แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทาทาปรับภาพลักษณ์-กู้ชื่อ ส่งนาโนไล่ถลุงตลาดเก๋งเล็ก

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
updated: 02 พ.ค. 2556 เวลา 13:05:25 น.

"ทาทา มอเตอร์ส"
 กู้ชื่อเตรียมส่งเก๋งเล็ก "นาโน" ปะทะอีโคคาร์ควอเตอร์ 3 นี้ มั่นใจดึงยอดขายแตะหมื่นคันต่อปี ยอมรับที่ผ่านมาทั้งแบรนด์และตัวสินค้ามีปัญหา จี้ปรับภาพลักษณ์สร้างความน่าเชื่อถือ เล็งตั้งโรงงานประกอบเอง หากขายได้ 2 หมื่นคันต่อปี

นายคาร์ล สลิม กรรมการผู้จัดการ ทาทา มอเตอร์ส ซึ่งดูแลรับผิดชอบการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของทาทา มอเตอร์ส ในอินเดีย และในตลาดสากลอื่น ๆ รวมทั้งในเกาหลีใต้ สเปน อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และในฐานะผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินการธุรกิจในประเทศไทยว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ทาทามีแผนส่งรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ทาทา นาโน ออกสู่ตลาดในประเทศไทย โดยจะเป็นในลักษณะของการนำเข้ามาจำหน่าย (ซีบียู) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นตลาดเก๋งเล็ก รวมทั้งอีโคคาร์ได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังมีแผนส่งรถรุ่นใหม่ ๆ ทำตลาด โดยเฉพาะกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ และรถยนต์นั่งออกสู่ตลาดประเทศไทยอย่างต่อเนื่องด้วย

ทั้งการรุกตลาดจะทำอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ที่จะตั้งโรงงานผลิตของตัวเอง หากยอดขายในไทยอยู่ในระดับ 20,000 คันขึ้นไป จากปัจจุบันใช้โรงงานธนบุรีประกอบยนต์เป็นผู้ผลิต

"ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าแบรนด์ทาทาในไทยยังมีจุดอ่อนอยู่บ้าง แต่เราหวังว่ากลุ่มลูกค้าจะให้โอกาส เนื่องจากบริษัทได้พยายามปรับปรุงและแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเเบรนด์ทาทาถือเป็นแบรนด์ระดับโลก มีสินค้าในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ กว่า 100 ธุรกิจที่จะช่วยส่งเสริมกันอย่างแน่นอน"

นายคาร์ลกล่าวอีกว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดความหวังของทาทา มอเตอร์ส และถือเป็นเรื่องธรรมดาที่พบกับอุปสรรคบ้าง แต่บริษัทยังมั่นใจว่า หากบริษัทมีการเตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจมาอย่างดี บวกกับสินค้าที่มีคุณภาพ ก็เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ประธานกรรมการบริหารทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ยังกล่าวอีกว่า การทำตลาดรถยนต์ อยากให้ลูกค้ามองที่คุณภาพของสินค้ามากกว่า การมองที่จำนวนยอดขาย ซึ่งบริษัทเชื่อว่า หากส่งรถยนต์นั่งทาทาออกสู่ตลาดประเทศไทยแล้ว คาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ทาทาประเทศไทยมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น "เท่าตัว" จากปีที่ผ่านมามียอดขายประมาณ 5,000 คัน

ทั้งยอดขายของทาทา มอเตอร์ส ที่ทำได้ทั้งสิ้น 400,000 คันต่อปี จากรถยนต์ 3 แบรนด์ คือทาทา แลนด์โรเวอร์ และจากัวร์ โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ามียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 10%

ทาทา มอเตอร์ส ประเทศไทย ก่อนหน้านี้มีข่าวเกี่ยวกับตัวสินค้ามีปัญหา อะไหล่รอช้า ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีไม่พอใจ เพราะต้องใช้รถประกอบอาชีพทุกวัน ส่งผลให้ขาดรายได้จนเกิดปัญหาหนี้เสียตาม จนล่าสุดลีสซิ่งเริ่มเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้บริหารคนไทยมีปัญหายกทีมลาออก และมีข่าวลือเรื่องการถอนหุ้นของกลุ่มผู้ถือหุ้นบางรายด้วย

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"สายการบิน-ทัวร์ออนไลน์"ขายตั๋วถูกปลุกท่องเที่ยวโลว์ซีซั่น


30 Apr 13 ,  prachachat.net
ที่มา http://www.logisticsdigest.com/news/air-transport/item/9262-/
สายการบินไทย-เทศ และบริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลก กระหน่ำแคมเปญโปรโมชั่นราคาตั๋วบิน-โรงแรม ขนผู้โดยสารเที่ยวโลว์ซีซั่น จับจ่ายช็อปปิ้งฤดูกาลเซลครั้งใหญ่ของแต่ละประเทศในเอเชียและยุโรป สร้างอัตราการจองที่พัก-ตั๋วบินล่วงหน้าต่อเนื่อง หลังไตรมาสแรกอัตราการขนส่งผู้โดยสารเติบโตดีเกินคาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สายการบินทั้งที่ให้บริการเส้นทางในประเทศและระหว่างประเทศ ต่างเข็นโปรโมชั่นและแคมเปญราคาตั๋วบินจำหน่ายแก่ลูกค้าเพื่อสร้างยอดจองที่นั่งล่วงหน้าในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) ในไทย และช่วงไฮซีซั่นที่ยุโรป รวมถึงฤดูกาลช็อปปิ้งของประเทศในเอเชียและยุโรปที่ชูจุดขายสวรรค์แห่งการช็อปปิ้ง

บินไทยเปิดเกม

นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.การบินไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างอัตราบรรทุกผู้โดยสาร ให้ดีต่อเนื่องจากไตรมาสแรกของปีที่มีอัตราขนส่งผู้โดยสาร (เคบิ้นแฟกเตอร์) ดีเกินคาด ในช่วงไตรมาส 2 จึงออกโปรโมชั่นตั๋วบินระหว่างประเทศ ครบรอบ 53 ปีของการบินไทย โดยเส้นทางไป-กลับ ที่นั่งชั้นประหยัด กรุงเทพฯหรือภูเก็ตไปฮ่องกง เริ่มต้นที่ 5,260 บาท, กรุงเทพฯไปญี่ปุ่นทุกเส้นทาง เริ่ม 13,680 บาท, ไปเกาหลีใต้ (โซลและปูซาน) เริ่ม 10,525 บาท, ไทเป เริ่ม 6,315 บาท, ไปตอนเหนือของจีน (ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้) เริ่มต้น 9,995 บาท, ไปสิงคโปร์ ย่างกุ้ง พนมเปญ โฮจิมินห์ซิตี หรือเวียงจันทน์ เริ่มต้น 4,210 บาท, ไปอินเดียทุกเส้นทาง เริ่มต้น 7,890 บาท และดูไบ เริ่มต้น 15,260 บาท

ขณะที่เส้นทางจากกรุงเทพฯไปลอนดอน มาดริด ปารีส มิลาน โรม แฟรงก์เฟิร์ต มิวนิก โคเปนเฮเกน สตอกโฮล์ม ออสโล และบรัสเซลส์ เริ่มต้น 24,210 บาท, ไปมอสโก รัสเซีย โจฮันเนสเบิร์ก เริ่มต้น 20,525 บาท เส้นทางไปลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา เริ่มต้น 25,785 บาท

ทั้งนี้ราคาตั๋วบินข้างต้นเป็นราคายังไม่รวมภาษีสนามบิน ค่าประกันภัยสายการบิน และค่าธรรมเนียมน้ำมัน สามารถจองและออกบัตรโดยสารได้ถึง 30 เมษายนนี้ เดินทางตั้งแต่ 1 พฤษภาคม-30 กันยายนนี้

สำหรับตั๋วบินในประเทศ การบินไทยจัดซัมเมอร์ ฮอลิเดย์ 2013 ราคาตั๋วเที่ยวเดียวชั้นประหยัด เช่น กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เริ่มต้น 1,935 บาท, กระบี่ เริ่มต้น 2,225 บาท, ภูเก็ต เริ่มต้น 2,500 บาท และหาดใหญ่ เริ่มต้น 2,550 บาท โดยรวมค่าธรรมเนียมทุกประเภทแล้ว ยกเว้นค่าภาษีสนามบิน ออกบัตรโดยสารและเดินทางได้ถึง 31 กรกฎาคมนี้

แอร์เอเชียบินไปจีน 2 พันบาท

ด้านนายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทย แอร์เอเชีย กล่าวว่า ตามแผนเพิ่มเที่ยวบินไปเดสติเนชั่นในจีน ล่าสุดได้เพิ่มเที่ยวบินไปฉงชิ่งเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน และเปิดตัวโปรโมชั่นราคารวม เริ่มต้น 1,990 บาท จองตั๋วบินได้ตั้งแต่วันนี้-30 เมษายนนี้ เดินทาง 1 กรกฎาคม 2556-30 เมษายน 2557

ส่วนโปรโมชั่นอื่น ๆ อาทิ ไทยแลนด์ แกรนด์ เซล ! สามารถจองที่นั่งได้ถึง 5 พฤษภาคมนี้ และเดินทางได้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม-31 ตุลาคมนี้ โดยเส้นทางกรุงเทพฯไปอุดรธานี เชียงราย อุบลราชธานี ราคาตั๋วบินแบบวันเวย์ รวมเริ่มต้นที่ 590 บาท, ไปสุราษฎร์ธานี ตรัง นครพนม เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช เริ่มต้น 690 บาท, ไปหาดใหญ่ กระบี่ ภูเก็ต และนราธิวาส เริ่มต้น 790 บาท

สำหรับเส้นทางระหว่างประเทศ จากกรุงเทพฯไปจีน เช่น เมืองกว่างโจว หรือฉงชิ่ง เริ่มต้น 2,290 บาท, ไปเสิ่นเจิ้น หรือฮ่องกง เริ่มต้น 2,090 บาท, ไปมาเก๊าหรือสิงคโปร์ เริ่มต้น 1,590 บาท, ไปเวียดนาม เริ่มต้น 1,490 บาท นอกจากนี้ เว็บไซต์ท่องเที่ยวครบวงจรอย่างแอร์เอเชียโกจัดโปรฯ แพ็กเกจตั๋วบินแอร์เอเชียและโรงแรมที่พัก 3 วัน 2 คืน ราคาเริ่มต้น 5,299 บาทต่อคน (รวมภาษีแล้ว)

นกแอร์ขายตั๋ววันเวย์

ขณะที่สายการบินนกแอร์ ก็ออกโปรโมชั่นราคาตั๋วบินแบบวันเวย์ เริ่มต้น 1,099 บาท ในเส้นทางบินจากดอนเมืองไปพิษณุโลก อุดรธานี อุบลราชธานี นครพนม ระนอง ชุมพร และจากสนามบินเชียงใหม่ไปแม่สอด (ตาก) และแม่ฮ่องสอน ส่วนเส้นทางอื่น ๆ เช่น จากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ ภูเก็ต ตรัง สุราษฎร์ธานี เลย น่าน ราคาเริ่มต้นที่ 1,199 บาท ราคาดังกล่าวรวมค่าธรรมเนียมและภาษีแล้ว สามารถออกบัตรโดยสารได้ถึง 2 พฤษภาคมนี้ เดินทางได้ถึง 31 มกราคม 2557

ฟากสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค ก็ร่วมกับฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ จัดแพ็กเกจ 2 วัน 1 คืน "เมจิค อิน ดิ แอร์" ต้อนรับปิดเทอมรองรับตลาดกลุ่มครอบครัว ซึ่งนักท่องเที่ยวจะตื่นตากับของเล่นขนาดมหึมาในดินแดนทอยสตอรี่ และตะลุยเหมืองทองกับรถราง Grizzly Gulch ในราคาเริ่มต้น 11,700 บาทต่อคน สำหรับเดินทาง 2 คนขึ้นไป รวมรถโค้ชรับ-ส่งจากสนามบินและบัตรเข้าสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ พร้อมสิทธิ์อัพเกรดบัตรให้เข้าไปสนุกสนานกับเครื่องเล่นได้ถึง 2 วัน สามารถสำรองที่นั่งได้ถึง 21 มิถุนายนนี้ และเดินทางได้ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2556

สายการบินเอทิฮัดแอร์เวย์ส ก็เข็นโปรโมชั่นราคาตั๋วบินไปตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐ สามารถออกตั๋วบินได้ถึงวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ และเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้-31 กรกฎาคมนี้ โดยราคาที่นั่งชั้นประหยัดเส้นทางไป-กลับกรุงเทพฯ-อาบูดาบี เริ่มต้น 19,530 บาท, กรุงเทพฯ-ลอนดอน เริ่มต้น 31,880 บาท, แมนเชสเตอร์ เริ่มต้น 34,290 บาท, ปารีส เริ่มต้น 28,390 บาท, แฟรงก์เฟิร์ต เริ่มต้น 29,460 บาท, มิลาน เริ่มต้น 27,360 บาท, อิสตันบูล เริ่มต้น 26,830 บาท, มิวนิก เริ่มต้น 32,660 บาท, นิวยอร์ก เริ่มต้น 35,490 บาท และวอชิงตัน ดี.ซี. เริ่มต้น 38,490 บาท ราคาข้างต้นรวมภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แล้ว

ทัวร์ออนไลน์โผล่แจม

ด้านบริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกอย่างเอ็กซ์พีเดียดอทคอม ก็ได้ส่งแคมเปญราคาถูกมาให้ลูกค้าได้เลือกกัน โดยโปรโมชั่นการขายที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 เมษายนนี้ คือ โปรโมชั่นแพ็กเกจเที่ยวบินและโรงแรม ราคาเริ่มต้นที่ 1,725 บาทต่อคน โดยเดสติเนชั่นยอดนิยมในเอเชีย แพ็กเกจเที่ยวบิน-โรงแรม ฮ่องกง ราคาเริ่มต้นที่ 11,627 บาทต่อคน, มาเก๊า เริ่มต้น 10,265 บาทต่อคน, ภูเก็ต-พังงา เริ่มต้น 3,111 บาทต่อคน, สิงคโปร์ เริ่มต้น 8,642 บาทต่อคน, ไทเป เริ่มต้น 12,735 บาทต่อคน, โตเกียว เริ่มต้น 19,111 บาทต่อคน, โอซากา เริ่มต้น 18,484 บาทต่อคน, เซี่ยงไฮ้ เริ่มต้น 12,826 บาทต่อคน, ปักกิ่ง เริ่มต้น 12,552 บาทต่อคน และบาหลี เริ่มต้น 12,325 บาทต่อคน

เดสติเนชั่นในยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรีย มีลอนดอน เริ่มต้น 29,119 บาทต่อคน, ปารีส เริ่ม 32,438 บาทต่อคน, นิวยอร์ก เริ่ม 37,807 บาทต่อคน, ลาสเวกัสเริ่มต้น 45,995 บาทต่อคน, ลอสแองเจลิส เริ่มต้น 42,868 บาทต่อคน, ซิดนีย์ เริ่มต้น 23,809 บาทต่อคน และเมลเบิร์น เริ่มต้น 25,279 บาทต่อคน

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

140 ปี ลีวายส์ 501 ตำนานความคลาสสิคตลอดกาล


updated: 02 พ.ค. 2556 เวลา 22:30:10 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid
ฉลอง 140 ปี ลีวายส์ รุ่น 501 ไปอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม หรือ วันแรงงานสากลที่ผ่านมา งานนี้นอกจากแฟนพันธุ์แท้ยีนส์ลีวายส์แล้ว ยังมีกองทัพแฟนคลับของศิลปินที่มาเดินแบบในงานวันนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น บอย-ปกรณ์ ภีม-ภาคิน บวรศิริลักษณ์ และ หนุ่มๆ จากเดอะสตาร์ 9

งานนี้ได้ ตุล-อพาร์ทเม้นท์คุณป้า มาทำหน้าที่ดีเจเปิดเพลงกระตุ้นความมันส์ตลอดทั้งงาน





งานนี้ลีวายส์เปิดตัว รุ่น 501 สีขาว เป็นคอลเลคชั่นพิเศษ จำนวนจำกัดเพียง 500 ตัวเท่านั้น

นายปีเตอร์ ฮอร์นบี้ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มสินค้าแฟชั่น บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจัดจำหน่ายเครื่องแต่งกายและยีนส์แบรนด์ลีวายส์ กล่าวว่า ปีนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญ เนื่องจากลีวายส์ 501 ได้มีอายุครบ 140 ปี ซึ่งนอกจากจะสะท้อนถึงตำนานความเป็นผู้บุกเบิกยีนส์ระดับโลกของลีวายส์ ที่มีมาอย่างอย่างยาวนาน ยังแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เราสั่งสมมา ที่สามารถตอบรับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี โดยลีวายส์ 501 เป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ได้กลายเป็นตำนานของลีวายส์ และได้รับความนิยมมาถึงทุกวันนี้







"เพื่อให้ลีวายส์ 501 เป็นยีนส์ที่มีความทันสมัย กับเทรนด์ในปัจจุบัน เราจึงพัฒนาและออกแบบโดยให้ความสำคัญกับการตัดเย็บอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋ากางเกงที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้ใส่สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดได้อย่างสะดวกสบาย หรือ สายคล้องเข็มขัดที่ออกแบบใหม่ รวมถึงตะเข็บข้างและชาวกางเกงยีนส์ด้านในที่มีลูกเล่นพิเศษเมื่อพับขาขึ้น เพื่อให้ยีนส์ลีวายส์ 501 เป็นยีนส์ที่เหมาะกับทั้งแฟนลีวายส์ดั้งเดิมและคนรุ่นใหม่" ปีเตอร์ ฮอร์นบี้ กล่าว


ด้าน อัมพวรรณ วงศ์สุรศิลป์ ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า และแฟชั่น บริษัท ดีเคเอสเอช ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ลีวายส์ 501 มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดคืองแพตเทิร์น 501 ที่ตอนนี้มีการปรับตรงขาเล็กน้อยเพื่อให้ดูเชปเปอร์ขึ้น ให้ลุคทันสมัยมากขึ้น ทำให้ผู้สวมใส่ทุกเพศทุกวัยดูดี โดยเฉพาะผู้ชายไม่ว่าจะมีรูปร่างแบบไหน ก็ใส่ 501 ได้สวยหมด

"คือผู้ชายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายใส่ 501 จะดูเป็นแมนมาก ไม่มีทางที่จะดูเป็นอย่างอื่นได้เลย(ยิ้ม) โดยเฉพาะตรงขาไม่ว่าจะรูปร่างไหนก็ดูดีทุกคน"


ในยุคสมัยที่ยีนส์เต็มบ้านเต็มเมือง หลากหลายแบรนด์มากขึ้นมีผลกระทบต่อลีวายส์หรือไม่นั้น อัมพรรณ กล่าวว่า เท่าที่ดูยังไม่กระทบ ความนิยมของเราก็มีแฟนพันธุ์แท้อยู่ และก็เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็ได้เราเป็นไอคอนของยีนส์อยู่แล้ว เด็กรุ่นใหม่อาจจะเพิ่งเริ่มทำงานก็ใฝ่ฝันจะมียีนส์เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 501

ถือเป็นความคลาสสิค ที่ยากจะหาใครเทียบตำนานได้จริงๆ สำหรับลีวายส์ 501

ศัลยกรรมสไตล์เกาหลีแห่บุกไทย "ออราเคิล"เบอร์1แดนกิมจิผุด5สาขารับกระแสฮิต

updated: 29 เม.ย 2556 เวลา 14:21:45 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid
ธุรกิจความงาม-ศัลยกรรมสไตล์เกาหลียังฮอต "ออราเคิล คลินิก" ศัลยกรรมเกาหลีเบอร์ 1 บุกตลาดไทย รับเทรนด์คนรุ่นใหม่บ้าศัลยกรรมตามรอยดารานักร้องแดนกิมจิ พร้อมเดินหน้าขยายอีก 5 สาขาใน 2 ปี ชี้ตลาดหมื่นล้านโตต่อเนื่อง ด้านคลินิกความงามไทยแห่ทำสไตล์เกาหลีเกาะกระแสเพียบ

นายพริษฐ์ ทีฆคีรีกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออราเคิล คลินิก จำกัด ผู้บริหาร The Med Clinic และออราเคิล คลินิก เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทได้นำแบรนด์ "ออราเคิล" เข้ามาบุกตลาดไทย เปิดให้บริการที่ "ดิจิตอล เกตเวย์" สยามสแควร์ สาเหตุที่เลือกแบรนด์เกาหลี เพราะมองว่าวิทยาการด้านศัลยกรรมตกแต่ง เลเซอร์และการดูแลผิวพรรณของเกาหลีนั้นมีความก้าวหน้า ถือเป็น Trend Setter ของเอเชีย ขณะที่ออราเคิล คลินิก ถือเป็นเครือคลินิกและโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมและเลเซอร์อันดับหนึ่งของเกาหลี มีสถานพยาบาลมากกว่า 70 แห่งทั่วเอเชีย



สำหรับตลาดศัลยกรรมในประเทศไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการถ่ายทอดเทคนิคที่เกี่ยวข้องบางส่วนเข้ามา และเป็นที่นิยมอย่างสูง เช่น เทคนิคการร้อยไหม การผ่าเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนที่หู เป็นต้น ทางบริษัทจึงเห็นโอกาสดังกล่าว โดยความร่วมมือครั้งนี้ ทางคณะแพทย์ของออราเคิลได้ถ่ายทอดโนว์ฮาว เทคนิค รวมถึงวิทยาการล้ำสมัยต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้กับออราเคิล คลินิกในไทย เพื่อเป็นการพัฒนารูปแบบการรักษาให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วเอเชีย

"เซ็กมนต์การศัลยกรรมแบบเกาหลีกำลังมาแรงในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบสไตล์เกาหลี ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินนักร้องต่าง ๆ รวมไปถึงความคิดเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ซึ่งสังคมให้การยอมรับเรื่องดังกล่าวมากขึ้น และเป็นที่น่าแปลกใจว่าพ่อแม่ยุคใหม่ที่พาลูกมาปรึกษาเพื่อทำศัลยกรรมมีให้เห็นมากขึ้นในปัจจุบัน"

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ตลาดทำศัลยกรรมทั่วไปก็มีการเติบโต แม้จะไม่หวือหวาเท่าสไตล์เกาหลี โดยกลุ่มลูกค้าหลักของเซ็กเมนต์นี้คือวัยทำงาน ไปจนถึงคนอายุ 60 ที่มีกำลังซื้อ

เทรนด์ดังกล่าวทำให้บริษัทเตรียมที่จะขยายสาขาของ "ออราเคิล" อีก 5 สาขา ภายใน 2 ปีหลังจากนี้ ด้วยงบฯการลงทุนสาขาละ 20 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าเดอะเมดคลินิก เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรบุคคลที่สูงขึ้นจากการส่งทีมแพทย์ไปฝึกและแลกเปลี่ยนความรู้ที่เกาหลี ส่วนการประชาสัมพันธ์และการทำตลาดนั้นจะใช้ผ่านช่องทางเดอะเมดคลินิกทั้ง 5 แห่ง และการแนะนำแบบปากต่อปากจากการเชิญทดลองใช้ เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้ว รวมถึงการรีวิวจากบล็อกเกอร์ชื่อดัง

ในขณะที่มูลค่าของตลาดคลินิกศัลยกรรมในปีนี้น่าจะไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท และมีการเติบโตเป็นดับเบิลดิจิตมาโดยตลอด

นายพริษฐ์ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันคลินิกที่เป็นแบรนด์จากเกาหลีโดยตรงใช้ชื่อเดียวกันมีไม่มาก เพียง 2-3 ราย ที่เหลืออาจเป็นแค่ความร่วมมือกับทางแบรนด์เกาหลีบางส่วน หรือทำสไตล์และรูปแบบให้คล้ายคลึงเท่านั้น ทั้งนี้ มองว่าสินค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีในไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นถึงกลุ่มที่เริ่มทำงานมีการตอบรับกับสินค้าดังกล่าวอย่างดี จากคุณภาพและการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

"วัยรุ่นหันมาชื่นชอบความงามสไตล์เกาหลี ส่วนกลุ่มที่มีอายุมากขึ้น ยังเน้นสินค้าจากสหรัฐหรือยุโรป แม้สไตล์เกาหลีอาจถูกมองว่าเป็นแค่กระแสในปัจจุบัน แต่อีก 3-5 ปี เมื่อกลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้กลายเป็นวัยทำงานที่มีกำลังซื้อมากขึ้น และเรียนรู้ได้ว่าสินค้าจากเกาหลีมีคุณภาพ วันนั้นสินค้าเกาหลีก็ไม่อยู่แค่คำว่าแฟชั่นเท่านั้น"

สำหรับ "เดอะเมดคลินิก" จะเน้นเทคโนโลยีเลเซอร์และยาจากยุโรปและอเมริกา ส่วนออราเคิล คลินิก จะเน้นเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นและเกาหลี ทั้งนี้ มองว่าผู้บริโภคยุคใหม่เน้นหาข้อมูลก่อนใช้บริการ รวมถึงรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร รู้ตัวเลือกของตน และพยายามแสวงหาตัวเลือกที่เหมาะสมกับตนเอง

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

เปิดฉากแล้ว ศึกชิงมาร์เก็ตติ้ง


 อนุรักษ์ กอเซ็ม
กระจกไร้เงา 28 February 2556 - 00:00
LINK http://www.thaipost.net/news/280213/70208
  ดัชนีหุ้นไทยเปิดฉากการลงทุนได้อย่างสวยงาม ภายใน 2 เดือนแรกดัชนีหุ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี แม้ว่าจะไม่ทุบสถิติเดิมที่เคยไปสูงถึง 1,700 จุดก็ตาม แต่ข้อมูลด้านอื่นสามารถสร้างสถิติสูงสุดอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน อาทิ มูลค่าการซื้อขายต่อวันเฉลี่ยกว่า 5 หมื่นล้านบาท และดันให้มูลค่าตลาดรวม หรือมาร์เก็ตแคป แตะระดับ 12 ล้านล้านบาท
    ในแง่ของจำนวนผู้ลงทุนมีการเพิ่มขึ้น จนขณะนี้มีบัญชีซื้อขายเกือบ 900,000 บัญชี ด้วยจำนวนบัญชีที่เพิ่มขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่การตลาด หรือมาร์เก็ตติ้ง ทำงานมือเป็นระวิง ความสำคัญของมาร์เก็ตติ้งไม่ได้ถูกลดทอนลง แม้ว่าขณะนี้นักลงทุนจะนิยมซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จนมีสัดส่วน 50% ของการซื้อขายในส่วนของผู้ลงทุนรายย่อยก็ตาม
    "มาร์เก็ตติ้ง" ครั้งหนึ่งสมัยหนึ่งเคยถูกเรียกขานว่าเป็น “มนุษย์ทองคำ” ยิ่งในภาวะตลาดหุ้นบูม ศึกแย่งชิงมาร์เก็ตติ้งเข้าขั้นดุเดือด ในช่วงปีที่ผ่านมาข่าวการแย่งชิงมาร์เก็ตติ้งอาจไม่ได้แรงมากนัก เพราะเป็นปีแรกของการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ ทุกคนต่างอยู่ในฐานที่มั่นหมดแล้ว และข้อสำคัญทุกคนต่างอิ่มเอมกับตลาดหุ้นอยู่ในสภาวะกระทิงเปลี่ยว ทำให้ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด อยู่เฉยๆ อาหารก็ป้อนถึงปาก
    หากทว่าอะไรๆ ที่เคยสงบ ก็กลับปะทุขึ้นมาใหม่ ศึกชิงมาร์เก็ตติ้งที่ห่างหายไปช่วงหนึ่งก็กลับมาร้อนระอุ ที่สะเทือนวงการและเป็นข่าวในช่วงนี้ ก็คือกรณีที่ นายสมชาย กาญจนเพชรรัตน์ ลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เคที ซิมีโก้ ไปเป็นกรรมการผู้จัดการของ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย)
    นั่นคือสัญญาณของการแย่งชิงมาร์เก็ตติ้งที่กำลังจะกลับมาพร้อมๆ กับการบูมของตลาดครั้งใหม่ ที่ไม่มีใครจะรู้หัวหรือก้อย ว่าจะทะยานไปไกลได้แค่ไหน อย่างไรก็ตาม มีบริษัทหลักทรัพย์ที่เพิ่งซื้อใบอนุญาตและเริ่มรุกธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทย พากันกระโจนเข้ามาสู่สมรภูมิของการแข่งขัน เพื่อชิงส่วนแบ่งทางตลาด และมีหลายค่ายที่เลือกใช้วิธีซื้อตัวมาร์เก็ตติ้ง เพื่อเป็นทางลัดในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาด
    แม้ว่าทางสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จะออกมาให้ข่าวว่า ทางสมาคมไม่กังวล และไม่จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการใดๆ ออกมาในเรื่องของการย้ายงานของมาร์เก็ตติ้ง เพราะทางสมาคมมองว่า การย้ายงานเป็นเรื่องของแต่ละคนที่สามารถทำได้
    แต่ทั้งนี้ก็ต้องจับตาให้ดีว่าถ้ามีการชิงมาร์เก็ตติ้งกันหนักข้อกว่านี้ ทางสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จะออกมามีมาตรการใดบ้างหรือไม่ เพราะมีบริษัทหลักทรัพย์หลายรายที่เพิ่งได้ใบอนุญาตและกำลังจะรุกตลาด ที่เห็นๆ กันอยู่ตอนนี้ก็มี บล.โอเอสเค (ประเทศไทย) และ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)
    อย่างไรก็ตาม เกมการแข่งขันและชิงตัวมาร์เก็ตติ้งที่กำลังระอุนี้ ก็เป็นไปตามความร้อนแรงของตลาด ถ้าดัชนีปรับตัวลงมาต่ำกว่าที่เป็นอยู่ และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันไม่ได้สูงอย่างตอนนี้ ศึกชิงมาร์เก็ตติ้งอาจกลายเป็นศึกแข่งกันปลดมาร์เก็ตติ้งก็ได้ ซึ่งนี่เป็นข้อสมมุติ เพราะเอาเข้าจริง ก็ไม่มีใครรู้ได้หรอกว่าตลาดหุ้นจะบูมอย่างนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณ หรือควันไฟ เกมการชิงมาร์เก็ตติงก็คงระอุไปอีกนาน
    ที่ไหนมีความพร้อมในแง่ของโอกาสและผลตอบแทนที่ดีกว่า ก็จะได้เปรียบ
    จับตาดูกันให้ดีเถอะ ศึกชิงมาร์เก็ตติ้งครั้งนี้คงมีสีสันให้ได้ติดตามกันอย่างสนุก และบทสรุปที่ออกมาจะเป็นรูปแบบไหนก็ไม่สำคัญในฐานะคนดู
    นี่ก็คืออีกหนึ่งมิติของตลาดหุ้นไทยในภาวะที่ตลาดบูมสุดขีดเท่านั้นเอง.

อุตฯหนังไทยเดือดเม็ดเงินพุ่ง2พันล. ผู้ผลิตงัดฟอร์มยักษ์สู้-โรงหนังทุ่มขยายสาขาไม่อั้น



updated: 28 มี.ค. 2556 เวลา 09:37:01 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
link http://www.prachachat.net/news_detail
เปิดม่านปีทองอุตสาหกรรมหนังไทย เหยียบคันเร่งต้นปี จีทีเอช-เอ็ม 39 ปล่อยทีเด็ด 2 เรื่อง 2 รส ด้านสหมงคลฟิล์มเตรียมส่ง ตำนานสมเด็จพระนเรศวร 5 และต้มยำกุ้ง ฟากผู้ประกอบการโรงหนัง เมเจอร์ฯ-เอสเอฟ โหมขยายสาขาต่อเนื่อง คาดสิ้นปีดันมูลค่าตลาดหนังไทยทะลุ 2,000 ล้านบาท

พี่มาก...พระโขนง และคู่กรรม หนังไทย ฟอร์มยักษ์จากสองผู้ผลิตไฟแรง ที่กำลังโหมสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย ดึงความสนใจจากผู้ชม

ทำ ให้อุตสาหกรรมหนังไทยส่อแววคึกคักตั้งแต่ต้นปี ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่าน ส่วนแบ่งตลาดหนังไทยไม่เคยวิ่งข้ามเส้นกินส่วนแบ่งตลาดเกิน 35% แต่กลับมีการเติบโต 30-35% จากมูลค่ารวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (หนังไทย-ต่างประเทศ) ปีที่แล้ว 4,100 ล้านบาทโดยหลาย ๆ ผู้ผลิตหนังไทยในปีนี้พากันปรับตัวหวังกระตุ้นตลาด สร้างสีสันให้อุตฯหนังไทยกลับมาครื้นเครง

ปีทองอุตฯภาพยนตร์ไทย

นาย วิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีทีเอช จำกัด และประธานสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยว่า ตั้งแต่ครึ่งปีแรกปีนี้ถือว่าอุตฯหนังไทยมีแนวโน้มที่ดี เพราะมีหนังไทยฟอร์มใหญ่เข้าฉายถึง 2 เรื่อง คือ พี่มาก...พระโขนง และคู่กรรม ส่งผลให้อุตฯคึกคัก

อย่างไรก็ตามคาดว่าภาพรวมของ อุตฯหนังไทยทั้งปีนี้จะโตต่อเนื่อง โดยมีภาพยนตร์ไฮไลต์ 2 เรื่อง คือ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 5 และต้มยำกุ้ง ภาค 2 ที่จะเข้าฉาย ทำให้

คาด ว่าอุตฯหนังไทยจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทแน่นอน เพราะปีก่อนแม้ว่าจะไม่มีหนังไทยที่หวือหวา แต่ภาพรวมตลาดยังโตและมีมูลค่าถึง 1,100 ล้านบาท

โรงหนังขยาย สร้างโอกาส-รายได้

นาย วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันเมเจอร์ฯมีสาขาครอบคลุม 30 จังหวัด คาดว่าสิ้นปีนี้จะครอบคลุม 32-33 จังหวัด ด้วยปัจจัยดังกล่าวเชื่อว่าส่งผลให้อุตฯหนังไทยเติบโตเช่นกัน

ทั้ง นี้มองว่าถ้าหัวรถจักรไม่ขยาย อุตสาหกรรมหนังก็ไม่โต แต่วันนี้หัวรถจักรขยายตัวขึ้น เมเจอร์ฯมี 434 โรง สิ้นปีจะมีถึง 500 โรง บวกกับเทคโนโลยีกำลังถูกพัฒนาเป็นดิจิทัล ทำให้การผลิตหนังง่ายขึ้น ต้นทุนลดลง เชื่อว่าหนังไทยจะโตแน่นอน

ที่ผ่านมารายได้หนังไทย ไม่ถึง 100 ล้านบาท เพราะคอนเทนต์ยังไม่โดนใจผู้ชม ตอนนี้มีฮาร์ดแวร์คือ จำนวนโรงพร้อม เหลือแต่ซอฟต์แวร์ที่ยังต้องทำให้โดนใจผู้ชม ขอให้หนังดี เชื่อว่ามีโอกาสสร้างรายได้ อนาคตอาจเห็นหนังไทยหนึ่งเรื่องทำรายได้ 400-500 ล้านบาท เพราะโรงหนังพร้อมแล้วเช่นเดียวกับเครือเอสเอฟที่เดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อ เนื่อง ก่อนหน้านี้

นายสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท เอส เอฟ ซีเนม่า ซิตี้ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้เตรียมขยายอีก 10 สาขา ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ภายใต้งบฯ 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมี 228 โรง

จับพฤต"กรรมผู้ชมให้ถูกท"ศ

นาย วิสูตรกล่าวต่อว่า ปีนี้จีทีเอชจะเดินหน้าโฟกัสธุรกิจหลัก นั่นคือการสร้างหนัง คาดว่าครึ่งปีหลังจะมีหนังเข้าฉายอีก 2 เรื่อง ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ เป็นหนังสยองขวัญ 1 เรื่อง และหนังรัก 1 เรื่อง

สำหรับ สิ่งที่ทำให้ จีทีเอช ประสบความสำเร็จตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา คือ การปรับกลยุทธ์ แบ่งเป็น 3 กลยุทธ์ คือ หนึ่ง ลดจำนวนการผลิตหนัง จากเดิมปีละ 7-8 เรื่อง เหลือ 3-4 เรื่องต่อปี ภายใต้งบฯ 25-30 ล้านบาทต่อเรื่อง

โฟกัสคุณภาพด้านการผลิตเป็นหลัก

สอง จับทิศทางและรสนิยมผู้ชม หลังพบว่าคนไทยชอบสนุกและขี้เบื่อ ต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์ หากจับเทรนด์ไม่ทันก็จบ เพราะว่าหนังแต่ละเรื่องสร้างล่วงหน้า 1-2 ปี

ส่วนกลยุทธ์ที่สาม คือ การสร้างแบรนด์ ต่อยอดสู่ธุรกิจต่าง ๆ ทั้งละครเวที คอนเสิร์ต เปิด "จีทีเอช ช็อป" สินค้าเมอร์แชนไดส์ ถือว่าประสบความสำเร็จ ส่งผลให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์ จีทีเอช เพิ่มขึ้น

สหมงคลฯเน้นครบรส

นาง สาวชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ รองประธานฝ่ายขาย บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า สหมงคลฯยังคงเดินหน้าสร้างหนังที่หลากหลายครบทุกแนว เชื่อว่าหนังต้องมีความหลากหลาย และเชื่อว่าถ้าทำหนังดีก็จะมีคนดู แม้ว่าสุดท้ายแล้วอาจจะประสบความสำเร็จแค่บางเรื่องก็ตาม ซึ่งเฉลี่ยแต่ละปีจะมีหนังเข้าฉาย 15-16 เรื่อง

ขณะที่ปีนี้จะมีหนัง โปรเจ็กต์ใหญ่ ๆ 2 เรื่องหลักคือ ต้มยำกุ้งภาค 2 ระบบ 3 มิติ และตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ยุทธหัตถี ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะวางโปรแกรมเข้าฉายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้รวม 1,500 ล้านบาท

ทั้งจากนำหนังจากต่างประเทศเข้ามาฉายและหนังไทย ถือเป็นตัวเลขการเติบโตสูงที่สุดตั้งแต่ทำหนังมา

ทั้ง นี้ตั้งแต่ต้นปี บริษัทมีหนังเข้าฉายหลายเรื่อง ทั้ง จันดารา ปัจฉิมบท เข้าฉายเป็นเรื่องแรก ตามด้วยปัญญาเรณู 3 รูปูรูปี ส่วนหนังรักปีนี้จะมีเรื่อง "ฤดูที่ฉันเหงา" และหนังวัยรุ่น "เกรียนฟิคชั่น" หนังโรแมนติก "เธอเขาเราผี" และมีโปรเจ็กต์ร่วมกับเวิร์คพอยท์ รวมถึงโปรเจ็กต์สิ่งเล็กเล็ก 2 ด้วย

เอ็ม 39 ปรับแนวคิด ขยับเนื้อหา

ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า ค่ายหนังเครือเมเจอร์ฯเตรียมหนังไทยที่จะเข้าฉายไม่ต่ำกว่า 10 เรื่อง จากทั้ง 2 ค่ายคือ เอ็ม เทอร์ตี้ไนน์

ไม่ต่ำกว่า 7 เรื่อง และบริษัท ทาเลนต์ วัน จำกัด อีก 3 เรื่อง

"หนัง ของเครือเมเจอร์ฯลุ้นรายได้ 100 ล้านบาททุกเรื่อง เพราะแต่ละเรื่องต้องมีนักแสดงแม่เหล็ก คุณภาพต้องดี ทำให้ต้นทุนการสร้างหนังทุกเรื่องไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท"

สอดรับกับ นางสาวจันทิมา เลียวศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้วางเป้าหมายว่าจะผลิตหนังเพิ่มขึ้น แต่ก็คงค่อยเป็นค่อยไป เริ่มไตรมาสแรกด้วย "คู่กรรม" อย่างไรก็ตามผลจากการปรับแนวคิดและขยับเนื้อหาอย่างต่อเนื่องในปี 2555 ทำให้ภาพยนตร์ของค่ายได้รับความนิยมจากผู้ชมเพิ่มขึ้น

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ยุคมืดธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์

วันจันทร์ที่ 02 มกราคม 2012 เวลา 10:03 น.
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก
ที่มา http://www.thannews.th.com/index.php?option
ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ถูกมองว่าเป็นทางออกที่จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลก แต่เวลานี้ผู้ประกอบการหลายรายในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์กำลังตกที่นั่งลำบาก จนบางรายถึงกับต้องปิดกิจการไป

 เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า การล้มละลาย ราคาหุ้นบริษัทตก และหนี้สินมูลค่ามหาศาล ก่อให้เกิดคำถามตามมาถึงความอยู่รอดของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ที่นับตั้งแต่ยุคทศวรรษ ค.ศ. 1970 ถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นหนทางที่นำพาโลกเข้าสู่ยุคใหม่แห่งพลังงาน ความต้องการพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกยังคงเติบโตขึ้น โดยจากการวิเคราะห์ของเจฟฟรีส์ กรุ๊ป ประเมินว่า ในปี 2554 มีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นทั่วโลก 8% อย่างไรก็ตามความต้องการในปี 2555 นี้ ได้รับการคาดหมายว่าจะคงที่

 สาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ทรุดตัว คือ ราคาแผงเซลล์แสงอาทิตย์และส่วนประกอบ อาทิ โพลีซิลิโคน เวเฟอร์ เซลล์ รวมถึงตัวแผงเซลล์เอง ที่ลดต่ำลง ด้วยเหตุผลง่ายๆ นั่นคือ มีผู้ผลิตจำนวนมากเกินไปที่พยายามแข่งกันขายสินค้าของตนเอง

 ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์อย่างน้อย 7 รายที่ยื่นล้มละลายหรือขาดความสามารถในการชำระหนี้ โดยในจำนวนดังกล่าวมีบริษัทสัญชาติเยอรมัน 2 ราย คือ บริษัท โซลาร์ มิลเลนเนียมฯ และบริษัท โซลอน เอสอีฯ รวมถึงกรณีของบริษัท โซลิดรา จากสหรัฐอเมริกา ที่พัวพันกับการถูกสอบสวนทางอาญาว่าฉ้อโกงรัฐบาลสหรัฐฯ หรือไม่

 ในจำนวน 10 อันดับบริษัทผลิตชิ้นส่วนสำหรับแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่สุดตามมูลค่าในตลาด มีถึง 6 บริษัทที่รายงานผลประกอบการขาดทุนในไตรมาส 3 ของปี 2554 และมีเพียงบริษัทเดียวที่ทำรายได้ได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ 6 ใน 10 บริษัทยังมีมูลค่าหนี้สูงกว่ามูลค่าบริษัทในตลาดอีกด้วย

 มีอีกหลายบริษัทในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีสถานการณ์การเงินที่ย่ำแย่ เช่น บริษัท เอเนอร์จี คอนเวอร์ชัน ดีไวเซส ของสหรัฐฯ ที่มูลค่าหุ้นตกฮวบลงถึง 95% ในปี 2554 และต้องหยุดการผลิต ยืดเวลาการชำระดอกเบี้ย และปรับโครงสร้างพนักงาน

 แม้แต่บริษัท เฟิสต์ โซลาร์ฯ ซึ่งเป็นผู้เล่นที่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรม ก็ยังต้องปรับโครงสร้างเนื่องจากผลประกอบการที่อ่อนแอลง นายไมค์ อาเฮิร์น ประธานของเฟิสต์ โซลาร์ ยอมรับว่าอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์จะมีปัญหาเรื่องความกดดันของราคาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งหมายความว่าการถอนตัวของบริษัทผู้ผลิตบางรายออกจากตลาดจะเกิดขึ้นต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง "อุตสาหกรรมไม่สามารถรองรับผู้ผลิตเซลล์เกินกว่า 300 รายได้ ดังนั้นจะต้องมีบริษัทที่ยังคงเหลืออยู่ยอมแพ้และออกจากอุตสาหกรรมไป" นายเซงรง ชี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ซันเทค พาวเวอร์ โฮลดิงส์ฯ ผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์จากจีนให้ความเห็น ซันเทคลดค่าใช้จ่ายในการผลิตลงอย่างน้อย 20% ในปีหน้าด้วยความหวังว่าจะดึงมูลค่าหุ้นขึ้นจากที่ลดลง 70% ในปีนี้

 จำนวนผู้ผลิตที่มีมากเกินความต้องการเกิดขึ้นมาจากหลายสาเหตุในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาทิ ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการสนับสนุนเทคโนโลยีสะอาด นายทุนก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรม และนักลงทุนกว้านซื้อหุ้นไอพีโอของบริษัทด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และการตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลยุโรปก็ให้เงินอุดหนุนจำนวนมากสำหรับการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นการเพิ่มความต้องการในตลาดเพิ่มมากขึ้นอีก

 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุด คือ การตัดสินใจของรัฐบาลจีนให้ธนาคารภายในประเทศปล่อยกู้โดยไม่มีเงื่อนไขให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก นิว เอเนอร์จี ไฟแนนซ์ ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2551 ธนาคารจีนให้สินเชื่อเป็นมูลค่ารวมแล้วอย่างน้อย 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับบริษัทด้านพลังงานทดแทนสัญชาติจีน ซึ่งการเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายในเวลาที่การปล่อยสินเชื่อทั่วโลกมีไม่มากนัก ทำให้บริษัทจีนสามารถสร้างโรงงานและเริ่มเดินสายการผลิต บีบให้คู่แข่งในยุโรปและสหรัฐฯ ต้องทำตาม

 การผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์จำนวนมากส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างดุเดือด เมื่อปีก่อน ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายแผงเซลล์และนักพัฒนาโครงการ สามารถซื้อแผงเซลล์แสงอาทิตย์ได้ในราคา 1.60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัตต์โดยเฉลี่ย แต่เวลานี้ราคาอยู่ที่ 90 เซ็นต์-1.05 ดอลลาร์ต่อวัตต์ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ กำลังสอบสวนคำร้องของผู้ผลิตชาวสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่ามีการทุ่มตลาดแผงเซลล์แสงอาทิตย์จากผู้ผลิตชาวจีนในตลาดสหรัฐฯ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,702  5-7 มกราคม  พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ดั๊บเบิ้ล เอเปิด2โรงงานแห่งใหม่ รองรับการขยายตลาดส่งออก


วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556, 06.00 น.


ที่มา http://www.naewna.com/business/48536
นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น บวกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทยังยืนยันว่าในช่วงนี้ยังไม่มีการปรับราคาสินค้าขึ้นแต่อย่างใด โดยจะขอดูแนวโน้มในเรื่องต้นทุนก่อนระยะหนึ่งแม้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นจะมีผลกระทบต่อการส่งออกไปยัง 130 ประเทศทั่วโลกที่บริษัททำตลาดอยู่ แต่บริษัทไม่ได้ขาดทุนเพราะมีการเพิ่มจำนวนสินค้าให้มากขึ้น และมีการปรับตัวตามสถานการณ์ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ในปี 2556 นี้บริษัทเตรียมที่จะเปิดโรงงานใหม่ 2 แห่ง โดยโรงงานที่ประเทศไทยนั้น จะขยายในส่วนของพื้นที่โรงงานเดิม คือที่ ปราจีนบุรี ใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท และอีก 1 แห่ง จะเป็นโรงงานใหม่ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะเปิดดำเนินการผลิตได้ภายในปี 2556 นี้ ทั้งนี้โรงานแห่งใหม่ที่ประเทศฝรั่งเศส จะเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา รวมกันกว่า 100 ประเทศ ส่งผลกำลังการผลิตภายในปี 2556 นี้ รวมกันเป็นประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี จากเดิมบริษัทมีกำลังการผลิตเพียงประมาณ 800,000 ล้านตันต่อปี

อย่างไรก็ตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ บริษัทจะสามารถใช้กำลังการผลิตนี้ได้เพียงพอใน 2 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นจะต้องมีการเพิ่มกำลังการผลิตหรือขยายโรงงานแห่งใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาด

“บริษัทจะเปิดโรงงานใหม่ในปี 2556 นี้ ถึง 2 แห่ง คือโรงงานที่ประเทศไทยและในประเทศฝรั่งเศส จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านต้นต่อปีจากเดิมที่มีกำลังการผลิตเพียง 8000,000 ล้านตันต่อปีเท่านั้น ซึ่งการที่บริษัทต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของตลาดที่มีมากขึ้น ประกอบกับบริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น”นายชาญวิทย์ กล่าว

สำหรับการทำการตลาดในปี 2556นี้ บริษัทได้เตรียมงบการทำตลาดไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น งบการตลาดในประเทศไทย 200 ล้านบาทและต่างประเทศ 800 ล้านบาท ทั้งนี้จะมีการเน้นการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ ส่งเสริมการตลาด และโฆษณาผ่านสื่อทีวี.

โดยในปี 2556 นี้บริษัทมีแผนขยายตลาดใน 4 แนวทางหลัก คือ 1.ขยายตลาดกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ 80 แกรมในกลุ่มประเทศเปิดใหม่ โดยจะมุ่งเจาะตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อรองรับฐานการผลิตใหม่จากโรงงานในประเทศฝรั่งเศส 2.ขยายตลาดเพิ่มในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย อังกฤษ สเปน สหรัฐอเมริกา แคนาดา และซาอุดีอาระเบีย 3.ส่งเสริมกิจกรรมการตลาดในทุกช่องทางให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และ 4.สร้างการรับรู้ในตลาดสินค้าดั๊บเบิ้ล เอ ผ่านกิจกรรมการจัดแสดงสินค้าและออกภาพยนตร์โฆษณาในประเทศต่างๆ ที่เข้าไปทำตลาด

นายชาญวิทย์กล่าวว่า สำหรับรายได้ของบริษัทในปี 2555 ที่ผ่านมานั้น บริษัทสามารถทำได้เป็นมูลค่า 20,000 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 1,400 ล้านบาทหรือมีอัตราการเติบโต 10% จากปี 2554 และในปี 2556 นี้ คาดว่ารายได้จะเติบโตประมาณ 20% จากปี 2555 ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทจะมาจากการส่งออกไปตลาดต่างประเทศในสัดส่วนประมาณ 65% และการทำตลาดในประเทศไทยประมาณ 35%

เอปสันปลื้ม4ปีโต-เพิ่มตลาดใหม่ ปีนี้รุกเจาะโฮมยูสขยับแชร์


วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556
ปีที่ 22 ฉบับที่ 8152 ข่าวสดรายวัน

ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid
นายเออิจิ คาโตะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา บริษัท เอปสัน ประเทศไทย เติบโตอยู่ในอัตราที่ดีตามเป้าที่วางไว้ทุกปี โดยสามารถเปิดตลาดใหม่ๆ ขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยโซลูชั่นใหม่ๆ อาทิ อุตสาหกรรมแพ็กเกจจิ้ง ธุรกิจผลิตป้ายโฆษณากลางแจ้ง ธุรกิจดิจิตอลแล็ป และตลาดอิงก์แท็งก์ สำหรับอิงก์เจ็ต พรินเตอร์ ตลาดออร์แกไนเซอร์ และ โฮมเธียเตอร์สำหรับโปรเจ็กเตอร์ เป็นต้น แต่ยอมรับว่า 4 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายสำหรับธุรกิจไอที เนื่องจากตลาดได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และน้ำท่วมใหญ่



ทั้งนี้ ปัจจุบันเอปสันมีส่วนแบ่งในตลาดเครื่องพิมพ์ อิงก์เจ็ตอยู่ที่ 30% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา จากตลาดรวมเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตอยู่ที่ 1.2 ล้านเครื่อง เป็นผลมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์พรินเตอร์แท็งก์แท้ในตระกูลแอลซีรีส์ ทำให้มียอดซื้อเครื่องและน้ำหมึกจำนวนมาก และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี โซโห ส่งผลให้พรินเตอร์แอลซีรีส์ของเอปสันเป็นที่นิยมอย่างมาก



นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับตลาดผู้ใช้ทั่วไป (โฮมยูส) หลังจากที่นำผลิตภัณฑ์ใหม่และรุกตลาดมากขึ้นจะทำให้เอปสันสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโฮมยูสเป็น 25-30% จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 15-20% ส่วนตลาดอิงก์เจ็ตภาพรวมปีนี้อาจจะเติบโตไม่มาก เพราะคนเริ่มใช้แท็งก์เถื่อนน้อยลง ทำให้ยอดขาย น่าจะโตเพียง 5% โดยนับจากนี้เอปสันจะไม่ได้เน้นขายเครื่องรุ่นเล็กๆ ราคาต่ำเข้าไปในตลาด แต่จะขายเครื่อง แท็งก์ในราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่ากว่าแทน

"เซฟทีคัท" ตั้งบริษัทใหม่ลุยธุรกิจ สบช่องตลาดรุ่งตามอสังหา

updated: 27 ก.พ. 2556 เวลา 13:57:47 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php
นายณัฐพจน์ โสตถิวันวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เซฟ-ที-คัท โกลด์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ตัดไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ เซฟ-ที-คัท โกลด์ เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ในชื่อ บริษัท เซฟ-ที-คัท โกลด์ จำกัด หลังจากบริษัทเดิม ซี.เอส.อินเตอร์เนชั่นแนล ต้องเข้าสู่กระบวนการประนอมหนี้จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) และต้องขายทรัพย์สินทั้งหมดมูลค่า 110 ล้านบาท ให้บสก. และบริษัทเดิมต้องปิดตัวไป โดยบริษัทใหม่จะดำเนินทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ได้สร้างโรงงานใหม่ที่มีขนาดเล็กลง
ในช่วงแรกใช้งบฯ ลงทุน 10 ล้านบาท คาดว่าปลายปีนี้จะเพิ่มงบฯ ลงทุนอีก 10 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตได้อีกเท่าตัว จากปัจจุบันกำลังผลิตเครื่องตัดไฟอยู่ที่ 8,000-10,000 เครื่องต่อเดือน เบรกเกอร์ 50,000 เครื่อง เครื่องกันไฟฟ้าดูด 20,000 เครื่อง และไฟฉุกเฉิน 10,000 เครื่อง

ทั้งนี้ ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ตลาดผลิตภัณฑ์ตัดไฟฟ้ามีความแปรปรวนมาจากภาวะเศรษฐกิจ และการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่จากนี้ไปคาดว่าตลาดจะเติบโตแบบก้าวกระโดด 30-50% จากมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก โดยบริษัทคาดว่าปีนี้จะมียอดขายที่ 400 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้ว 30%

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ต่อยอดธุรกิจหลักด้วยการขยายธุรกิจใหม่ โดยตั้งบริษัท สตีล โซลูชั่น จำกัด เพื่อจัดการรับสร้างบ้านครบวงจรภายใต้รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า สตีลเฟรม ซึ่งต้นทุนการสร้างบ้านลดลง 30% เมื่อเทียบกับการสร้างบ้านก่ออิฐโบกปูน โดยเริ่มดำเนินการไปแล้วกับโครงการวิลล่า ที่ จ.ภูเก็ต มูลค่า 100 ล้านบาท และอยู่ระหว่างนำเสนอบริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ

'เอคเซนเชอร์' เล็งเจาะ3ตลาดใหม่ ขยายฐานธุรกิจ


Pic_341044
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/tech/341044
เอคเซนเชอร์ บริษัทให้คำปรึกษา เทคโนโลยี และบริการเอาท์ซอร์ส เปิดตัวกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยคนใหม่ เผยอนาลิติกส์ โมบิลิตี้ คลาวด์ โอกาสเติบโตสูงในปีนี้...

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย บริษัทให้คำปรึกษาด้านการจัดการ การบริหารเทคโนโลยี และบริการเอาท์ซอร์สกระบวนการทางธุรกิจซึ่งมีเครือข่ายการให้บริการทั่วโลก ได้ประกาศแต่งตั้ง นายนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย คนล่าสุด โดย นายนนทวัฒน์ เปิดเผยว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งได้ประมาณ 1 เดือน ตนมองว่าเอคเซนเชอร์เป็นบริษัทหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ในระดับโลก สำหรับความท้าทายของการทำธุรกิจในประเทศไทยคือการนำนวัตกรรม ความรู้ และประสบการณ์จากทั่วโลกมาถ่ายทอดและประยุกต์ใช้กับลูกค้า เพื่อสร้างความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการสร้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อตอบโจทย์การให้บริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานราว 1,000 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มการสื่อสาร ธุรกิจสื่อและเทคโนโลยี บริการทางการเงิน ธุรกิจรักษาพยาบาลและการบริการสาธารณะ ผลิตภัณฑ์ และทรัพยากร ทั้งนี้ลูกค้ากลุ่มการสื่อสาร การเงิน และผลิตภัณฑ์ถือเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลักจากธุรกิจให้คำปรึกษาและบริหารเทคโนโลยี ขณะที่ลูกค้ากลุ่มทรัพยากรนั้นเป็นกลุ่มหลักที่สร้างรายได้จากธุรกิจบริการเอาท์ซอร์ส

นายนนทวัฒน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีลูกค้าจำนวนมากที่ขยายธุรกิจในประเทศไทยไปยังระดับภูมิภาค ซึ่งบริษัทก็มีการทำงานในระดับดังกล่าวเช่นกัน และเชื่อว่าบริษัทมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับทั้งลูกค้าในประเทศไทยที่ต้องการขยายธุรกิจไปสู่ภูมิภาค และลูกค้าจากต่างประเทศที่ต้องการขยายธุรกิจเข้ามายังประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าทั้งด้านธุรกิจ องค์กร และไอที โดยในปีนี้บริษัทมองตลาดใหม่และต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อรายใหม่ อาทิ ด้านอนาลิติกส์ โมบิลิตี้ คลาวด์คอมพิวติ้ง.

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ซีพีฮุบแม็คโคร กินรวบประเทศไทย รุกตลาดเอเชีย


โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 27 เมษายน 2556 06:39 น.
ที่มา http://mgr.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000050426
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -การที่ “บมจ.ซีพี ออลล์” (CPALL) ของ “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” ตัดสินใจทุ่มเม็ดเงิน 188,880 แสนล้านบาทเพื่อซื้อหุ้น “บมจ.สยาม แม็คโคร” (MAKRO) บริษัท สยามแม็คโครโฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โอเอชที จำกัด โดยได้ลงนามสัญญาซื้อขายกับ บริษัท เอสเอชวี เนเธอร์แลนด์ บีวี รวมทั้งแผนการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์กับผู้ถือหุ้นในส่วนที่เหลืออีก 85.57 ล้านหุ้น ในราคา 787 บาทต่อหุ้น ถือเป็นดีลการซื้อขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ของไทยก็ว่าได้
     
       ที่สำคัญคือการควบรวมกิจการครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งยวดมิใช่เฉพาะในทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่เป็นที่จับตาว่า จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจค้าปลีกรายย่อยในรูปแบบดั้งเดิมของไทยที่ชื่อ “โชวห่วย” หรือไม่
     
       เพราะนี่คือการควบรวมกิจการของธุรกิจค้าปลีกที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในประเทศไทยชื่อ “เซเว่น-อีเลฟเว่น” เข้ากับธุรกิจค้าส่งที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดประเทศไทยชื่อ “แม็คโคร”
     
       ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดข้อปริวิตกตามมาด้วยว่า นี่ใช่เป็นการควบรวมกิจการที่เข้าข่ายผูกขาดทางการตลาดหรือผูกขาดทางการค้าหรือไม่ รวมทั้งเกิดคำถามว่า การจ่ายแพงขนาดนี้จะแพงเกินไปและจะคุ้มค่าหรือไม่ แม้เม็ดเงินมากมายมหาศาลครั้งนี้จะทำให้ชนะคู่แข่งที่ต้องการจะยึดแม็คโครเพื่อหวังใช้เป็นสปริงบอร์ดสู่ต่างประเทศเหมือนกันอย่าง กลุ่มเซ็นทรัล และกลุ่มเบอร์ลี่ยุคเกอร์ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี
     
       ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกาศชัดเจนว่า การเข้าซื้อแม็คโครด้วยมูลค่าสูงถึง 188,880 ล้านบาทนั้นถือว่าไม่แพงและถือว่าคุ้มค่าอย่างมาก กับการได้มาทั้งบุคลากรที่มีความสามารถในการบริหารงานและรายได้ที่เติบโตต่อเนื่องมาตลอด แต่ถ้าหากมองว่าแพงแล้วในวันนี้แต่จะถือว่าถูกในวันข้างหน้า ซึ่งการซื้อมาแพงหรือไม่แพงอยู่ที่ว่าใครซื้อ เหมือนตอนที่บิ๊กซีซื้อคาร์ฟูร์ในไทยมีคนบอกว่าแพง แต่ตอนนี้ราคาหุ้นบิ๊กซีสูงขึ้นมาก ส่วนแม็คโครตอนนี้อายุในไทยก็ 25 ปีแล้ว เหมือนผู้ที่จบปริญญาโท มีการสะสมความรู้ความสามารถพร้อมที่จะทำงานและเติบโตต่อไป
       
       อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักที่ซีพีซื้อแม็คโครในครั้งนี้ก็เพื่อต้องการใช้เป็นสปริงบอร์ดในการรุกธุรกิจค้าปลีกในเอเชียและหมายรวมถึงตลาดโลกด้วยนั่นเอง เพราะลำพังหากซีพีไปเองคงจะลำบากในการก่อร่างสร้างฐานในต่างประเทศและต้องสร้างแบรนด์ขึ้นมาเอง
     
       “แม็คโครจะช่วยส่งเสริมและนำพาธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของซีพีไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างอาเซียนได้อย่างดี” นายธนินท์ย้ำ
     
       ขณะที่นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การซื้อกิจการแม็คโครครั้งนี้ เราสามารถใช้แบรนด์แม็คโครในการทำตลาดได้ในเอเชียยกเว้นอินเดียเท่านั้น และคาดว่าประเทศแรกที่ซีพีมองว่าน่าจะเข้าไปลงทุนในละแวกนี้ไม่เป็นลาวก็เวียดนาม
     
       อย่างน้อยที่สุดในเบื้องต้นนี้ นายก่อศักดิ์ มองว่า แม็คโครจะเป็นอีกช่องทางเหมือนกันในการนำสินค้าจากประเทศไทยของเอสเอ็มอี และสินค้าภาคเกษตรของไทย หรือแม้แต่สินค้าซีพีเองทั้งหมด ไปขายในตลาดอาเซียนได้ เป็นการเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีในปี 2558 นี้ เพื่อรองรับการเปิดเออีซีกับตลาดประชากรที่ใหญ่ขึ้นจากประชากร 60 ล้านคนในไทย เป็น 600 ล้านคน ทั้งอาเซียน
     
       ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายประเทศในเอเชียและในโลกนี้ที่แม็คโครยังไม่ได้ลงหลัก หรือลงแล้วและก็ได้ทยอยตัดขายกิจการแล้ว เช่นในยุโรป และอินโดนีเซีย ทำให้เกิดช่องว่างและตลาดที่มีอนาคตอีกมากที่ซีพีเองก็จะได้เข้าไปปักธงอนาคต เพราะว่าช่วงหลังมานี้ธุรกิจของกลุ่มแม็คโครนี้มีหลากหลาย รวมทั้งพลังงานด้วย ขณะที่กิจการค้าปลีกหรือแม็คโครนี้ว่ากันว่ามีรายได้เหลือสัดส่วนเพียงแค่ไม่ถึง 3-5% จากรายได้รวมแล้ว
     
       การมีเครือข่ายค้าปลีกที่ดีและทรงพลังจะเป็นอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์และช่องทางในการกระจายสินค้าได้อย่างดีเลิศ
     
       แน่นอนว่าเมื่อเซเว่นฯอีเลฟเว่นในไทยที่มีมากกว่า 6,000 สาขาแล้ว เป็นมาร์เก็ตติ้งอาร์มที่ดีให้กับซีพีฉันใด ซีพีก็ต้องการให้แม็คโครสร้างปรากฏการณ์เดียวกันนี้ในต่างประเทศให้กับตัวเองฉันนั้น
     
       กล่าวสำหรับร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แม้ซีพีจะถือไลเซ่นส์ไว้ก็ตาม แต่ปัญหาก็คือ เป็นสิทธิเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น การจะรุกตลาดต่างประเทศก็ยาก เพราะมีผู้ได้รับไลเซ่นส์แล้วในหลายประเทศ แม้แต่ในตลาดประเทศจีน ทางซีพีเองก็ยื่นขอสิทธิ์ไปยังบริษัทแม่มานานแล้ว หลายมณฑล เช่น ยูนนาน ซูเจี้ยน เจ้อเจียง เป็นต้น ก็ยังไม่ได้รับคำตอบให้บุกพื้นที่มณฑลใดเลย เพราะมีผู้ขอสิทธิจากหลายประเทศที่ต้องการ ซึ่งคาดว่าจีนจะอนุมัติให้ประเทศละ1ไลเซ่นส์มณฑลเดียวเท่านั้น และที่ผ่านมาก็เริ่มมีการให้สิทธิให้บางมณฑลบ้างแล้ว
     
       ตลาดในจีนถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะถ้าหากซีพีได้รับสิทธิ์ไปเปิดที่จีนแม้เพียงมณฑลเดียวก็ใหญ่เทียบเท่าประเทศหนึ่งประเทศแล้ว โดยคาดว่าภายในปลายปีนี้ซีพีเองก็น่าจะรู้ผลว่าจะได้มณฑลใด
     
       นี่เองที่เป็นข้อจำกัดของเซเว่นฯที่ซีพีมิอาจจะพึ่งพิงได้ในต่างประเทศเพราะมีความไม่แน่นอนสูง
     
       แต่หลังจากเข้าเทกโอเวอร์แม็คโคร ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ นับจากนี้ซีพีสามารถรุกตลาดโลกได้โดยผ่านแบรนด์แม็คโครได้ใน 8 ประเทศในอาเซียนรวมไทยด้วย คือ พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย และอีก 3 ประเทศในเอเชียคือ จีน ไต้หวัน ปากีสถาน ส่วนอีก 2 ประเทศในอาเซียนไม่ได้สิทธิ์คือ สิงคโปร์กับบรูไน
     
       “สินค้าไทยจะมีโอกาสตีตลาดโลกได้ เพราะสินค้าไทยเป็นที่ยอมรับว่ามีคุณภาพสูง แต่ปัจจุบันยังขาดอยู่เพียงแค่ช่องทางจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น และแม็คโครนี่แหละที่จะเป็นช่องทางการตลาดที่ดีและเป็นทัพหน้าในการกระจายสินค้าของไทยสู้ตลาดเออีซีหรืออาเซียนนี้” นายก่อศักดิ์กล่าว
     
       ที่เห็นชัดเจนแล้วคือ ปีที่แล้วแม็คโครได้ขยายธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสในประเทศเวียดนามด้วยการตั้งบริษัท วีนาสยามฟู้ด จำกัด เป็นผู้ดำเนินการโดยได้รับอนุญาตจากทางกระทรวงแผนและการลงทุนของประเทศเวียดนาม เพื่อทำธุรกิจการค้าและการจำหน่ายสินค้ารวมทั้งการนำเข้าและส่งออก ซึ่งโมเดลนี้เพิ่งเริ่มปีที่แล้วในไทยเช่นกัน เน้นจำหน่ายสินค้าอาหารสด อาหารแช่แข็ง อาหารแห้ง วัตถุดิบ เจาะกลุ่มผู้ประกอบการเช่นกัน เปิดสาขาแรกที่หัวหิน และสาขาที่สองที่ภูเก็ต ซึ่งก็จะเป็นอีกอาวุธใหม่ที่รุกตลาดต่างประเทศเช่นกัน
     
       อีกทั้งเสือสองตัวนี้ของซีพีก็สามารถอยู่ในถ้ำเดียวกันได้คือ เซเว่น-อีเลฟเว่นกับแม็คโคร ที่ล่าเหยื่อไม่เหมือนกัน และก็ไม่ได้ทับเส้นธุรกิจหรือแย่งตลาดกันด้วย เพราะตลาดคนละกลุ่มเป้าหมาย เซเว่นฯจับกลุ่มเอนด์ยูสเซอร์ทั่วไป สินค้าก็เน้นเฉพาะอาหารและเน้นความสะดวก และเป็นค้าปลีกแนวคอนวีเนียนสโตร์ ส่วนแม็คโครถือเป็นค้าส่งแบบ แคชแอนด์แคร์รี่ คือรับเงินสด กลุ่มเป้าหมายคือผู้ประกอบการทั่วไป หรือพวกองค์กรที่ซื้อไปจำหน่ายต่อหรือใช้เองจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า โฮเรก้า (HORECA) คือ โ รงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร
     
       แม้ว่าที่ผ่านมาบิ๊กซีจะพยายามจะหันมาทำธุรกิจรูปแบบนี้บ้างแล้วก็ตาม ด้วยการปั้น บิ๊กซีจัมโบ้ ซึ่งชนกับแม็คโครโดยตรง ก็ยังไม่ได้มีอะไรที่สร้างความหวาดหวั่นสะพรึงกลัวให้กับแม็คโครมากนัก เพราะเพิ่งเริ่มต้น
     
       และถ้าหากมองวิเคราะห์ถึงเทสโก้โลตัสด้วยที่ซีพีก็มีหุ้นด้วย ก็ต่างกันอีก เพราะเทสโก้โลตัสจับกลุ่มลูกค้าเอนด์ยูสเซอร์ที่ซื้อไปใช้เองเช่นกัน และจำหน่ายสินค้ำ มีความหลากหลาย เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้รับเป็นเงินสด100%
     
       ขณะที่เซเว่น-อีเลฟเว่นนั้นเป็นธุรกิจที่รับเงินสดวันต่อวัน หรือการใช้บัตรสมาร์ทเพิร์ซก็ยังเป็นการเติมเงินในบัตรล่วงหน้าก่อนซึ่งหมายถึงซีพีสามารถนำเงินไปใช้ก่อนได้ เช่นเดียวกับแม็คโครที่เป็นธุรกิจรับเงินสดด้วยเหมือนกันไม่มีการรับบัตรเครดิตมากมาย เพียงรับบัตรเครดิต 1-2 ค่ายเท่านั้น
     
       ปัจจุบันแม็คโครมีสาขาในไทย 58 สาขา ครอบคลุม 50 จังหวัด มีรายได้ในปี 2555 เท่ากับ 114,332 ผลกำไร 3,555 ล้านบาท ขณะที่เซเว่นอีเลฟเว่น มีสาขามากกว่า 6,000 สาขาในไทยแล้ว มีรายได้ปีที่แล้วมากกว่า 1 แสนล้านบาท
     
       แน่นอน คำถามสำคัญที่ตามมามีอยู่ว่า โชวห่วยสัญชาติไทยจะได้รับผลกระทบจาการควบรวมกิจการของบิ๊กค้าปลีกและค้าส่งอันดับหนึ่งของไทยมากน้อยเพียงใด
     
       นายไชยยุทธ์ เลิศรุ้งพร เจ้าของร้านสะดวกซื้อฟาร์มมาร์ท ในฐานะประธานชมรมผู้ค้าปลีกและผู้ประกอบการอาชีพอิสระ จ.ขอนแก่น กล่าวถึงการเทกโอเวอร์ห้างค้าส่งแม็คโครของซีพีออลล์ว่า ยิ่งซ้ำเติมผู้ประกอบการค้า ปลีกรายย่อยหรือร้านโชวห่วยให้ทำมาค้าขายได้ยากมากขึ้น เพราะคุมตลาดค้าปลีกค้าส่งเบ็ดเสร็จ ลำพังร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นก็เปิดสาขาทุกซอกทุกมุมในย่านชุมชนทั่วเมืองอยู่แล้ว ต่อไปก็คงจะเปิดแม็คโครสาขาย่อยเพิ่มขึ้นอีก
     
       “ที่ผ่านมาค้าปลีกท้องถิ่นรายย่อยอย่างพวกเราก็แทบจะขายไม่ได้อยู่แล้ว ถูกบีบทั้งจากเซเว่น อีเลฟเว่น และโลตัสเอ็กซเพรส แม้สินค้าหลายรายการเขาจะขายแพงกว่าร้านโชวห่วยแต่ลูกค้าก็ยังเข้าไปอุดหนุน เพราะเขาได้เปรียบเรื่องทุนตกแต่งร้านและจ้างพนักงาน ทำให้ตอนนี้แต่ละจังหวัดจะเหลือร้านโชห่วยเฉพาะรายใหญ่ๆไม่กี่ร้านเท่านั้น”นายไชยยุทธกล่าว
     
       นายไชยยุทธกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาพวกเราก็พยายามปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด พยายามรวมตัวบรรดาร้านค้าปลีกย่อยเป็นชมรมออกมาเคลื่อนไหวขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่ก็ไม่มีพลังมากพอขับเคลื่อนให้มีการแก้ไขปัญหา ในส่วนร้านฟาร์มมาร์ทที่ตนเป็นเจ้าของนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน หากไม่ไหวจริงๆก็คงต้องปิดร้านและไปหาอาชีพอย่างอื่นทำแทน ขณะนี้ก็เริ่มขยับขยายไปทำธุรกิจอื่นๆบ้างแล้ว
     
       สำหรับโครงการมิตรแท้โชห่วยของห้างแม็คโครที่เปิดตัวมาหลายปีนั้น ในความเป็นจริงไม่ได้มีบทบาทช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับร้านค้าย่อยท้องถิ่นสักเท่าไหร่ แทบจะไม่มีบทบาทต่อความอยู่รอดของโชวห่วยก็ว่าได้ โครงการนี้จะมีหรือไม่มีต่อไปหลังจากนี้ร้านค้าย่อยไม่ได้คาดหวัง
     
       “ในส่วนของร้านโชวห่วยที่ยังเปิดอยู่ต่อไปก็คงหาซื้อสินค้าตามร้านค้าส่งเจ้าประจำบ้าง ห้างแม็คโครบ้าง บิ๊กซีหรือโลตัสบ้างขึ้นอยู่กับว่ารายการไหนห้างใดขายถูกกว่ากัน ไม่มีทางเลือกมากนัก”นายไชยยุทธให้ความเห็น
     
       เช่นเดียวกับ นายสุระสิทธิ์ บุญเหลื่อม ผู้จัดการทั่วไปห้างพิษณุไมโคร เปิดเผยว่า พิษณุไมโครยังคงดำเนินธุรกิจค้าปลีก แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาลำบากพอสมควร ต้องต่อสู้กับห้างยักษ์ใหญ่อย่างห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ - เทสโก้ โลตัส ส่วนกรณีบริษัทในเครือซีพี ลงทุนซื้อห้างแม็คโคร ก็เชื่อว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกมีแต่กระอักเพิ่มขึ้น
     
       “ณ วันนี้ ห้างพิษณุไมโครถูกห้างดิสเคานต์สโตร์ดัมพ์ราคา เพื่อจัดรายการ หมุนเวียนสินค้าแต่ละตัว หั่นราคาถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์ หากห้างแม็คโครปรับโฉมมาใหม่ ก็เชื่อว่า คงใช้กลยุทธ์ราคากระหน่ำซ้ำอีก มิฉะนั้นซีพี.คงไม่กล้าทุ่มทุนซื้อมากมายเป็นประวัติการณ์ขนาดนี้ ฉะนั้นภาพรวมร้านค้าโชหวยย่อมถูกกระหน่ำต่อเนื่องในแต่ละเดือนแน่นอน”
     
       อย่างไรก็ตาม จะต้องติดตามทิศทาง แม็คโครให้ชัดเจนก่อน ซึ่งโดยแนวทางแล้วคงหนีไม่พ้นกลยุทธ์ราคา ซึ่งถ้าหากแม็คโคร ภายใต้การบริหารของ ซีพี.ปรับกลยุทธ์ให้เป็นการจำหน่ายของสด หรือเทียบเท่าตลาดสด ก็ถือว่า ดีสำหรับร้านค้าโชหวย เพราะห้างแมคโครอาจมองพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่คนนิยมเข้าห้างฯ เพราะสะอาดกว่าตลาดสด โดยไปเน้นจำหน่ายเนื้อหมู, ไข่, ปลา ฯลฯ ควบคู่สินค้าอุปโภคบริโภคแทน ซึ่งร้านค้าโชวห่วย รวมถึงพิษณุไมโครเองก็พอหายใจได้บ้าง
     
       แน่นอน ซีพีก็กังวลต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่หลายฝ่ายวิตกกังวลเช่นกัน
     
       กระนั้นก็ดี ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี ยืนยันในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2556 ที่ผ่านมาว่า สำหรับปัญหาร้านค้าปลีกรายย่อยที่หลายฝ่ายเป็นกังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากการซื้อกิจการแม็คโครในครั้งนี้ อยากให้มั่นใจว่า โชวห่วยจะไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะโชวห่วยถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่สำคัญของแม็คโคร ยิ่งโชวห่วยซื้อสินค้าจากแม็คโครมากขึ้น แม็คโครก็จะเติบโตมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น นโยบายการช่วยเหลือโชวห่วยของค้าส่งอย่างแม็คโครจะยังคงดำเนินต่อไป ส่วนเซเว่น-อีเลฟเว่นก็จะเป็นร้านสะดวกซื้อที่จำหน่ายสินค้าราคาสูงกว่าโชวห่วย จึงเชื่อว่าโชวห่วยจะไม่ได้รับผลกระทบจากการซื้อกิจการในครั้งนี้แต่อย่างใด
     
       สำหรับกรณีที่เกิดความปริวิตกว่า เป็นการควบรวมกิจการที่เข้าข่ายผูกขาดทางการตลาดหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน เนื่องเพราะต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่า นี่คือการควบรวมกิจการของธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเข้าด้วยกัน ซึ่งเจ้าสัวธนินท์ประกาศชัดเจนว่า หลังจากควบรวมกิจการเข้าด้วยกันแล้ว จะทำให้ซีพีออลล์ มีรายได้รวมกว่า 300,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มาจาก 7-11 ราว 200,000 ล้านบาท และมาจากแม็คโคร 100,000 ล้านบาท
     
       คำถามมีอยู่ว่า จะมีมาตรการอะไรที่จะทำให้คนไทยมั่นใจได้ว่า กฎหมายแข่งขันทางการค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอที่จะกำกับดูแลไม่ให้ซีพีออลล์มีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมจนเอาเปรียบผู้ค้ารายอื่นหรือผูกขาด ซ้ำร้าย ในขณะนี้ หลักเกณฑ์การดูแลการควบรวมกิจการซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาก็ยังอยู่ระหว่างการจัดทำและไม่มีวี่แววว่าจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ในยุคไหนสมัยไหน
     
       แน่นอน แม้ น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน จะให้สัมภาษณ์อย่างแข็งขันว่าจะสามารถดูแลได้ แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมที่ผ่านมาก็ยากจะทำใจให้เชื่อได้สนิทใจว่า กรมการค้าภายในจะคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างสุดความสามารถ
     
       “อยากให้มองในแง่ดีว่าเป็นครั้งแรกที่บริษัทของคนไทยเข้าซื้อกิจการค้าส่งรายใหญ่ของต่างชาติได้สำเร็จ ซึ่งปัจจุบันถึงแม้ว่าหลักเกณฑ์ ทั้งนี้ การเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดไม่ใช่ความผิดตามกฎหมาย แต่ต้องดูที่พฤติกรรม โดยทางซีพีออลล์ก็เป็นผู้มีประสบการณ์ในตลาดค้าปลีกที่เข้าใจกฎหมายการแข่งขันทางการค้าเป็นอย่างดี ดังนั้น เชื่อว่าการควบรวมกิจการครั้งนี้จะทำให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจค้าส่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจค้าปลีก นั่นหมายถึงโชวห่วยหรือร้านค้ารายย่อยก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน”
     
       “ส่วนความคืบหน้าในการออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลการควบรวมกิจการนั้น ล่าสุดอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ โดยหลังจากนี้ก็จะต้องเสนอให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือบอร์ดชุดใหญ่ เป็นผู้พิจารณาเห็นชอบและประกาศใช้ต่อไป”อธิบดีกรมการค้าภายในให้ความเห็นกรณีการควบรวมกิจการของ 2 ยักษ์ใหญ่
     
       อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ตามเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด หากผู้ประกอบการมีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เกตแชร์) มากกว่า 50% ของตลาดรวม และมียอดขายเกิน 1,000 ล้านบาท หรือผู้ประกอบการในธุรกิจนั้นรวมกัน 3 ราย มีมาร์เกตแชร์เกิน 75% ของตลาดรวม ให้ถือว่าเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด โดยธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในขณะนี้มีผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจเหลือเพียง 4 ราย คือ เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, เซเว่น-อีเลฟเว่น และสยามแม็คโคร ซึ่งหากมีการรวมกันก็จะเหลือเพียง 3 รายใหญ่ก็จะเข้าข่ายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด เพราะมาร์เกตแชร์เกิน 75%
     
       สำหรับยอดขายปีที่ผ่านมาของเซเว่น-อีเลฟเว่นมีมากที่สุด โดยมีมูลค่า 159,000 ล้านบาท รองลงมาคือ เทสโก้ โลตัส มูลค่า 148,000 ล้านบาท บิ๊กซี 121,000 ล้านบาท และแม็คโคร มียอดขาย 98,623 ล้านบาท เมื่อเซเว่น-อีเลฟเว่นรวมกับแม็คโคร จะมีมาร์เกตแชร์เพียง 48.92% ซึ่งไม่เกิน 50% แต่หากนำแชร์ 3 รายมารวมกันก็จะเกิน 75% ซึ่งน่าจะทำให้บริษัทค้าส่งค้าปลีกทั้ง 3 รายเข้าข่ายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งหากมีพฤติกรรมการค้าใดที่ไม่เป็นธรรมและทำผิดกฎหมายก็จะมีโทษทั้งจำคุกและปรับ
     
       ถึงตรงนี้ หากยังจำกันได้ แม็คโครไม่ใช่ดีลธุรกิจแสนล้านครั้งแรกที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ใช้ในการเทกโอเวอร์
     
       ก่อนใช้เงิน 1.88 แสนล้านล้านเพื่อเทกโอเวอร์แม็คโคร ในช่วงปลายปีมังกรทอง 2555 หรือก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน เจ้าสัวธนินท์ที่คนจีนรู้จักกันในชื่อ “เซี่ย กั๋วหมิน” ใช้เงินถึง 2.9 แสนล้านบาทในการเทกโอเวอร์ “ผิงอัน อินชัวแรนซ์ (Ping An Insurance Group)” ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่อันดับสองของประเทศจีนจาก “เอชเอสบีซี โฮลดิ้งส (HSBC Holdings)” มาแล้ว
     
       ครั้งนั้นถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์เลยก็ว่าได้
     
       และนี่เป็นการลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งก็คงต้องถามเจ้าสัวธนินท์ว่า หลังจากผิงอันและแม็คโคร ซีพี.ยังจะมีเป้าหมายอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่

“แรงเยอร์”งานหินเสริมสุข

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 24 มีนาคม 2556 22:27 น.


ที่มาhttp://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000035850
       จับตา “แรงเยอร์ สะท้อนบทพิสูจน์ฝีมือ “เสริมสุข” ที่แท้จริง อีกครั้ง ชี้สถานการณ์คนละอย่างจากน้ำอัดลม เหตุสนามชูกำลัง หินกว่าเพียบ กับเป้าหมายที่สองในตลาด
     
       การกลับสู่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังอีกครั้งของแบรนด์ “แรงเยอร์” ภายใต้เงื้อมมือการบริหารจัดการและการ ทำตลาดโดยบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ที่เพิ่งซื้อแรงเยอร์เข้ามารับผิดชอบจากการถ่ายโอนมาจากเครือไทยเบฟเพื่อเป็นการจัดพอร์ตโฟลิโอของเสริมสุข ที่อยู่ภายใต้ร่มธงเครือไทยเบฟด้วยกัน
     
       โดยทางเสริมสุข ได้ซื้อหุ้นสามัญของบริษัท เครื่องดื่มแรงเยอร์ (2008) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลัง “แรงเยอร์” และ “พาวเวอร์ พลัส” จำนวน 20 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 100 ของหุ้นที่ชำระแล้วของแรงเยอร์จากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ด้วยมูลค่าการเข้าซื้อกิจการเป็นจำนวนเงิน 248 ล้านบาท เมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นความ เคลื่อนไหวที่สำคัญ
     
       โดยเมื่อประมาณ 7 ปีที่ผ่านมา แรงเยอร์ถูกบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)ซื้อกิจการ มาแล้ว ด้วยมูลค่าประมาณ 420 ล้านบาท
     
       ครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือของเสริมสุขอย่างแท้จริงกับสินค้าแบรนด์ใหม่ของตัวเองที่ทำตลาดเนื่องจากครั้้งนี้จะแตกต่างจากการแจ้งเกิดเครือดื่มน้ำอัดลมแบรนด์ “เอส” ของตัวเองที่สร้างขึ้นมาวางตลาด เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาเพราะแม้เพียงแค่ 2 เดือนเศษ จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการแชร์ตลาดแล้วกว่า 19% ก็ตามในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มากกว่า 30,000 ล้านบาท เพียงแค่เปลี่ยนแบรนด์เท่านั้น แต่ทุกอย่างเหมือนเดิมทั้งช่องทางจำหน่าย กลยุทธ์ตลาด การกระจายสินค้าทว่าคราวนี้ เสมือนกับเป็นการเริ่มต้นใหม่กับ แบรนด์เก่าที่เคยอยู่ในตลาดมาก่อนแล้ว แต่อยู่ในสภาพที่แทบจะหลุดวงโคจรตลาดเครื่องดื่มชูกำลังก็ว่าได้
     
       “เมื่อก่อนนี้ ตอนที่เสริมสุขยังไม่ได้ทำตลาด เครื่องดื่มชูกำลังแรงเยอร์ มันค่อนข้างจะแกว่งไป แกว่งมา ไม่อยู่นิ่ง และที่สำคัญส่วนแบ่งตลาดแทบ จะมองไม่เห็นเลย” นายปริญญา เพิ่มพานิช ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท เสริมสุ จำกัด (มหาชน) สะท้อนภาพให้เห็นถึงอดีต ของแรงเยอร์ได้ดี
     
       สิ่งท้าทายเสริมสุขที่สำคัญคือว่า ครั้วนี้พวกเขาจะทำเสร็จหรือไม่กับการผลักดันแรงเยอร์ให้ก้าวขึ้นมาเป็นที่สองในตลาดภายในเวลา 5 ปีจากนี้ ด้วยส่วนแบ่งที่ต้องมากกว่า 20% เพื่อทิ้งห่างคู่แข่งเก่าในเวลานี้อย่างชัดเจน คือ คาราบาวแดง แชร์ 18% และกระทิงแดงแชร์ 16% ซึ่งสองรายนี้สลับกันชนะมาตลอดมิพักต้องกล่าวถึงเอ็ม 150 ที่เป็นเบอร์ 1 แบบทิ้งห่างเบอร์สองไม่เห็นฝุ่น ด้วยส่วนแบ่งกว่า 48% ชนิดที่ว่า คู่แข่งแย่งแต่เป็นเพียงแค่เบอร์สองเท่านั้นเนื่องจากเสริมสุขคือผู้ที่สร้างเอ็ม150ให้ก้าวขึ้นเป็นที่1มาแล้วในอดีตจากการเป็นผู้จำหน่ายแบรนด์นี้มานานกว่า 18 ปี เช่นเดียวกับที่เมื่อ10ปีที่แล้ว เสริมสุขเองก็เป็น ผู้ที่สร้างคาราบาวแดงมากับมือ ให้ก้าวขึ้นเป็น ที่สองในปัจจุบันนี้เอง แต่ก็หมดสัญญาไปแล้วเมื่อตุลาคมปีที่แล้วทำให้คาราบาวแดงได้ตั้งบริษทใหม่คือบริษัท ตะวันแดง ดีซีเอ็ม จำกัด เพื่อทำหน้าที่กระจายสินค้าคาราบาวตะวันแดง โดยเฉพาะ
     
       เท่ากับว่าทุกวันนี้แต่ละแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น เอ็ม150 คาราบาวแดง กระทิงแดง และแรงเยอร์ ต่างก็ผลิตและจำหน่ายเองกันทั้งหมด
       ถือเป็นความสำเร็จที่ค้ำคอเสริมสุขอยู่ เพราะต้องไป โค่นในผลงานทีั่ตัวเองสร้างมากับมือแต่ในอีกมุมมอง นั่นหมายความว่า เสริมสุขย่อมรู้ตื้ นลึกหนาบางจุดแข็งจุดอ่อน ของแบรนด์ทั้้งคู่เป็นอย่างดี เพื่อที่จะนำมากลั่นกรองและปรับตัววางแผนการตลาดให้กับแรงเยอร์ได้อย่างดีในอีกทางหนึ่งเข้าทำนอง รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งแน่นอนว่าย่อมสะท้อนต่อการทำตลาดและผลักดันให้ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ดุเดือดขึ้นมาแน่นอน ด้วยอัตราการเติบโต เฉลี่ยปีละ 10% และปีนี้คนในวงการระบุว่าอาจจะเติบโตถึง 15% ก็เป็นได้
     
       “เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นสินค้าที่ขึ้นอยู่กับภาวะ เศรษฐกิจเป็นหลัก เศรษฐกิจดีตลาดก็โต แต่ถ้า เศรษฐกิจไม่ดีกำลังซื้อซบ สินค้าตัวนี้ก็ซบเซาไปด้วย แต่ปีนี้มองว่าเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มดี และคน ดื่มมากขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการมีการบุกตลาด ทำโปรโมชั่นกันมากขึ้น ก็จะเป็นแรงหนุนที่ดี” นายปริญากล่าว
     
       สอดคล้องกับที่ นายชนินทร์ เทียนเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไอเบฟเวอเรจ จำกัด ให้ความเห็นว่าปีนี้น่าจะเห็นตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมีการเติบโต 10-15% ก็ได้ เพราะมีการทำโปรโมชั่ นกันมากมาย และมีรายเก่าทีี่เปิดตัวสินค้าใหม่อีกครั้งจะเห็นได้ว่า เสริมสุข เริ่มปรับลุค แรงเยอร์ และ กางหมัดเด็ด มาเป็นระลอกคลื่น ทั้งการปรับสูตรเครื่องดื่มใหม่ให้เป็นที่ถูกคอนักดื่ม ปรับตำแหน่งสินค้าใหม่ให้ดูทันสมัยมากขึ้น จับกุลุ่มผู้ใช้แรงงานและคนรุ่นใหม่
     
       “วันนี้ แรงเยอร์ เป็นเสือตัวใหม่ของเสริมสุข ที่น่ากลัว เพราะเราได้ปรับโฉมหน้าตาใหม่ โดยเฉพาะ รูปโลโก้ที่หันหน้าตรงพร้อมที่จะรุกกระโจนไปข้างหน้า ไม่ใช่หันข้างวิ่งเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว”
     
       สาวแรงเยอร์คืออีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สะท้อนตามแบบฉบับสาวบาวแดงได้ดี เพราะเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่เข้าถึง ผู้บริโภคได้ เป็นการใช้สาวเหล่านี้เพื่อกระตุ้นและ เชื้อเชิญในการดึงก่ลุ่มเป้าหมายเข้ามาดื่มจากการจัด
       กิจกรรมต่างๆหรือเป็นกโรดโชวย่อตามสถานที่ชมต่างๆที่คาราบาวแดงทำสำเร็จมาแล้ว คราวนี้สาวแรงเยอร์กว่า 500 คน ก็จะสร้างสีสัน เช่นเดียวกันให้กับแรงเยอร์ ผนวกกับการแจกสินค้า ตัวอย่างให้ทดลองดื่มฟรีจำนวนหนึ่งล้านขวดในช่วงเข้าตลาดใหม่ๆ ทว่ากลยุทธ์ตลาดที่หลายฝ่ายหวั่นว่าจะเกิดก็คือ การขายพ่วง ซึ่งเป็นเสมือนหน้าตาของค่ายไทยเบฟ อยู่แล้ว เนื่องจากเสริมสุขก็ถือเป็นบริษัทที่อยู่ใต้ร่มธง ชายคาของไทยเบฟของ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” เหมือนกัน โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีเท่าๆกับที่ไม่เกิด
     
       อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีเสียงบ่นจากร้านค้าว่า ถูกบังคับให้ซื้อแรงเยอร์แกมขายพ่วงแต่อย่างใด แม้ว่าทางเสริมสุขจะประกาศแล้วว่า ขณะนี้สินค้า แรงเยอร์กระจายสู่ร้านค้าย่อยทั่วประเทศแล้วส่วนที่จะขยายตลาดสู่คนรุ่นใหม่นั้นก็เป็นทิศทางเดียว กับทุกแบรนด์ที่ย้ำกลุ่มนี้มาตลอด แต่ยังไงก็ตาม ยอดขายหลักของทุกแบรนด์ก็คงหลีกหนีไม่พ้นพึ่งพาจาก ผู้ใช้แรงงานนั่นเองเป้าหมายเบื้องต้นของเสริมสุขวางยอดขายแรงเยอร์ไว้ที่ 15 ล้านขวดต่อเดือนก่อน หรือประมาณ 150 ล้านบาท ขณะที่แต่เดิมขายคาราบาวแดงได้ประมาณ 30 ล้านขวดต่อเดือน
     
       นายปริญญากล่าวว่า หากจะดันแรงเยอร์ไปถึง 30 ล้านขวดต่อเดือนคงต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 3 ปี ตอนนี้ต้องพยายามเร่งสร้างแบรนด์ให้มากก่อน ด้วยงบตลาดปีนี้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ด้วยการทำตลาดแบบ 360 องศา ทั้งบีโลว์เดอะไลน์อะโบฟเดอะไลน์ ล่าสุดจัดโปรโมชั่น สะสมฝาแรงเยอร์ครบ 5 ฝา มาแลกรับฟรี 1ขวด
     
       “เป้าหมายหลักที่เราตั้งไว้คือ แรงเยอร์จะต้องก้าวขึ้นเป็นที่สองในตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง โดยส่วนแบ่งตลาดที่มากกว่า 20% ภายในเวลา 5 ปีจากนี้” นายปริญญากล่าวยืนยัน

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

"เวสป้า" ฉลองครบ 3 ปี



โดย: วานิชหนุ่ม
13 เมษายน 2556, 05:00 น.
ตลาดรถจักรยานยนต์นับเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในทุกๆปี จากความนิยมในการใช้งานด้วยความคล่องตัวสะดวกรวดเร็ว  ยิ่งในเขตเมืองใหญ่ที่มีปัญหาจราจรติดขัดยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังเติบโตต่อเนื่อง

ความนิยมจักรยานยนต์ของประเภทต่างๆ ได้แตกไลน์เพิ่มหลากหลายประเภทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถสกู๊ตเตอร์เวสป้าในบ้านเราหลังถูกเปิดตลาดมาเป็นเวลา 3 ปี มียอดจำหน่ายสะสมกว่า 10,000 คัน นับเป็นรายได้สะสมกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดรถสกู๊ตเตอร์เวสป้าทั่วโลกมียอดจำหน่ายในปี 2555 ที่ผ่านมา มีมากกว่า 165,000 คัน นับว่าเติบโตขึ้นมากกว่า 3 เท่า นับจากปี 2546



นางพรนฎา เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้นำเข้ารถสกู๊ตเตอร์ เวสป้า และ พิอาจิโอ ในปี 2555 ที่ผ่านมา ทำยอดขายได้ถึง 5,738 คัน ถือว่าเป็นอัตราการเติบ โตจากปี 2554 สูงถึง 85% สำหรับปีนี้คาดว่าตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2556 มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 3% ทางบริษัทคาดหวังอัตราการเติบโตจากการจำหน่ายรถเวสป้าจะมียอดจำหน่ายทะลุ 10,000 คัน ในปี 2556 หรือเติบโตขึ้น 75% จากปีที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 1% ภายในปี 2558

สำหรับส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มรถจักรยานยนต์ประเภทเกียร์อัตโนมัติรวมกันยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มีส่วนแบ่งตลาดรวมเท่ากับ 49.55% หรือ 1,153,359 คัน ถือว่าเป็นยอดขายสูงสุดของรถประเภทนี้

ส่วนรถเกียร์อัตโนมัติประเภทเรโทร แฟชั่น ซึ่งเป็นประเภทของรถจักรยานยนต์เวสป้า มียอดจดทะเบียนเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดถึง 665,679 คันในปี 2555 (หรือเทียบเป็นสัดส่วนเท่ากับ 57.70% ของรถจักรยานยนต์ประเภทนี้) ขณะที่ยอดขายของรถจักรยานยนต์ประเภทพรีเมียมราคาตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปนั้น มีแนวโน้มเติบโตสูงมาก ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ในตลาด 16% มากกว่าปี 2554 ซึ่งมีเพียง 6%

นางพรนฎากล่าวว่า ในปีนี้ บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมลงทุนเม็ดเงินกว่า 100 ล้านบาท ฉลองการดำเนินการครบ 3 ปีขึ้นแท่นตัวแทน จำหน่ายที่ทำยอดขายได้สูงสุดในภาค พื้นเอเชียแปซิฟิก โดยแบ่ง 50 ล้านบาทสำหรับการทำการตลาดในปี 2556 และอีก 50 ล้านบาทสำหรับการพัฒนาเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย ส่วนแคมเปญการตลาดในปีนี้ ได้จัดทำแคมเปญ “SCOOT IN STYLE” ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แต่จะเน้นแนวคิดใหม่ “Life is a Cinematic Ride, Scoot in Style with Vespa” ที่มีแรงบันดาลใจมาจากยุค MOD’s เพราะผู้ขับขี่รถเวสป้าในยุคนั้นเป็นบุคคลที่ชื่นชอบในดนตรี แฟชั่น ศิลปะ และดูภาพยนตร์ ซึ่งก็ไม่ต่างกับผู้ขับขี่รถเวสป้าในปัจจุบัน



“ภาพยนตร์เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่เข้าถึงคนหมู่มากได้ง่ายที่สุด จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน เวสป้าได้อยู่คู่กับภาพยนตร์หลายๆ เรื่องมาทุกยุคทุกสมัย นอกจากนี้จะเน้นการทำตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมาย โดยขยายฐานลูกค้าเข้าสู่เด็กมหาวิทยาลัยและวัยเริ่มทำงาน รวมถึงเน้นการทำการตลาดสู่กลุ่มเป้าหมายในต่างจังหวัดมากขึ้น”

ขณะเดียวกันได้ลงทุนเปิดตัว Vespa New Concept Store โฉมใหม่แบบครบวงจรใจกลางย่านสุขุมวิท กว่า 500 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มภาพลักษณ์และสร้างความจดจำแก่ผู้บริโภค ไม่เพียงแต่เท่านี้ ทางบริษัทได้เพิ่มเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 75 แห่ง ให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการพัฒนาโชว์รูมเต็มรูปแบบใหม่ ในปัจจุบันจาก 25 แห่ง เป็น 55 แห่ง ในปี 2556

นอกจากนี้  เวสป้าได้เปิดตัวรถคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุดสำหรับปี 2556 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกจากปี 2553 ที่มีการปรับโฉมใหม่ในทุกรุ่นของ 125 และ 150 ซีซี โดยเน้นสีสันสดใสให้เป็นที่ดึงดูด ต้องตาต้องใจ และเข้ากับกระแสความนิยมของกลุ่มลูกค้าในปัจจุบัน ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพสมรรถนะของเครื่องยนต์ใหม่ระบบ 3V ตามมาตรฐานยุโรป การเพิ่มอัตราของเครื่องยนต์ให้มีความแรงยิ่งขึ้น พร้อมช่วยในเรื่องการประหยัดน้ำมัน อีกทั้งมีจำนวนสีในแต่ละรุ่นให้เลือกมากที่สุดตั้งแต่เปิดตัวมา พร้อมเพิ่ม Matt Series ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าเวสป้ากันมาก โดยราคาสำหรับเครื่องยนต์ 125 ซีซี ได้แก่รุ่น LX 125 3Vie ราคา 89,900 บาท ไปจนถึงรุ่น S 150ie Matt ราคา 118,500 บาท

ทางบริษัทคาดหวังว่าเวสป้าไม่ได้มีเพียงแค่รูปลักษณ์และสีสันสดใสสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำด้านสมรรถนะและเครื่องยนต์อีกด้วย  การทำตลาดและการออกผลิตภัณฑ์ใหม่จะทำให้ยอดขายเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้


วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

โดย: วานิชหนุ่ม

13 เมษายน 2556, 05:00 น.

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ธุรกิจการบินสยายปีกรับประชาคมอาเซียน


 ธุรกิจการบินสยายปีกรับปร
ที่มาhttp://th.aectourismthai.com/content1/1037
ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่อุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ “คึกคัก” เพื่อรอรับกระแสการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ในปี 2558 โดยการเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นผลมาจากการขยายตัวของสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ รวมถึงการเปิดตัวสายการบินใหม่ 5 รายในภูมิภาคนี้ การเติบโตของธุรกิจที่ผ่านช่วงร้อนแรงที่สุดมาแล้ว อาจทำให้ปี 2556 อัตราอาจไม่สูงเท่าเดิม แต่จะเข้าสู่ภาวะที่เริ่มมั่นคง ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจในเติบโตของกำลังซื้อผู้บริโภคระ ดับกลำง

Centre for Aviation หรือ CAPA เปิดเผยว่าปัจจุบันสายการบินต้นทุนต่ำครองส่วนแบ่งที่นั่งราว 50% ของเที่ยวบินทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย 3 ใน 5 สายการบินน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีที่ผ่าน ยังเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ ได้แก่ แอร์เอเชีย ฟิลิปปินส์, สกู้ต ของสิงคโปร์ และแมนดาลำ จากอินโดนีเซีย ซึ่งแปลงโฉมตัวเองจากที่เคยให้บริการเต็มรูปแบบ

ขณะที่การบินไทยส่ง “ไทยสไมล์” รุกตลาดภูมิภาคนี้ รวมทั้ง สปป.ลำวก็เปิดตัว “ลำว เซ็นทรัล แอร์ไลนส์” เช่นกัน อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ในอาเซียนยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะการเข้าไปแสวงหาโอกาสชิงส่วนแบ่งการตลาดในประเทศพม่าและเวียดนาม ซึ่งขณะนี้อัตราการเข้าถึงของสายการบินประเภทนี้ยังต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยของ ทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 26%

สำหรับธุรกิจการบินในประเทศไทย สายการบิน ไทยแอร์เอเชีย และ นกแอร์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากนโยบายการย้ายฐานการบินมาที่สนามบินดอนเมืองตั้งแต่ เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ได้วางแผนเพิ่มฝูงบินราว 33% ในปี 2556 โดยไทยแอร์เอเชีย จะรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ320 เพิ่มอีก 9 ลำ ทำให้รวมทั้งสิ้นมี 36 ลำ ขณะที่นกแอร์ คาดว่าจะเพิ่ม 6 ลำ รวมเป็น 24 ลำ

นอกจากนี้นกแอร์ ซึ่งปัจจุบันให้บริการเฉพาะเที่ยวบินประจำภายในประเทศเท่านั้น ได้มีแผนจะใช้เครื่องบินโบอิ้ง 737-800s ให้บริการเส้นทางต่างประเทศเป็นครั้งแรกด้วย ขณะที่แอร์เอเชีย ซึ่งมีสัดส่วนที่นั่งกว่า 40% ให้บริการเส้นทางต่างประเทศอยู่แล้ว ก็จะสยายปีกสู่ตลาดในและต่างประเทศมากขึ้น โดยใช้ข้อได้เปรียบจากการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปีก่อน มาสนับสนุนการเติบโตต่อเนื่องในปีนี้

สำหรับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเปิดสนามบินชางยีต้อนรับผู้โดยสารเกิน 50 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ในปีนี้การจราจรทางอากาศของสิงคโปร์อาจชะลอตัวลง คาดการเติบโตไม่เกิน 10% หลังจากที่ขยายตัวถึง 11% เมื่อปี 2554 และอีก 10% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2555 เนื่องจากได้อานิสงส์ของตลาดสายการบินต้นทุนต่ำที่ขยายตัวรวดเร็ว ครองสัดส่วนการให้บริการ 30% ของสนามบินชางยีในปัจจุบัน โดยคาดว่าในปีหน้าการเปิดตัวของ สกู้ต สายการบินน้องใหม่ที่ให้บริการโลว์คอสต์ในเส้นทางระยะไกล (Long Haul) จะเติบโตได้เร็วที่สุด เพราะถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งของบริษัทแม่อย่าง สิงคโปร์ แอร์ไลนส์ ที่ต้องการหันมาปั้นรายได้จากสายการบินในเครือข่ายทดแทนรายได้ของธุรกิจหลัก ที่ชะลอ ไม่ว่าจะเป็น สกู้ต หรือกระทั่ง ซิลค์แอร์, เจ็ตสตาร์ ที่กำลังมีแผนขยายเส้นทางบินที่มีศักยภาพ

นอกจากนี้ สนามบินชางยี จะเริ่มลงมือก่อสร้างอาคารที่ 4 เพิ่มเติม ซึ่งอยู่ภายใต้แนวคิดอาคารลูกผสมที่จะมาแทนบัดเจ็ต เทอร์มินัล ที่จะถูกรื้อทิ้งในเร็วๆ นี้ และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2560 เพื่อรองรับผู้โดยเพิ่มราว 16 ล้านคนต่อปี

ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของธุรกิจสายการบินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้าน ประชากรจำนวน ได้ผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่การเติบโตร้อนแรงแห่งหนึ่งของโลก เฉพาะตลาดการบินในประเทศมีผู้โดยสารถึง 70 ล้านคน และขึ้นแท่นกลำยเป็น “ตลาดในประเทศ” ใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของโลกรองจาก สหรัฐฯ จีน บราซิล และญี่ปุ่น นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา มีการเติบโตเกินกว่า 10% ต่อปี และคาดว่าจะยังรักษาอัตรานี้ต่อเนื่องอีกหลำยปี เพราะสายการบินรายใหญ่ยังมีแผนที่จะขยายเส้นทางในประเทศต่อเนื่อง

ไลอ้อน แอร์ ผู้นำในตลาดการบินในอินโดนีเซีย ยังขยายฝูงบินใหม่ โบอิ้ง 737-900ERs อย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 2 ลำต่อเดือน ทำให้สายการบินนี้ครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศถึง 40% เพราะมีเครื่องบินใหม่เข้ามาเสริมทัพ รองรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว และตลาดยังเพียงพอ สำหรับรองรับสายการบินในเครือข่ายสายใหม่อย่าง บาติคแอร์ ซึ่งให้บริการเต็มรูปแบบ และมีกำหนดเปิดตัวในปีนี้

ขณะที่ ซิตี้ลิงค์ สายการบินราคาประหยัด ซึ่งเป็นเครือข่ายของ การูด้า คาดเติบโตถึง 150% ด้านจำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะแตะ 10 ล้านคนเมื่อมีการขยายฝูงบิน แอร์บัส เอ320 และเริ่มทยอยรับมอบเครื่องเอทีอาร์ 72 เข้าประจำการลำแรก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่หวังนำมาปะทะโดยตรงกับ วิงส์แอร์ สายการบินลูกของไลอ้อน แอร์ ที่เน้นเส้นทางบินระยะสั้น

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจประกันชีวิตโกยอื้อปี55เบี้ยรับรวม3.9แสนล.

ที่มา http://www.ryt9.com/s/tpd/1583717
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 00:00:56 น.
ไทยโพสต์ * ประกันชีวิตโกยเบี้ยรับรวมปี 2555 สูง 3.9 แสนล้านบาท เติบโต 19.1% สูงสุดในรอบ 10 ปี ด้านไทยประกันฯ  พร้อมแข่ง  AEC โชว์วางออนไลน์สาขาทั่วไทยแล้ว

นางบุษรา อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า เบี้ยประกันชีวิตรับรวม 12 เดือน (ม.ค.-ธ.ค.2555) มีทั้งสิ้น 391,358.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 19.1% โดยบริษัทประกันชีวิตที่มีเบี้ยประกันชีวิตรับรวมสูง สุด คือ บริษัท เอไอเอ จำกัด จำ นวน 103,023.22 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนการตลาด 26.32% อัน ดับ 2 บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต 48,867.79 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 12.49% อันดับ 3 บมจ.ไทยประกันชีวิต 48,846.8 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 12.48% อันดับ 4 บมจ.ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต 41,909.44 ล้านบาท ส่วนแบ่งการ ตลาด 10.71% อันดับ 5 บมจ.กรุง เทพประกันชีวิต 34,640.2 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 8.85%


ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2546 - 2555 อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตในปี 2555 ถือเป็นอัตราเติบ โตที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทประกันชีวิตแต่ละบริษัทต่างก็เร่งการพัฒนารูปแบบกรมธรรม์ออกมาสนองตามความต้องการของประชาชน พัฒนาบุคลากรฝ่ายขาย รวมถึงการขยายช่องทางการขายให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง

นายไชย ไชยวรรณ กรรม การผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยประกันชีวิต กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขันเสรีมาตั้ง แต่ปี 2540 ซึ่งช่วงดังกล่าวบริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจในทุกด้าน เพื่อให้เกิดประ สิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่พัฒนาระบบคอมพิว เตอร์ออนไลน์ เพื่อกระจายการทำงานสู่สาขาทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุ บันมีสาขารวม 300 แห่ง รวมถึงกระจายอำนาจในการอนุมัติสินไหม การรับประกัน การจ่ายเงินคืน เงินปันผลแก่ผู้เอาประกันไปยังสาขา เพื่อให้ผู้เอาประกันได้รับความสะดวก รวดเร็ว.

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

"ไทรอัมพ์"ปรับกลยุทธ์แบรนด์"สล็อกกี้"สู้สินค้าจีน


ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business
ตลอด 3 -4 ปีที่ชุดชั้นในโนเนมนำเข้าจากประเทศจีน เข้ามาตีตลาดด้วยจุดขายที่มีราคาถูกว่า 5 เท่า ทำให้ชุดชั้นในแบรนด์เนมที่วางขายในห้างสรรพสินค้าต้องปรับกลยุทธ์สู้ด้วยการออกคอลเลคชั่นใหม่ และเพิ่มความถี่ในการจัดโปรโมชั่นทุกเดือน โดยนางสาวชลรดี เลี่ยมตระกูล หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท ไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า การแข่งขันตลาดชุดชั้นในมีการแข่งขันสูง ทั้งด้านการดีไซน์ ฟังก์ชั่น และนวัตกรรม ทำให้ผู้ผลิตแต่ละแบรนด์ปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ซึ่งมีพฤติกรรมในการเลือกซื้อชุดชั้นใน แบ่งแยกตามการใช้งานอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลทำให้ชุดชั้นใน “สล็อกกี้” ซึ่งเป็น 1 ใน 5 แบรนด์หลักของ บริษัท ไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ต้องปรับกลยุทธ์รับมือสินค้านำเข้าจากประเทศจีนตีตลาด โดยทุ่มงบการตลาดสำหรับปีนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัว พร้อมปรับกลยุทธ์การตลาดใน 2 ทาง คือ ขยายฐานจากกลุ่มนักศึกษา ที่มีความอ่อนไหวต่อราคาไปสู่กลุ่มลูกค้าวัยทำงานอายุ 25-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ และมีพฤติกรรมการซื้อชุดชั้นในตามแฟชั่น

กลยุทธ์การตลาดที่ออกมาตอบโจทย์ในจุดนี้จะมีการวางแผนการตลาดเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ และแคมเปญโปรโมชั่นที่จัดขึ้นในทุกๆเดือน ซึ่งเป็นกลยุทธ์กระตุ้นให้มีการซื้อชุดชั้นในเพิ่มขึ้น จากปกติผู้บริโภค มีเสื้อชั้นในเฉลี่ยประมาณ 20 ตัวต่อคน และกางเกงในประมาณ 30 ตัว

การกลับมารุกตลาดใน 3 ปีของ “สล็อกกี้” ไม่เพียงปรับเกมรับสินค้าจีน แต่ยังวางแผนขึ้นเป็นผู้นำตลาดภายในระยะ 2 ปี โดยวางเป้าหมายหลังทำตลาดเชิงรุกด้วยการขยายฐานและเพิ่มความถี่ในการซื้อแล้ว จะทำให้ชุดชั้นใน “สล็อกกี้”เบียด“จ๊อกกี้” ขึ้นแท่นมาเป็นเบอร์หนึ่งแทน รวมถึงมียอดขายเติบโตปีละ 20% มีอัตราการเติบโตกว่าตลาดรวมมูลค่า 1 พันล้านบาทที่เติบโต 10% ต่อปี

บุญชัย โชควัฒนา"ซีอีโอสหพัฒน์ฯ ซึมซับมรดกทางความคิดจากคำสอนของพ่อเจ้าของศาสตร์การบริหารและการใช้ชีวิตตามหลัก"ปรัชญาขงจื๊อ"


ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business

จากคำสอนที่ของคนยุคโบราณแม่ของนายห้างเทียม โชควัฒนา พร่ำบอกให้ลูกชายท่องจำปรัชญาขงจื๊อ ทำให้นายห้างเทียม โชควัฒนา ซึมซับนำมาปฏิบัติก่อนจะถ่ายทอดมรดกทางความคิด การสร้างธุรกิจอยู่ยั่งยืนมาถึงคนรุ่นลูก หนึ่งในนั้นคือ บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

"ลิขิตฟ้า หรือจะสู้มานะตน" ปรัชญาขงจื้อที่สะท้อนความเป็นตัวตนของนายห้างเทียมได้เป็นอย่างดี
ผู้นำที่ดี ต้องประกอบด้วย คุณสมบัติ ขยัน-เสียสละ-อดทน-ไม่หยุดคิดและเรียนรู้ -กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง - ซื่อสัตย์ -มีคุณธรรม - คบคนดี - รักษาเครดิต

วันเวลาผ่านไป 7 ทศวรรษ ในยุคปัจจุบันที่สหพัฒน์ฯ มีธุรกิจในเครือกว่า 200 บริษัท มีรายได้กว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี และกำลังจะเผชิญโจทย์ยากกับการเชื่อมโยงตลาดเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 ทำให้สหพัฒน์ฯไม่อาจอยู่เฉยต้องรุกออกไปลงทุนนอกบ้าน

คำสอนของบรรพบุรุษ ก็ยังล้ำค่า อยู่เหนือกาลเวลา (อกาลิโก) อยู่เสมอ

“หากพูดถึงบะหมี่ (มาม่า) เราคือเบอร์1 หากมองถึงเราผงซักฟอก (เปา) เราคือเบอร์ 2 ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าไหน" บุญชัย เอ่ยถึงตำแหน่งทางการค้าของสินค้าในเครือ

แม้จะยอมรับว่าเมื่อครั้งยังเด็ก ดช.บุญชัย ออกจะเบื่อกับคำพร่ำสอนของพ่อ ที่พูดซ้ำไปซ้ำมา ทว่าเมื่อเติบโตขึ้น เขากลับรู้ซึ้งว่านี่คือกลวิธีตอกย้ำให้จำขึ้นใจ พร้อมที่จะงัดมาใช้ได้เสมอในเก้าอี้ ผู้นำสหพัฒน์ฯ
คำสอนที่เป็นเหมือน "สัจธรรมในการบริหาร"

“บางทีเวลาคุณพ่อพูดซ้ำไปซ้ำมา เราก็ไม่อยากฟัง และก็ไม่ได้ตั้งใจฟัง (หัวเราะ) แต่มันกลับทำให้เราซึมซับ สิ่งที่ท่านคิดที่ท่านพูด และเข้าใจแนวคิดเมื่อเติบโตขึ้น" เขาย้อนความหลัง


บุญชัยบอกด้วยว่า ผู้นำอย่างนายห้างเทียม เป็นทั้งผู้นำครอบครัวและผู้นำขององค์กรที่เป็นแบบอย่างในทางที่ดี
"ผมอยากเดินตามรอยพ่อ !!"


ใครว่าผู้นำสบาย ถ้าใช่คนนั้นไม่ใช่ผู้นำ(ที่แท้จริง) ผู้นำอย่างนายห้างเทียมผ่านลำบากตั้งแต่เล็ก แบกหามน้ำตาลกว่า 100 กิโลกรัม เป็นพี่ที่เสียสละออกจากโรงเรียนมาก่อน เพื่อช่วยเหลือกิจการครอบครัว

“ผู้นำจะต้องไม่คิดถึงตัวเองว่า ทำไปแล้วได้อะไร เพื่ออะไร แต่ต้องคิดและทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อองค์กรในอนาคต” เขาฉายแนวคิดพ่อที่ส่งต่อมาที่ลูกๆ

เมื่อพูดถึงความซื่อสัตย์ สำหรับในห้างเทียมแล้ว เจ้าของธุรกิจเช่นเขามีกฎเหล็กอยู่ว่า..แม้จะเป็นเจ้าของสินค้าแต่ก็ไม่สามารถหยิบสินค้าในคลังไปใช้ได้ตามอำเภอใจ ต้องใช้เงินซื้อสินค้ากลับไปใช้เหมือนๆกับลูกค้าคนอื่น ตอนเด็กบุญชัยยอมรับไม่เข้าใจความคิดพ่อ แต่เมื่อโตขึ้นเข้าใจว่าที่พ่อต้องทำแบบนั้น เพราะป้องกันการ "คอร์รัปชัน" ในบริษัท
ที่ต้องเริ่มจากผู้นำไม่โกง


นายห้างเทียมยังรักที่จะเรียนรู้ การอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับทุกวันเพื่อเติมคลังข้อมูล และสั่งสมองค์ความรู้ของนักบริหาร บุญชัยบอกว่า จะเป็นผู้นำที่ดี ต้องมีวิสัยทัศน์ถึงจะบรรลุเป้าหมายธุรกิจได้ จะต้องหลอมรวมการอ่าน แปลงมาสู่การกระทำอย่างเท่าทันสถานการณ์

“อ่านมากๆอย่างเดียวโดยไม่ปฏิบัติจะทำให้สมองขี้เกียจ จึงต้องเบลนด์เข้าด้วยกัน in put develop ให้เกิดองค์ความรู้จากคิดและนำไปปฏิบัติพร้อมกัน”


เขายังบอกว่า ผู้นำต้องไม่หยุดคิดและเรียนรู้ ทำตัวเสมือน"น้ำครึ่งแก้ว" ที่รอรับสิ่งใหม่ๆ ทุกๆด้านอยู่ตลอดเวลา เพราะความรู้เป็นเครื่องมือสะสมมาก ก็จะทำให้ตัดสินใจได้แม่นยำไม่ผิดพลาด เมื่อเทียบกับคนรู้น้อย

บุญชัยยังเห็นพ่อเป็นแบบอย่างที่เคร่งครัด การมีวินัยในการทำงานเขากับพ่อไม่ต่างกัน "ตรงกันข้าม" แต่เขาออกจะโหดกว่าพ่อตรงที่ พ่อเขามักใจเย็น เตือนลูกน้องให้แก้ไขข้อบกพร่อง จะใช้วิธีสอนซ้ำไปซ้ำมา โดยยอมเสียเวลา ต่างกันกับเขาที่เมื่อไม่ถูกใจก็บอกกันตรงไปตรงมาทันทีไม่มีอ้อมค้อม

“ผมเป็นคนดุกว่าพ่อ ผมจะบอกไปตรงๆให้แก้ไข แต่ไม่ใช้ความรุนแรงนะ และจะใช้วิธีจูงใจลูกน้องโดยให้ผลตอบแทนตามความสำเร็จ ใครทำสำเร็จก็ได้มากกว่าคนที่ทำไม่สำเร็จ หรือทำได้บางส่วน แต่ไม่ถึงขั้นไล่ออกแบบฝรั่ง เพราะเรายังผูกพันกันแบบไทยๆ"

สำหรับบุญชัย นอกจากจะเป็นผู้นำที่ยึดหลักการบริหารจากคำสอนพ่อ เขายังดูแลตัวเอง ออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง พร้อมทำงานหนัก

"ผมต้องทำตัวเองให้ดูหนุ่มเสมอ เพราะเมื่อเราสุขภาพดีก็จะมีใจทำอะไรได้เยอะ หากเราอ่อนแอ อะไรก็ไม่อยากทำ จึงต้องหมั่นออกกำลังกายรักษาสุขภาพ ไม่ทำให้ตัวเองอ้วนเกินไป หรือปล่อยให้โดนสิ่งแวดล้อมจูงใจจนละเลยที่จะดูแลชีวิตตัวเอง"

นอกจากนี้ ภาวะผู้นำที่เขาเห็นคล้อยตามกับพ่อคือ "การวางตัวเป็นแบบอย่างที่ดี" ให้คนในองค์กรมองเห็น จึงจะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่วางไว้

“องค์กรไหนๆจะเจริญได้ อยู่ที่ผู้นำ และจะล้มเหลวก็อยู่ที่ผู้นำ”

สำหรับนายห้างเทียม บุญชัยบอกว่า จุดเด่นอีกข้อคือ "การอ่อนน้อมถ่อมตน" ไม่เคยชมตัวเอง เช่นเดียวกับบุญชัย ก็มักจะบอกกับตัวเองว่า เขาไม่เคยสำเร็จ !!! เพราะความสำเร็จเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว

"นิสัยพ่อเป็นคนถ่อมตัวไม่เคยชมตัวเอง สำหรับผมก็เหมือนกัน ชื่นชมตัวเองเล็กน้อยไม่เป็นไร แต่อย่าโม้มาก" เขายิ้ม อีกคุณสมบัติที่ต้องไปกันให้ได้กับองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร นั่นคือ "การคำนึงถึงคุณธรรม"

สิ่งนี้เองที่ทำให้สหพัฒน์ฯสามารถรักษาชื่อเสียง รวมถึงแบรนด์ไว้ได้ ด้วยการไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่ค้ากำไรเกินควร และทำธุรกิจที่เป็นประโยชน์กับชีวิตคนเราถูกปลูกฝังมาตลอดว่า..ธุรกิจต้องไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำเครื่องดื่มมึนเมา และไม่ทำอาบอบนวด


เดิมทีก่อนหน้านั้นจะเคร่งครัดถึงขั้นซัพพลายเออร์อย่างสหพัฒน์ฯ จะไม่เข้าไปทำค้าปลีก แต่วันนี้ เมื่อค้าปลีกต่างชาติเข้ามาครอบครองตลาด อยู่เพียงไม่กี่ราย สหพัฒน์จึงต้องลงไปทำร้านสะดวกซื้อ 108 shop เพื่อคานอำนาจ และเป็นทางเลือกให้โชห่วยต่างจังหวัดยืนอยู่ได้


จนล่าสุดเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนแปลงอีก ค้าปลีกโชห่วยสัญชาติไทยสูญพันธุ์ไปมาก สหพัฒน์ฯจึงกลับมาคิดจริงจังที่จะ "ท้าชน" กับค้าปลีกขนาดใหญ่ ด้วยการร่วมมือกับ "ลอว์สัน” ยักษ์ค้าปลีกอันดับ 2 ของญี่ปุ่นเป็นรองเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ญี่ปุ่น เพื่อทำคอนวีเนียนสโตร์ในชื่อ "ลอว์สัน 108”


บุญชัยยังบอกว่า สิ่งที่ต่อยอดทำให้สหพัฒน์ฯ มีวันนี้ได้ก็คือ "คบคนดี-รักษาเครดิต" อาทิ การเริ่มเจรจากับผู้นำเข้าสินค้าให้หันมาร่วมทุนพัฒนาสินค้าร่วมกัน ทำธุรกิจร่วมกันจนถึงปัจจุบัน หลายผลิตภัณฑ์รับการถ่ายทอดโนว์ฮาว ทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันกับแบรนด์นอกรายอื่นๆ โดยเฉพาะแบรนด์ตะวันตก

เช่นเดียวกันกับการรักษาเครดิต บุญชัยบอกว่า มีผลทำให้เกิดชื่อเสียงสั่งสมมา ทำให้มีคนอยากมาร่วมทุนกับสหพัฒน์ฯ

“รับปากแล้วต้องทำ หากเราเสียเครดิตครั้งเดียว ประวัติไม่ดีก็ขาดความเชื่อถือ”

สำคัญที่สุดสำหรับความต่างระหว่าง "ผู้นำ" กับ "นักบริหาร" คือ การมีวิสัยทัศน์ มองเห็นอนาคต มุมมองของผู้นำต้องโดดเด่นกว่านักบริหาร ที่มักทำงานตามคัมภีร์ไบเบิล หรือ Job Description (ภาระงานที่รับมอบหมาย)

ทว่า ผู้นำของสหพัฒน์ฯ ที่เขาระบุสเปคเพิ่มเติม ยังจะต้องมี "ทัศนคติที่ดี เป็นคนดี" ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการค้ำยันธุรกิจSuccessor หรือผู้นำองค์กรรุ่นต่อไปต้องเป็นแบบนี้นั่นเพราะเขาเชื่อว่า...คนดี มาฝึกให้เป็นคนเก่งได้ แต่คนเก่ง ฝึกให้เป็นคนดีนั้นยาก ทว่าหากได้ทั้ง "คนเก่งและคนดี" ในคนเดียวกัน ถือว่า "ล้ำเลิศ"นั่นจึงเป็นส่วนที่ทำให้ผู้นำเจนเนอเรชั่นต่อๆมา ต้องเก่งมากขึ้นกว่าเจนเนอเรชั่นแรกๆ เพราะสั่งสมองค์ความรู้ ความคิดที่ส่งทอด จากรุ่นสู่รุ่น

เขาจึงหวังว่า..ผู้นำต่อจากเขาจะเป็น "บุญชัย 2" ที่เก่งกว่าบุญชัยคนนี้

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2556

ชี้แนวโน้มธุรกิจทางด่วน ฟันกำไร


วันอังคารที่ 09 เมษายน 2013 เวลา 12:54 น.
พเยาว์ มริตตนะพร
ที่มาhttp://www.thanonline.com/index.php?option
"ในปีนี้น่าจะเป็นปีสุดท้ายของการขาดทุน ส่วนปีหน้า 2557 น่าจะเริ่มเห็นผลจากบริษัทลูกมากขึ้น ทั้งนี้ปี 2555 หลังจากกลับสู่ภาวะปกติกรณีเกิดอุทกภัยปลายปี 2554  ตัวเลขการใช้ทางด่วนพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมาก....."

พเยาว์ มริตตนะพร    นับตั้งแต่ผ่านพ้นช่วงเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 คาบเกี่ยวต้นปี 2555 ดูเหมือนว่าภาวะการขาดทุนของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีอีซีแอล จะเริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้น เมื่อบวกเข้ากับภาวะการจราจรติดจากการเพิ่มปริมาณรถยนต์ในโครงการรถคันแรกของรัฐบาล มีส่วนเสริมให้ประชาชนหันไปใช้บริการทางพิเศษหรือทางด่วนกันมากขึ้น ส่งผลให้รายได้จากค่าผ่านทางเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริหารบีอีซีแอลว่าปีนี้เป็นปีสุดท้ายของการขาดทุน
    นางพเยาว์ มริตตนะพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีซีแอล ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงการดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาและในปี 2556 นี้ว่าภาพรวมผลประกอบการบมจ.ทางด่วนกรุงเทพ ประจำปี 2555 มีกำไรสุทธิ 2,254 ล้านบาท คิดเป็นต่อหุ้น 2.93 บาท ถือว่าสูงสุดตั้งแต่เปิดดำเนินธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีที่มาจาก 2 เรื่องคือ 1.จากการจัดเก็บค่าผ่านทาง และ 2.จากการขายเงินลงทุนในหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท เซาท์อีสต์เอเชีย เอเนอร์ยี่ จำกัด(SEAN)ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม 2 ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเฉพาะเรื่องของรายได้ค่าผ่านทางนั้นยังเติบโตเป็นปกติกำไรสูงขึ้นมาก
++ความชัดเจนการขอปรับค่าผ่านทางด่วน
    สำหรับความชัดเจนเรื่องค่าผ่านทางด่วนนั้นจะมีกำหนดไว้ในสัญญาว่า 5 ปีจึงจะมีการปรับค่าผ่านทาง โดยปรับราคาระดับหน่วยละ 5 บาท คือ จาก 5 บาทปรับเป็น 10 บาท และ 15 บาทปรับเป็น 20 บาท โดยปัจจุบันอัตราค่าผ่านทาง 45 บาทในเขตเมืองจะแบ่งรายได้ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย 60% บีอีซีแอลได้ 40% ปีนี้นับเป็นปีที่ 5 ก็จะมีการปรับในวันที่ 1 กันยายน 2556
อย่างไรก็ดีขณะนี้ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)แล้วว่า 1.ปีนี้เป็นปีที่ครบกำหนดการปรับค่าผ่านทาง 2.อัตราเงินเฟ้อที่คำนวณได้อยู่ในระดับที่สมควรจะปรับค่าผ่านทาง ส่วนจะปรับเท่าไรนั้นอยู่ในการพิจารณาของกทพ.โดยจะเป็นการคำนวณจากดัชนีผู้บริโภค คาดว่าในเร็วๆนี้กทพ.จะออกมาแถลงความชัดเจนเอง
    "ขณะนี้กทพ.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาในเรื่องนี้แล้ว แต่บีอีซีแอลยังไม่ได้รับเชิญ ซึ่งบีอีซีแอลได้ส่งจดหมายแจ้งไปยังกทพ.ทราบแล้วว่าขอมีการปรับราคาค่าทางด่วนโดยจะต้องมีการพิจารณาร่วมกันต่อไป"
++แนวโน้มการใช้ทางด่วน
    ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่ดี ปัจจัยอยู่ที่ภาวะหลังน้ำท่วม เมื่อภาวะธุรกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติจึงมีการทำธุรกรรมทางธุรกิจมากขึ้น ส่งผลให้การใช้รถมีปริมาณสูงขึ้นตามไปด้วย หลายฝ่ายคิดว่าปีนี้จะลดลง แต่บอกได้เลยว่าจะยังโตต่อเนื่อง ซึ่งปริมาณ 1.5 ล้านคันที่แบ่งรายได้กัน ถือว่าเติบโตประมาณ 2-3% ซึ่งเป็นการเติบโตปกติบนฐานที่ใหญ่ และมั่นใจว่าในปีนี้น่าจะเป็นปีที่ดีอีกเช่นกัน โดยพบว่าจะโตก้าวกระโดดในส่วนที่เป็นนอกเมือง ส่วนในเมืองดังที่เห็นกันอยู่รถติดไปทั่ว การลงจากทางด่วนค่อนข้างใช้เวลาเยอะมากกว่าขาขึ้น แต่ในส่วนนอกเมืองขณะนี้โตสูงมากประมาณ 7% ในโซนทางด้านเหนือจากแจ้งวัฒนะไปบางปะอิน
    ดังนั้นในปีนี้น่าจะเป็นปีสุดท้ายของการขาดทุน ส่วนปี 2557 น่าจะเริ่มเห็นผลกำไรจากบริษัทSEAN มากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากปี 2555 หลังจากกลับสู่ภาวะปกติกรณีเกิดอุทกภัยปลายปี 2554  ตัวเลขการใช้ทางด่วนพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมาก  อีกทั้งภายหลังน้ำท่วมยังมีการฟื้นฟู ในเมื่อปี 2555 เป็นฐานใหญ่ปีนี้จึงยังมีแนวโน้มไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา
    ประการสำคัญรัฐบาลยังมีโครงการทางพิเศษที่จะดำเนินการอีกหลายเส้นทาง เช่น ทางด่วนศรีรัช-ดาวคะนอง โดยส่วนใหญ่รัฐจะเข้าไปดูแลเส้นทางที่ไม่ค่อยให้ผลตอบแทนทางการเงิน เส้นทางที่จะมีผลตอบแทนทางการเงินบีอีซีแอลจะเข้าไปดำเนินการและพร้อมที่จะแข่งขันกับรายอื่นๆ โดยในส่วนทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกนั้นรายได้จะเป็นของบีอีซีแอล 100%
++ภาวะรายได้ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง
    ปัจจุบันรายได้หลักของบีอีซีแอลจะได้จากค่าสัมปทานทางด่วนอัตราประมาณ 1,500 -1,600 ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งเป็นกำไรที่มาจากการขายหุ้น ซึ่งเกิดจากการลงทุนในส่วนธุรกิจอื่นๆตามที่บริษัทมีความถนัด เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน น้ำประปา เขื่อน วงเงินลงทุนเริ่มให้ผลตอบแทนกลับคืนมามากขึ้น โดยขายหุ้นบริษัทลูกที่ก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม2 ได้รับเงินจำนวนกว่า 700 ล้านบาท นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของบริษัท ดังนั้นหากรวมรายได้จากค่าสัมปทานและจากการขายหุ้นบริษัทลูกแล้วจึงมากกว่า 2,254 ล้านบาท คิดเป็นต่อหุ้นประมาณ 2.93 บาท โดยจ่ายปันผลกลางปีไปแล้ว 62 สตางค์ แล้วยังได้ประกาศนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อจะจัดประชุมในเดือนเมษายนนี้ว่าจะจ่ายอีกประมาณ 88 สตางค์ ดังนั้นปี 2555 รวมทั้งปีจึงจะจ่ายทั้งสิ้น 1.50 บาท
    สำหรับในปี 2556 บีอีซีแอลครบรอบ 25 ปีพร้อมกับการได้สัมปทานเส้นทางศรีรัช-วงแหวนรอบนอก จากบางซื่อไปทางด้านตะวันตกของกรุงเทพมหานครขณะนี้งานก่อสร้างคืบหน้าตามลำดับ ส่วนกรณีลงทุนอื่นๆก็เริ่มปันผลตอบแทนกลับมามากขึ้นโดยคาดว่าปีนี้จะมีกำไรกว่า 4,000 ล้านบาทโดยได้ลงทุนเพิ่มในบริษัทน้ำประปาไทย จำกัด(มหาชน) จากเดิมถือหุ้นอยู่ 9% เพิ่มอีก 11% รวมเป็น 20% โดยได้รับเงินปันผลต่อเนื่อง ปี 2555 ปันผล 50 สตางค์ซึ่งถือว่าสูงมาก ซึ่งการลงทุนดังกล่าวทำให้กำไรเปลี่ยนแปลงไปเพราะสามารถนำกำไรของบริษัทน้ำประปาไทยฯ 20% เช่น มีกำไร 2,500 ล้านบาทก็สามารถเอา 500 ล้านบาทมารวมเป็นกำไรของบริษัทได้ทันที
    เช่นเดียวกับซีเคเพาเวอร์มีกำหนดเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯในเดือนพฤษภาคมนี้ผู้บริหารระดับสูงซีเคเพาเวอร์มีความมั่นใจมากขึ้น บีอีซีแอลถือหุ้นในซีเคเพาเวอร์ 20% โดยจะขายด้วยการออกหุ้นใหม่กับการที่ผู้ที่หุ้นเดิมเข้าไปร่วมขาย จะเข้าไปรวมขายด้วย 20 ล้านหุ้น ดังนั้นในทุก 1 บาทกำไรจะกลับสู่ที่บีอีซีแอล 20 ล้านบาทขึ้นอยู่กับว่าซีเคเพาเวอร์จะขายในราคาเท่าไร รวมถึงรายได้ที่จะมาจากการปรับค่าผ่านทางในปีนี้ ซึ่งทุกๆ  5 ปีจะครบรอบการปรับค่าผ่านทาง
    "ปัจจัยต่างๆที่เป็นผลบวกด้านการทำกำไรในปี 2556 น่าจะมาจากการทำกิจกรรมหลักที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง "

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,834 วันที่  11 - 13  เมษายน พ.ศ. 2556