่ "ซัพพลายเชน" บริหารต้นทุนการก่อสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่วางแผนจัดซื้อ-สต็อกวัสด


นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอเซี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือเอพี กล่าวว่า บริษัทได้มีการตั้งสายงานใหม่ขึ้นมาเคือ “ซัพพลายเชน”เป็นครั้งแรก เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อทำหน้าที่วางแผนบริหารจัดการต้นทุนทั้งระบบ ซึ่งทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจต่ำลง ตั้งแต่การวางแผนสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง กำนหดจำนวนสต็อกวัสดุที่เหมาะสมให้เพียงพอกับจำนวนโครงการเปิดขายใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา รวมถึงการบริหารทรัพยากรด้านแรงงาน และผู้รับเหมา ให้เพียงพอกับความต้องการของโครงการที่จะเปิดใหม่

โดยหน่วยซัพพลายเชน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารต้นทุนทำให้มีต้นทุนต่ำลง สร้างผลกำไรให้กับบริษัทได้มากขึ้น เป็นโมเดลการบริหารต้นทุนที่ธุรกิจคอนซูเมอร์ ใช้และประสบความสำเร็จ แต่ในภาคธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งเอพีได้ดึงผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนจากมี๊ดจอนห์สัน เข้ามาเป็นผู้บริหารโดยตรง

นอกจากนี้ยังมีส่วนงาน "คอนแทรคเตอร์ แมเนจเม้นท์” ทำหน้าที่การบริหารงานก่อสร้างโดยตรงแต่จะไม่ลงลึกไปในรายละเอียดของมาตรฐานงาน แต่จะเป็นผู้ทำหน้าที่ประสานโดยตรงกับผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงการจัดหาแรงงานเข้ามาเติมให้กับผู้รับเหมา เพื่อให้ก่อสร้างแล้วเสร็จทันตามกำหนด และโอนกรรมสิทธิ์บ้านให้กับลูกค้าได้ ไม่ใช่ ขายได้ แต่ไม่สามารถก่อสร้างและโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าได้

สำหรับผลประกอบการไตรมาสแรก มียอดขาย 3,800 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายตั้งเป้าที่ 3,600 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้มากจากโครงการแนวราบ 2,200 ล้านบาท และโครงการแนวสูง 1,200 ล้านบาท โดยปีนี้บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่มเป็น 26 โครงการ เป็นโครงการในต่างจังหวัด 3 โครงการ เพิ่มขึ้นจากต้นปีวางแผนเปิด 23 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการ 3 หมื่นล้านบาท

ส่วนแผนการดำเนินงานในไตรมาส 2 บริษัทเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ทั้งแนวสูงแ ละแนวราบ มีทั้งทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยว เพื่อสานเป้าหมายของการก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่อยู่อาศัยในเมือง ล่าสุดเปิดตัวบ้านเดี่ยวโมเดลใหม่ ภายใต้แบรนด์ “โซล (SOUL) ” โดยวางตำแหน่งสินค้าให้เป็น บ้านเดี่ยวแนวคิดใหม่ ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตในเมือง เน้นให้ความสำคัญในเรื่องของการออกแบบที่ลงลึกถึงไลฟ์สไตล์ของผู้อาศัยอย่างแท้จริง ภายใต้คอนเซ็ปท์ AP - Design Research พร้อมประสานการทำงานทั้งงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในทุกรายละเอียด สร้างมิติในการอยู่อาศัยที่แตกต่างออกไป

"จากการสำรวจพบว่าผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวชานเมือง แต่มีไลฟ์สไตล์ในเมือง และมีความต้องการบ้านในเมือง แต่ที่ผ่านมายังไม่มีโครงการไหนที่ตอบโจทย์ได้ บริษัทฯจึงได้นำที่ดินย่านรามคำแหง ใกล้ทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา มาพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และมองว่าหากใช้แบรนด์บ้านเดี่ยที่เคยพัฒนามาแล้วจะไม่ตรงกับคอนเซ็ปต์ จึงได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเป็นครั้งแรก”

สำหรับโครงการโซล เอกมัย-ลาดพร้าว"ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 26 ไร่เศษ เป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้น สร้างเสร็จก่อนขาย จำนวน 82 ยูนิต มีแบบบ้านให้เลือก 2 แบบ ขนาด 52 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 331 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 18 ล้านบาท และขนาด 62 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 409 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 24 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท โดยจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 18-19 พ.ค.นี้ แต่ขณะนี้มียอดขายแล้ว 5 ยูนิต มูลค่า 400 ล้านบาท

ภายในปีนี้บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวบ้านเดี่ยว ภายใต้แบรนด์โซล อีก 2 โครงการ ในย่านลาดพร้าว-วังหิน พื้นที่ 6ไร่เศษ จำนวน 26 ยูนิต มูลค่าโครงการ 490 ล้านบาท และ ย่านรัชดา68 พื้นที่ 8 ไร่เศษ จำนวน 30 ยูนิต มูลค่าโครงการ 920 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 1,410 ล้านบาท

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ยอดขาย 'เป๊ปซี่' ฟื้นพร้อมทวงส่วนแบ่งตลาด



วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 03:33
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ผลประกอบการในไตรมาส 4 "เป๊ปซี่ โค" โต 17% จากยอดขายที่ได้จากธุรกิจในส่วนต่างๆ ส่งสัญญาณการเติบโต หลังประกาศแผนฟื้นฟูยอดขายเมื่อ 1 ปี

เป๊ปซี่ คาดการณ์ว่าในปี 2556 จะมีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 7% ทำให้กลับสู่เป้าหมายการเติบโตระยะยาวของตัวเองได้สำเร็จหลังจากที่สะดุดไป 1 ปีเต็มจากการปรับโครงสร้างใหม่และทุ่มเงินมหาศาลไปกับการโฆษณา และทำให้ผลประกอบการประจำปีเพิ่มขึ้นโดยแบ่งเป็นหุ้นๆละ 2.27 ดอลลาร์ จากเดิม 2.15 ดอลลาร์

ทั้งรายได้และกำไรในไตรมาสที่สี่บริษัทเป๊ปซี่ โค สูงกว่าการคาดการณ์ของวอลล์สตรีท ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น 1% เป็น 72.28 ดอลลาร์ หลังปิดตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 ก.พ.)

เป๊ปซี่ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำอัดลมหลากชนิด เครื่องดื่มเกลือแร่ "เกเตอเรด" และขนมขบเคี้ยว "ฟริโต-เลย์" พยายามกระตุ้นยอดขายผ่านการโฆษณาและเน้นไปที่ 12 แบรนด์หลักของตัวเองในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กลยุุทธดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเป๊ปซี่ "อินดรา นูยี" ถูกบรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์วิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับแผนบริหารบริษัทรวมทั้งไม่ยอมชี้แจงการแยกธุรกิจอาหารออกจากธุรกิจเครื่องดื่ม

ทั้งนี้ เป๊ปซี่ได้เพิ่มงบการตลาดเป็นจำนวนประมาณ 500-600 ล้านดอลลาร์ เพื่อทำให้ธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลมของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ซีอีโอของบริษัทเป๊ปซี่ โค กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 ก.พ.) ว่า เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ยังคงมีศักยภาพการเติบโต โดยเฉพาะเครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง "เมาท์เทนดิว" ของเป๊ปซี่ ซึ่งสามารถแข่งขันกับเครื่องดื่มประเภทโคล่าได้อย่างคู่คี่ นอกจากนี้ บริษัทเป๊ปซี่ โค ยังพยายามอย่างต่อเนื่องในการคิดค้นเครื่องดื่มโคล่าที่มีแคลอรี่น้อยลงแต่คงรสชาติเดิม

"เป๊ปซี่ เน็กซ์" น้ำอัดลมยี่ห้อใหม่ ซึ่งมีน้ำตาลน้อยกว่าเป๊ปซี่แบบปกติ 60% ถูกโฆษณาระหว่างการแข่งขัน "ซูเปอร์ โบวล์" และมียอดขายประจำปีแตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัทเป๊ปซี่ โค ยังคิดค้นสารแทนความหวานจากธรรมชาติเพื่อกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มประเภทโคล่าอีกด้วย

เป๊ปซี่ รายงานว่า มีผลกำไรเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.66 พันล้านดอลลาร์จาก 1.42 พันล้านดอลลาร์ หรือเทียบเป็นราคาหุ้นที่ 1.06 ดอลลาร์ต่อหุ้นจาก 89 เซนต์ต่อหุ้นในปีก่อนหน้านี้ ถ้าไม่นับรวมในส่วนของการประเมินมูลค่ายุติธรรม สิทธิประโยชน์ทางภาษี การชำระเงินบำนาญ และค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างใหม่ กำไรจะลดลงเหลือ 1.09 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขณะที่รายได้ก็ลดลง 1% เหลือ 1.995 หมื่นล้านดอลลาร์

จากการสำรวจความเห็นบรรดานักวิเคราะห์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ล่าสุด นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เป๊ปซี่จะได้กำไร 1.05 ดอลลาร์ต่อหุ้นจากรายได้ 1.97 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีอัตรากำไรจากการดำเนินธุรกิจในระดับที่ไม่ต่างกันอยู่ที่ 11.1%

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

TRC โชว์งบปี55 กำไรงบการเงินรวม 241 ล้านบาท สูงสุดตั้งแต่จัดตั้งบริษัทฯ


TRC โชว์งบปี55 กำไรงบการเงินรวม 241 ล้านบาท สูงสุดตั้งแต่จัดตั้งบริษัทฯ เดินหน้าประมูลงานใหม่เพิ่ม ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2556 ที่ 5 พันล้านบาท
วันศุกร์ที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖
ที่มา http://www.newswit.com/fin/2013-03-01
บมจ.ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) โชว์งบผลประกอบการปี 2555 รายได้รวม 4,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 94 ขณะที่กำไรสุทธิ 241 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 61 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการรับรู้รายได้จากโครงการขนาดใหญ๋ ทั้งจากโครงการยกมาจากปี 2554 และโครงการใหม่ปี 2555 ด้าน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “ นายสมัย ลี้สกุล ” ระบุ เตรียมเดินหน้าประมูลงานเพิ่ม คิดเป็นมูลค่ารวม กว่า 1.17 หมื่นล้านบาท (ช่วงปี 2556-2559) หวังเพิ่มศักยภาพให้บริษัทฯ แข็งแกร่งขึ้น มั่นใจปีนี้รักษาระดับรายได้รวมประมาณ 4,500 - 5,000 ล้านบาท


นายสมัย ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC เปิดเผยถึงผลประกอบการของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ปี 2555 ว่า กลุ่มบริษัทฯ TRC มีรายได้รวม 4,344 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 241 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 5.5 กำไรต่อหุ้น 0.71 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับรายได้ และกำไรที่สูงสุดนับตั้งแต่จัดตั้งบริษัทฯ ในปี 2542

ทั้งนี้ การเติบโตของรายได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทฯ และบริษัทย่อยยังคงได้รับโครงการขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง และมีการรับรู้รายได้ จากโครงการขนาดใหญ่ที่ยกมาจากปี 2554 คือ ในปี 2555 บริษัทฯได้รับงานโครงการ GUT Gas Pipeline Project จากบริษัท กัลฟ์ เจพี ยูที จำกัด มูลค่า งาน 1,547 ล้านบาท ส่วนบริษัท สหการวิศวกร จำกัด ได้รับงาน Civil Work For ABS VI/Green ABS Project จากบริษัท ไทยเอบีเอส จำกัด (บริษัทในกลุ่ม IRPC) มูลค่างาน 280 ล้านบาท และงานขนาดใหญ่ที่ยกมาจากปี 2554 คือโครงการผลิตเอทานอล กำลังการผลิต 400,000 ลิตรต่อวันจากบริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด มูลค่างาน 2,134 ล้านบาท และโครงการเดินท่อก๊าซธรรมชาติไปยังโครงการ 7 SPP และ IPP จากบริษัท กัลฟ์ เจพี จำกัด มูลค่างานรวม 2,016 ล้านบาท และ 21.09 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกัน ในปี 2555 TRC Middle East บริษัทย่อยที่โอมาน ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ในการต่ออายุสัญญาสำหรับงาน Construction of Flow Line Rima Satellites Small Fields ไปอีก 1 ปี เพิ่มเติมจากที่ได้ต่ออายุปีก่อน 1 ปี (รวมสัญญางานทั้งหมด 3 ปี+ 1 ปี+1 ปี) มูลค่างานส่วนต่อสัญญา 2 ปี (พฤษภาคม 2555 – พฤษภาคม 2557) ประมาณ 4.8 ล้านโอมานเรียล หรือประมาณ 388 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นปี 2555 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีมูลค่างานที่ยังไม่ได้รับรู้รายได้ (Backlog) ประมาณ 2,782 ล้านบาท

ส่วนแผนการขยายการลงทุนในปี 2556 นายสมัย กล่าวว่า บริษัทฯเตรียมขยายธุรกิจจากการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง มาเป็นผู้ลงทุน โดยการร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ และมีประสบการณ์ในธุรกิจที่จะร่วมลงทุน เพื่อการร่วมมือทางธุรกิจ วัตถุประสงค์เพื่อ เป็นการสร้างรายได้และผลกำไรระยะยาวให้กับกลุ่มบริษัทฯ รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงในการพึ่งพาการประมูลงานรับเหมาก่อสร้าง

และสำหรับธุรกิจหลักนั้น บริษัทฯ เตรียมเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่ ช่วงปี 2555-2559 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.17 หมื่นล้านบาท อาทิ โครงการวางท่อก๊าซ สระบุรี-นครสวรรค์ ของ บมจ.ปตท. (PTT) ซึ่งเป็นงานที่บริษัทฯ เสนอราคาในฐานะ Sub-Contractor มูลค่างานของบริษัทฯ ประมาณ 2 พันล้านบาท คาดสรุปผลภายในเมษายนนี้ โครงการวางท่อก๊าซโคราช ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติในสัดส่วนร้อยละ 50 มูลค่าโครงการประมาณ 9,000 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดประมูลภายในเดือนพฤษภาคม และทราบผลประมูลในไตรมาส 3 ปีนี้ งานเดินท่อก๊าซให้กับโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท งาน Process & Plant มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท นอกจากนั้นแล้วบริษัทฯ ยังได้เตรียมการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน อาทิเช่น โครงการ Compressed Bio-methane Gas หรือ CBG และ เอทานอล เป็นต้น

สำหรับประมาณการรายได้ในปีนี้ นายสมัยกล่าวว่า บริษัทฯ และบริษัทย่อยตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้รวมประมาณร้อยละ 10 หรือ ที่ระดับประมาณ 4,700 - 5,000 ล้านบาท และรักษาระดับปริมาณงานในมือให้อยู่ในระดับ 4,000 - 5,000 ล้านบาท

และจากการที่บริษัทฯ มีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ มีแผนงานที่จะยื่นคำขอต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อขอย้ายหลักทรัพย์ TRC จาก MAI ไปยัง SET ภายในเดือนเมษายน 2556 ซึ่งคาดว่าจะทำให้หลักทรัพย์ของบริษัทฯ เป็นที่สนใจจากนักลงทุนสถาบัน และกองทุนต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

ชี้แนวโน้มธุรกิจทางด่วน ฟันกำไร


วันอังคารที่ 09 เมษายน 2013 เวลา 12:54 น.
พเยาว์ มริตตนะพร
ที่มาhttp://www.thanonline.com/index.php?option
"ในปีนี้น่าจะเป็นปีสุดท้ายของการขาดทุน ส่วนปีหน้า 2557 น่าจะเริ่มเห็นผลจากบริษัทลูกมากขึ้น ทั้งนี้ปี 2555 หลังจากกลับสู่ภาวะปกติกรณีเกิดอุทกภัยปลายปี 2554  ตัวเลขการใช้ทางด่วนพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมาก....."

พเยาว์ มริตตนะพร    นับตั้งแต่ผ่านพ้นช่วงเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 คาบเกี่ยวต้นปี 2555 ดูเหมือนว่าภาวะการขาดทุนของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีอีซีแอล จะเริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้น เมื่อบวกเข้ากับภาวะการจราจรติดจากการเพิ่มปริมาณรถยนต์ในโครงการรถคันแรกของรัฐบาล มีส่วนเสริมให้ประชาชนหันไปใช้บริการทางพิเศษหรือทางด่วนกันมากขึ้น ส่งผลให้รายได้จากค่าผ่านทางเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริหารบีอีซีแอลว่าปีนี้เป็นปีสุดท้ายของการขาดทุน
    นางพเยาว์ มริตตนะพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีซีแอล ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงการดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาและในปี 2556 นี้ว่าภาพรวมผลประกอบการบมจ.ทางด่วนกรุงเทพ ประจำปี 2555 มีกำไรสุทธิ 2,254 ล้านบาท คิดเป็นต่อหุ้น 2.93 บาท ถือว่าสูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีที่มาจาก 2 เรื่องคือ 1.จากการจัดเก็บค่าผ่านทาง และ 2.จากการขายเงินลงทุนในหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท เซาท์อีสต์เอเชีย เอเนอร์ยี่ จำกัด(SEAN)ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม 2 ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเฉพาะเรื่องของรายได้ค่าผ่านทางนั้นยังเติบโตเป็นปกติกำไรสูงขึ้นมาก
++ความชัดเจนการขอปรับค่าผ่านทางด่วน
    สำหรับความชัดเจนเรื่องค่าผ่านทางด่วนนั้นจะมีกำหนดไว้ในสัญญาว่า 5 ปีจึงจะมีการปรับค่าผ่านทาง โดยปรับราคาระดับหน่วยละ 5 บาท คือ จาก 5 บาทปรับเป็น 10 บาท และ 15 บาทปรับเป็น 20 บาท โดยปัจจุบันอัตราค่าผ่านทาง 45 บาทในเขตเมืองจะแบ่งรายได้ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 60% บีอีซีแอลได้ 40% ปีนี้นับเป็นปีที่ 5 ก็จะมีการปรับในวันที่ 1 กันยายน 2556
อย่างไรก็ดีขณะนี้ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)แล้วว่า 1.ปีนี้เป็นปีที่ครบกำหนดการปรับค่าผ่านทาง 2.อัตราเงินเฟ้อที่คำนวณได้อยู่ในระดับที่สมควรจะปรับค่าผ่านทาง ส่วนจะปรับเท่าไรนั้นอยู่ในการพิจารณาของกทพ.โดยจะเป็นการคำนวณจากดัชนีผู้บริโภค คาดว่าในเร็วๆนี้กทพ.จะออกมาแถลงความชัดเจนเอง
    "ขณะนี้กทพ.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาในเรื่องนี้แล้ว แต่บีอีซีแอลยังไม่ได้รับเชิญ ซึ่งบีอีซีแอลได้ส่งจดหมายแจ้งไปยังกทพ.ทราบแล้วว่าขอมีการปรับราคาค่าทางด่วนโดยจะต้องมีการพิจารณาร่วมกันต่อไป"
++แนวโน้มการใช้ทางด่วน
    ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่ดี ปัจจัยอยู่ที่ภาวะหลังน้ำท่วม เมื่อภาวะธุรกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติจึงมีการทำธุรกรรมทางธุรกิจมากขึ้น ส่งผลให้การใช้รถมีปริมาณสูงขึ้นตามไปด้วย หลายฝ่ายคิดว่าปีนี้จะลดลง แต่บอกได้เลยว่าจะยังโตต่อเนื่อง ซึ่งปริมาณ 1.5 ล้านคันที่แบ่งรายได้กัน ถือว่าเติบโตประมาณ 2-3% ซึ่งเป็นการเติบโตปกติบนฐานที่ใหญ่ และมั่นใจว่าในปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดีอีกเช่นกัน โดยพบว่าจะโตก้าวกระโดดในส่วนที่เป็นนอกเมือง ส่วนในเมืองดังที่เห็นกันอยู่รถติดไปทั่ว การลงจากทางด่วนค่อนข้างใช้เวลาเยอะมากกว่าขาขึ้น แต่ในส่วนนอกเมืองขณะนี้โตสูงมากประมาณ 7% ในโซนทางด้านเหนือจากแจ้งวัฒนะไปบางปะอิน
    ดังนั้นในปีนี้น่าจะเป็นปีสุดท้ายของการขาดทุน ส่วนปี 2557 น่าจะเริ่มเห็นผลกำไรจากบริษัทSEAN มากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากปี 2555 หลังจากกลับสู่ภาวะปกติกรณีเกิดอุทกภัยปลายปี 2554  ตัวเลขการใช้ทางด่วนพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมาก  อีกทั้งภายหลังน้ำท่วมยังมีการฟื้นฟู ในเมื่อปี 2555 เป็นฐานใหญ่ปีนี้จึงยังมีแนวโน้มไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา
    ประการสำคัญรัฐบาลยังมีโครงการทางพิเศษที่จะดำเนินการอีกหลายเส้นทาง เช่น ทางด่วนศรีรัช-ดาวคะนอง โดยส่วนใหญ่รัฐจะเข้าไปดูแลเส้นทางที่ไม่ค่อยให้ผลตอบแทนทางการเงิน เส้นทางที่จะมีผลตอบแทนทางการเงินบีอีซีแอลจะเข้าไปดำเนินการและพร้อมที่จะแข่งขันกับรายอื่นๆ โดยในส่วนทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกนั้นรายได้จะเป็นของบีอีซีแอล 100%
++ภาวะรายได้ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง
    ปัจจุบันรายได้หลักของบีอีซีแอลจะได้จากค่าสัมปทานทางด่วนอัตราประมาณ 1,500 -1,600 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งเป็นกำไรที่มาจากการขายหุ้น ซึ่งเกิดจากการลงทุนในส่วนธุรกิจอื่นๆตามที่บริษัทมีความถนัด เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน น้ำประปา เขื่อน วงเงินลงทุนเริ่มให้ผลตอบแทนกลับคืนมามากขึ้น โดยขายหุ้นบริษัทลูกที่ก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม2 ได้รับเงินจำนวนกว่า 700 ล้านบาท นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของบริษัท ดังนั้นหากรวมรายได้จากค่าสัมปทานและจากการขายหุ้นบริษัทลูกแล้วจึงมากกว่า 2,254 ล้านบาท คิดเป็นต่อหุ้นประมาณ 2.93 บาท โดยจ่ายปันผลกลางปีไปแล้ว 62 สตางค์ แล้วยังได้ประกาศนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อจะจัดประชุมในเดือนเมษายนนี้ว่าจะจ่ายอีกประมาณ 88 สตางค์ ดังนั้นปี 2555 รวมทั้งปีจึงจะจ่ายทั้งสิ้น 1.50 บาท
    สำหรับในปี 2556 บีอีซีแอลครบรอบ 25 ปีพร้อมกับการได้สัมปทานเส้นทางศรีรัช-วงแหวนรอบนอก จากบางซื่อไปทางด้านตะวันตกของกรุงเทพมหานครขณะนี้งานก่อสร้างคืบหน้าตามลำดับ ส่วนกรณีลงทุนอื่นๆก็เริ่มปันผลตอบแทนกลับมามากขึ้นโดยคาดว่าปีนี้จะมีกำไรกว่า 4,000 ล้านบาทโดยได้ลงทุนเพิ่มในบริษัทน้ำประปาไทย จำกัด(มหาชน) จากเดิมถือหุ้นอยู่ 9% เพิ่มอีก 11% รวมเป็น 20% โดยได้รับเงินปันผลต่อเนื่อง ปี 2555 ปันผล 50 สตางค์ซึ่งถือว่าสูงมาก ซึ่งการลงทุนดังกล่าวทำให้กำไรเปลี่ยนแปลงไปเพราะสามารถนำกำไรของบริษัทน้ำประปาไทยฯ 20% เช่น มีกำไร 2,500 ล้านบาทก็สามารถเอา 500 ล้านบาทมารวมเป็นกำไรของบริษัทได้ทันที
    เช่นเดียวกับซีเคเพาเวอร์มีกำหนดเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯในเดือนพฤษภาคมนี้ผู้บริหารระดับสูงซีเคเพาเวอร์มีความมั่นใจมากขึ้น บีอีซีแอลถือหุ้นในซีเคเพาเวอร์ 20% โดยจะขายด้วยการออกหุ้นใหม่กับการที่ผู้ที่หุ้นเดิมเข้าไปร่วมขาย จะเข้าไปรวมขายด้วย 20 ล้านหุ้น ดังนั้นในทุก 1 บาทกำไรจะกลับสู่ที่บีอีซีแอล 20 ล้านบาทขึ้นอยู่กับว่าซีเคเพาเวอร์จะขายในราคาเท่าไร รวมถึงรายได้ที่จะมาจากการปรับค่าผ่านทางในปีนี้ ซึ่งทุกๆ  5 ปีจะครบรอบการปรับค่าผ่านทาง
    "ปัจจัยต่างๆที่เป็นผลบวกด้านการทำกำไรในปี 2556 น่าจะมาจากการทำกิจกรรมหลักที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง "

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,834 วันที่  11 - 13  เมษายน พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าว “กลุ่มสามารถ”ชู“STRONG” โตก้าวกระโดด ตั้งเป้ารายได้ 3 หมื่นล้านในปี56 กำไรโต 50%




คุณวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
28 ม.ค. พ.ศ. 2556  /  8:22pm  /  โดยDave Wong
 ที่มา http://www.hardwarezone.co.th/tech-news/view/1325
เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มบริษัทสามารถนำโดย คุณวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานแถลงข่าวผลประกอบการ และทิศทางในปี 2556 พร้อมตอกย้ำความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา โดยกลุ่มบริษัทสามารถ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีครบวงจร ย้ำชัดปี 56 เป็นปีแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยตั้งเป้ารายได้รวม 30,000 ล้านบาท คาดผลกำไรเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับปี 2555 ทั้งนี้ เนื่องจากมีปัจจัยที่ช่วยเสริมความมั่นใจ คือ แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่มีการขยายตัวและการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยงบประมาณภาครัฐ ที่สำคัญ คือในปี 56 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 3G และระบบดิจิตอลทีวี ซึ่งจะสร้างโอกาสทางการตลาดอย่างมหาศาลให้แก่กลุ่มบริษัทสามารถ นอกจากนี้ ทุกธุรกิจของกลุ่มสามารถในปัจจุบัน ล้วนมีผลประกอบการที่ดีขึ้นและมีลู่ทางการเติบโตที่สดใส เช่น ธุรกิจ Call Center โดยบริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด ซึ่งมีแผนนำเข้าจดทะเบียนในตลท.ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ส่วนการขยายธุรกิจด้านพลังงานและบริการสาธารณะ ก็มีความคืบหน้าชัดเจน ล่าสุด ได้ควบรวมกิจการ บริษัท เทด้า จำกัด ผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานก่อสร้างสถานีและสายส่งไฟฟ้า ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการต่อยอดธุรกิจด้านพลังงาน โดยมีแผนเข้าประมูลโครงการมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทในระยะเวลา 3 ปี



บรรดาสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้



กลุ่มสมาร์ทโฟน ตระกูล IQ Series



นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของกลุ่มสามารถในปี 2555 คือ อัตราการเติบโตของกำไรที่เพิ่มขึ้น ทะลุ 1 พันล้านบาทและการเติบโตของรายได้ประจำซึ่งในปี 55 มีรายได้ประจำถึง 5,400 ล้านบาท คิดเป็น 30 เปอร์เซนต์ของรายได้รวม ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจโมบายก็ส่อแววฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดนับจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายเครื่องไอ-โมบาย Smart Phone ถึง 400,000 เครื่องในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ส่วนธุรกิจด้านไอซีที แม้จะมีการดีเลย์ ของบางโครงการ แต่ก็ยังสามารถกวาดงานเข้ามาในมือ รวมมูลค่าสัญญากว่า 7,000 ล้านบาทในปี 55”

จากปัจจัยบวกรอบด้าน บริษัทฯ จึงมั่นใจว่าในปี 2556 จะเป็นปีทองของธุรกิจ และ STRONG คือ กลยุทธ์เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับกลุ่มสามารถ

“S” Sustainable Growth สร้างความยั่งยืนด้วยรายได้ประจำที่เติบโตต่อเนื่อง

“T” Trustworthy สร้างความเชื่อมั่นด้วยรางวัลดีเด่นจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“R” Returns on Investment สร้างผลตอบแทนและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน

“O” Operation & Service Excellence นำเสนอบริการที่เป็นเลิศด้วยทีมงานมืออาชีพ

“N” New Business แสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

“G” Global Standard สร้างมาตรฐานการทำงานและการให้บริการระดับโลก ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับมาตรฐาน ISO 27001 (IT Security Management) และมาตรฐานด้านระบบการทำงานและการพัฒนาซอฟต์แวร์ (CMMI) ระดับ 3 รวมทั้งมุ่งสู่มาตรฐาน ISO 20000 ในการบริหารคุณภาพและกระบวนการในการให้บริการด้าน IT

ในปี 2556 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้รวม 30,000 ล้านบาท คิดเป็นรายได้จากสาย ICT Solutions 15,000 ล้านบาท Mobile Multi-media 11,000 ล้านบาท สายธุรกิจ Related Businesses 2,400 ล้านบาท และสายธุรกิจ Utility Services 1,655 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดของแต่ละสายธุรกิจดังนี้

สาย ICT Solutions นำโดย บมจ.สามารถเทลคอม ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท คาดกำไรเพิ่มขึ้น 70 เปอร์เซนต์ ปัจจุบันมีงานสะสมในมือ ( Backlog) มูลค่ารวมกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งเป้าพิชิตงานใหญ่ที่รอการประมูลรวมมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย โครงการ 3 G เฟส 2 ของทีโอที รวมถึงโครงการต่างๆของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, กรมสรรพากร, กรุงเทพมหานคร และอื่นๆ โดยมั่นใจว่าด้วยความชำนาญและผลงานที่ผ่านมา บริษัทฯ จะสามารถดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจ

สาย Mobile Multi-media นำโดย บมจ.สามารถไอ-โมบาย ตั้งเป้ารายได้ที่ 11,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 200 เปอร์เซนต์ โดยปี 56 จะเป็นปีแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจโมบายและคอนเทนต์ อันเนื่องมาจากการขยายเครือข่าย 3G อย่างจริงจังและรวดเร็วของทุกค่ายโอเปอเรเตอร์ ก่อให้เกิดโอกาสทางการตลาดอย่างมหาศาล บริษัทฯ จึงตั้งเป้ายอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือในปีนี้ 3.2 ล้านเครื่อง คิดเป็น Smart Phone 2.2 ล้านเครื่อง หรือ 70 เปอร์เซนต์ของจำนวนเครื่องทั้งหมด ล่าสุดประกาศเปิดตัว iQ6 ซึ่งโดดเด่นด้วยหน้าจอไอพีเอส ภาพคมชัดระดับHDและกันรอยขีดข่วน ในราคาสุดคุ้มตามสไตล์ไอ-โมบาย ด้านธุรกิจ MVNO ภายใต้ i-mobile 3GX ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้น ด้วยสัญญาณที่แรงและการอัดฉีดโปรโมชั่น คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการเพิ่มเป็น 1.2 ล้านรายในสิ้นปี 56 สำหรับแผนงานเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มโมบาย-มัลติมีเดียในระยะยาว ได้มีการกำหนดเป้าหมายไว้ว่าภายใน 3 ปี ผลิตภัณฑ์และบริการของกลุ่มโมบาย-มัลติมีเดีย อาทิ โทรศัพท์มือถือ บริการคอนเทนต์ และบริการ MVNO จะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตแบบ Mobility ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยจะมุ่งเน้นที่กลุ่ม Mass ซึ่งมีฐานตลาดขนาดใหญ่

สายธุรกิจ Related Businesses ตั้งเป้ารายได้ 2,400 ล้านบาท จากบริษัท วันทูวันคอนแทคส์ จำกัด ผู้ให้บริการ Contact Center มาตรฐานโลก โดยคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ และเตรียมขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ทั้งกัมพูชา พม่า และลาว ต่อไป ด้านบริษัท สามารถวิศวกรรม จำกัด ซึ่งปัจจุบันได้ขยายไลน์การผลิตจากเสาอากาศและจานดาวเทียมไปสู่อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญานอื่นๆ เช่น กล่องรับสัญญานดิจิตอลทีวี มั่นใจว่าจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างชัดเจน ส่วนบริษัท วิชั่นแอนด์ ซิเคียวริตี้ ซิสเต็ม จำกัด ปัจจุบันมีงานในมือมูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท และมีงานที่จะเข้าประมูลในปีนี้ มูลค่าราว 1,200 ล้านบาท

สุดท้ายสายธุรกิจ Utility Services ตั้งเป้ารายได้ 1,655 ล้านบาท โดยนอกจากจะมีรายได้ที่สม่ำเสมอจากบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิสเซส จำกัด (CATS) และบริษัท Kampot Power Plant จำกัด ผู้ผลิตไฟฟ้าป้อนแก่โรงงานปูนซิเมนต์ไทยที่ประเทศกัมพูชาแล้ว ยังมีความคืบหน้าในการขยายธุรกิจด้านสาธารณูปโภคและพลังงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การควบรวมกิจการบริษัท เทด้า จำกัด ผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้า ซึ่งต่อไปจะเป็นหัวหอกสำคัญในการขยายธุรกิจด้านพลังงานทั้งนี้ มีแผนในการเข้าร่วมประมูลโครงการมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทในระยะเวลา 3 ปี


Digital TV



Digital TV



นายวัฒน์ชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า “ในระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ มีช่วงจังหวะของการเติบโตแบบก้าวกระโดดในหลายๆช่วง โดยเฉพาะในยุคของการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี เช่น จากยุคอนาล็อคไปสู่ยุคดิจิตอล ซึ่งในแต่ละครั้งของการเปลี่ยนแปลงก็ได้นำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจ และในปีนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลุ่มสามารถในการขยายผลทางธุรกิจ จากการเปลี่ยนแปลงของระบบเครือข่ายการสื่อสาร 2G ไป 3G และ 4G ในเวลาอันสั้น ปี 2556 จึงเป็นปีที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายสำหรับธุรกิจมือถือ คอนเทนต์และบริการไอซีทีทั้งระบบ บริษัทฯ จึงตอบรับความท้าทายอย่างมั่นใจด้วยการตั้งเป้ารายได้ในปี 56 แบบก้าวกระโดดถึง 3 หมื่นล้านบาทและในแผนงานของทุกธุรกิจในเครือ ก็ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ประจำและการเติบโตแบบยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า กลุ่มสามารถจะต้องมีรายได้ประจำไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท”

“กลุ่มบริษัทสามารถ” มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการด้านเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าอย่างครบวงจร ภายใต้บริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท และมี 3 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน)


กลุ่มผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท สามารทคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)


Image Source: HWZ





Source: Samart Corporation PCL

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

ทัศพล แบเลเว็ลด์ "บริหารต้นทุน" Heart of Aviation


02 Mar 12 ,  กรุงเทพธุรกิจ
http://www.logisticsdigest.com/article/company-focus
ไทยแอร์เอเชีย "เทคออฟ" ฝ่าหลายมรสุม ทั้งราคาน้ำมัน เศรษฐกิจโลกทรุด น้ำท่วมใหญ่"ทัศพล แบเลเว็ลด์" บอกว่าหัวใจอยู่การบริหารต้นทุน
เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง บวกกับ สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
อย่างสหรัฐ และประเทศในยูโรโซน ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว กลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจการบินทั่วโลก
ยังคงอยู่ในอาการซบเซา เพราะคนไม่อยากบิน ไม่อยากท่องเที่ยว สวนทางกับสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก
ที่ไม่เพียงผันผวน ยังมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น และสูงขึ้น

กลายเป็นความท้าทายของธุรกิจการบิน โดยเฉพาะ"สายการบินต้นทุนต่ำ" (โลว์คอร์ท แอร์ไลน์) อย่างไทยแอร์เอเชีย ที่ ทัศพล แบเลเว็ลด์ ซีอีโอไทยแอร์เอเชีย ประเมินว่า ปีนี้น่าจะเหนื่อยมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจาก "น้ำมัน" ถือเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจสายการบิน ในสัดส่วนสูงถึง 35-40 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่สายการบินต้นทุนต่ำ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ต้องแข่งขันกันด้วยราคา  "มาร์จิน" ของธุรกิจนี้ จึงถูกบีบทั้งขึ้นทั้งล่อง ขยับราคาก็ไม่ได้ แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น !!

สมการการแก้ไขปัญหานี้ สำหรับไทยแอร์เอเชีย น่าจะคิดไม่ต่างกันกับสายการบินต้นทุนต่ำรายอื่นๆ มากนัก
โดยทัศพล บอกว่า จะเน้นไปที่การเพิ่มปริมาณผู้โดยสาร ด้วยการเพิ่ม "ความถี่" ของจำนวนเที่ยวบิน ล้อไปกับสโลแกน "ใครๆ ก็บินได้" (Everyone can fly) โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราผู้โดยสารโดยเฉลี่ย (Load Factor)
ให้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 85% ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันเฉลี่ยที่ 75-80%  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้ต้นทุนการดำเนินการโดยเฉลี่ยต่ำลง

“เราต้องการฐานลูกค้าจำนวนมาก เพื่อจะได้ไปช่วยเฉลี่ยต้นทุนการบินที่เพิ่มสูงขึ้น” เขาบอก

ล่าสุด กับการเปิดเส้นทางบินใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ -ตรัง ,กรุงเทพฯ- นครพนม และกรุงเทพฯ- ศรีลังกา  และมีแผนจะเพิ่มจำนวนฝูงบิน ยอมลงทุนสั่งเครื่องบินใหม่จำนวน 5 ลำ เข้ามาประจำในฝูงบินจากปัจจุบันที่มีเครื่องบิน จำนวน 23 ลำ โดยถือโอกาสนี้เฉลิมฉลองในวาระที่สายการบินแห่งนี้มีอายุครบ 8 ขวบปี ซึ่งมีพัฒนาการไปเป็นลำดับ

โดยไทยแอร์เอเชีย เปิดดำเนินการครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 ด้วยเครื่องบินแบบโบอิง 737-300 จำนวน 2 ลำ เปิดบริการการบินไปยัง 3 เส้นทาง ปัจจุบันมีเครื่องบินแบบแอร์บัส A320 ประจำการทั้งหมด 23 ลำ มีฐานการบิน (Hub) จำนวน 3 แห่งในไทย ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินภูเก็ตและเชียงใหม่ ทำการบินไปยังจุดหมายปลายทางในประเทศ 13 แห่ง  และต่างประเทศอีก 14 แห่ง

"ปีนี้เราจะเน้นในเรื่องของการเพิ่มความถี่ และความแรง มากขึ้น" ทัศพล บอก ก่อนจะขยายความว่า...

ความถี่ในที่นี้ หมายถึง การเพิ่มความถี่ของการบินให้รองรับจำนวนผู้โดยสารให้ได้มากขึ้น  ส่วนการเพิ่มความแรงคือ
การจัดทำโปรโมทชั่นต่างๆ แคมเปญการตลาดต่างๆ ในการกระตุ้นตลาดและกระตุ้นการเดินทางของคนให้มาเดินทาง
โดยเครื่องบินมากขึ้น

โดยเฉพาะการเน้นเรื่อง Sport Marketing โดยในปีนี้ไทยแอร์เอเชียจะสนับสนุนทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีกเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่ให้การสนับสนุนอยู่แล้ว 12 ทีม นอกจากนี้จะหันไปสนับสนุนทีมบาสเกตบอลเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นกีฬาใหม่ที่คนไทยเริ่มให้ความสนใจ

“เราต้องการดึงคนดู ดึงแฟนกีฬาทีมฟุตบอลหรือบาสเกตบอลให้มาเป็นลูกค้าเราด้วย ผมมองว่าการเจาะฐานลูกค้ากลุ่มนี้จะง่ายและเร็วกว่า อย่างปีที่แล้วเราได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นจากลูกค้ากลุ่มนี้ แต่บังเอิญว่าปลายปีเจอน้ำท่วม เลยไม่ค่อยเป็นไปตามเป้าหมายเท่าไหร่”

นอกจากการเพิ่มความถี่และเปิดเที่ยวบินใหม่ อีกแนวทางในการลดต้นทุนการดำเนินการคือ การปรับเส้นทางการบินจาก กรุงเทพฯ-นิวเดลี เพื่อลดภาระต้นทุนเรื่องราคาน้ำมัน และการขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินในบางเส้นทางบิน ที่เห็นว่าจำนวนผู้โดยสารไม่ได้มีจำนวนมากอย่างที่คาดหมายไว้ตั้งแต่ต้น และยังปรับความถี่ในการบินลดลงตามความเหมาะสม

ทัศพล บอกว่า ธุรกิจการบินเป็นธุรกิจต้นๆ ที่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ต้องมีความยืดหยุ่นสูง ธุรกิจจึงจะอยู่รอดสามารถแข่งขันกับสายการบินอื่นๆ ได้ นอกจากนี้พนักงานต้อนรับบนเครื่องก็ต้องมีความพร้อมและเต็มใจให้บริการลูกค้าบนเครื่อง ยิ้มแย้มแจ่มใส

"ผมยืนยันว่าน้องๆ แอร์โฮสเตสเราสวยทุกคน ย้ำนะครับว่าสวยทุกคน นี่ละจุดแข็งอีกอย่างหนึ่งของเรา" เขากล่าวติดตลก ก่อนจะบอกต่อว่า ธุรกิจสายการบินเป็นธุรกิจที่มีความเปราะบาง  มีความเสี่ยงสูง ทุกๆ ปัจจัยมีผลกระทบต่อธุรกิจสายการบินหมด ไม่ว่าจะเป็นการเมือง  เศรษฐกิจ  หรือน้ำท่วม ดังนั้นคนที่เข้ามาเล่นในธุรกิจนี้ต้องมี "สายป่านยาว" และ "มีความอดทนสูง" เพราะคนจะเดินทางท่องเที่ยวนั้นต้องมีเงินเหลือจึงจะเที่ยว

ดังนั้น แม้จะมีสายการบินใหม่ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะรายใหญ่อย่างการบินไทย ที่ออกมาทำ Sub-Brand  อย่าง Thai Smile Air ภายใต้คอนเซปต์ Light Premium (จ่ายเบาๆ ในบริการพรีเมียม) ที่ต้องการลงมาแข่งขันกับสายการบินต้นทุนต่ำ ทศพลบอกว่าไม่กลัว เพราะทุกอย่างอยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุน

"ที่ขาดไม่ได้เลยคือ การบริหารต้นทุนน้ำมัน ซึ่งไทยแอร์เอเชียซื้อประกันความเสี่ยงล่วงหน้า (Hedging) ราคาน้ำมันไว้ที่ 30%  เราพยายามให้อยู่ในระดับนี้ หรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องเราก็ต้องพยายามให้เขาขายสินค้าบนเครื่องให้ได้มากที่สุด ไม่ให้เหลืออาหารตกค้างบนเครื่อง เพราะมันคือต้นทุน เรามีการปรับตารางการทำงาน  ทบทวนเส้นทางการบินอยู่เป็นประจำ การนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย ลดการใช้พนักงาน เช่น บริการผ่านระบบออนไลน์ หรือกระทั่งตัวนักบินเองก็ต้องหาวิธีบินที่ประหยัดน้ำมันมากที่สุด"

สำหรับในปีนี้ ไทยแอร์เอเชียตั้งเป้าหมายว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารใกล้เคียงกับปี 2554 ที่ 7 ล้านคน ปัจจุบันมีผู้โดยสาร
ที่เป็นคนไทยในสัดส่วน 20-30% ขณะที่เหลือเป็นชาวต่างประเทศ แต่ในอนาคตหวังว่าสัดส่วนผู้โดยสารคนไทย
และต่างชาติจะมีสัดส่วนเท่ากันที่ 50%

นอกจากนี้ไทยแอร์เอเชียยังมีแผนที่จะเตรียมเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในไตรมาสแรกของปีนี้ หลังจากเลื่อนมาแล้วหลายรอบ โดยมีแผนกระจายหุ้นไม่ต่ำกว่า 25%  ซึ่งการระดมทุนครั้งนี้คาดว่าจะสามารถระดมเงินทุนได้ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และชำระหนี้ส่วนหนึ่งให้กับกลุ่มชินคอร์ป