แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซอฟต์แวร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซอฟต์แวร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

“โมทีฟ” คุยเข้าร่วม MFEC Group หนุนธุรกิจสุดแกร่ง ร่างแผนบุกกลุ่มธนาคาร-ประกันเพิ่มหลังพบการเติบโตสูง

22 Apr 13 ,  logisticsdigest.com
ที่มาhttp://www.logisticsdigest.com/news/corporates-news
“วรพจน์ อนุเอกจิตร” กรรมการผู้จัดการ โมทีฟ  เทคโนโลยี  เผยการเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน MFEC Group  ถือว่าเดินมาถูกทาง ทำให้การขยายธุรกิจทำได้คล่องตัวขึ้น ด้วยต้นทุนลดลง ในขณะที่องค์กรมีขนาดใหญ่มีธุรกิจครบวงจร  ครองใจลูกค้าได้เหนียวแน่น คุยปีนี้พร้อมบุกลูกค้ากลุ่มสถาบันการเงิน- ประกันเพิ่ม หลังพบงบลงทุนสูง เชื่อดันผลงานเติบโตโดดเด่น ส่วนปีหน้าพร้อมใช้จุดแข็ง MFEC Group เจาะตลาดเพื่อนบ้านรับ AEC เต็มสูบ
นายวรพจน์ อนุเอกจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมทีฟ  เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ  MOTIF บริษัทไทยแท้ผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในระบบงานโอเปอเรชั่นของสถาบันการเงินการธนาคาร งานกฎหมาย การบริหารองค์กรภาครัฐของไทย ในเครือ MFEC Group กล่าวว่า  การเข้ามาเป็นหนึ่งใน  MFEC Group   ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าบริษัทได้เดินมาถูกทาง โดยทั้งโมทีฟ และ บริษัทในเครือ MFEC  Group สามารถใช้จุดแข็งของกันและกัน สนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง รับมือกับการแข่งขันจากยักษ์ใหญ่ข้ามชาติได้อย่างคล่องตัว โดยใน  MFEC Group โมทีฟ จะทำหน้าที่เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ หรือ โซลูชั่นเฉพาะทางให้กับ MFEC Group  โดยเน้นกลุ่มธุรกิจ หรือลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้สามารถแข่งขัน รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ต่างชาติได้ในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบงานติดตามหนี้ หรือระบบงานกฎหมายของธนาคาร โดยจุดเด่นของซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยโมทีฟ คือ มีแนวปฏิบัติของซอฟต์แวร์ที่สอดคล้องกับระเบียบ ข้อบังคับของกฎหมายไทยที่ต่างชาติไม่สามารถทำได้  จึงทำให้เป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับการยอมรับจากธุรกิจการเงินการธนาคาร ตลอดจนกลุ่มรัฐวิสาหกิจ และภาครัฐอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโมทีฟ ถือว่าเป็นผู้นำในธุรกิจซอฟต์แวร์ด้านนี้


“ภายหลังการเข้าเป็นส่วนหนึ่งใน MFEC Group ทำให้เรามีเวลาทำงานที่เราถนัด คือ การพัฒนาซอฟแวร์ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงงานด้านอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการตลาด งานฮาร์ดแวร์ หรือระบบความปลอดภัยเครือข่าย รวมทั้ง Technology ด้านโครงสร้างต่างๆ เพราะทาง MFEC Group มีทีมงานที่เชี่ยวชาญมากกว่าและรับไปดูแลแทน ทำให้โมทีฟ ทุ่มเทเวลาให้กับงานวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ได้อย่างเต็มที่ จนสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์คุณภาพป้อนให้กับ MFEC กรุ๊ปได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตได้อย่างเต็มที่ ซึ่งพูดได้ว่าเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญกับการแชร์คอสต์ร่วมกันใน MFEC Group  จึงทำให้มั่นใจว่า โมทีฟจะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างโดดเด่นตามเป้าหมายที่วางไว้ได้” นายวรพจน์ กล่าว
สำหรับการขยายธุรกิจในปีนี้เขากล่าวว่า ทางโมทีฟได้วางเป้าหมายไว้ 2 ด้านคือการขยายฐานลูกค้า และการพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้สามารถต่อยอดธุรกิจให้กับลูกค้าได้อย่างคล่องตัว โดยการขยายฐานลูกค้าในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในแนวลึก คือ พัฒนาโซลูชั่นใหม่ให้ลูกค้าเดิมได้ใช้งานเพิ่มขึ้น เพื่อต่อยอดให้ลูกค้าประสบความสำเร็จทางธุรกิจ  และโมทีฟก็เติบโตไปด้วยกัน  ควบคู่กับการขยายธุรกิจในแนวกว้าง คือ เพิ่มลูกค้าใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมเดิม คือ การเงินการธนาคาร ประกันภัย ประกันชีวิต ธุรกิจด้านบริหารทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการเงิน และ กลุ่มประกัน  เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตสูงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีเป็นจำนวนมากเพื่อรองรับการเติบโตและรับมือกับกับการแข่งขันในระดับภูมิภาค ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนให้รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ ซึ่งในปีนี้โมทีฟวางเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 150 ล้านบาท เติบโตประมาณร้อยละ 20 จากปีก่อน ส่วนกำไรคาดว่าจะทำได้สูงถึงร้อยละ 20 ของรายได้

ส่วนการขยายฐานธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจภายหลังประเทศในภูมิภาคอาเซียนรวมตลาดเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นายวรพจน์ กล่าวว่าทางโมทีฟมีความพร้อมเป็นอย่างดี ทั้งซอฟแวร์และบุคลากร และมีแผนที่จะพัฒนาศักยภาพทางด้านการสื่อสารของบุคลากรในส่วนของภาษาอังกฤษเพิ่มเติม โดยการเข้าไปขยายฐานในตลาดต่างประเทศ จะรวมกันเป็นทีมงานในนาม MFEC Group ที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีความพร้อมทั้ง ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ บุคลากร เงินทุน พันธมิตร และความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ โดยคาดว่าจะเริ่มที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอาทิ พม่า และลาวก่อน โดยในส่วนของโมทีฟ จะใช้จุดแข็งที่เป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตัวเองเข้าไปร่วมขยายธุรกิจกับพันธมิตรในท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

บริษัทไอทีอินเดียรุกซื้อกิจการยุโรป

วันที่ 11 เมษายน 2556 02:43
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business
"ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส" บริษัทส่งออกบริการซอฟต์แวร์รายใหญ่สุดของอินเดีย ทุ่มเงิน 98 ล้านดอลลาร์หรือราว 2,900 ล้านบาท ซื้อกิจการบริษัทให้บริการเทคโนโลยีฝรั่งเศส "อัลติ" ในการเคลื่อนไหวที่จะช่วยให้บริษัทขยายธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

การเคลื่อนไหวข้างต้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บริษัทซอฟต์แวร์อินเดียจำนวนหนึ่ง พากันรุกเข้าซื้อกิจการ และทำข้อตกลงเอาท์ซอร์สจำนวนมากทั่วทั้งยุโรป ในช่วงปีที่ผ่านมา แม้จะต้องรับมือกับกฎหมายแรงงานที่เข้มงวด อุปสรรคด้านภาษา และต้นทุนดำเนินงานในระดับสูง

ข้อตกลงของทาทา ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ อินโฟซิส คู่แข่งที่มีขนาดใกล้เคียงกันที่สุด เพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ทำข้อตกลงถือครองกิจการครั้งใหญ่สุดของบริษัท ด้วยการเข้าซื้อกิจการบริษัทที่ปรึกษาสวิตเซอร์แลนด์ "โลเดอสโตน โฮลดิ้ง" มูลค่าราว 350 ล้านดอลลาร์ หรือราว 10,500 ล้านบาท

จากนั้น ในเดือนธันวาคม ค็อกนิแซนต์ เทคโนโลยี โซลูชั่น คอร์ป ที่พนักงานมากกว่า 3 ใน 4 ของบริษัทอยู่ที่อินเดีย ก็เข้าลงทุนในเยอรมนีด้วยการซื้อกิจการบริษัท 6 แห่ง ในวงเงินลงทุนที่ไม่มีการเปิดเผยมูลค่าแต่อย่างใด ตามด้วยกรณีของจีโอเมทริค เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ ที่เข้าซื้อ 3แคป เทคโนโลยีส์ บริษัทเยอรมนี ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์รถยนต์ ที่มีพนักงานอยู่ 110 คน โดยไม่เปิดเผยวงเงินการลงทุนเช่นเดียวกัน

การเข้าถือครองกิจการเหล่านี้ เกิดขึ้นแม้ยุโรปจะตกอยูภายใต้ปัญหาเศรษฐกิจอันหนักหน่วง ที่ทำให้การขยายตัวช้าลง อัตราว่างงานสูง และวิกฤติหนี้ที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ แต่ปัญหาเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้บริษัทอินเดียละทิ้่งแผนการรุกเข้าตลาดยุโรปแต่อย่างใด

ความสนใจในตลาดยุโรปเกิดขึ้น หลังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐกลายมาเป็นตลาดที่อิ่มตัวสำหรับผู้ส่งออกซอฟต์แวร์อินเดีย โดยมีการทำข้อตกลงจำนวนจำกัด และต้องเจอกับการแข่งขันอย่างดุเดือด ทั้งการขาดแคลนวีซ่าสำหรับแรงงานที่มีทักษะในสหรัฐ ยิ่งทำให้บริษัทอินเดียกังวลมากขึ้นในการทำธุรกิจที่สหรัฐ เพราะอาจต้องมีต้นทุนเพิ่มมากขึ้นในการจ้างงานแรงงานอเมริกัน