แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"มิตซูบิชิ" ชูไทยเป็นฐานผลิตโลก
21 มีนาคม 2556 เวลา 11:10 น

"มิตซูบิชิ" ชูไทยเป็นฐานผลิตโลก
ที่มาhttp://www.posttoday.com/
มิตซูบิชิ ผุด อาร์แอนด์ดี ในไทย พร้อมทุ่ม 1,000 ล้านบาทเพิ่มกำลังผลิต ดันไทยเป็นฐานส่งออกรถเล็ก

นายโอซามุ มาสุโกะ ประธานบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมย้ายฐานการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) บางส่วนจากประเทศญี่ปุนมายังประเทศไทย เพื่อการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการวิจัยและพัฒนาคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตในไทย รวมถึงการเพิ่มบทบาทในการพัฒนารุ่นไมเนอร์เชนจ์ สำหรับตลาดในประเทศไทย พร้อมทั้งเพื่อค้นคว้าข้อมูลแนวโน้มการตลาดและเทคโนโลยีตลาดอาเซียน

ทั้งนี้ แผนดังกล่าวจะมีการเพิ่มจำนวนวิศวกรชาวไทยและญี่ปุ่นในหน่วยงานอาร์แอนด์ดี เป็น 120 คน จากที่มีอยู่ 40 คน รวมถึงการเพิ่มอุปกรณ์เครื่องมือและสนามทดสอบรถยนต์มาตรฐาน เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการวิจัยและพัฒนา และฐานผลิตที่สำคัญที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ระดับโลก

“การย้ายฐานวิจัยดังกล่าวมายังประเทศไทยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาภายใน 2 ปีต่อจากนี้ ในการพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว” นายมาสุโกะ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทที่ผ่านมาได้รับผลกระทบต่อบริษัทบางส่วน ซึ่งความกังวลในแรงงานภาคอุตสาหกรรมหลังจากนี้มองว่า แนวโน้มแรงงานจะไม่เพิ่มปริมาณมากนักซึ่งอยู่ในระดับ 40 ล้านคน ซึ่งบริษัทวางแผนการแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กเพื่อส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก จากเดิมที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถกระบะสำคัญของบริษัทเพื่อการส่งออกไปยัง 140 ประเทศทั่วโลก

บริษัทมีเป้าหมายในการส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 3 ล้านคันภายใน 34 ปีจากนี้ หลังจากบริษัทได้มีการส่งออกครบจำนวน 2 ล้านคันไปเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา

นายมาสุโกะ กล่าวถึงการเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า มีการพูดคุยให้บริษัทผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมิตซูบิชิพร้อมสนับสนุน แต่ต้องมีตนได้กล่าวว่า บริษัทคำนึงถึงสภาะแวดล้อมการผลิตประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งหากมีผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริด และรถไฟฟ้าในประเทศไทยก่อน ถึงจะพิจารณาการลงทุนผลิตรถประเภทดังกล่าวในไทย

นายโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า แผนลงทุนในปี 2556 นี้จะใช้เงินลงทุนอีก 1,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 5 หมื่นคัน ในโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่ 3 ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ที่ผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 5.1 แสนคัน จากเดิมมีกำลังการผลิตรวมจำนวน 4.6 แสนคัน ภายในปี 2556

ทั้งนี้ ในปี 2556 ตั้งเป้าส่งออกเพิ่มเป็น 3.4 แสนคัน จากปีก่อนส่งออก 2.8 แสนคัน จากปัจจัยความต้องการในตลาดรถยนต์ทั่วโลกเริ่มมีความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับในไทย เบื้องต้นบริษัทได้คงเป้าหมายการจำหน่ายไว้ที่ 1.3 แสนคัน

ยูนิลีเวอร์ลงทุนเพิ่ม2.8พันล้าน ขยายกำลังผลิต-ผุดศูนย์กระจายสินค้า

ยูนิลีเวอร์ลงทุนเพิ่ม2.8พันล้าน ขยายกำลังผลิต-ผุดศูนย์กระจายสินค้า เชื่อมั่นศก.ไทยดันยอดขายทั่วโลกโต
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 10:34:48 น.
ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1360639927&grpid=03&catid=03
"ยูนิลีเวอร์"เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยโตแข็งแกร่ง ประกาศลงทุนเพิ่ม 2,800 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิต เปิดศูนย์กระจายสินค้าอีกที่ฉะเชิงเทรา จับกลุ่มคนชั้นกลาง ช่วยดันยอดขายทั่วโลกโตเท่าตัวปี ཻ จับตาเงินเฟ้อใกล้ชิด รับห่วงพุ่งตามน้ำมัน

นายบาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย และอินโดไชน่า ผู้ผลิตและทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำในประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะใช้เงินลงทุน 800 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนชนิดน้ำ เช่น ผงซักฟอกชนิดน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่ม และอีก 2,000 ล้านบาทลงทุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ด้วยการสร้างศูนย์กระจายสินค้าที่บางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

"การเพิ่มการลงทุนสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของยูนิลีเวอร์ต่อเศรษฐกิจไทยว่ายังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อไทย 4 ด้านหลัก คือค่าแรงยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อัตราการว่างงานน้อย ธุรกิจในประเทศมีศักยภาพ และสามารถแข่งขันในเวทีภูมิภาคและโลก ตั้งเป้าไทยจะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มยอดขายทั่วโลกอีกเท่าตัวจาก 40,000 ล้านยูโรในปี 2553 เป็น 80,000 ล้านยูโรในปี 2563" นายราวเออร์สกล่าว

นายราวเออร์สกล่าวว่า ปีก่อนหน้ารายได้ของยูนิลีเวอร์ในไทยเติบโตโดดเด่นในรอบ 10 ปี มียอดขายรวม 40,000 ล้านบาท โตจากปีก่อนหน้า 13% ส่วนปีนี้ตั้งเป้ายอดขายโตเพิ่มขึ้นในอัตราเลขสองหลักต่อไป โดยกลยุทธ์การทำตลาดเน้นสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่มีสังคมชนชั้นกลางสูงถึง 90% ในปี 2563 โดยได้ผลิตสินค้าที่สนองไลฟ์สไตล์ของคนชั้นกลางบ้างแล้ว อาทิ ผลิตภัณฑ์ปรุงรสคนอร์ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม โทนี่แอนด์กาย และเทรซาเม่ เป็นต้น

นายราวเออร์สกล่าวยอมรับว่า มีปัจจัยที่เป็นกังวลว่าจะกระทบต่อธุรกิจ เรื่องหลักคือเรื่องเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานและบรรจุภัณฑ์สินค้า บริษัทจึงต้องมอนิเตอร์ (เฝ้าดู) เรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

(ที่มา:มติชนรายวัน 12 ก.พ.2556)

“โคคา-โคลา”ทุ่มงบลงทุน4พันล้าน มุ่งเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก35%

วันอังคาร ที่ 05 มีนาคม พ.ศ. 2556, 06.00 น.
ที่มา http://www.naewna.com/business/43730
นายแอนโตนิโอ เดล โรซาริโอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การทำตลาดในปี 2556 ของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด และพันธมิตรผู้ผลิตและจำหน่าย ได้แก่ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด และบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) จะเน้นลงทุนด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น พร้อมกับขับเคลื่อนนวัตกรรมการตลาดและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เพื่อดำเนินการตามเป้าหมายของบริษัทแม่ คือ เดอะ โคคา-โคลา คอมปะนี ที่จะขยายธุรกิจทั่วโลกให้เติบโตขึ้น 2 เท่า ภายในปี 2563

ทั้งนี้ กลุ่มโคคา-โคลา ในประเทศไทยเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลม ด้วยส่วนแบ่งตลาด 55.5% ณ สิ้นปี 2555 จากตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีมูลค่าประมาณ 44,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำในตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่ม ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 16.5% ณ เดือนมกราคม 2556 รวมถึงเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์อีกด้วย ซึ่งตลาดโดยรวมมีมูลค่าประมาณ 1.69 แสนล้านบาท

นายแอนโตนิโอ เดล โรซาริโอ กล่าวว่า การขยายการลงทุนล่าสุดของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทยนั้น จะใช้งบลงทุนถึง 4,000 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิตในปี 2556 นี้ เพื่อเปิดสายการผลิตใหม่ 4 สาย พร้อมเปิดโรงงานใหม่เพิ่มอีก 1 แห่ง การลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทยขึ้นอีกประมาณ 35% รวมถึงจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการเดินหน้าสานต่อพันธกิจระยะยาวที่สำคัญในไทยของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศ จากปัจจุบันประเทศไทยเป็นตลาดที่แบรนด์ “โค้ก” มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโคคา-โคลาทั่วโลก

นายพรวุฒิ สารสิน รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด กล่าวว่า ในเดือนมีนาคม 2556 นี้บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จะเปิดสายการผลิตใหม่ที่มีความเร็วสูงระดับซูเปอร์ไฮสปีดของโรงงานที่รังสิต เพื่อผลิตเครื่องดื่มอัดลม ซึ่งจะช่วยรองรับความต้องการในการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน นอกจากนี้ภายในปี 2556 บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จะเดินเครื่องสายการผลิตเพิ่มอีก 3 สาย ซึ่งจะช่วยขยายกำลังการผลิตเครื่องดื่มอัดลม และเครื่องดื่มไม่อัดลมได้เพิ่มขึ้น โดยสายการผลิตทั้ง 4 สายดังกล่าวจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 2,600 ล้านบาท

พลตรีพัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท หาดทิพย์ (มหาชน) จำกัด กล่าวว่า ในเดือนเมษายนี้บริษัท หาดทิพย์ จะเปิดโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ด้วยงบลงทุนกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมแบบบรรจุขวดเพ็ท (PET) ขึ้นอีก 3 เท่าตัว และโรงงานแห่งใหม่นี้ยังสามารถรองรับการผลิตเครื่องดื่มไม่อัดลมในอนาคตได้อีกด้วย

เด็นโซ่ ทุ่ม4พันล.เพิ่มกำลังผลิตรับเออีซี

วันที่ 13 มีนาคม 2556 17:30

เด็นโซ่ทุ่ม3.2พันล.ย้านฐานผลิตมาไทย

ที่มาhttp://www.bangkokbiznews.com/home/detail/auto-mobile
"เด็นโซ่ ประเทศไทย" ประกาศแผน 5 ปี ทุ่ม 4,000 ล้านบาท ขยายโรงงาน-เพิ่มกำลังผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ หัวฉีด ระบบคอมมอนเรล รองรับตลาดอาเซียน

นายชิเงฮิโระ นิชิมูระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เด็นโซ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นมั่นใจกับเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และมีความสนใจที่จะลงทุนใภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกับความต้องการและการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทย พม่า และอินโดนีเซีย โดยจะใช้ไทยเป็นศูนย์การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญของเด็นโซ่ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ประกอบด้วยนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย

ส่วนการลงทุนในประเทศไทยได้เตรียมงบประมาณ 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็นงบขยายและเพิ่มกำลังการผลิตด้วยการซื้อเครื่องจักร ในส่วนของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ จ.ฉะเชิงเทรา จำนวน 600 ล้านบาท รวมถึงงบการขยายโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี และโรงงานเวลโกรว์ จ.ฉะเชิงเทรา จำนวน 3,200 ล้านบาท เพื่อรองรับกับการย้ายฐานการผลิตจากประเทศญี่ปุ่นมายังโรงงานดังกล่าว อาทิ หัวฉีด และระบบคอมมอนเรล รวมถึงระบบอินเจคชั่นในอนาคต

นายนิชิมูระ กล่าวว่า ส่วนงบประมาณที่เหลือ 200 ล้านบาท ใช้จัดสร้างห้องทดสอบอุโมงค์ลม ซึ่งถือเป็นอุโมงค์ที่มันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ทดสอบกับรถยนต์ทั้งจักรยานยนต์และรถยนต์ ภายใต้การจำลองสภาพแวดล้อมและอากาศรวมทั้งตัวแปรอื่นๆ ที่มีผลต่อสมรรถนะการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการจำลองอุณหภูมิสูงสุด 50 องศาเซลเซียส และต่ำสุด -30 องศาเซลเซียส เป็นต้น ซึ่งจะรองรับการทดสอบรถยนต์จากลูกค้าได้ทั่วโลก และยังช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตและคุณภาพของชิ้นส่วนยานยนต์จากกลุ่มบริษัท เด็นโซ่ ประเทศไทย

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

“ปุ้มปุ้ย” อั้นราคาขาย รุกฐานตลาดใหม่ทำยอด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กุมภาพันธ์ 2556 17:17 น.


ที่มา http://www.manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000014420
ไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน)

       “ปุ้มปุ้ย” จัดเต็ม เน้นการตลาดแบบ “ไลฟ์สไตล์” ควบคู่การสร้างแบรนดิ้งปีนี้เต็มที่ พร้อมขยายช่องทางจำหน่าย อั้นราคาแม้ต้นทุนพุ่ง 20%
     
       นายไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการลงทุนในปี 2556 ของผลิตภัณฑ์ปุ้มปุ้ยว่า ในปีนี้มีแผนที่จะลงทุนเรื่องการสร้างแบรนดิ้งเป็นหลัก เพื่อสร้างความเป็นที่รู้จัก พร้อมเจาะเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น จัดทำชุดบุญคุณภาพ สำหรับผู้ใส่ใจในการทำบุญด้วยอาหารที่มีคุณภาพ และยังมีแผนที่จะขยายช่องทางการจัดจำหน่ายที่เพิ่มโอกาสในการขาย และผลักดันช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมโรดโชว์หรือกิจกรรมทางการตลาดใหม่ๆ
     
       “บริษัทฯ ยังคงเน้นการลงทุนเครื่องจักรต่อเนื่องจากที่ได้ลงทุนมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเป็นเครื่องจักรผลิตภาชนะบรรจุอาหารพร้อมรับประทานในรูปแบบใหม่ เพราะต้องการสร้างสินค้าในรูปแบบที่มีความหลากหลายมากขึ้น”
     
       ในเรื่องของนโยบายขึ้นค่าแรงถือได้ว่ามีผลกระทบต่อบริษัทไม่มากนัก ดังนั้นค่าใช้จ่ายเรื่องค่าแรงที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% นี้บริษัทฯ ยังสามารถรองรับได้อยู่ จึงไม่มีนโยบายปรับการทำงานหรือการเลย์ออฟพนักงาน แต่ก็จำเป็นต้องปรับตัวในส่วนของค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ แต่ยังยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงเรื่องการผลิตที่ดีอยู่แล้ว และจะยังคงใส่ใจในเรื่องของคุณภาพเช่นเดิม
     
       ในส่วนภาพรวมของตลาดปลากระป๋องในซอสไม่น่าจะมีอะไรหวือหวา คือยังคงเดิมอย่างหลายปีมาก่อน โดยส่วนแบ่งการตลาดยังคงเป็นของแบรนด์ใหญ่ๆ เช่นเดิม ทั้งนี้ ทางปุ้มปุ้ยเองก็มีความชำนาญด้านผลิตอาหารปรุงรส พัฒนาสูตรอร่อยๆ ขึ้นมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ปุ้มปุ้ยราดพริก ปุ้มปุ้ยฉู่ฉี่ หอยลายทอดรสเผ็ด ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของการเป็นผู้นำกลุ่มอาหารทะเลปรุงรสมาอย่างยาวนาน โดยครองสัดส่วนการตลาดกว่า 90% ของมูลค่าตลาดทั้งหมดกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายทางการตลาดในปีนี้ปุ้มปุ้ยมองเรื่องการขยายตลาดของกลุ่มอาหารทะเลปรุงรสให้มากขึ้นกว่าเดิมผ่านการขยายฐานผู้บริโภค
     
       ด้านการปรับราคาขายจากปัจจัยด้านต้นทุนที่สูงขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนในขณะนี้ นายไกรเสริมต่อว่า ปลากระป๋องยังคงเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจตัวหนึ่งได้ แต่ปัจจัยด้านต้นทุนไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่เราใช้พิจารณาในการปรับราคา โดยจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ต้นปีนี้ ปุ้ยปุ้ยก็มีการจัดโปรโมชันสมนาคุณให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจำหน่ายปุ้มปุ้ยปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศรสเข้มข้นพิเศษในราคาขายปลีกแบบพิเศษ จาก 18 บาท พิเศษเพียง 15 บาทเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป
     
       พร้อมกันนี้ ปุ้มปุ้ยยังได้เดินหน้าเพื่อสังคมโดยจัดกิจกรรม “ปุ้มปุ้ย แชร์ยิ้ม ชุมชนยิ้ม” ครั้งที่ 2 โดยสนับสนุนทุนการพัฒนาค่ายกว่า 1,000,000 บาท เพื่อให้นิสิต นักศึกษาจากชมรมอาสาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศได้เข้าไปช่วยเหลือ พัฒนาตามพื้นที่ชนบทเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่ชุมชน ด้วยจิตอาสาที่ดีนี้เชื่อว่าเราทุกคนสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคมได้

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ยุทธศาสตร์ 'เซ็นทรัล'

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 19:55 น.
สุจรรยา สุนทรพรเจริญ
ที่มาhttp://www.thanonline.com/index.php?option
การขยับตัวด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเซ็นทรัล ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของภาคเอกชน ที่พร้อมขยายการลงทุนในประเทศ ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นถึงความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในประเทศ

โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี  ที่ต่างยกให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของเออีซี  การฉกฉวยโอกาส เพื่อเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุด จึงเป็นสิ่งสำคัญ  การก้าวย่างของกลุ่มเซ็นทรัลในวันนี้ จึงเริ่มขึ้น ภายใต้โรดแมปเดียวกัน

 ++ ชี้ทิศศก.โลกหันสู่อาเซียน  
     นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด  เปิดเผยว่า การเติบโตของโลกในปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยน ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสของอาเซียน แต่ภาพรวมของสหรัฐอเมริกา เริ่มขยับดีขึ้นอยู่ในเกณฑ์ขาขึ้นและมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจโดยรวมจะเติบโตขึ้น 2-3%  ขณะที่เศรษฐกิจยุโรป ยังอยู่ในภาวะทรงตัว และเชื่อว่าจะไม่ติดลบ ทำให้คาดการณ์ว่าประเทศในอาเซียนในช่วง 3-5 ปีนี้ จะมีจีดีพีเติบโตถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย ที่จะเติบโตในเกณฑ์ 5-6% ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งถูกจับตามองเป็นพิเศษคาดว่าในปีนี้คงทำตัวเลขได้ไม่หวือหวาเท่าที่ควร
    อย่างไรก็ดีการเติบโตของอาเซียน จะอาศัยการบริโภคในประเทศ และการลงทุนในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น  ที่จะส่งผลทำให้เกิดการเติบโตมากกว่าการอาศัยภาคการส่งออก   ทำให้นับจากนี้ต่อไปการพูดถึงลูกค้าหรือผู้บริโภคจะไม่ใช่แค่ 77 จังหวัด 65 ล้านคน แต่จะเป็น 10 ประเทศ  600 ล้านคน และความโดดเด่น เนื้อหวานของประเทศไทย  จะทำให้มีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานรุกขยายเออีซีอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเซ็นทรัล เพราะเป็นผู้ให้บริการทั้งรีเทลและเซอร์วิสจากโรงแรม ร้านอาหาร

 ++ เร่งสร้างแบรนด์ "เซ็นทรัล" ติดอันดับผู้นำ
    ทั้งนี้กลุ่มเซ็นทรัล มีแผนรองรับการขยายการลงทุนโดยตั้งเป้าที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่คงไว้ด้วยความมั่นคง  และชื่อเสียง   ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องมีพาร์ตเนอร์ที่ดี  โดยที่ผ่านมานั้น ทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มธุรกิจค้าปลีก โดยบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่นฯ หรือ CRC ,  กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ,  กลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัทเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป หรือ CMG ,  กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา  หรือ CHR และกลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัทเซ็นทรัลเรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  และพร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนโดยอาศัยความแข็งแกร่ง และชื่อเสียงของแบรนด์เซ็นทรัลที่มีอยู่ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกในอนาคต

    "ปัจจุบันชื่อเสียงของเซ็นทรัล ถือว่าเป็นที่ยอมรับอย่างมาก เห็นได้จากการมีนักธุรกิจต่างชาติสนใจเข้าร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับเซ็นทรัลมากขึ้น ซึ่งการซินเนอร์ยีจะช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นยุทธศาสตร์ในการรุกเออีซี ของกลุ่มเซ็นทรัลประกอบไปด้วย การซินเนอร์ยีแบรนด์ภายใต้ 5 กลุ่มธุรกิจ, การผนึกพาร์ตเนอร์ และการพัฒนาบุคลากร"

 ++ตั้งเป้าโกยกำไรกว่า 20%
    นายสุทธิลักษณ์ จิราธิวัฒน์  กรรมการบริหาร  บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และยุทธศาสตร์และพัฒนาธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ความเป็นเซ็นทรัล สร้างความได้เปรียบในอาเซียน เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์เซ็นทรัล  ซึ่งเราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์  ซึ่งการเริ่มรุกตลาดในเออีซี ย่อมมีความได้เปรียบกว่าการไปขยายธุรกิจในภูมิภาคที่ไม่มีใครรู้จักเซ็นทรัล  โดยเป้าหมายของการรุกครั้งนี้ คือ การก้าวขึ้นเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาคเอเชียและระดับโลกทางด้านค้าปลีก

    ขณะที่นายปริญญ์  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด  กล่าวว่า ปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลตั้งเป้าที่จะมีกำไรสุทธิ เติบโตมากกว่า 20% ตามการเติบโตของยอดขาย ที่ตั้งเป้าว่าจะมียอดขาย 2.273 แสนล้านบาท เติบโต 24%  จากปีก่อน ที่มียอดขายรวม 1.833 แสนล้านบาท เติบโต 31.3% จากปี 2554  และบริษัทตั้งเป้าที่จะสร้างยอดขายและกำไรให้เติบโต 20-30% ต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี

    โดยภาพรวมของธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลในปี 2555  มีการเติบโตจากธุรกิจค้าปลีก (CRC) 31% ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์(CPN)  36% ธุรกิจค้าส่ง(CMG) 30% ธุรกิจโรงแรม(CHR)  23% และธุรกิจอาหาร(CRG)  27%

    ส่วนแผนการลงทุนในปีนี้จะใช้งบลงทุนกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท ในการขยายการลงทุนใน 5 กลุ่มธุรกิจ โดยส่วนใหญ่ใช้ในการลงทุนของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกราว 2 หมื่นล้านบาท และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ราว 1 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมงบการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ที่สำรองไว้อีก 1 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินที่จะนำมาใช้ลงทุนจะมาจากเงินที่หมุนเวียนจากผลประกอบการของบริษัทเอง  และการระดมเงินโดยนำศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่และรามอินทรา ขายเข้ากองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNRF) ในไตรมาส 2/56 หรือ 3/56 มูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท

 ++ เร่งสปีดการลงทุนไทย/เทศ
    ด้านการลงทุนในปีนี้บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลเน้นการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นอกเหนือลงทุนในจีน และอิตาลี ยังเน้นการขยายธุรกิจในภูมิภาคเป็นหลัก ทั้งการลงทุนเปิดสาขาเอง หรือการร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น โดยแผนการลงทุนในประเทศ ในปีนี้ ประกอบไปด้วย  เปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน  5 แห่ง คือ กาญจนบุรี, อุบลราชธานี, สกลนคร, สระบุรี และสุรินทร์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล  3 สาขา คือ อุบลราชธานี, เชียงใหม่, หาดใหญ่ พร้อมขยายศูนย์การค้าเฟสติวัลภูเก็ต เฟส 3 ซึ่งจะเปิดให้บริการในปลายปี 2559 และเซ็นทรัล แอมบาสซี่ คาดว่าจะเปิดได้ภายในปลายปี 56

    นอกจากนี้ ยังมีแผนการขยายแฟมิลี่มาร์ท และกลุ่ม Speciality Store อีก 350 แห่ง รวมถึงลงทุนขยายสาขาร้านอาหาร ภายใต้แบรนด์ต่างๆ และการนำเข้าแบรนด์ใหม่ในกลุ่มธุรกิจอาหารอีก 90 แห่ง  การขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่ม TV Shopping  และ Online Shopping  ส่วนธุรกิจโรงแรมเตรียมเซ็นสัญญารับบริหารโรงแรมในต่างประเทศอีกหลายแห่ง รวมถึงการเปิด "โคซี่" โรงแรมต้นทุนต่ำ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น

    นายปริญญ์  กล่าวว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจสนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรลงทุนกับเซ็นทรัลกว่า 10 ราย ทั้งจากประเทศสิงคโปร์, ฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะสามารถสรุปได้ในเร็วๆนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหาร

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,817 วันที่   10 - 13  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

มาม่าเร่งสปีดขยายการลงทุนไทย

วันอังคารที่ 29 มกราคม 2013 เวลา 14:56 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การตลาด MARKETING -
ที่มาhttp://www.thannews.th.com/index.php?option
"มาม่า" เร่งสปีดขยายการลงทุนไทย/เทศ  สวนกระแสตลาดบะหมี่ อิ่มตัว ทุ่มงบกว่า 1 พันล้านซื้อเครื่องจักรผลิตบะหมี่ทั้งแบบถ้วย ซอง ร่วมทุนพาร์ตเนอร์ตั้งโรงงานในกานาขยายตลาดแอฟริกา และโรงงานในภูฏานหวังส่งออกในอินเดีย

  ล่าสุดซุ่มเจรจายักษ์ธุรกิจในญี่ปุ่น หวังร่วมทุนตั้งโรงงานผลิตสแน็กในไทย  คาดสิ้นปีฟันรายได้ทะลุหมื่นล้าน หลังปี 55 ทำสถิติรายได้และกำไรสูงสุดในรอบ 40 ปี

     นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ประธานกรรมการ บริษท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือทีเอฟ เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาทมีการเติบโตเพียงแค่ 3% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี และยังคงอยู่ในภาวะอิ่มตัวต่อเนื่องจากปีก่อนโดยเฉพาะในบะหมี่แบบซอง ซึ่งมีสัดส่วนโดยรวมราว 75% ของตลาด ส่วนอีก 25% เป็นบะหมี่แบบถ้วย ทำให้บริษัทปรับกลยุทธ์ หวังเพิ่มสัดส่วนยอดขายในบะหมี่แบบถ้วย ซึ่งมีราคาสูงกว่าแทน

    โดยในปีนี้บริษัทมีแผนใช้งบลงทุนราว 1.09 พันล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนซื้อเครื่องจักรเพื่อผลิตบะหมี่แบบซอง สำหรับโรงงานที่ศรีราชา จำนวน 5 เครื่อง มูลค่า 380 ล้านบาท  , ซื้อเครื่องจักรเพื่อผลิตบะหมี่แบบถ้วย สำหรับโรงงานที่ระยอง  จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 135 ล้านบาท  , ซื้อเครื่องจักรเพื่อผลิตเวเฟอร์ สำหรับโรงงานที่ระยอง จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 75 ล้านบาท นอกจากนี้ยังใช้เงินอีกราว 500 ล้านบาท ในการตั้งโรงงานผลิตขึ้นที่กานา เพื่อใช้เป็นฐานในการผลิตเพื่อส่งออกไปยังแอฟริกา และโรงงานที่ภูฏานเพื่อใช้เป็นฐานในการผลิตเพื่อส่งออกไปยังอินเดีย จากปัจจุบันที่บริษัทมีการลงทุนตั้งโรงงานในกัมพูชาและพม่า ซึ่งในปีที่ผ่านมามียอดขาย 288 ล้านบาท และ 593 ล้านบาท ตามลำดับ และล่าสุดเข้าไปตั้งโรงงานในบังกลาเทศ เริ่มผลิตและวางจำหน่ายมาม่าเมื่อเดือนมกราคม 2556 นี้

    อย่างไรก็ดีแม้ปัจจุบันบริษัทจะประสบปัญหาต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น และยังมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีกราว 15% ในปีนี้แต่บริษัทจะไม่ขึ้นราคาขายมาม่าอย่างแน่นอน หลังจากที่บริษัทเคยปรับราคาสินค้ามา 2 ครั้งในรอบ 15 ปี โดยในปี 2540 ปรับขึ้นจากราคา 4 บาทเป็น 5 บาท และในปี 2550 ปรับราคาขึ้นจาก 5 บาท เป็น 6 บาท

    ขณะที่ราคาวัตถุดิบในปีนี้  พบว่าแป้งสาลีมีราคา 360 บาทต่อกระสอบ (ขนาด22.5 กิโลกรัม) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีราคา 330 บาท  ส่วนน้ำมันปาล์มมี 33 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีราคาเฉลี่ย 30 บาทต่อกิโลกรัม  อย่างไรก็ดีบริษัทต้องควบคุมต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ต้องเจรจาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า 6-12 เดือน จากเดิมที่จะสั่งซื้อล่วงหน้า 2-3 เดือน เพื่อให้ราคาวัตถุดิบคงที่ นอกจากนี้บริษัทยังใช้วิธีการตั้งโรงงานผลิตแป้งสาลีขึ้นเองภายในพื้นที่โรงงานผลิตบะหมี่เดียวกัน เพื่อลดต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบด้วย

    ด้านนายสุชัย รัตนเจียเจริญ กรรมการผู้อำนวยการ กล่าวว่า การขยายการลงทุนในธุรกิจอื่น ถือเป็นอีกกลยุทธ์ที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับทีเอฟ  โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มทุนญี่ปุ่น เพื่อร่วมเป็นพันธมิตรในการรุกตลาดขนมขบเคี้ยวหรือสแน็ก ด้วยการเข้ามาตั้งโรงงานสแน็กในเมืองไทย ซึ่งจะเป็นสแน็ก เซ็กเมนต์ใหม่ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปความคืบหน้าได้ในเดือนเมษายนนี้ หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรมีการปรับโครงสร้างการบริหารใหม่

    สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2556 คาดว่าจะมียอดขาย 1.045 หมื่นล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% มีกำไร 700 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน เพราะต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นแต่บริษัทไม่ปรับราคาสินค้า ขณะที่ในปี 2555 บริษัทมียอดขายราว 1 หมื่นล้านบาท มีกำไร 1.253 พันล้านบาท สูงสุดในรอบ 40 ปี  แบ่งเป็นยอดส่งออก 20% และยอดขายในประเทศ 80%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,814
วันที่   31 มกราคม - 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ศรีไทยฯสบช่องบาทแข็งเร่งขยายการลงทุนตปท.

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 10 กุมภาพันธ์ 2556 21:01 น.
ที่มา http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000017261
       ASTVผู้จัดการรายวัน - ศรีไทยฯจ่อตั้งโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหารและเครื่องดื่มในอินโดฯ คาดสรุปแนวทางลงทุนซื้อกิจการหรือตั้งโรงงานใหม่ในปีนี้ เผยปีนี้ตั้งงบลงทุน 1.6 พันล้านบาทซื้อเครื่องจักร แม่พิมพ์และตั้งโรงงานเมลามีนในอินเดียและเวียดนาม ตั้งเป้ายอดขายปีนี้9.5-9.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มียอดขาย 8.5 พันล้านบาท
     
       นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน)(SITHAI) เปิดเผยว่า บริษัทฯอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการลงทุนตั้งโรงงานผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหารและเครื่องดื่มที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย หลังจากมีนักลงทุนท้องถิ่นเสนอให้ศรีไทยฯเข้าซื้อกิจการโดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรืออาจตัดสินใจสร้างโรงงานใหม่ ใช้เงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ และเข้าไปลงทุนในปี 2557
     
       การตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในอินโดนีเซีย เนื่องจากเห็นว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพและมีตลาดภายในประเทศที่ขยายตัวดีกว่าไทย ที่ผ่านมา ศรีไทยฯตั้งโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เมลามีนในอยู่แล้วในอินโดนีเซีย และไม่มีแผนจะขยายกำลังการผลิตในช่วงนี้
     
       ในปีนี้ตั้งงบงทุนไว้ที่ 1,600 ล้านบาท โดยโยกเงินลงทุนที่ยังไม่ได้มีการชำระจากปีก่อน 400 ล้านบาทมารวมในงบลงทุนปีนี้ด้วย ซึ่งงบลงทุนปีนี้ใช้เพื่อซื้อเครื่องจักร แม่พิมพ์ และตั้งโรงงานผลิตเมลามีนในเวียดนามและอินเดีย คาดว่าโรงงานดังกล่าวจะแล้วเสร็จในปี 2556
     
       ส่วนการลงทุนในเมียนมาร์นั้น คงต้องรอให้เกิดการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ก่อน ซึ่งบริษัทฯสนใจเข้าไปตั้งโรงงานผลิตเมลามีน และภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ที่ผ่านมาบริษัทฯมีการส่งออกผลิตภัณฑ์เมลามีนไปเมียนมาร์อยู่แล้ว
     
       การตัดสินใจขยายการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อฉกฉวยจังหวะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ใช้เม็ดเงินลงทุนไม่สูงมากนัก ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับแผนการลงทุนในการขยายงานของบริษัทฯ เพื่อเจาะตลาดเออีซี แต่ไม่มีนโยบายที่จะขยายการลงทุนในจีนเพิ่มเติมในช่วงนี้ เนื่องจากต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น และการขาดแคลนแรงงานทำให้บริษัทฯมองเห็นศักยภาพการลงทุนในอาเซียนมากกว่าจีน
     
       นายสนั่น กล่าวว่า จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น บริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (ฟอร์เวิร์ด)เพื่อส่งออก รวมทั้งให้ลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านชำระสินค้าเป็นเงินบาทได้ นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และมีการชำระเงินค่าหุ้นในการลงทุนที่เวียดนาม ช่วยลดผลกระทบจากค่าเงินที่เกิดขึ้น ซึ่งแต่ละปีบริษัทฯส่งออกคิดเป็น 20%ของรายได้ หรือประมาณ 2 พันล้านบาท
     
       ทั้งนี้ บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 9,500-9,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่มียอดขายรวม 8,500 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะรับรู้รายได้จากบริษัทย่อยในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะที่เวียดนาม

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

SAT เจรจาหาผู้ร่วมทุนในอินโดฯ คาดสรุปราว Q2-Q3/56 งบลงทุน 500 ลบ.


ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
พฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2556 17:43:48 น.
ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq05/1614658
นางสาวนภัสร กิตะพานิชย์ กรรมการและรองกรรมการผู้อำนวยการสายการเงินและบัญชี บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี(SAT)เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ในอินโดนีเซีย หลังจากการเจรจากับรายเดิมก่อนหน้านี้ไม่ประสบผลสำเร็จ โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปการเจรจาภายในไตรมาส 2/56-ไตรมาส 3/56 โดย SAT จะเข้าไปถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนสัดส่วน 50%


ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าการลงทุนในอินโดนีเซียจะต้องใช้แงินทุนประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานผลิตเพลาข้าง(Axle Shaft) กำลังการผลิต 3-4 หมื่นชิ้น/เดือน

ซึ่งจะสามารถรับรู้รายได้ในปี 58 โดยเป็นการขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

ขณะเดียวกันบริษัทฯยังมองการเข้าไปลงทุนในประเทศอินเดียเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯอยู่ระหว่างการหาแหล่งวัตถุดิบที่ไม่ใช่แหล่งเดิมจากญี่ปุ่นที่มีราคาสูง โดยมองหาแหล่งใหม่จากเกาหลี และจีน

"การไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซียก็เพื่อรองรับการเติบโต และโอกาสจากการเปิด AEC และปัจจุบันเราก็ยังมองการไปลงทุนในประเทศอินเดีย แต่การเสนอราคาเข้าไปทางอินเดียเขาต้องการราคาที่ต่ำมาก การใช้วัตถุดิบจากญี่ปุ่นมีราคาสูงกว่าถึง 70% จากราคาที่เสนอมา แต่หากเป็นวัตถุดิบที่ราคาต่ำลงกว่าก็จะมองในประเทศเกาหลี ซึ่งหากมีโอกาสที่ดีเราก็จะเข้าไปลงทุน แต่ปัจจุบันจะเน้นที่อินโดนีเซียก่อน"นางนภัสร กล่าว

นางสาวนภัสร กล่าวว่า บริษัทคาดว่ายอดขายในปี 56 จะเติบโตมากกว่า 10% ตามแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตขึ้น โดยคาดว่ายอดผลิตรถยนต์จะสูงขึ้นจากปีก่อน ทั้งนี้บริษัคาดอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้ที่ 18-19% จากที่ปี 55 ทำได้ 15.89% เนื่องจากปีก่อนบริษัทมีการจ้างผลิตมากเพราะอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตรวดเร็วกว่าคาด แต่ในปีนี้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว การจ้างผลิตจึงลดลง ประกอบกับในไตรมาส 1/56 ยังมีแนวโน้มที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีการเติบโตมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 10%

สำหรับค่าเงินบาทมีแนวโน้มเข็งค่าอย่างต่อเนื่องนั้น ขณะนี้บริษัทฯยังไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากสามารถที่จะผลักภาระต้นทุนไปให้กับลูกค้าได้ ประกอบกับปัจจุบันราคาวัตถุดิบยังมีแนวโน้มจะลดลงอีกด้วย

ปตท.จ่อลงทุนเพิ่มในอินโดนีเซีย ลุ้นร่วมทุนเปอร์ตามินาตั้ง “โรงกลั่น-ปิโตรฯ”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 มกราคม 2556 13:13 น.





ที่มา http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000006101
ไพรินทร์ ชูโชติถาวร
       ASTVผู้จัดการรายวัน - ปตท.เดินหน้าสยายปีกลงทุนเพิ่มในอินโดนีเซียรองรับเออีซีปี 58 ลุ้นเปอร์ตามินาเลือกเป็นพาร์ตเนอร์โครงการลงทุนโรงกลั่นและปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ เม.ย.นี้ เผยเตรียมทำตลาดน้ำมันหล่อลื่นก่อนขยายสู่ค้าปลีกน้ำมัน “สรัญ” เผย 3 ปีข้างหน้าทุ่ม 2-3 พันล้านทำตลาดน้ำมันในเมียนมาร์
       
       นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท.มีเป้าหมายที่จะขยายการลงทุนด้านพลังงานและปิโตรเคมีเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยเฉพาะอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศนำเข้าด้านพลังงานและเป็นคู่ค้าที่สำคัญของบริษัท โดย ปตท.มีการขายน้ำมันดิบให้อินโดนีเซียวันละหลายแสนบาร์เรล หรือคิดเป็น 40%ของความต้องการใช้น้ำมันดิบของประเทศ รวมทั้งส่งออกเม็ดพลาสติกจากไทยไปจำหน่ายด้วย
       
       นอกจากนี้ ปตท.ยังเข้าไปลงทุนธุรกิจเหมืองถ่านหิน ทำสวนปาล์มในอินโดนีเซียด้วย ขณะเดียวกัน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ก็เข้าไปสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในอินโดนีเซียแล้ว 5-6 แปลง ล่าสุด บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ได้บันทึกความเข้าใจเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ครบวงจร ร่วมกับเปอร์ตามินา ประเทศอินโดนีเซีย โดย PTTGC เป็น 1 ใน 3 รายที่เปอร์ตามินาที่พิจารณาให้เป็นผู้ร่วมทุนในโครงการลงทุนโรงกลั่นใหม่และปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ คาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2556 โดยโครงการนี้จะทำให้เปอร์ตามิน่ากลับมาเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่อีกครั้งเหมือนกับปิโตรนาสของมาเลเซีย และ ปตท.
       
       เมื่อเร็วๆ นี้ ปตท.ได้เปิดสำนักงานตัวแทน บริษัท ปตท.ค้าสากล จำกัด และบริษัท พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัดที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อต่อยอดธุรกิจและยกระดับความพึงพอใจให้กับลูกค้า แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ของ PTTGC เนื่องจากเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูง แต่มีโรงกลั่นและโรงปิโตรเคมีน้อยกว่าความต้องการในประเทศที่มีประชากรถึง 250 ล้านคน
       
       นายไพรินทร์กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันโรงกลั่นของอินโดนีเซียมีกำลังการผลิตรวม 1 ล้านบาร์เรล/วัน ส่วนใหญ่เป็นโรงกลั่นขนาดเล็กแค่แสนกว่าบาร์เรล/วันเท่านั้น ขณะนี้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทลูกได้เข้าไปศึกษาในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโรงกลั่นเหล่านี้อยู่
       
       ส่วนการลงทุนตั้งโรงกลั่นและปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในเวียดนามนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ต้องรอคำตอบการสนับสนุนจากรัฐบาลเวียดนามเสียก่อน
       
       นายสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในการรุกตลาดน้ำมันในประเทศอินโดนีเซียนั้น คงจะเข้าไปทำตลาดน้ำมันหล่อลื่นให้เป็นที่รู้จักก่อนเหมือนประเทศอื่นๆ ในอาเซียน หลังจากนั้นจึงค่อยทำตลาดค้าปลีกน้ำมัน ซึ่งตลาดค้าปลีกน้ำมันในอินโดนีเซียมีการแข่งขันสูง และมีข้อจำกัดเกี่ยวกับกลไกรัฐด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทฯให้ความสนใจในการรุกตลาดน้ำมันที่เมียนมาร์เป็นอันดับแรก รองลงมาคืออินโดนีเซีย โดย ปตท.จะใช้เงินลงทุนธุรกิจน้ำมันในเมียนมาร์ประมาณ 2-3 พันล้านบาทใน 3ปี ในธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น ซึ่ง ปตท.มีส่วนแบ่งตลาดน้ำมันหล่อลื่นในเมียนมาร์เป็นอันดับ 3 คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 คิดเป็นยอดขายน้ำมันเครื่อง 7-8 ล้านลิตร/ปี จากสิ้นปีก่อนมียอดขายอยู่ 5 ล้านลิตร/ปี
     
       นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเข้าไปให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน (เจ็ต) โดยร่วมมือกับรัฐวิสากิจของเมียนมาร์ และการรุกค้าปลีกน้ำมัน ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาที่จะปั๊มน้ำมันที่ย่างกุ้ง และสร้างคลังน้ำมันเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันเจ็ต และน้ำมันสำเร็จรูปด้วย โดยปลายปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเมียนมาร์มากขึ้นเนื่องจากเป็นประเทศเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาซีเกมส์ด้วย

เปิดโผบริษัทไทยตบเท้าลงทุนพม่า

ที่มา http://www.dailynews.co.th/businesss/190291
ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 2 เมษายน 2555 00:00:33 น.
เมื่อประเทศพม่าเริ่มแง้มประตูบ้าน กลิ่นผลตอบแทนจากการลงทุนที่หอมหวานก็เชิญชวนให้นักลงทุนนานาประเทศ ทั้งหัวดำ หัวทอง ข้ามน้ำข้ามทะเลมาลิ้มรสความหอมหวานกันอย่างถ้วนหน้า การที่นักลงทุนจากนานาประเทศเดินทางไปพม่า นอกจากต้องการผลประโยชน์อันมหาศาลที่มีอยู่ ส่วนใหญ่ยังมองเห็นศักยภาพของประเทศที่พร้อมจะเดินไปข้างหน้า และพร้อมต้อนรับการลงทุนไม่ว่าเงินสกุลใดๆ


ขณะที่พม่ากำลังจะพลิกโฉมประเทศด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองให้ก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงวนอยู่ในอ่างน้ำใบเล็กๆ ที่มีตัวละครไม่กี่ตัว ตั้งหน้าตั้งตาออกมาเรียกร้องความปรองดอง ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่สามารถหาได้ในโลกความเป็นจริงตราบใดที่ยังมีนักโทษหนีคดีคอยบงการ จึงทำให้นักลงทุนเริ่มเบื่อหน่ายและหันหน้าไปหาพื้นที่ลงทุนใหม่ที่น่าพิสมัยมากกว่าในบ้านเรา หรือแม้นักลงทุนไทยเองก็ให้ความสำคัญกับการลงทุนในพม่าไม่ต่างจากนักลงทุนในหัวทองทั้งหลาย

ที่ผ่านมาบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยหลายแห่งเข้าลงทุนในพม่าอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีข่าวการเปิดประเทศเสียอีก โดยบริษัทหลักๆ ที่เข้าลงทุน ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี), เครือสหพัฒนธนพิบูล, ยูนิลิเวอร์, โอสถสภา, บมจ.ปตท.สผ. (PTTEP), และ บมจ.อิตาเลี่ยนไทย ดีเวลลอปเมนท์ (ITD) เป็นต้น

โดยล่าสุด บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเม้นท์ (ITD) ได้ข้อสรุปโครงการผลิตไฟฟ้าในโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายในสหภาพพม่าว่าจะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในช่วง 5 ปีแรก จากนั้นก็จะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตามคาดว่าโครงการผลิตไฟฟ้าอาจจะขยายกำลังการผลิดไปถึง 1 หมื่นเมกะวัตต์ จากเดิมจะมีกำลังการผลิต 4,000 เมกะวัตต์ ทั้งนี้จะเริ่มก่อสร้างในสิ้นปี 2555 และคาดว่าจะจ่ายไฟได้ในปี 2559

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ เอ ไอ (mai) สนใจที่จะเข้าไปลงทุนในพม่ามากขึ้น เช่น บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ได้ยื่นข้อเสนอที่ทำโรงไฟฟ้าพลังลมขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ใน 3 รัฐใกล้จ.ทวาย ประเทศพม่า ซึ่งขณะนี้ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลพม่าเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทอยู่ระหว่างส่งพนักงานเข้าไปสำรวจพื้นที่ที่เหมาะสมในการเข้าไปติดตั้งเสาวัดลมเพื่อประเมินความแรงของลม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน เม.ย.นี้ โดยใช้เงินลงทุนประมาณ เมกะวัตต์ละ 100 ล้านบาท และมีแผนจะทำโรงไฟฟ้าที่ใช้ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงขนาด 5-10 เมกะวัตต์ เพื่อป้อนให้กับชุมชนใกล้ๆกับทวาย พร้อมหาโอกาสการทำโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในบริเวณที่มีท่อส่งก๊าซธรรมชาติของ บมจ.ปตท. (PTT) ผ่านจากแหล่ง M9 เพื่อขายไฟฟ้าให้พม่าอีกด้วย

ด้าน บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) อยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนก่อสร้างโรงผลิตปูนซิเมนต์ในประเทศพม่า หลังจากได้ใช้ระยะเวลาในการศึกษาร่วมกว่า 2 ปี ซึ่งถือว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเข้าไปลงทุน เพราะตลาดในประเทศพม่าเปิดกว้างมากขึ้น และบริษัทได้ทำธุรกิจขายสินค้าประเภทปูนซีเมนต์ ซีแพค และเคมีคอล เป็นเวลากว่า 10 ปีแต่ทั้งนี้ ต้องรอดูกฎหมายและนโยบายของประเทศพม่าเกี่ยวกับกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและสิทธิในการสร้างเหมืองปูนให้มีความชัดเจนก่อน

ขณะที่ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ระบุว่า ในปี 2558 จะเปิดห้างสรรพสินค้าในต่างประเทศ ในรูปแบบของการถือหุ้นร่วมกันระหว่างบริษัทและพันธมิตรในประเทศนั้นๆ และเน้นการซื้อมอลล์มาพัฒนามากกว่าที่จะสร้างขึ้นใหม่ โดยเล็งประเทศในกลุ่มอาเซียน คือ พม่า ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องที่ดิน เพราะรัฐบาลพม่าไม่ให้สิทธิ์ชาวต่างชาติเข้าซื้อที่ดิน

บมจ.เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ (PB) เตรียมขยายธุรกิจไปยังประเทศพม่า โดยอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทาง เนื่องจากประเทศพม่าในปัจจุบันนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศไทยเมื่อ 40 ปีก่อน คือมีร้านโชห่วยค่อนข้างมาก ในขณะที่ร้านค้าสมัยใหม่มีน้อย ดังนั้นจึงเหมาะในการขยายตลาดขนมปัง

บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) เตรียมขยายการส่งออกไปยังพม่าเช่นกัน เนื่องจากมองว่า พม่ามีศักยภาพและโอกาสขยายตลาดเพิ่มขึ้นหลังจากมีการเปิดประเทศ ซึ่งจะทำให้มีความต้องการวัสดุก่อสร้างมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทได้เข้าไปทำการตลาดในพม่ามานานกว่า 10 ปี ทำให้มีความเข้าใจตลาดและพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี และมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันยอดขายจากการส่งออกไปพม่าเพิ่มขึ้นเป็น 10%

ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) อยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตต่อธนาคารกลางพม่า และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการไปเปิดสำนักงานตัวแทนของธนาคารในส่วนที่เป็นทั้งสำนักงาน และที่พัก เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนไทยที่ขยายธุรกิจไปยังพม่า

บมจ.ไฮโดรเท็ค (HYDRO) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมที่จะเข้าไปทำธุรกิจเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสียและด้านน้ำประปา ซึ่งเป็นโครงการสาธารณูปโภคทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนในประเทศพม่า ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องของกฎหมายในอีก 3 เดือนข้างหน้า พร้อมเตรียมยื่นข้อมูลรายละเอียดการเข้าลงทุนดังกล่าวบริษัทจะจับมือกับ บมจ.ผลธัญญะ (PHOL)

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของบริษัทที่เข้าไปลงทุนในพม่าเท่านั้น ยังมีบริษัทอีกหลายแห่งที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สนใจลงทุนอีกมาก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ารัฐบาลพม่ามีความพยายามอย่างมากที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองให้ทันกับความก้าวหน้าของประเทศเพื่อนบ้านที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะประเทศจีนที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมการตลาด (Socialist Market Economy) และประเทศไทยที่เป็นประเทศประชาธิปไตยซึ่งมีชาวพม่าหลายล้านคนเข้ามาทำงาน แต่ประเทศพม่ายังคงล้าหลังกว่าในทุกๆด้าน

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศพม่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีของรัฐบาลพม่าออกมาสู่สายตาของสังคมโลก ซึ่งทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุนในพม่า แต่พม่ายังจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมในด้านทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ โดยพม่ายังเป็นปัญหาและอุปสรรคที่สำคคัญ คือ ปัญหาการขาดแคลนกระแสไฟฟ้าในประเทศพม่า ปัจจุบันพม่ายังไม่สามารถที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการของครัวเรือนในเมืองใหญ่อย่างเช่น ที่กรุงย่างกุ้งจะพบว่ามีระบบกระแสไฟฟ้าขัดข้องเกิดขึ้นเกือบทุกวัน ทำให้โรงแรม ห้างสรรพสินค้า อาคารที่พักอาศัย และตลาดในย่างกุ้งต้องมีเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าติดตั้งให้เห็นโดยทั่วไป

ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมบางประเภท แม้ว่าประเทศพม่าจะมีแรงงานเป็นจำนวนมาก แต่พบว่าส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคการเกษตร ที่อาจจะมีทักษะไม่ตครงกับความต้องการของอุตสาหกรรม ดังนั้น พม่ายังจำเป็นที่จะต้องมีโครงการฝึกอบรมแรงงานฝีมือเพื่อให้พร้อมที่จะเข้าสู่ระบบโรงงานอุตสาหกรรมได้

ปัญหาระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งปัจจุบัน อัตราแลกเปลี่ยนเงินจัตที่ใช้เป็นทางการของพม่ามีระดับที่แตกต่างในทิศทางที่แข็งค่ากว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินในท้องตลาด (ตลาดมืด) ทั่วไปมาก (อัตราแลกเปลี่ยนของทางการกำหนดไว้ที่ประมาณ 6.4 จัตต่อดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับท้องตลาดอยู่ที่ประมาณ 800 จัตต่อดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งกลายเป็นปัญหาที่ทำให้ยากต่อการทำธุรกิจที่ต้องการความชัดเจนของระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้มาตรฐานเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะเริ่มใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 เมษายนนี้ น่าจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยนให้แก่ระบบการเงินพม่า นอกจากนี้ ค่าเงินของทางการที่จะอ่อนค่าลง ตลอดจนระบบการชำระเงินที่จะปรับให้เป็นสากลน่าจะเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าและการลุงทุนของพม่าเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาระบบการติดต่อสื่อสาร แม้ว่าในปัจจุบันพม่ามีระบบการต่อต่อสื่อสารด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้แล้ว โดยมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 594,000 ราย แต่ยังมีราคาแพงและไม่เพียงพอกับความต้องการทำให้การติดต่อสื่อสารขาดหายบางขณะ นอกจากนั้นโทรศัพท์ตามสายมีเพียง 604,700 ราย ทำให้มองเห็นภาพชาวพม่าเข้าคิวเพื่อรอใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะในกรุงย่างกุ้งเป็นจำนวนมาก

ปัญหาด้านการคมนาคมขนส่ง ที่นอกจากจะยังไม่มีความพร้อมด้านถนนหนทางแล้ว ยังมีปัญหาขาดแคลรถยนต์เนื่องจากพม่าปิดประเทศมานาน ทำให้รถยนต์ที่ใช้กันทั่วไปในประเทศพม่ามีสภาพเก่าและขาดแคลนอะไหล่ ดังนั้นการเดินทางในประเทศพม่าอาจจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานกว่าปกติ ส่วนในชนบทชาวพม่ายังคงใช้เกวียนและวัวในการขนส่งสินค้าเกษตรเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ การปฏิรูปทางการเมืองในพม่าดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้มีความเป็นสากล ซึ่งนับเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะปูทางไปสู่การสร้างประชาธิปไตยและการเปิดประเทศของพม่าสู่สังคมโลก โดยนอกจากวันที่ 1 เมษายน 2555 จะเป็นวันเลือกตั้งซ่อมครั้งประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นวันที่ทางการพม่ากำหนดที่จะเริ่มต้นการปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนไปสู่ระบบลอยตัวแบบมีการจัดการ ด้วยการเริ่มทยอยลอยตัวค่าเงินจัต

พัฒนาการที่น่าจับตามองของพม่านี้ถือได้ว่ามีนัยสำคัญต่อประเทศไทย ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับพม่า ทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ รูปแบบการค้าระหว่างไทยกับพม่าค่อนข้างพึ่งพาการค้าผ่านชายแดนเป็นสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนราว 93.6% ของมูลค่าการค้าโดยรวมของไทยกับพม่า โดยการค้าระหว่างไทยกับพม่าในปี 2554 มีมูลค่า 6,114.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 25.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน.

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556

"น้ำประปาไทย" เตรียมทัพบุกพม่า รับเปิดประชาคมอาเซียนในอีก 2 ปี

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2556 เวลา 00:00 น.
นับบตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมากระแสตื่นตัวเกี่ยวกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ได้คึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเหตุผลสำคัญส่วนใหญ่มาจากภาครัฐและเอกชนเริ่มมองเห็นภาพแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะประเทศที่น่าจับตามองมากที่สุด และดูเหมือนจะเนื้อหอมมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “พม่า” งานนี้เลยส่งผลให้ภาคธุรกิจของไทยก็ไม่น้อยหน้า เร่งตบเท้าเข้าไปลองเศรษฐกิจในผืนแผ่นดิน ทองแห่งนี้ ล่าสุด “บริษัทน้ำประปาไทย จำกัด (มหาชน)” หรือ ทีทีดับบลิว นำโดย “สมโพธิ ศรีภูมิ” กรรมการผู้จัดการ เหินฟ้าพาบรรดาสื่อมวลชนและผู้บริหารรวมกว่า 40 ชีวิต เพื่อหาช่องทางในการทำธุรกิจนอกเหนือจากที่มีพันธมิตรอยู่ในประเทศลาว

โชว์ห้าปีลงทุน 2.38 หมื่นล้านบ.

หากกล่าวถึงแผนการดำเนินงาน 5 ปี ของน้ำประปาไทยนั้น บริษัทเตรียมขยายธุรกิจเพิ่มมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยวางงบประมาณในการลงทุนระยะ 5 ปี (56-60) ไว้ที่ 23,800 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนเพื่อธุรกิจผลิตน้ำประปา 40% ธุรกิจพลังงาน 30% และธุรกิจสิ่งแวดล้อม 30% ซึ่งจะทำให้ในปี 56 บริษัทมีรายได้สูงถึง 10,000 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 15%

สำหรับในปี 56 นี้บริษัทคาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าทั้งปีจะมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจทั้งหมดรวม 6,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 5,000 ล้านบาท โดยจะเน้นทุกกลุ่มทั้งธุรกิจน้ำที่มีสัดส่วนการดำเนินการและถือเป็นรายได้หลักที่มีสัดส่วนถึง 93% ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ อีก 7% ประกอบด้วยพลังงานทางเลือกที่บริษัทสนใจเข้ามาทำธุรกิจพลังงานลม ในการผลิตไฟฟ้า 180 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลทั้งหมด ส่วนการเดินหน้าในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ภายในกลางปีนี้หากยังไม่มีข้อสรุป บริษัทจะต้องรอใบอนุญาตใหม่ รวมถึงมีแผนทำธุรกิจพลังงานจากขยะอีก 1 โครงการด้วย

เตรียมรุกเพื่อนบ้านรับเออีซี 

นอกจากบริษัทถือหุ้นในบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด 30% ของหุ้นทั้งหมด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานเขื่อนน้ำงึม 2 จากประเทศลาวเป็นเวลา 27 ปี บริษัทเตรียมขยายธุรกิจเพื่อนบ้านมากขึ้นทั้งเวียดนาม ลาว รวมไปถึงพม่าที่คาดว่าจะเป็นการร่วมทุนหรือการเข้าซื้อกิจการน้ำประปาเพื่อนำมาดำเนินธุรกิจต่อ และขยายกำลังการผลิต เพราะเชื่อว่าจะช่วยสร้างรายได้เร็วกว่าการลงทุนใหม่ทั้งหมด แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการอนุญาตของรัฐบาลพม่า เพราะจากการศึกษาพบว่า พม่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการพัฒนาสูง และความต้องการใช้น้ำประปาก็ยังอยู่ในระดับที่สูงมาก
ล่าสุด…บริษัทได้เจรจากับหน่วยงานราชการระดับเมืองของพม่าไว้เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทมุ่งเน้นสำหรับการลงทุนในธุรกิจน้ำ พลังงานสะอาด และธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม เช่นธุรกิจบำบัดน้ำเสีย อย่างไรก็ดี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและศึกษาความเป็นไปได้ในหลาย ๆ โครงการทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน
“พม่าในปัจจุบันมีการดำเนินการเกือบทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ ดังนั้นการซื้อกิจการ จึงทำได้ค่อนข้างยาก แต่บริษัทได้มองประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวีที่มีกิจการที่ดำเนินการโดยเอกชนแล้ว และมีความสนใจที่จะขายกิจการ”

คาดลงทุนพม่า 3,000 ล้านบาท

 “สมเกียรติ ปัทมมงคลชัย” ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัทน้ำประปาไทย บอกว่า หากการลงทุนน้ำประปาในพม่าได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลพม่าเรียบร้อยแล้ว บริษัทจะเข้าไปลงทุนเร็วที่สุดไม่เกินปี 57 โดยปริมาณน้ำที่ส่งเข้าระบบไม่เกิน 100,000 คิวต่อวัน งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท การเสนอแผนลงทุนดังกล่าวมีทั้งบริษัทคนไทยและต่างชาติเป็นคู่แข่ง แต่บริษัทมั่นใจในศักยภาพเพราะมีความชำนาญ

 ซีเคพาวเวอร์เข้าตลาดหุ้น

 “สมโพธิ” ระบุว่า ส่วนการที่ บมจ.ช.การช่าง ผู้ถือหุ้นใหญ่ ขายหุ้นของบริษัท 11% ให้กับบริษัทในเครือ บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ (บีอีซีแอล) ยืนยันว่าไม่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทแต่อย่างใด ส่วนการลงทุนในบริษัทย่อยของ ช.การช่าง อย่าง ซีเค พาวเวอร์ ที่ปัจจุบันบริษัทถือหุ้นอยู่ทั้งสิ้น 30% นั้น มีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะส่งให้บริษัทสามารถรับรู้กำไรพิเศษจากการขายหุ้นของซีเค พาวเวอร์ด้วย

“เราเข้าลงทุนในซีเค พาวเวอร์ ตั้งแต่ปีที่แล้ว มีรายได้จากการดำเนินงานที่เรารับรู้ประมาณ 150 ล้านบาท แต่ธุรกิจสาธารณูปโภคมีการลงทุนที่สูง ดังนั้นในช่วงแรกจะมีค่าใช้จ่าย และต้นทุนเยอะ แต่ต่อไปมันจะดีขึ้น สร้างรายได้ให้เราได้ในระดับที่น่าพอใจ ปีนี้เรายังมีราย ได้จากธุรกิจหลักคือน้ำประปาประมาณ 93% อีก 7% ยังมาจากธุรกิจอื่น ๆ”

หลังจากนี้ไปคงต้องมาจับตามองว่าการปักธงรบ 5 ปีของน้ำประปาไทยหลังจากนี้ไปจะเป็นไปอย่างไร การออกปากรุกในทุกด้านพร้อม ๆ กัน ทั้งด้านการผลิตน้ำประปา พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด เดินหน้าหาพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงขยายกิจการไปเพื่อนบ้าน จะสำเร็จมากน้อยเพียงใด คือ... ความท้าทายของน้ำประปาไทย.

ภัทราภรณ์ พลายเถื่อน

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

“โมโน กรุ๊ป”เตรียมเข้าเทรดตลาด MAI ไตรมาส 2


ที่มา http://www.stockwave.in.th/hot-news/31834---mai--2.html
THURSDAY, 04 APRIL 2013 21:50
บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ โมโน กรุ๊ป ผู้นำ  “Entertainment Content Creator” อันดับ 1 ของเมืองไทย  เริ่มขยับตัวเตรียมนำหุ้นบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  เอ็ม เอ ไอ (MAI)   หวังระดมทุนต่อยอดธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ  รวมทั้งการเข้าร่วมประมูลช่องสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอล   โดยคาดว่าน่าจะใช้งบลงทุนทั้งหมดประมาณ 2,000 ล้านบาท



นายนวมินทร์  ประสพเนตร  ผู้ช่วยประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด    บริษัท โมโนเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า บริษัทได้ยื่น   Filing   เพื่อเตรียมนำหุ้นบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ   พร้อมเตรียมเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก  (IPO)  จำนวน 245 ล้านหุ้น  โดยแต่งตั้งให้บริษัท แอดไวเซอรี่พลัส จำกัด   เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีบริษัทหลักทรัพย์ 2 แห่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด(มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด(มหาชน)  เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา



โดยเงินที่ได้จากการระดมทุน   บริษัทจะนำไปต่อยอดธุรกิจทั้งการขยายธุรกิจในต่างประเทศ  การลงทุนเพิ่มในคอนเทนต์ การลงทุนเพิ่มในอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ   การขยายพื้นที่สำนักงานและการเข้าลงทุนในกิจการอื่นๆ ที่น่าสนใจ   รวมทั้งการประมูลช่องสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอล  ซึ่งหากบริษัทประมูลได้  น่าจะต้องใช้เวลาลงทุนในช่วงปี 2556-2558  ด้วยงบลงทุนประมาณ   1,000  ล้านบาท   ในส่วนของธุรกิจในต่างประเทศคาดว่าบริษัทจะเริ่มลงทุนได้ภายในปี 2556-2558  เราจะมีการขยายการลงทุนเพิ่มในบริษัทย่อยในประเทศเกาหลี  อินโดนีเซีย โดยใช้งบลงทุนประมาณ 150 ล้านบาท  และมีแผนลงทุนเพิ่มเติมในประเทศกลุ่ม AEC  โดยจะใช้งบลงทุนประมาณ  350 ล้านบาท



ทั้งนี้ บริษัท โมโนเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้ให้บริการข้อมูลและสาระบันเทิงผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ สื่ออินเตอร์เน็ต  โทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์พื้นฐาน โดยบริษัท  มีบริษัทลูกในเครือ ทั้งหมด  8 บริษัท  โดยแบ่งการประกอบธุรกิจออกเป็น 2 สายธุรกิจ คือ  1.ธุรกิจสื่อและการให้บริการข้อมูล   2. ธุรกิจให้บริการด้านความบันเทิง   ด้านธุรกิจสื่อ เช่น เว็บไซต์เอ็มไทย และธุรกิจโมโนโมบาย เป็นธุรกิจที่ให้บริการคอนเทนต์ผ่านระบบมือถือในรูปแบบ SMS, MMS, IVR, Mobile Internet (WAP) และ App.  โดยเราผนึกกำลังกับ 3  โอปอเรเตอร์  คือ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟเอช   รวมทั้งยังมีพาสเนอร์  เช่น   สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5  สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี   และสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7  นอกจากนี้เราเองได้มีการร่วมกับพันธมิตรในต่างประเทศ เช่น  INDOSAT, TELKOMSEL, KT  และเรายังมีพันธมิตรอีกหลายที่ที่จะร่วมมือกันดำเนินธุรกิจในเร็วๆ นี้ด้วย  สำหรับในประเทศไทยหลังจากที่ได้มีการประมูล 3G  เสร็จสิ้นแล้ว   แนวโน้มการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ  ก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัทสามารถสร้างสรรค์บริการ และเพิ่มรายได้ในช่องทางใหม่ๆ ด้วย



สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ยังอยู่ที่ คุณพิชญ์  โพธารามิก  ที่มีสัดส่วนถือหุ้น  87.11%   หรือ 1,006,124,900 หุ้น และหลังเสนอขายหุ้น  IPO   สัดส่วนการถือหุ้นจะลดเหลือ 71.87 %   โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญ 1,400 ล้านหุ้น      ซึ่งในปี 2555  บริษัทมีรายได้ 1,562  ล้านบาท กำไรสุทธิ 607 ล้านบาท  และในปี 2556 คาดว่าจะมีรายได้และกำไรสุทธิเติบโตอย่างน้อย 30 %  ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในอดีต   นอกจากนี้บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี และหลังหักสำรองตามกฏหมาย”  นายนวมินทร์  กล่าวทิ้งท้าย

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

จอห์น เดียร์ เพิ่มการลงทุนในไทย รุกขยายช่องทางจัดจำหน่าย

ที่มาhttp://www.thailandindustry.com/prnews/view.php?id=18955&section=10&rcount=Y
วันเวลา : 2013-03-28 14:29:51 เปิดอ่าน 22 คน

จอห์น เดียร์ ผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรรายใหญ่ที่สุดของโลกเดินหน้าขยายการลงทุนในไทย มุ่งเพิ่มผลผลิตและผลกำไรแก่ชาวนา พร้อมเดินสายจัด “มหกรรมคุยเรื่องไถ ไขเรื่องลุยกับจอห์น เดียร์” สร้างความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์และบริการของจอห์น เดียร์

นายซานจีช บีรา ผู้จัดการประจำประเทศไทย  บริษัท จอห์น เดียร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จอห์น เดียร์ มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีการเกษตรระดับโลกสู่ตลาดไทย เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการทำเกษตรกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผลกำไรเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะมอบความเชี่ยวชาญและความชำนาญจากประสบการณ์ที่มีมายาวนานกว่า 176 ปีของจอห์น เดียร์ ให้แก่เกษตกรชาวไทย โดยในปัจจุบัน บริษัท จอห์น เดียร์ (ประเทศไทย) จำกัด จำหน่ายเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรหลายประเภท ได้แก่ รถแทรกเตอร์ตั้งแต่ขนาด 45 แรงม้าขึ้นไป  อุปกรณ์ต่อพ่วง รถตัดอ้อย ระบบชลประทาน อุปกรณ์ตัดหญ้าสำหรับสนามกอล์ฟ และเครื่องยนต์

“บริษัทพร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในไทย โดยได้เปิดสำนักงานใหม่  มีการว่าจ้างพนักงานชาวไทย และจัดสร้างคลังสินค้าชิ้นส่วน และอะไหล่ต่างๆ จัดสร้างศูนย์ฝึกอบรม ตลอดจนการลงทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรในประเทศไทย จากการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้า พบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่มองหาเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีสมรรถนะการทำงานที่ดี รองรับการทำงานหนักได้อย่างต่อเนื่อง และมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงต่ำ ซึ่งลูกค้าต้องการซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ในเรื่องการให้บริการ  ซึ่งจอห์น เดียร์ นับเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับทั่วโลกในเรื่องของสินค้า และบริการหลังการขาย” นายซานจีชกล่าว

ล่าสุด จอห์น เดียร์ ได้จัดกิจกรรมการตลาด “มหกรรมคุยเรื่องไถ ไขเรื่องลุย กับจอห์น เดียร์” เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ พร้อมเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษให้แก่เกษตรกรที่ 12 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงระหว่างวันที่ 23 มีนาคม จนถึง วันที่ 2 มิถุนายน 2556 ซึ่งเกษตรกรและผู้บริโภคที่สนใจสามารถเข้าชมการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ รับฟังการบรรยายและสาธิตการทำงาน พร้อมทดลองขับรถแทรกเตอร์ของจอห์นเดียร์

นอกจากนี้ ในปี 2556 จอห์น เดียร์ มีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ทั้งในด้านการขยายช่องทางการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ การจัดเตรียมชิ้นส่วนและอะไหล่ต่างๆ  และการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้วางแผนการขยายช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากการเพิ่มจำนวนผู้จัดจำหน่ายหรือดีลเลอร์มากขึ้น โดยดีลเลอร์แต่ละรายจะสามารถมอบบริการแบบครบวงจรเสร็จสิ้น ณ จุดเดียว (One Stop Service) ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และการจัดหาชิ้นส่วนและอะไหล่ต่างๆ หลังการขายแก่ลูกค้า ปัจจุบัน นอกจากนี้ ได้เปิดบริการด้านสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“จอห์น เดียร์ ให้ความสำคัญในการให้บริการแก่ลูกค้าในด้านการเกษตรเป็นหลัก เราทำงานอย่างหนักเพื่อทำความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าในทุกขั้นตอนของการทำการเกษตร และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์และตรงตามความต้องการนั้นๆ นอกจากนี้ บริษัทยังได้ลงทุนในด้านการฝึกอบรมและยกระดับมาตรฐานของดีลเลอร์ ตลอดจนระบบการสื่อสารออนไลน์ เพื่อให้ช่องทางการจำหน่ายผ่านดีลเลอร์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์และความประทับใจจากจอห์น เดียร์ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่น” นายซานจีชกล่าว

ด้านมร.ฟิล ทูนนิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท จอห์น เดียร์ ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จอห์น เดียร์ ได้จัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจการเงินในประเทศไทยขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของจอห์น เดียร์ โดยธุรกิจสินเชื่อจะรับผิดชอบในด้านการบริการสินเชื่อให้แก่ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของจอห์น เดียร์ จากผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของจอห์น เดียร์  

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

3 เค แบตเตอรี่ แบรนด์ไทย ไกลระดับโลก


updated: 01 มี.ค. 2556 เวลา 10:19:58 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ที่มาhttp://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1362061285&grpid=03&catid=08
สัมภาษณ์



ถามถึงแบตเตอรี่รถยนต์ คุณนึกถึงยี่ห้ออะไรบ้าง เชื่อว่าแบรนด์ 3 เค น่าจะอยู่ในอันดับต้น ๆ รอบปีที่ผ่านมา ถือว่าแบตเตอรี่ 3 เค ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของการสร้างยอดขาย รวมทั้งการสร้างแบรนด์ ด้วยการชูความเป็นสินค้าคนไทย ที่ก้าวไปสู่ความเป็นแบรนด์ระดับโลกได้เป็นอย่างดี

"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับพี่ชายคนโตของ 3 เค แบตเตอรี่ "หนึ่ง" วีรวัฒน์ ขอไพบูลย์ ในฐานะรองประธานอาวุโส บริษัท ผลิตภัณฑ์ 3 เค จำกัด ถึงความสำเร็จของปีที่ผ่านมา รวมถึงแผนการรุกตลาดในปีนี้

- แผนงานในปีนี้

สำหรับปีนี้เรามีแผนงานสำหรับธุรกิจแบตเตอรี่ 3 เคเอง และยังมีแผนที่จะรุก การแตกไลน์ธุรกิจไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ ด้วย ทั้งที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งขยายไปยังภาคธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เบื้องต้นเราได้เตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนทั้ง 2 ส่วนไว้ที่ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท เท่ากับปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ราวไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ โดยทั้ง 2 ธุรกิจนี้จะดำเนินการภายใต้แบรนด์ 3 เค

- การลงทุนเฉพาะ 3 เค แบตเตอรี่

สำหรับ 3 เค แบตเตอรี่เอง ก็จะมีการซ่อมบำรุงปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเครื่องจักรประจำปีราว ๆ 100 ล้านบาทเหมือนเช่นทุก ๆ ปี พร้อมทั้งเตรียมงบประมาณสำหรับการทำกิจกรรมทางการตลาด และประชาสัมพันธ์อีกไม่น้อยกว่า 130 ล้านบาท พร้อมกันนี้ เรายังได้ส่งสินค้าไฟติ้งแบรนด์ ยี่ห้อใหม่ภายใต้แบรนด์ "3 เค O&K" สำหรับทำตลาดและเจาะกลุ่มลูกค้าในกลุ่มปานกลางและระดับล่าง โดยจะทำตลาดควบคู่ไปกับแบตเตอรี่แบรนด์ 3 เค รวมถึงการใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายเบื้องต้นได้ส่งแบตเตอรี่ 3 เค O&K สำหรับกลุ่มรถปิกอัพ ออกสู่ตลาดไปแล้วเมื่อเดือนมกราคม และอนาคตจะส่งแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์นั่งออกสู่ตลาดเช่นเดียวกัน โดยจะมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยถูกกว่าแบตเตอรี่ 3 เค 15-20% และได้รับรองคุณภาพการผลิต มาตรฐานเดียวกันกับแบตเตอรี่ 3 เค

- เป้าหมายปีนี้

ปีนี้เราตั้งเป้าจะมีอัตราการเติบโต 20% หรือ 6,200 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่มีผลประกอบการ 5,000 ล้านบาท และโตขึ้นจากปีก่อน 5-10% ทั้งนี้เป็นผลมาจากกลุ่มลูกค้ารถคันแรกที่ซื้อไปช่วงแรก ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้ว ส่งผลให้ตลาดขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก บวกกับลูกค้ามีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากทั้งเศรษฐกิจและการเมืองมีทิศทางที่ดีต่อเนื่องและนิ่งมากขึ้น โดยยอดขาย 6,200 ล้านบาทนั้นแบ่งเป็น แบรนด์ 3 เค 5,500 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ 50% ส่งออกอีก 50% และแบรนด์ 3 เค O&K อีก 700 ล้านบาท

สำหรับสถานการณ์ของตลาดแบตเตอรี่ในตลาดทดแทน (อาร์อีเอ็ม) ในปีที่ผ่านมานั้น มีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง มูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 6,500 ล้านบาท

แต่สำหรับนโยบายของบริษัทไม่ได้ลงไปเล่นสงครามราคาด้วย แล้วหันมาใช้กลยุทธ์การให้ของแถมที่มีมูลค่า และการให้สิทธิประโยชน์กับลูกค้าสมาชิกโดยเฉพาะ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและจะทำอย่างต่อเนื่องด้วย

- ความสำเร็จจากสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง

สำหรับปีที่ผ่านมาที่เราตัดสินใจรุกตลาดโดยชู "สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง" ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมากสำหรับ 3 เค เพราะเราได้ในสิ่งที่เราต้องการ คือการสร้างแบรนด์ 3 เค ให้เป็นแบรนด์ของคนไทย ให้คนได้รับรู้และรู้จักเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้นร่วมถึงต่างชาติด้วย เราใช้งบประมาณมูลค่า 300 ล้านบาท เซ็นสัญญาเป็นผู้สนับสนุนระดับ Partnership กับสโมสรลิเวอร์พูล เป็นเวลา 3 ปีเต็ม ภายใต้แนวคิดที่ว่า "3 เค พลังหงส์แดงแรงระดับโลก" ซึ่ง 3 เค แบตเตอรี่ จะได้รับสิทธิ์ในการใช้ตราสัญลักษณ์ (โลโก้) ของสโมสรในทุกสื่อ รวมถึงโฆษณาทุกชิ้น

2.การใช้ภาพนิ่ง-เคลื่อนไหวในการทำกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าแต่เพียงผู้เดียว

3.ลิขสิทธิ์การทำพรีเมี่ยมและโปรโมชั่นต่าง ๆ และการทำกิจกรรมกับกลุ่มแฟนคลับในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว และยังมีโอกาสที่จะขยายออปชั่นไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคตอีกด้วย

เราถือว่าการเข้าไปสนับสนุนตรงนี้ถือเป็นการช่วยยกระดับแบรนด์ได้มากขึ้น และยังเป็นการนำแบรนด์ของคนไทยสู่ระดับโลก และยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ และเรายังสามารถนำมาต่อยอดในด้านต่าง ๆ ได้

อีกค่อนข้างมาก แถมยังช่วยให้คนรู้จัก 3 เค เพิ่มมากขึ้น อย่างในต่างประเทศโดยเฉพาะตะวันออกกลาง เราก็พยายามใช้ตรงนี้เช่นกัน ส่วนการสนับสนุนกีฬาอื่น ๆ เราก็ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง

- แผนการขยายเน็ตเวิร์ก

ปัจจุบันเรามีช็อป 3 เค แบตเตอรี่ อยู่ 200 แห่งทั่วประเทศ และมีร้านค้าจำหน่ายแบตของเราอีก 500 ร้านค้าที่ดูแลตลาด และร้านค้าย่อย ๆ อีก 4,000-5,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อวสานปั๊มไร้โรงกลั่นรูดม่าน!คิวเอท-บีพี-เจ็ท..ปิโตรนาส

อวสานปั๊มไร้โรงกลั่นรูดม่าน!คิวเอท-บีพี-เจ็ท..ปิโตรนาส
 
   + อันดับข่าวอ่านมากที่สุดนี้
พลิกร.ฟ.ท.6เดือนเห็นผล‘ประภัสร์’สั่งรื้อ/เลิกเล่นการเมื...
โห!คนไทยกินคะน้าต้นละ25บ.พิษอีสานแล้ง-พ่อค้าตุนดันราคาผ...
หมอเตือนคนไทยติดหล่มวัตถุนิยมระวัง‘หนี้ท่วมหัว’...
ค่ายจีนป่วนตลาด‘บิ๊กไบค์’เจ้าเก่าระส่ำ!ขายแค่8หมื่น...
ประชามติเหงื่อตกแก้ รธน.สุ่มเสี่ยง...
เมืองพัทยาเตรียมจัด 2 ศึกหใญ่ “เจ็ตสกี-เทนนิสพีทีที พั...
สมาคมฟุตบอลให้ "วินนี่" ทำงานจดหมดสัญญา...

และแล้วก็ถึงบทอวสานของปั๊มน้ำมันแบรนด์ดัง “ปิโตรนาส” จากมาเลเซียประกาศยกธงขาวถอน ตัวการลงทุนจากประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีปั๊มน้ำมันพันธุ์ไทย แท้ “ซัสโก้” สนใจซื้อกิจการไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของไทยครั้งนี้เสมือนเป็นการส่ง สัญญาณถึงธุรกิจปั๊มน้ำมันได้เวลาอัสดง เพราะหากย้อนเวลากลับไปดู เมื่อครั้ง “ปิโตรนาส” ได้เทกโอเวอร์ปั๊ม “คิวเอท” ช่วงปี 2547 หลังจากไม่นานก็ถึงจบของปั๊ม “เจ็ท” และ “บีพี” ต้องพับเสื่อกลับบ้าน

ย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายปีก่อนมีธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่เป็นของต่างชาติ “ถอนการลงทุน” จากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าสมรภูมิมีการแข่งขันกันดุเดือด โดยเมื่อปี 2548 “ปั๊มคิวเอท” ของคูเวต ปิโตรเลียมฯ ได้โบกมือลาประเทศไทย โดยขายธุรกิจให้ปิโตรนาส รีเทล (ประเทศไทย) ที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในประเทศไทยด้วยวงเงินประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “ปั๊มปิโตรมาส” เข้ามาบุกตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และได้เปลี่ยนชื่อปั๊มจาก “Q8” เป็น “ปิโตรนาส” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

แต่เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านไป 7 ปี ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในไทยเหมือนมีอาถรรพ์ “ปิโตรนาส” ต้องพับเสื่อกลับบ้าน เมื่อธุรกิจน้ำมันพันธุ์ไทยแท้ “ซัสโก้” สวมบทแจ๊กผู้ฆ่ายักษ์ทุ่มเงินซื้อกิจการไป

เหตุการณ์ครั้งนั้นเสมือนโดมิโน ต่อมาปี 2550 ก็ถึงคิว “ปั๊มบีพี” ของบีพีออยล์ (ประเทศไทย) ได้ขายกิจการให้ บริษัท น้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จากสหรัฐอเมริกาฯ ด้วยมูลค่าประมาณ 1 พันล้านบาท ซึ่งการซื้อปั๊มบีพีของคาลเท็กซ์ครั้งนั้น ทำให้ได้จำนวนปั๊มน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 48 แห่ง รวมเป็น 611 แห่งทั่วประเทศ

วันนี้คาลเท็กซ์มีปั๊มน้ำมันกว่า 400 แห่ง และคาดว่าวภายในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีสาขารวมไม่ต่ำกว่า 500 แห่ง และเพื่อความอยู่รอดได้ปรับกลยุทธ์การตลาดด้วยการเข้าไปบุกธุรกิจค้าอย่าง เป็นทางการ โดยหันไปจับมือกับ “เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล” เปิดร้านท็อปส์ เดลี่ ในสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ สาขางามวงศ์วาน นับเป็นก้าวสำคัญของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่ได้เจาะตลาดค้าปลีกอย่างเต็มตัว เพื่อหารายได้เข้ามาทดแทนรผลประกอบการจากการขายน้ำมันที่นับวันจะลดน้อยถอย ลงทุกที

ในปี 2550 ปีเดียวกันนั่นเอง “ปั๊มเจ็ท” ก็ถูก ปตท. เทกโอเวอร์กิจการไปด้วยวงเงินประมาณ 9,600 ล้านบาท โดยได้ปั๊มน้ำมันมา 146 แห่ง พร้อมร้านสะดวกซื้อภาพลักษณ์ดีอย่าง “จิฟฟี่” มาอยู่ในกำมือ ขณะนี้ปตท. มีปั๊มน้ำมันทั้งสิ้น 1,300 แห่งทั่วประเทศ

ล่าสุด ได้เปิดมิติใหม่ลงทุนธุรกิจคอมมูนิตี้ ภายใต้แบรนด์ The Crystal PTT อยู่ในปั๊ม ปตท. เลียบถนนชัยพฤกษ์ บนพื้นที่ 12 ไร่ มูลค่า 600 ล้านบาท และกำลังจะเปิดลำดับต่อไปโครงการช็อปปิ้งมอลล์ ย่านถนนราชพฤกษ์นครอินทร์ บนพื้นที่ 22 ไร่

การล้มหายตายจากของปั๊มน้ำมันแบรนด์นอก เนื่องจากสถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในประเทศไทยเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ รุนแรง ที่สำคัญการแข่งขันไม่ได้เสรีอย่างแท้จริง เพราะว่าราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปถูกควบคุมด้วยรัฐบาล ทำให้ผู้ค้าน้ำมันต่างชาติไม่สามารถทนแบกรับราคาต่ำได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการขยับขึ้นราคาขายปลีกก่อนบริษัทน้ำมันของรัฐอย่างเช่น ปตท. และบางจาก ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันต่างชาติลดลงต่อเนื่อง ในที่สุดต้องแบกรับภาระขาดทุน และถอนตัวทิ้งการลงทุนในประเทศไทย

แม้แต่นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ก็ยังยอมรับตรงๆ ว่า นโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่ง ปตท.เห็นว่าควรปล่อยให้สะท้อนตามกลไกตลาด และค่าการตลาดน้ำมันก็ไม่ควรกำหนดตายตัวที่ 1-1.50 บาทต่อลิตร ทำให้ผู้ค้าน้ำมันของต่างประเทศหลายรายถอนการลงทุนในไทย เช่น เจ็ท คิวเอท เป็นต้น

ขณะที่นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และอุตสาหกรรมน้ำมันเปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ปิโตรนาสไม่ใช่รายสุดท้ายที่ถอนการลงทุนจากประเทศไทย เพราะว่าราคาขายปลีกน้ำมันในไทยถูกแทรกแซงโดยรัฐบาล ถ้าหากผู้ค้าน้ำมันไม่มีโรงกลั่น และค่าการตลาดถูกกำหนดอยู่ที่ 1.30 บาทต่อลิตร ซึ่งในความเป็นจริงควรอยู่ที่ 1.50 บาทต่อลิตร จะทำให้ผู้ค้าปลีกน้ำมันอยู่ลำบาก

“ผู้ค้าปลีกน้ำมันต่างชาติมีสายป่านยาว แต่การทำธุรกิจประสบภาวะขาดทุนก็ต้องถอนตัว สาเหตุมาจากกลไกตลาดไม่ได้แข่งขันอย่างเสรี ผมมองว่าปิโตรนาสไม่ใช่รายสุดท้าย ถ้ามีรายอื่นสนใจเข้ามาลงทุนในไทย ปั๊มที่เปิดจำหน่ายน้ำมันอยู่ในตอนนี้ขายได้ราคาดีก็มีโอกาสสูงที่จะขาย กิจการ”

ด้านนายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซัสโก้ จำกัด(มหาชน) ผู้จำหน่ายน้ำมันยี่ห้อ SUSCO กล่าวว่า ซัสโก้จะปรับเปลี่ยนแบรนด์ปิโตรนาสเป็นซัสโก้ช่วงต้นปี 2556 ซึ่งจะส่งผลให้ปั๊มน้ำมันของซัสโก้เพิ่มเป็น 244 แห่งทั่วประเทศ แต่ระหว่างนี้ซัสโก้จะปรับปรุงโฉมปั๊มน้ำมันของเดิมให้มีรูปลักษณ์ที่ทัน สมัยมากขึ้น โดยจะทยอยปรับโฉม 20-30 แห่ง คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 40-50 ล้านบาทต่อปี

ต้องจับตาอย่ากะพริบช่วงหัวเรี่ยวหัวต่อธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ “ซัสโก้” โดยเฉพาะการบริหารร้านสะดวกซื้อ “ซูเรีย” ในปั๊มปิโตรนาส ซึ่งเสมือนกุญแจเปิดไปสู่ผลกำไรจะเปิดให้ผู้ที่สนใจทำธุรกิจ “มินิมาร์ท” ยื่นข้อเสนอต่อไป

อินเดีย...ขุมทองของเอเชียใต้

อินเดีย...ขุมทองของเอเชียใต้

โดย คุณพิชัย ถิ่นสันติสุช
ประธานกลุ่มบริษัท ราชาอีควิปเมนท์ จำกัด
ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
………………………………………………………………………………………
ที่มา http://www.mmthailand.com/mmnew/energy-modern11-2012.html
alt
อินเดีย... คำที่สะท้อนความหมายในตัวเองจนแทบไม่ต้องมีคำบรรยาย แต่อยากให้คิดบวกกับจินตนาการของท่านว่า ความเป็นอินเดียเพิ่มเสน่ห์ให้กับโลกใบนี้ไม่น้อย นักท่องโลกที่ยังไม่เคยเยี่ยมเยียนอินเดียจะรู้สึกว่าชีวิต...ยังขาดบางสิ่ง บางอย่าง

อินเดีย...ประเทศที่บอกไม่ได้ว่าร่ำรวยหรือยากจน ถนนหนทางในเมืองใหญ่ รถยนต์กับวัวและแพะใช้เส้นทางร่วมกัน ใช้รถอูฐแทนรถม้าขนของ คนขับรถบีบแตรเพื่อแสดงสัญญาณตลอดเวลา อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ และยังมีการแบ่งชนชั้นวรรณะที่ชัดเจน แต่ที่น่าสนใจก็คือประเทศนี้มีคนรวยกว่า 200 ล้านคน ที่พร้อมเป็นลูกค้าของท่าน

อินเดียนับได้ว่า “เป็นขุมทองของเอเชียใต้” คำว่า “เอเชียใต้” อาจไม่คุ้นหูนัก ซึ่งนอกจากอินเดียแล้วเอเชียใต้ยังประกอบด้วยประเทศที่มีศักยภาพอื่นอีก ได้แก่ ปากีสถาน, ศรีลังกา, เนปาล, บังกลาเทศ, ภูฏาน และมัลดีฟส์ รวมกันแล้วมีประชากรกว่า 1,600 ล้านคน เรามาเรียนรู้อินเดียให้มากขึ้นก่อนจะไปหาคำตอบว่าคนกว่า 1,200 ล้านคน เขาบริหารพลังงานกันอย่างไร? พอใช้หรือขาดแคลน?
  
อินเดีย มีพื้นที่ 3.28 ล้านตารางกิโลเมตร ประชากร 17.2% ของประชากรโลก ปี 2554 GDP per capita 3,862 USD (ไทย 5,257.9 USD) อัตราการเจริญเติบโต 8.2% อินเดียใช้ภาษาอังกฤษและภาษาฮินดีเป็นภาษาราชการ นับถือศาสนาฮินดู 81.3%, มุสลิม 12%, และอื่น ๆ 42%

อินเดียถือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียใต้ มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำเชิงสัญลักษณ์ บริหารประเทศโดยนายกเทศมนตรี แบ่งการปกครองเป็น 26 รัฐ ใช้สกุลเงินรูปี (1 รูปี ประมาณ 65 สตางค์ของไทย) เงินเฟ้อปี 2554 อยู่ที่ 12% ใครที่คิดจะไปลงทุนต้องประเมินให้ดี เพราะมีคนไทยอยู่อินเดียไม่มากนัก ประมาณ 3,000 คน และในจำนวนนี้เป็นนักศึกษาประมาณ 2,000 คน

อินเดียมีการลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับไทยหลายฉบับ รัฐบาลอนุญาตให้บริษัทค้าปลีกต่างชาติประเภท Single Brand ถือหุ้นได้ 100% และประมาณ 50% ของเศรษฐกิจต้องพึ่งพาภาคอุตสาหกรรม โดยมีการตั้งเขตอุตสาหกรรมการผลิตและการลงทุนแห่งชาติ 7 รัฐ ทั้งนี้ “รัฐคุชราต” ถือเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่ถึง 900 ตารางกิโลเมตร และรองลงมาคือ “รัฐหรยาณา” มีพื้นที่ประมาณ 380 ตารางกิโลเมตร

ในฉบับนี้ จะขอเจาะลึกถึงพลังงานทดแทนในอินเดีย พร้อมกับความน่าลงทุนของอินเดียในรัฐคุชราต ซึ่งผู้เขียนได้รับความอนุเคราะห์จากสถานฑูตไทยประจำประเทศอินเดียให้เดิน ทางไปสังเกตการณ์ พร้อมด้วยนักธุรกิจไทยกว่า 40 บริษัทที่มุ่งสู่เอเชียใต้และวิเคราะห์ว่า อินเดียคือ “ขุมทอง” โดย “ท่านนเรนดรา โมดี” (Narendra Modi) มุขมนตรีแห่งรัฐคุชราต ได้ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะของเรา

คุชราต ประตูสู่การลงทุนในประเทศอินเดีย  

เมื่อปลายเดือนกันยายน 2555 ที่ผ่านมา ทางคณะของเราได้เดินทางเข้าพบ “นายพิศาล มาณวพัฒน์” เอกอัครราชฑูต ณ กรุงนิวเดลี ซึ่งท่านถือนักการฑูตแห่งยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นทั้งนักบริหาร นักสื่อสารมวลชน ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่พึงพอใจของคนไทยที่ไปอินเดีย แต่ชาวอินเดียก็รักและเคารพในฐานะที่ท่านมีส่วนร่วมช่วยสร้างความเจริญอีก ด้วย

คุชราต อยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศ มีพื้นที่ 196, 084 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศไทย) มีประชากรกว่า 60 ล้านคน มีชายฝั่งทะเลยาวเหยียด 1,600 กิโลเมตร เมืองหลวงของรัฐนี้คือ “คานธีนคร” (เป็นบ้านเกิดของมหาตมะคานธี) เมืองที่ใหญ่สุดและเจริญมากคือ “อาห์เมดาบาด” (Ahmedabad)

คุชราตเป็นรัฐเดียวของอินเดียที่ผลิตไฟฟ้าได้เหลือใช้และจำหน่ายให้รัฐอื่น ในขณะที่รัฐอื่นยังคงต้องใช้ไฟฟ้าแบ่งปันตามช่วงเวลา และในอนาคตคุชราตจะเป็นรัฐที่มีโครงสร้างพื้นฐานเข้มแข็งที่สุด มีรถไฟความเร็วสูง เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ และศูนย์กลางทางการเงินอีกด้วย
  
พลังงานไฟฟ้าสำหรับคน 1,200 ล้านคน ?

อินเดียมีกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 174,911 เมกะวัตต์ เป็นอันดับที่ 5 ของโลก ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินเดียจะมีการเพิ่มขึ้นเท่าตัว ก็ตาม แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วก็ทำให้คนอินเดียส่วนใหญ่ยังต้อง แบ่งปันกระแสไฟฟ้ากันใช้อยู่ดี นับเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลเป็นอย่างมาก และส่งผลให้อัตราไฟฟ้าต่อหัวต่ำสุดประเทศหนึ่งในบรรดา Emerging Economies

สัดส่วนการผลิตไฟฟ้า รัฐบาลกลางผลิตได้ 32% รัฐบาลของแต่ละรัฐผลิตได้ 49.8% บริษัทเอกชนผลิตได้ 18.2% โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจอินเดียฉบับที่ 12 ตั้งเป้าการลงทุนผลิตไฟฟ้าไว้ถึง 314,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการเชิญชวนให้ภาคเอกชนมาร่วมผลิตมากขึ้น

จากการคาดการณ์ของ US Energy Information Administration ระบุว่า ความต้องการของอินเดียด้านไฟฟ้าในปี ค.ศ.2035 อาจสูงถึง 4.28 ล้านล้าน kWh ซึ่งจะสูงกว่าจีนและยุโรป ราคาค่าไฟฟ้าต่อหน่วยของอินเดียทั่วประเทศไม่ค่อยเท่ากัน และอาจไม่แตกต่างจากไทยมากนัก ใครสนใจลงทุนต้องศึกษาวัฒนธรรมการทำงานของคนอินเดียให้ดี โครงการที่นี่มักใช้เวลาดำเนินการมากกว่าที่กำหนดไว้

อินเดีย หนึ่งในผู้นำพลังงานทดแทนของเอเชีย

ท่านผู้อ่านอย่าแปลกใจว่าทำไมประเทศที่ไฟฟ้าไม่พอใช้อย่างอินเดียจะเป็น หนึ่งในผู้นำด้านพลังงานทดแทน สาเหตุหนึ่งก็คือ เมื่อพลังงานไม่พอก็ต้องเสาะหาทางเลือกใหม่ๆ ค้นคว้า วิจัย และพัฒนา หลายท่านที่ใส่ใจพลังงานคงเคยได้ติดตามข่าวเมื่อปี พ.ศ.2549 ยุคสบู่ดำเฟื่องฟูในประเทศไทย รัฐบาลไทยทุ่มงบประมาณมหาศาลไปดูงานการปลูกสบู่ดำที่ “เจนไน” เมืองตอนใต้ของอินเดีย แต่ท้ายที่สุดไทยก็ไม่เอาจริง แต่อินเดียยังคงเดินหน้าไปไกลแล้ว

กลับมาที่พลังงานไฟฟ้ากัน  อินเดียมีโรงงานผลิตกังหันลมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงโรงงานประกอบแผงโซล่าร์ นอกจากนี้ จีนกับอินเดียยังมีการพัฒนาพลังงานลมและพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ร่วมกันอีก ด้วย

ไทยนำเข้า Gasification ขนาด 0.5 - 1.5 เมกะวัตต์ จากอินเดีย มีการคาดการณ์ความสามารถการผลิตพลังงานทดแทนในอินเดียไว้หลายสำนัก ซึ่งผู้เขียนขอนำข้อมูลจากหนังสือ Energy [R]evolution ซึ่งทาง Greenpeace ได้จัดพิมพ์ไว้ มาให้ท่านวิเคราะห์ดูว่าอินเดียน่าลงทุนหรือไม่

องค์กรระดับโลกคาดการณ์ว่า ในปี ค.ศ.2050 อินเดียจะสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ถึง 62% ของไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศ (ปัจจุบัน สเปนผลิตได้สูงสุด 17.2%) พลังงานหลัก ๆ จะได้มาจากแสงอาทิตย์และพลังงานลมประมาณ 45% โดยจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีสูงขึ้น จาก 44 GW ถึง 775 GW ในปี ค.ศ.2050 และจะเพิ่มอย่างจริงจังในอีก 40 ปีข้างหน้า

ในยุคตื่น AEC และ AEC +3 (จีน, เกาหลี และญี่ปุ่น) +6 (อินเดีย, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) ถนนทุกสายและงบประมาณมหาศาลทุ่มสู่ AEC แต่ทั้งนี้คงไม่ลืมว่าต้องจับกระแสให้อยู่และเปลี่ยนเป็นโอกาสธุรกิจ ถึงแม้ไทยจะได้เปรียบด้านสภาพภูมิศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกลุ่ม AEC มีประเทศเพื่อนบ้านล้อมรอบ 4 ประเทศ แต่จุดอ่อนของไทยที่ต้องคำนึงก็คือ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การเมืองในประเทศ และสิ่งที่ยากพอ ๆ กันก็คือ ระบบการศึกษา ที่ไม่ควรเน้นการท่องจำ

ลองนำแนวคิดคำคมของไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่มาทบทวนดูอีกครั้ง “Imagination is more important than knowledge” แปลง่าย ๆ ก็คือ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ถ้าจะสู้กันในเวที AEC ความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอ และผู้ที่น่าจะตอบคำถามได้ดีในเรื่องนี้น่าจะเป็น “ท่านฑูตพิศาล มาณวพัฒน์” เอกอัครราชฑูตไทย ณ กรุงนิวเดลี  อินเดีย...ขุมทองของเอเชียใต้
 

กลยุทธ์สู้ศึกภาวะเศรษฐกิจขาลง

ห้องสมุดคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชื่อสิ่งพิมพ์ (source).ผู้จัดการรายสัปดาห์ วัน/เดือน/ปี (dd/mm/yy) 3-9 พ.ย. 51 หน้า (page) D5 .

กลยุทธ์สู้ศึกภาวะเศรษฐกิจขาลง

ที่มาhttp://library1.acc.chula.ac.th/Article/2551/Pasu
แนวคิดการบริหาร
รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ (pasu@acc.chula.ac.th)
ดเหมือนว่าจะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วนะครับว่าในปัจจุบัน ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเข้าส่ยุคขาลงูโดยเริ่มต้นจากอเมริกา มายุโรป ตอนนี้มาถึงเอเชีย และสำหรับในเมืองไทยเองถึงแม้จะยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงโดยตรง แต่เชื่อว่าไม่ช้าไม่นานก็คงมาถึงครับ

อย่างไรก็ดีผลกระทบในเชิงจิตวิทยาก็มาถึงเมืองไทยแล้วเหมือนกัน สังเกตได้จากคนรอบ ๆ ข้าง หรือแม้กระทั่งพวกกิจกรรมงานต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ต่างก็เริ่มบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าลูกค้าหรือประชาชนใช้จ่ายน้อยลง

John Quelch ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านการตลาดจาก Harvard Business School ได้ให้คำแนะนำถึงกลยุทธ์ โดยเฉพาะกลยุทธ์ทางด้านการตลาดที่บริษัทต่าง ๆ ควรจะนำมาปรับใช้เพื่อสู้ศึกภาวะเศรษฐกิจขาลง โดยได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ทั้งหมดแปดประการด้วยกันครับ

ประการแรก คืออย่าหยุดทำการวิจัยตลาดครับ บริษัทต่างยังคงต้องทำการศึกษา ค้นคว้า เพื่อเสาะหาพฤติกรรม และความต้องการของลูกค้าต่อไปครับ จากที่ผ่านมาในอดีต หลาย ๆ บริษัทพอเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกตํ่า ก็จะเริ่มตัดงบการวิจัยตลาดหรือวิจัยธุรกิจลง แต่ขอแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเขาบอกว่าอย่าครับ

เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าและผู้บริโภคมากกว่าในอดีตด้วยซํ้าไป เนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจขาลเช่นนี้ พฤติกรรมความต้องการของลูกค้าจะเปลี่ยนไป ความอ่อนไหวต่อราคาจะมีมากขึ้น ลูกค้าจะใช้เวลาในการเสาะแสวงหา หรือตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการมากขึ้น สินค้าหรือบริการหลายๆ อย่างที่เคยซื้อก็อาจจะถูกชะลอไป หรือซื้อในรุ่นที่ถูกลง หรือซื้อในปริมาณที่น้อยลง

อย่างไรก็ดี แบรนด์หรือยี่ห้อสินค้าที่เป็นที่ไว้วางใจของลูกค้าก็จะยังคงได้รับความไว้วางใจต่อไป ทำให้บริษัทเหล่านี้ยังสามารถออกสินค้าหรือบริการใหม่ได้ แต่ความสนใจที่อยากจะทดลองในแบรนด์หรือสินค้าใหม่ ๆ นั้นก็จะลดน้อยลงไป

ประการทีสอง่ คือเมื่อภาวะเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงขาลง ประชาชนและผู้บริโภค จะหันกลับมาสู่บ้านอันอบอุ่นอีกครั้ง กิจกรรมนอกบ้านทั้งหลายที่เป็นที่นิยมในยุคเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจก็จะถูกตัดทอนลง ผู้บริโภคจะหันกลับมาให้ความสำคัญกับบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการอยู่บ้าน การทำกิจกรรมภายในครอบครัว การใช้เวลาในการตกแต่งปรับปรุง ซ่อมแซมบ้าน

อย่างไรก็ดี การที่ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับครอบครัวและบ้านมากขึ้นนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้บริโภคจะลดการสื่อสารระหว่างกันนะครับ พวกเขาอาจจะใช้บ้านเป็นฐานที่มั่นในการติดต่อสื่อสาร กับบุคคลอื่น ๆ ผ่านทางช่องทางต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้นเมื่อประชาชนมีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว นักการตลาดทั้งหลาย ก็คงจะต้องปรับกลยุทธ์ของตนเองให้เหมาะสมต่อไปครับ

ประการที่สาม คืออย่าไปตัดงบการตลาดครับ จริง ๆ ประสบการณ์จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในอดีตที่ผ่านมา น่าจะเพียงพอที่จะสอนเราได้นะครับว่า สินค้าหรือบริการที่มีการเพิ่มการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ในขณะที่คู่แข่งกลับลดค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณา สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาด และได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ได้ดีกว่ายุคเศรษฐกิจปรกติด้วยซ้ำไป เนื่องจากต้นทุนการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ย่อมจะลดลง ในขณะที่คู่แข่ง
อื่น ๆ กลับลดการลงทุนด้านนี้ลง

นอกจากนี้ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนหรือผู้บริโภคต้องการความมั่นใจในสินค้าและบริการ ที่ตนเองจะเลือกซื้อ(เพื่อให้การใช้เงินเป็นไปอย่างคุ้มค่า) ในขณะเดียวกัน เมื่อประชาชนลดการใช้จ่ายนอกบ้านลง การดูโทรทัศน์กลับจะกลายเป็นสื่อหลักในการหาความบันเทิงของประชาชน ทำให้ผลตอบแทนที่บริษัทที่ลงทุนด้านโฆษณาจะได้รับ นัน้ สูงกว่าในยามปรกติ

ในขณะเดียวกันในภาวะเศรษฐกิจตกตํ่า บริษัทที่พร้อมจะลงทุนด้านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์(และมีเงินเพียงพอ) ก็สามารถต่อรองอัตราค่าโฆษณาให้ได้ราคาดี แถมยังอาจจะต่อรองเพื่อให้ได้สัญญาในระยะยาวไปเลยก็ได้อย่างไรก็ดี ถ้าท่านคิดจะตัดงบด้านโฆษณาลง ผู้รู้ ก็เสนอไว้อีกครับว่าอย่าตัดเรื่องของความถี่ลง เช่น ท่านอาจจะเคยโฆษณา 30 วินาที ท่านก็สามารถรักษา ความถี่ไว้ได้ โดยลดเวลาโฆษณาลงให้เหลือ 15 วินาที

ประการที่สี่ คือบริษัทต่าง ๆ จะต้องปรับ Portfolio ของตนเองครับ โดยต้องดูว่าในบริษัท ของตนนัน้ มีสินค้าหรือบริการอะไรอยู่ในมือบ้าง และอาจจะต้องปรับพอร์ตการถือสินค้าหรือบริการนัน้ ๆ เนื่องจากในยุคเศรษฐกิจตกต่ำกนัน้ ผู้บริโภคจะหันมามองสินค้าหรือบริการ ที่ให้คุณค่ามากกว่า  แต่อาจจะไม่มีของแถมหรือคุณลักษณะพิเศษมากเท่าในอดีตรวมทัง้ จะหันมาให้ความสนใจต่อสินค้าหรือบริการ ที่สามารถ
ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ มากกว่าสินค้าหรือบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการได้แค่ด้านเดียว

สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น พวกแบรนด์ที่เป็นแบรนด์ของห้างต่าง ๆ จะขายได้ดีกว่าแบรนด์ดัง ๆ ทั้งหลาย สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมนัน้ ลูกค้าก็จะพิจารณาสินค้าหรือบริการเป็นส่วน ๆ มากกว่ามองให้ครบวงจรเหมือนในอดีต

นอกจากนี้ ในยุคเศรษฐกิจขาลงนัน้ พวกคุณลักษณะพิเศษต่าง ๆ ของเล่น ของแถม จะไม่ได้ความสนใจเหมือนในอดีตครับ

โดยลูกค้าจะมุ่งหาสินค้าหรือบริการที่เป็นที่น่าเชื่อถือ และไว้ใจได้ ดังนัน้ ไม่ได้หมายความว่าในช่วงนีท้ ท่านไม่ควรออกสินค้าหรือบริการใหม่นะครับ เพียงแต่ว่าสินค้าหรือบริการใหม่นัน้ ควรจะสามารถตอบสนองความต้องการในยุคปัจจุบันของลูกค้าได้ดีขึ้นและการโฆษณาต่าง ๆ นัน้ ก็ยังคงต้องทำอยู่ แต่อาจจะเน้นให้เห็นถึงความคุ้มค่าต่อราคาให้มากกว่าเดิมครับ

ข้อแนะนำประการที่ห้าสำหรับสู้ศึกภาวะเศรษฐกิจขาลงก็คือเรื่องของการให้ความสำคัญและสนับสนุนต่อผู้จัดจำหน่ายหรือ Distributor ทั้งนี้เนื่องจากช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี องค์กรทุกแห่งก็อยากที่จะหาทางลดต้นทุนให้ได้มากที่สุดอยู่แล้ว และต้นทุนประการหนึ่งที่ทุกคนอยากจะลดก็คือ ต้นทุนสินค้าคงคลังหรือ Inventory ทั้งหลายครับ บริษัทต่าง ๆ ในฐานะผู้ผลิตเองก็ไม่อยากจะถือ สินค้าที่เป็น Finished Goods ไว้เยอะ ในขณะเดียวกันผู้คาปลีกหรือผู้แทนจำหน่ายก็ไม่อยากจะถือ สินค้าที่รอจำหน่ายไว้เยอะอีกเช่นเดียวกันครับ

ดังนั้น การให้ความสำคัญกับ Distributor จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการมีกิจกรรมส่งเสริมการขายไม่ว่าจะเป็นการจูงใจให้ซื้อล่วงหน้า หรือการขยายเวลาการชำระเงิน หรือนโยบายการคืนของ เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้จัดจำหน่ายยอมถือสินค้าไว้เป็นจำนวนที่ครบถ้วน นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์กับผู้จัดจำหน่ายเหล่านี้ไว้ด้วย เนื่องจากมิตรแท้จะหาได้ในยามยาก และเมื่อใดมีภาวะเศรษฐกิจกลับมาดีอีกครั้ง สัมพันธ์ที่ดีในยามยากจะกลับมาเป็นประโยชน์ให้กับองค์กรอีกครั้ง
ข้อเสนอแนะประการที่หก คือการปรับกลยุทธ์ด้านราคาเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าย่อมจะหาทางเลือกที่ราคาตํ่าสุด ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องปรับราคาสินค้าหรือบริการของตนเอง แต่อาจจะต้องมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทีเกี่ยวข้องกับราคาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดราคา การซื้อมากจ่ายน้อย การขยายเวลาให้สินเชื่อแก่ลูกค้า หรือการลดขนาดและลดราคาสินค้าของตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจก็คือจากประสบการณ์ที่ผ่าน ๆ มาจะพบว่าในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี การลดราคาสินค้าหรือบริการ จะได้ผลต่อยอดขายดีกว่าการจัดรายการส่งเสริมการขายชนิดอื่น เนื่องจากตัวผู้บริโภคย่อมอยากจะเห็นการประหยัดเงินของตนเองทันที ไม่ต้องรอส่งคูปองหรือบัตรชิงโชคใด ๆ เข้ามาในภายหลัง แล้วรอลุ้นทองคำกันอีกรอบ ดังนั้นยิ่งเศรษฐกิจแย่ลงเท่าใด สิ่งที่ธุรกิจ อาจจะต้องเน้นคือกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ทันทีทันใด ไม่ต้องรอ
ข้อแนะนำประการที่เจ็ด คือ ถ้ามีโอกาสก็พยายามช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดมาให้ได้ ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีนั้น แทนที่จะเน้นการลดต้นทุนและลดการขยายตลาด ทำไมถึงเสนอให้เพิ่มส่วนแบ่งตลาด? ทั้งนี้เนื่องจากในช่วง

เศรษฐกิจไม่ดีนั้น ถือเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่องค์กรธุรกิจที่มีความพร้อมจะขยายตลาดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวจากภายในเองหรือการเข้าไปซื้อบริษัทอื่น ๆ ที่อ่อนแอหรือได้รับผลจากภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอสำหรับการขยายส่วนแบ่งตลาดก็คือ ตังองค์กรเองจะต้องมีความพร้อมอยู่ในระดับที่พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นองค์กรที่มีต้นทุนที่ตํ่ากว่ารายอื่น ๆ จะยิ่งได้เปรียบ และเมื่อสภาวะเศรษฐกิจพลิกฟื้นขึ้นมาก การขยายส่วนแบ่งตลาดที่ได้กระทำขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลงนั้นก็จะออกดอกออกผลในระยะยาวต่อไป

ข้อเสนอแนะประการสุดท้าย คือ การย้อนกลับมาให้ความสำคัญต่อเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าภายนอก หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานภายในนั้นที่ขวัญและกำลังใจจะไม่ดีในช่วงเศรษฐกิจขาลง เนื่องจากไม่รู้ว่าเมื่อไรที่จะถูกปลดออกจากงาน ถึงแม้เรื่องของการเงินจะเป็นสิ่งที่สำคัญในช่วงเศรษฐกิจขาลง แต่ผู้บริหารสูงสุดก็ต้องไม่ละเลยในเรื่องสัมพันธภาพที่ดีกับพนักงานภายในของตนเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน (ว่าบริษัทเคยผ่านวิกฤตการณ์เช่นนี้มาก่อน) ผู้บริหารจะต้องเน้นยํ้ค่านิยมที่ดีขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการยึดถือและให้ความสำคัญต่อคุณภาพของสินค้า และบริการ มากกว่าการมุ่งเน้นในการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว องค์กร การมุ่งเน้นการบริการลูกค้าให้ดีที่สุด ตัวผู้บริหารสูงสุดเองก็จะต้องใช้เวลากับทั้งพนักงานและลูกค้ามากขึ้น

ดเหมือนว่าข้อเสนอแนะทั้งแปดประการที่ได้นำเสนอมาในสัปดาห์ูที่แล้วและสัปดาห์นี้จะมุ่งเน้นให้องค์กรธุรกิจใช้โอกาสจากช่วงวิกฤตให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกาะกุมโอกาสต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดผลในระยะยาวต่อองค์กรต่อไป

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จ เครือเจริญโภคภัณฑ์

CNBC เจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จ และวิสัยทัศน์ก้าวต่อไปของ “นายธนินท์ เจียรวนนท์” ผู้ที่ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์เติบโตจากธุรกิจครอบครัวสู่การเป็นบริษัท เกษตรและอาหารชั้นนำระดับโลก  


หลังจากที่ CNBC สถานีโทรทัศน์ธุรกิจชื่อดังระดับโลกได้มอบรางวัล Lifetime Achievement Award ประจำปี 2555 ซึ่งเป็น 1 ในรางวัล Asia Business Leaders Awards  ที่ยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาคเอเชีย  แก่ ‘นายธนินท์ เจียรวนนท์’ ไปได้ไม่นาน ทางสถานี CNBC ก็ส่ง “Christine Tan” ผู้ดำเนินรายการ Managing Asia ซึ่งเป็นรายการยอดนิยมของ CNBC ที่สัมภาษณ์แต่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรธุรกิจชั้นนำของโลกเดินทางมา สัมภาษณ์พิเศษถึงเบื้องหลังความสำเร็จของ‘ท่านประธานธนินท์ เจียรวนนท์’ ผู้ที่ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์เติบโตจากธุรกิจครอบครัวสู่การเป็นบริษัท เกษตรและอาหารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงวิสัยทัศน์ในการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคตของเครือเจริญโภคภัณฑ์ 

ในการนี้ “Christine Tan” ได้ สัมภาษณ์ถึงที่มาแห่งความสำเร็จของเครือเจริญโภคภัณฑ์ภายใต้การบริหารงานของ นายธนินท์ที่ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ก้าวสู่การเป็นบริษัทระดับโลก รวมถึงทุกประเด็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง การแก้ปัญหาไข้หวัดนก รวมถึงข่าวคราวการเข้าไปถือหุ้นของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในบริษัทชั้นนำต่าง ๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นคาร์ฟูร์ หรือ สมิทฟิลด์ และยังเปิดเผยถึงการสร้างคน สร้างทายาททางธุรกิจ และผู้นำคนใหม่ในอนาคตของเครือเจริญโภคภัณฑ์ 

ท่านที่สนใจสามารถติดตามทุกเนื้อความในการสัมภาษณ์ครั้งนี้แบบไม่ตัดต่อได้ทาง CP E News เพียงแห่งเดียวเท่านั้น....

Christine Tan : คุณ พ่อและคุณอาของท่านได้เริ่มต้นธุรกิจเมื่อปีค.ศ. 1921 โดยการขายเมล็ดพันธุ์ก่อนที่จะขยายไปสู่ธุรกิจอาหารสัตว์แล้วก็ทำฟาร์มท่าน เรียนรู้อะไรในแง่ของการทำธุรกิจจากการที่ได้ดูคุณพ่อและคุณอาของท่านในการ ทำธุรกิจ

ท่านประธานธนินท์ : ตอนเด็ก ๆ ได้มีโอกาสคุยกับคุณพ่อ ซึ่งความสำเร็จของคุณพ่อนี่ถืออยู่หลักเดียวก็คือคุณภาพ และต้องคิดถึงประโยชน์ของเกษตรกร นี่คือหลักที่ผมเรียนรู้จากคุณพ่อ  ต้องซื่อสัตย์ต่อคุณค่าของลูกค้าและคู่ค้า ในโบราณคุณพ่อก็คำนึงถึงหลักนี้แล้วว่าการที่เราไปหลอกลวงเกษตรกรเขาไม่ได้ เราต้องหาเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดให้เขา เพราะเขาเหน็ดเหนื่อยเขาลงทุนไปแล้วถ้าหากว่าเมล็ดพันธุ์ไม่ดีเขาจะขาดทุน ทั้งน้ำหนักก็ไม่มี ราคาก็ไม่ดี เพราะเมล็ดพันธุ์นี้สำคัญมากเพราะเมล็ดพันธุ์นี้มีชีวิต และมีการลงวันที่ เช่น ถ้าหมดอายุแล้วสามารถนำมาเปลี่ยนได้ฟรี นี่คือหลักที่ทำให้ผมเข้าใจว่าถ้าผมมารับกิจการบริหารธุรกิจอาหารสัตว์เนี่ย จะยึดหลักเรื่องคุณภาพเป็นที่หนึ่งและเรื่องประโยชน์ของคู่ค้าเป็นที่หนึ่ง และเราเป็นที่สอง

Christine Tan : ท่าน เป็นลูกคนสุดท้องของคุณพ่อซึ่งมีลูกชาย 4 คนด้วยกันแต่ทำไมถึงได้รับการเลือกให้เข้ามาบริหารบริษัทท่านเป็นลูกคนโปรด ของคุณพ่อรึเปล่า

ท่านประธานธนินท์ : คือ อย่างนี้ครับ ผมเป็นลูกคนสุดท้องก็จริง แต่ธุรกิจในช่วงที่คุณพ่อกับคุณอาทำนั้นเป็นเฉพาะธุรกิจเมล็ดพันธุ์   ต่อมาพี่ชายคนโตและคนที่สองได้มาริเริ่มเรื่องอาหารสัตว์  มีพี่ชายคนที่สองเป็นCEO และพี่ชายคนโตเป็น Chairman  พี่ ๆ ได้มอบหน้าที่ให้ผมบริหาร ซึ่งต่อมาธุรกิจนี้ได้ขยายตัวและเติบโต ในขณะที่ธุรกิจอื่นทำแล้วไม่ได้กำไร ไม่ราบรื่นเท่าธุรกิจอาหารสัตว์  เพราะผมได้ต่อยอดทำให้อาหารสัตว์กลายเป็นอาหารคน คือ มีการขายเป็น Trademark 

Christine Tan : ตอนนั้นท่านพร้อมไหม? ที่จะมารับช่วงธุรกิจต่อจากคุณพ่อถึงแม้ว่าท่านยังอายุน้อยอยู่

ท่านประธานธนินท์: ไม่ครับ คือผมรับช่วงต่อจากพี่ชาย ไม่ใช่คุณพ่อ  เพราะคุณพ่อไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจนี้

Christine Tan : ตอน นั้นท่านยังหนุ่มอยู่ และท่านต้องมีภารกิจที่ต้องสร้างธุรกิจของครอบครัว ท่านรู้สึกยังไงในตอนนั้นซึ่งท่านก็อายุยังน้อยอยู่แต่ต้องรับภาระนี้ และท่านใช้ยุทธศาสตร์อะไรตั้งแต่เริ่มต้น  ใช้วิธีไหนในการทำธุรกิจ

ท่านประธานธนินท์: ต้องพูดอย่างนี้ ตอน นั้นที่ผมรับบริหารธุรกิจอาหารสัตว์  กิจการนี้ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์  ยังไม่ใช่ว่าเป็นธุรกิจหลัก คือตอนที่ผมเข้ามา ธุรกิจหลักคือมีทั้งโรงงานทอกระสอบ มีทั้งการค้าระหว่างประเทศ มีเมล็ดพันธุ์เรื่องปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช ดังนั้นที่ผมรับมาเนี่ยเป็นเพียงส่วนหนึ่ง และส่วนนี้พี่ชายคนโตก็เป็นChairman อยู่แล้วพี่ชายคนที่สองก็เลื่อนขึ้นไปเป็นVice Chairman ผมเข้ามาเป็นประธาน และพอผมทำได้ผลแล้วก็ใหญ่กว่าธุรกิจอื่น ๆ ก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ คือพี่ชายคนโตก็เลื่อนขึ้นมาเป็นประธานกิตติมศักดิ์ ก็ต้องยกย่องพี่ชายคนโตผมกับพี่ชายคนรองที่ให้โอกาสผม ไม่ใช่อยู่ดีดีเรามารับธุรกิจของเครือฯซึ่งธุรกิจนี้ใหญ่ที่สุดในเครือฯ

Christine Tan : รู้สึกว่าท่านถ่อมตัวมาก

ท่านประธานธนินท์ : ไม่ครับ ความเป็นจริงตอนนั้นผมรับธุรกิจนี้มาบริหาร ธุรกิจตัวนี้เล็กสุดไม่ใช่ใหญ่สุดของครอบครัว

Christine Tan : ดังนั้นท่านก็ได้พิสูจน์ตัวเองกับพี่ชายของท่าน

ท่านประธานธนินท์ : ครับ แล้วสำคัญที่สุดเราเป็นน้องแล้วให้พี่ ๆ เชื่อถือ ก็ต้องรู้จักเสียสละไม่ใช่ทำงานมากกำไรมาก ต้องแบ่งให้มากที่สุด ไม่ใช่นะครับ ต้องดูแลต้องยกย่องแล้วผลประโยชน์เนี่ยต้องแบ่งกันให้พอใจกันทุกฝ่าย  ซึ่งนี่คือหลักสู่ความสำเร็จ

Christine Tan : ทุก วันนี้บริษัทซีพีหรือบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้กลายเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์ และส่งออกกุ้งรายใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตไก่รายใหญ่ที่สุดในโลก ตอนนี้บริษัทได้กลายเป็นบริษัทระดับโลกไปแล้วและก็มีการกระจายสินค้าไปทั่ว โลกท่านเคยคิดไหมว่าท่านจะประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้

ท่านประธานธนินท์ : ตอน ที่เข้ามารับหน้าที่นี้ ไม่ได้คิดเลยว่าหน้าที่นี้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ไปถึงทั่ว โลกและมีการลงทุนถึง 14 ประเทศรวมแล้วมีประชากร 3พันล้านคน ตอนนั้นผมไม่ได้คิด ผมเพียงแต่ว่าถ้าผมรับหน้าที่อะไรมาแล้วต้องทำให้ดีที่สุด แล้วก็ตามที่คุณพ่อได้เน้นเรื่องคุณภาพและดูแลประโยชน์ของคู่ค้า ซึ่งคู่ค้าของเราเนี่ยมีอยู่สองคน คนหนึ่งคือคนเลี้ยง อีกคนหนึ่งคือคนซื้อ ดั้งนั้นเราจึงต้องใช้เทคโนโลยีเรียนรู้จากอเมริกา ต้องพูดอย่างนี้ว่าเทคโนโลยีกว่า 90 %เนี่ยไปเรียนรู้จากอเมริกา   และ10 % เอามาจากยุโรป เราเอาเทคโนยีมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ และสามคนแบ่งกันคือคนเลี้ยงแล้วก็บริษัทและก็ผู้บริโภค

Christine Tan : เมื่อ ปี 1997 ท่านได้ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเอเซียซึ่งทำให้เครือของท่าน ต้องมีหนี้สินถึงประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งท่านถูกบังคับที่จะต้องขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้เหล่า นี้ ท่านจำได้ไหมว่าการเผชิญหน้ากับเจ้าหนี้มีความลำบากแค่ไหน ซึ่งเจ้าหนี้พวกนี้เรียกร้องมากมายทีเดียว และท่านได้เรียนรู้อะไรจากบทเรียนในครั้งนั้น

ท่านประธานธนินท์ : สำคัญ ยิ่ง ผมดีใจมากที่ได้เจอวิกฤตในครั้งนั้น ตอนนั้นผมอายุ 58 เลยทำให้ผมได้พิสูจน์ตัวเอง ผมประชุมกับพี่ชาย 3 คนบอกว่าผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว  ให้ทั้งสามท่านสบายใจได้ เพราะผมมี 3 ธุรกิจที่ขายได้ ซึ่ง 3 ธุรกิจนี้ผมเป็นคนริเริ่มเอง ผมก็รับปากและก็ยืนยันกับพี่ชายทั้ง 3 ท่าน และบอกว่าผมจะทำให้ไม่ล้มละลาย และต่อไปจะทำให้ใหญ่กว่านี้อีก และผมจะขายโลตัสที่ผมริเริ่มทำขึ้นมาเพื่อการค้าปลีก ถ้าโลตัสขายแล้วยังไม่พอผมจะขายเซเว่น อีเลฟเว่น ถ้ายังไม่อยู่อีก ผมจะขายทรูก็จะทำให้เราอยู่ได้แน่นอน จริง ๆ ถ้าผมขายเซเว่นฯก็น่าจะเอาอยู่แล้ว พอประชุมเสร็จผมก็ขายโลตัสออกไปและกู้เงินจากธนาคาร     

ผมถือว่าในการทำธุรกิจถ้าต้องกู้เงินจากธนาคาร เราจะต้องเตรียมเงินไว้ให้พร้อมทุกเมื่อเพื่อชำระคืน เพราะธนาคารก็มีภาระในการรับภาระฝากเงินจากลูกค้า ธนาคารจะเสียหายได้ ถ้าเรามีโอกาสคืนเงินทุกบาททุกสตางค์  เราต้องคืน เราเป็นลูกค้าที่ดี เราเข้าใจธนาคาร แต่บางคนไม่เข้าใจว่าเวลาวิกฤตธนาคารเอาร่มกลับ เวลาแดดออกธนาคารก็เอาร่มมาให้ เราถืออันนี้ไม่ใช่ นี่คือหน้าที่ของธนาคาร ซึ่งต้องปกป้องประโยชน์ของผู้ฝากเงิน ผมเข้าใจในประเด็นนี้ และผมบอกธนาคารว่าไม่ต้องห่วง ผมชำระคืนได้แน่นอน ซึ่งผมขายโลตัสตอนนั้นได้มาหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ  ซึ่งก็ได้ชำระคืนธนาคารรวมทั้งหนี้สินต่าง ๆ ด้วย 

ทีนี้ตัวก็เบาขึ้นและผมก็ขายเซเว่นฯไปเพียง 10% เท่านั้น ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทางแต่ลำบาก ซึ่งวิกฤตตอนนั้นทุก ๆ ฝ่ายต่างก็จะเรียกเอาเงินคืน ตอนนั้นลำบาก แต่ลำบากกว่านี้คือหลังจากวิกฤตธนาคารเมืองไทยไม่มีเงินให้กู้ ธนาคารต่างประเทศก็ไม่กล้าให้เงินกู้ เพราะวิกฤตต้มยำกุ้งเกิดในประเทศไทย ดังนั้นพอพูดถึงธุรกิจเมืองไทย ไม่มีใครให้กู้ ตรงนี้ลำบาก ผมจึงไม่ได้ขายเฉพาะธุรกิจแต่ยังต้องพัฒนา ซึ่งผมมีปรัชญาว่าตอนที่ดีที่สุดเราต้องคิดถึงตอนที่เราแย่ที่สุด เราถึงจะพัฒนาบริษัทเราอยู่รอดได้อย่างไร ตอนที่ดีที่สุด เราต้องเตรียมพร้อม เพราะตอนแย่ที่สุดมันต้องมาแน่นอน เพราะธุรกิจไม่เคยดีไปตลอด ดีถึงสุด ก็ต้องลง ลงแล้วขึ้นไปใหม่ ซึ่งผมก็เตรียมตัวไว้แล้วว่าตอนที่ดีที่สุดเราจะต้องปกป้องอย่างไร เราจะต้องทำอย่างไร แล้วตอนที่แย่ที่สุด เราจะต้องคิดว่าตอนที่ดีที่สุดจะมาแล้วเราถึงจะมีกำลังใจ และตอนนั้นเราจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ธุรกิจดีขึ้น ฟื้นขึ้น เราถึงจะได้รับประโยชน์จากตรงนั้นเต็ม ๆ ลำบากที่สุดคือตอนที่แย่ที่สุด เราจะขยายธุรกิจนั้นอย่างไร ตรงนี้แหละคือสิ่งที่ผมทำสำเร็จพอเราฟื้นขึ้นมา ทุกอย่างเราก็พร้อมที่จะก้าวหน้าไปเติบโตอย่างยั่งยืน

Christine Tan : ใน ตอนนั้น ท่านทำธุรกิจมากมายแต่ที่เด่นชัดธุรกิจหลักก็คือเรื่องอาหารและก็การเกษตร ซึ่งในด้านอุตสาหกรรมท่านก็ได้ขยายไปทางด้านโทรศัพท์ ทางด้านมอเตอไซด์ ทางด้านปิโตรเคมี ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้น ทำให้ท่านได้รู้สึกไหมว่าเป็นการกระจายทางด้านธุรกิจที่มากเกินไป

ท่านประธานธนินท์ : ตรง นี้ไม่ใช่เป็นปัญหา แต่เต็มไปด้วยโอกาส เราทำมอเตอไซค์ที่ไม่เคยทำก็จริง แต่เราร่วมมือกับบริษัทในจีนที่ทำมอเตอไซด์ใหญ่ที่สุดในเมืองจีน เท่ากับเราผลิตมอเตอไซด์ออกมาเท่าไหร่ก็ขายหมด และยังไม่พอขาย ตรงนี้จึงยังไม่ใช่ปัญหา แล้วก็ลงทุนน้อยได้กำไรมากเพราะไม่มีคู่แข่ง ไม่มีใครได้โอกาสดีอย่างนี้ โรงงานของรัฐบาลที่ขายมอเตอไซค์ดีที่สุดในเมืองจีนมาร่วมทุนกันคนละครึ่ง เราเพียงแต่ใส่เงินทีละขั้นทีละขั้นเพิ่มทุนทีละครั้ง  สุดท้ายก็เอากำไรมาเพิ่มทุนอีก ตรงนี้เป็นประโยชน์มาก เพราะฉะนั้นตอนที่วิกฤตยังมีตัวยาจากเมืองจีนที่มาช่วย

Christine Tan : หลัง จากวิกฤตแล้ว เมื่อตอนที่รู้สึกธุรกิจเริ่มดีขึ้น เกิดมีเหตุการณ์ไข้หวัดนกขึ้นมาและในฐานะที่เป็นผู้ผลิตไก่รายใหญ่ที่สุดของ ประเทศในแถบเอเซียและหุ้นของท่านก็ตกหวบเพราะมีข่าวเรื่องไข้หวัดนก  เหตุการณ์ในตอนนั้นฟาร์มของท่านประสบปัญหาไข้หวัดนกหรือไม่และท่านพยายามหา วิธีการป้องกันอย่างไร เพื่อไม่ให้ไข้หวัดนกระบาด

ท่านประธานธนินท์ : ในตอนนั้น ที่เมืองจีนประสบปัญหาและเสียหายมากที่สุด แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือตัวเองได้ แทนที่จะเอากำไรมาช่วยเหลือตรงที่ขาดทุน  ส่วนเมืองไทยบริหารได้ดีมาก สามารถทำให้ทุกคนมั่นใจไก่ของซีพี ไม่ต้องห่วงว่าจะติดเชื้อ และในการส่งออกไปยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้มีการขาดตอน เพราะเปลี่ยนเป็นอาหารสำเร็จรูปทำให้สุก  สร้างความเข้าใจแก่ทุกคนว่าถ้าอุณหภูมิสูงเชื้อไข้หวัดนกตัวนี้ก็จะตายหมด ดังนั้นที่การส่งออกไปยุโรปไปญี่ปุ่นจึงยังปกติ แต่ไม่ใช่ไก่สดนะไก่สดตอนนั้นยังส่งออกไปไม่ได้ แต่นโยบายของเครือฯไดทำเรื่องไก่แปรสภาพมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เพราะฉะนั้นสะเทือนชั่วคราวและกลับส่งผลดีระยะยาว เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อถือ ต่างประเทศก็เชื่อถือในตัวบริษัททำให้ขายดิบขายดี

Christine Tan : การ ที่ท่านเข้าไปประเทศจีนในจังหวะที่ถูกต้องรู้สึกว่าเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่และ เฉลียวฉลาดหลังจากที่เติ้งเสี่ยวผิงได้เริ่มนโยบายปฎิรูปเศรษฐกิจ ในฐานะที่ท่านได้เป็นบริษัทแรกที่เข้าไปลงทุนยังประเทศจีน ในตอนนั้นที่ท่านได้รับการสนับสนุนเชื่อถือจากรัฐบาลจีน ท่านคิดว่าท่านได้รับการสนับสนุนและเชื่อถือจากรัฐบาลจีนมากน้อยแค่ไหนแล้ว ท่านทำอย่างไรถึงจะเปิดประตูการค้ากับประเทศจีนได้ตอนนั้น

ท่านประธานธนินท์ : ตอนนั้นสำคัญมาก เพราะซีพีเป็นคนแรกที่ไปสนับสนุนนโยบายของเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งการที่เราได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเนี่ยเพราะเราใช้นโยบายสาม ประโยชน์คือเราทำอะไรทุกอย่างประเทศจีนต้องได้ประโยชน์ประชาชนจีนต้องได้ ประโยชน์และซีพีจะต้องได้ประโยชน์ ซึ่งสามประโยชน์เนี่ยขาดตัวนึงก็ไม่ได้เลย ทำให้รัฐบาลจีนยิ่งประทับใจและเอาการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ไปพัฒนาประเทศจีน ซึ่งรัฐบาลจีนเห็นด้วยว่าเกษตรกรจะต้องมีบริษัทรายใหญ่มาสนับสนุนการเงิน ทรัพยากรและสนับสนุนเรื่องการตลาด ตรงนี้สำคัญกว่าประเด็นที่ว่าเพราะเราเป็นรายแรก หากประเทศไม่ได้ประโยชน์ ประชาชนไม่ได้ประโยช แน่นอนเรามีประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว เราก็รู้จักเติ้งเสี่ยวผิงดี จะสนับสนุนเรา เราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าคนมองว่าบริษัทมาทำกำไรแต่ไม่ได้ทำประโยชน์ เราก็คงไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและประชาชนฉะนั้นความสำเร็จที่แท้จริง คือสามประโยชน์ซึ่งมาเป็นนโยบายหลักที่เราไปประเทศไหนก็ได้รับการต้อนรับ เพราะประเทศได้ประโยชน์ประชาชนได้ประโยชน์ ซีพีถึงจะได้ประโชยน์ ซีพีเอาเทคโนโลยีไป ไม่ใช่ไปกอบโกย แต่เราไปสร้างประโยชน์ซึ่งต้องแบ่งกันสามฝ่าย

Christine Tan : ใน ตอนนั้นชาวนาจีนเข้าใจเรื่องการทำการเกษตรสมัยใหม่ได้แค่ไหนและก็ท่านประสบ ปัญหาอะไรตอนนั้นที่เกษตรชาวจีนเข้าใจเรื่องการเกษตรสมัยใหม่

ท่านประธานธนินท์ : คือ ในประเด็นนี้ คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิดว่าเกษตรกรที่ไม่มีความรู้และซีพีใช้เทคโนโลยีใหม่ เข้าไป เกษตรกรจีนคงรับไม่ไหว แต่ในทางตรงกันข้ามคือยิ่งไฮเทคยิ่งทำให้ง่ายขึ้นเหมือนกับกล้องถ่ายรูปที่ ไม่ต้องปรับอะไรเลย เพียงแต่คนถ่ายต้องจัดให้รู้จักตำแหน่งแล้วถ่ายไป จึงถือเป็นเคล็ดลับของซีพีว่าซีพีไปที่ไหนก็เอาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของโลก ไปด้วยทำให้เกษตรเข้าใจง่ายและปฏิบัติได้ง่ายแล้วก็สบายด้วย ไม่ใช่ไปทำให้เกษตรกรที่ลำบากอยู่แล้วไปทำให้ลำบากมากยิ่งขึ้นไปตากแดดตากฝน แต่ซีพีให้เกษตรกรเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูในห้องแอร์ไม่มียุงไม่แมลงวันใช้ เครื่องอัตโนมัติ ทำให้เกษตรกรทำงานเหนื่อยน้อยลง แต่ได้ผลผลิตสูง คนทั่วไปจะไม่เข้าใจคิดว่าว่าประเทศที่ด้อยพัฒนาจะต้องใช้เทคโนโลยีที่ด้อย พัฒนา ยิ่งประเทศที่ด้อยพัฒนายิ่งต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยยิ่งไฮเทคจึงจะเหมาะ สม

Christine Tan : การ ที่ท่านเข้าไปเมืองจีนเป็นรายแรกทำให้ท่านได้ประโยชน์ จนทุกวันนี้ท่านมีส่วนแบ่งตลาดเกินกว่าครึ่งในตลาดจีน ท่านเป็นห่วงหรือไม่ว่าในแง่ที่เศรษฐกิจจีนจะเกิดการชะลอตัวลง และจะมีผลกระทบกับตัวท่านอย่างไรบ้าง

ท่านประธานธนินท์ : จีน นั้น ถึงแม้ว่าจะชะลอตัวลงก็ดีกว่า 33 ปีที่ผ่านมาก นอกจากนี้ประเทศจีนในปัจจุบันนี้ ประชาชนมีการศึกษาต้องการอาหารที่ทำให้สุขภาพดีและปลอดภัย ซึ่งตรงกับจุดที่ซีพีถนัดและทำมาอยู่แล้ว 40 -50 ปีในขณะที่ชาวจีนเนี่ยยังไม่มีความรู้ตรงนี้ก็อาจจะเกิดการแข่งขันกันเฉพาะ ในด้านของราคา และยังไม่ได้ดูถึงในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ สุดท้ายของถูกกลายเป็นของแพง และก็ทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรง วันนี้เราได้รับการสนับสนุนที่ดี และตอนนั้นยังมีกำไรทั้ง ๆ ที่เมืองจีนเพิ่งจะเปิดประเทศเงินตราต่างประเทศก็ไม่มีพื้นฐานการก่อสร้างก็ ไม่มี ซีพียังทำกำไรได้ วันนี้จีนพร้อมทุกอย่าง ประชาชนเรียกร้องว่าคุณภาพของสินค้าต้องดี เนื้อไก่ต้องปลอดภัย อาหารต้องไม่มีสารตกค้าง ทั้งนมทั้งเนื้อหมู นี่คือโอกาส และตลาดก็ยิ่งใหญ่มาก เพราะอาหารเป็นสิ่งที่คนต้องรับประทานและประชากร 1,300 ล้านคน  หากจำนวน 10 %ที่ร่ำรวยก็มีขนาดใหญ่เท่าญี่ปุ่น กำลังซื้อก็ใหญ่เท่าญี่ปุ่น แต่ถ้า20 %ร่ำรวยกำลังซื้อก็ใหญ่เท่าประเทศอเมริกา ดังนั้นเราเป็นเบอร์ 1 และสินค้าของซีพีก็กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนชาวจีนว่ามีความปลอดภัย คุณภาพดี ดังนั้นผมว่าเป็นโอกาสไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟื่อยที่ต้องประหยัด แต่ปากท้องประหยัดไม่ได้ อาหารของซีพีก็ไม่ใช่ขายแพง แต่เป็นของดีที่มีคุณภาพและราคาถูกอีกด้วย

Christine Tan : ประสบการณ์ ของท่านในประเทศจีนได้มาจากการที่มีการติดต่อทางการเมืองกับผู้นำของจีน ท่านจะสูญเสียความสัมพันธ์บางอย่างตรงนี้ไปไหมในขณะที่จีนกำลังเปลี่ยนผู้นำ ใหม่

ท่านประธานธนินท์ : ต้องอธิบายอย่างนี้ ผมไม่มีเวลาที่จะไปทำความรู้จักพบปะผู้ใหญ่ แต่บังเอิญธุรกิจของซีพีเป็นปากท้องของประชาชนทุกระดับ ผู้นำของจีนจะต้องเข้าใจเรื่องปากท้องของประชาชนและต้องผลิตอาหารให้เพียงพอ กับความต้องการของประชาชนไม่อย่างนั้นรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ ซึ่งบังเอิญซีพีไปทำธุรกิจจเกือบครบทุกมณฑล เหลือเพียงสองมณฑลที่ยังไม่ได้ไปลงทุน เวลาเราลงทุนต้องมีการติดต่อโรงงานและขยายตลาดไปถึงหมู่บ้านซึ่งเรารู้จัก ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านกำนันจนไปถึงผู้ว่า จนไปถึงมณฑลก็รู้จักซีพี คงลำบากถ้าเราไปขอพบ แต่ท่านอยากจะขอพบเข้ามาศึกษามาเรียนรู้ เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตอนยังไม่พัฒนา ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน ซีพีก็มีคนรู้จักตั้งแต่ครั้งที่เป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่า รู้จักกันมานาน เพราะฉะนั้นเราไม่ได้อาศัยอิทธิพลของรัฐบาล เราอาศัย 3 ประโยชน์ที่ไปทำให้ประเทศเค้าได้ประโยชน์ประชาชนได้ประโยชน์แล้วซีพีถึงจะ ได้ประโยชน์

Christine Tan : ถึง แม้ว่าจะเกิดวิกฤตในยุโรปและการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอเมริกาก็ยังอ่อนแอ แต่ก็รู้สึกว่าท่านยังตั้งความหวังไว้เกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางธุรกิจ ในทางปฎิบัติท่านจัดการกับปัญหาเรื่องการขึ้นราของวัตถุดิบ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด แต่ในขณะเดียวกับเนื้อก็ราคาไม่ดี เพราะเกิดการผลิตมากเกินไป

ท่านประธานธนินท์ : ตรงนี้มันเป็นปัญหาที่ต้องพบแน่นอน เพราะพอมีกำไรทุกคนก็เลี้ยงมากขึ้นหรือวัตถุดิบสูงขึ้นราคาตามไม่ทันก็กำไร น้อยลง แต่อย่างไรก็ตามทางซีพียึดหลักว่าเราพยายามแปรสภาพให้เป็นอาหารมนุษย์ที่ขาย ไปทั่วโลก อย่างเช่นกุ้งก็มีเกี๊ยวกุ้งซึ่งเกิดจากการแปรสภาพไม่ใช่ขายกุ้งแช่แข็ง ไก่ก็เป็นไก่ที่แปรสภาพแค่เอามาเข้าไมโครเวฟก็สามารถรับประทานได้แล้ว ดังนั้นวิกฤตจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ตามอย่างผมไปศึกษาข้อมูลประเทศอเมริกาคน อเมริกาให้ความสำคัญกับเรื่องอาหาร 5 - 6% ไม่ว่าอาหารแพงก็ 5 - 6 % 

ในเรื่องอาหารไม่ว่าคนจะมีเงินเดือนแค่ 100 บาทแต่ในเรื่องอาหารต้องใช้ 5 – 6 บาทแม้จะยากจนยังไงเรื่องปากท้องก็ต้องมาก่อนอย่างอื่นไว้ทีหลัง ยุโรปก็ประมาณ 11 - 12 %  ดังนั้นในประสบการณ์ของผมเกิดวิกฤตอย่างไรก็ตามอย่างอื่นประหยัดได้ แต่เรื่องอาหารการกินเนี่ยต้องกิน ต้องเหลือเงินไว้สำหรับใช้จ่ายเพื่อการรับประปาน ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แพง ถูกกว่าเรื่องซื้อรถยนต์ เรื่องฟุ่มเฟื่อยต้องหยุดชั่วคราวก่อนแต่ปากท้องเนี่ยหยุดไม่ได้ หยุดได้อย่างมาก 3 วันไม่กินข้าว ดังนั้นจากประสบการณ์ของผมเนี่ยวิกฤตเราก็ดี ตอนที่เศรษฐกิจดีเราก็ดีแต่ดีน้อยกว่าธุรกิจอื่น แต่เราใช้การขยายไปมีตลาดในโลกนี้ 6,000 – 7,000 พันล้านคนซึ่งต้องกิน ของใช้ยังหยุดชั่วคราวได้แต่ของกินเนี่ยหยุดไม่ได้

Christine Tan : ท่าน ได้เพิ่มเป้าหมายการลงทุนใน  5ปีข้างหน้าเพิ่มอีก 50% เป็นจำนวนเงิน 2,400 ล้านสหรัฐฯ  ท่านกำลังคิดจะลงทุนในโครงการอะไรบ้าง และเงินส่วนใหญ่จะไปทางด้านซื้อบริษัทอื่นรึเปล่า

ท่านประธานธนินท์ : คืออย่างนี้ ทางที่ซีพีกำลังลงทุนเต็มที่คือเรื่องอาหารสำเร็จรูปและการค้าปลีกและเรื่อง ศูนย์อาหารและเกี่ยวกับพวกอาหารเปิดร้านย่อย หรืออย่างเช่นซีพีเฟรชมาร์ท ซึ่งเรามีกำลังการผลิต เราต้องสร้างเครือข่ายในการตลาด ซึ่งต้องควบคู่กับการผลิตไม่ใช่เราไปผลิตมาก ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะขายที่ไหนขายให้ใคร สองเรื่องนี้เราต้องดำเนินการไปพร้อมกันและสำคัญอย่างยิ่งที่ซีพีประสบความ สำเร็จ เราค้าปลีกทำไม เพราะค้าปลีกนั้นมีของกินมากกว่าของใช้ อย่างเช่นเซเว่นมีของกินมากกว่าของใช้ทั้งสดทั้งแห้งทั้งไม่ต้องเข้าตู้เย็น มีจำนวนมากกว่าของใช้ 

ดังนั้นธุรกิจของซีพีจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขยายไปทั่วโลกลงทุนไปทั่วโลก อย่างเช่นวันนี้ซีพีกำลังจะไปสร้างโรงงานผลิตอาหารสำหรับคนที่ประเทศอเมริกา แล้วขายกลับมายังเอเชียที่รสชาติและความต้องการตรงกับความต้องการของชาวเอ เซีย แต่อเมริกาอาจไม่ต้องการและที่สำคัญราคาถูก ต่อไปในโลกนี้ไม่ใช่เอเชียไปขายให้อเมริกาอย่างเดียว แต่เอเชียจะต้องมีสินค้าขายไปยังอเมริกา เพราะเอเชียรวยขึ้นแล้ว ซึ่งสมัยก่อนประเทศอเมริการวยมีกำลังซื้อ แต่ในวันนี้เอเชียก็มีกำลังซื้ออย่างเช่นประเทศจีนก็มีเงินตราต่างประเทศมาก และมีเงินตราต่างประเทศที่สะสมอยู่เป็นที่ 13 ของโลกยังมากกว่าฝรั่งเศสต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เอาแต่สินค้าเอเชียไปขายยุโรป ผมจะตั้งโรงงานผลิตใช้เครื่องอัตโนมัติ ใช้คนน้อยที่สุดเพื่อผลิตสินค้าที่ชาวเอเชียต้องการขายส่งไปประเทศอเมริกา และขายกลับมายังทวีปเอเซีย

Christine Tan : ใน ขณะที่ประเทศอเมริกาและประเทศยุโรปเศรษฐกิจยังไม่แข็งแรงได้ทำให้เกิดมี โอกาสที่ท่านจะเข้าไปซื้อทรัพย์สินในราคาถูกอะไรบ้างที่ท่านคิดว่าอยากจะ เข้าไปซื้อ

ท่านประธานธนินท์ : คือ อย่างนี้ครับ ถ้าซีพีไปซื้อหรือไปร่วมลงทุนเราจะต้องหาธุรกิจที่ดีมีทีมงานที่ดีที่เก่ง ไม่ได้ซื้อทั้งบริษัทแล้วเอาคนไทยไปบริหาร ผมยังไม่มีคนผมดำไปบริหารคนผมแดง เรายังไม่ถึงขั้นนี้ แต่ผมจะไปเข้าหุ้น ไปลงทุนในบริษัท และไปซื้อสินค้าของเขามาแปรสภาพแล้วก็สร้างโรงงาน ถ้าโรงงานเขามีความสามารถที่จะผลิตอาหารเอเชียให้ผม แล้วผมก็เอามาขายยังเอเซียและประเทศอเมริกา อย่างคาร์ฟูร์ผมไม่ได้ซื้อ ผมไปลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รายหนึ่งในคาร์ฟูร์เพื่อจะนำสินค้าในเอเชียไป ผ่านเครือข่ายในการขายสินค้าของคาร์ฟู หรือคาร์ฟูร์มาลงทุนในเอเชียผมมีโอกาสสนับสนุน นโยบายของซีพีเป็นอย่างนี้ครับ อย่าเรียกว่าไปซื้อ เรียกว่าไปร่วมลงทุนเลยดีกว่า ร่วมงานกับคนเก่ง แล้วก็ไปกับเขาและก็เสริมซึ่งกันและกันได้ประโยชน์ทั้งคู่แต่อย่าเข้าใจผิด ว่าไปซื้อคาร์ฟูร์ แค่ไปร่วมลงทุนลงหุ้นกับเขา

Christine Tan : นอกจากคาร์ฟูร์และสมิทฟิลด์แล้วท่านยังคิดที่จะร่วมทุนอย่างอื่นด้วยไหม

ท่านประธานธนินท์ : คือ อะไรที่เราไปร่วมแล้วได้ประโยชน์ ผมก็กำลังศึกษาอยู่  เราไปร่วมกับเขาแล้วเราต้องทำประโยชน์ให้กับเขา และในเวลาเดียวกันซีพีก็ได้ประโยชน์ด้วย อย่างนี้ผมถึงจะไปร่วม ไม่ใช่ว่าไปร่วมกับบริษัทที่ไม่สำเร็จ ผมจะร่วมกับบริษัทที่สำเร็จและที่สำคัญที่สุดต้องมีทีมงานที่บริหารที่เก่ง ผมถึงจะไปร่วมนะครับ อย่างคาร์ฟูร์เนี่ยมีประธานบริษัทที่เก่งมาก ผมเห็นว่าเขาบริหารคาร์ฟูร์จะต้องได้ผลกำไรฟื้นกลับมาแน่นอนและก็กำไรดีมาก ไป เราต้องอาศัยคนเก่งในคาร์ฟูร์หรืออาศัยคนเก่งใน Smithfield 

Christine Tan : ขอให้ท่านชี้แจงให้ชัดเจนว่าท่านจะไม่ได้เข้าไปซื้อคาร์ฟูร์

ท่านประธานธนินท์ : ใช่  ผมไม่ได้จะเข้าไปซื้อคาร์ฟูร์ แต่จะแค่เข้าไปซื้อหุ้นจำนวนส่วนหนึ่งของคาร์ฟูร์เท่านั้น ไม่ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดของคาร์ฟูร์ คือเราจะไม่เปิดเผยในข้อมูลส่วนนี้เพราะมันเป็นเรื่องมารยาทและเรื่องการ ตลาด แต่เรามีนโยบายว่าจะไปลงทุนคือเป็นผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งของคาร์ฟูร์

Christine Tan : ท่านกำลังคิดว่าจะซื้อสักเท่าไหร่ 

ท่านประธานธนินท์ : ถ้า ดีที่สุดจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ส่วนหนึ่งในผู้ถือ หุ้นที่มีอยู่ คือเราจะไม่เด่น ต้องเข้ากับผู้ถือหุ้นใหญ่ในปัจจุบัน ต้องดูว่าเขาต้อนรับเราเข้าไปไหม ต้องการจะให้เราถือหุ้นเท่าไร เพราะเราไม่ได้จะไปเทคโอเวอร์ เราแค่จะไปร่วมกันทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เราได้ฝ่ายเดียว ถ้าเขาเห็นว่าเราเข้าไปร่วมทุนแล้วเขาได้ประโยชน์และซีพีก็ได้ประโยชน์ก็ แล้วแต่ว่าผู้ถือหุ้นเดิมรึผู้ถือหุ้นใหม่จะให้เราเท่าไหร่นี่เป็นนโยบายของ ผม ว่าจะไม่ไปเทคโอเวอร์ ขอให้ชัดเจนในจุดนี้

Christine Tan : ดังนั้นการที่ท่านได้แสดงเจตนาว่าจะไปร่วมลงทุนกับคาร์ฟูร์อันนี้คิดว่าได้รับการต้อนรับจากนักลงทุนรายอื่นหรือไม่ในคาร์ฟูร์

ท่านประธานธนินท์ : ยัง ไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผย คือถ้า
หากทางผู้ถือหุ้นเดิมหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไม่ต้อนรับเรา เราก็จะไม่ไปเข้าร่วมหุ้น เราเข้าไปเป็นมิตรกันเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่เข้าไปควบคุม

Christine Tan : ท่าน ผลิตอาหารและส่งอาหารไปขายใน 40กว่าประเทศในวันนี้ เรื่องความปลอดภัยของอาหารนี้เป็นเรื่องใหญ่ท่านมีนโยบายในด้านนี้อย่างไรใน เมื่อตอนนี้ทุกอย่างไปเน้นในเรื่องของการทำกำไร แล้วก็ทำให้ฟาร์มไม่เอาเทคโนโลยีสูง ๆ ไปทำเพราะมีการลงทุนจำนวนมาก เรื่องความสนใจของท่านกับเรื่องความปลอดภัยของอาหารมีขนาดไหน

ท่านประธานธนินท์ : สำคัญ ที่สุดคืออาหารปลอดภัย โดยเฉพาะกับประเทศที่กำลังพัฒนาเพราะประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยง การผลิตไปถึงขั้นสุดท้าย อย่างประเทศที่เจริญแล้วเลี้ยงสุกรก็ต้องมีฐานะและมีฟาร์มที่ทันสมัย ทุกอย่างทำถูกต้อง ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเป็นเช่นนี้ ตรงนี้แหละที่เป็นจุดเด่นของซีพี ซีพีจะไปประเทศไหนก็ตาม ยิ่งในประเทศที่ด้อยพัฒนา ประเทศด้อยพัฒนาเพราะขาดแคลนคนเก่ง ไม่เข้าใจการเลี้ยง ไม่มีความสามรถในการเลี้ยงไก่พันธุ์ หมูพันธุ์ ไม่มีทุนที่จะไปเลี้ยงไก่ที่ทันสมัยซึ่งต้องลงทุนสูง แต่จริง ๆ แล้วถ้าไฮเทคจะเกิดสองสูง ยิ่งการลงทุนสูงประสิทธิภาพก็จะยิ่งสูง ทำให้ต้นทุนถูกและคุณภาพดี กลายเป็นต้นทุนถูกซึ่งซีพีมีความสามารถในการส่งเสริมเกษตรกร อะไรที่เกษตรกรเลี้ยงอะไรที่ซีพีทำได้แบ่งหน้าที่กัน สิ่งซีพีทำอย่างเช่นการค้นคว้าศึกษาต้องเป็นหน้าที่ของซีพี ตอนที่เลี้ยงซีพีไปสนับสนุนเกษตรกรในการเลี้ยงทุนเงินเทคโนโลยีความรู้และ ตลาด ซีพีเป็นคนทำเรื่องไฮเทค เรื่องแปรสภาพซีพีเป็นคนทำแล้วก็ไปถึงเรื่องการขนส่งการขายการตลาด เพราะฉะนั้นเราควบคุมได้ทุกขั้นตอนถึงจะมีความปลอดภัยไม่เสี่ยงในเรื่อง อาหารไม่มาตรฐาน

Christine Tan : ท่าน มีจุดยืนอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการใช้ฮอร์โมนเพื่อเร่งการเจริญเติบโตกับการ ที่ใช้แอนตี้ไปโอติก ซึ่งบางคนบอกว่าการใช้ยาปฎิชีวนะไม่ดีต่อสุขภาพต่อสัตว์และคนในระยะยาว

ท่านประธานธนินท์ : สำคัญ ที่สุดคือ ถ้าหากว่าเราสร้างโรงเรือนทันสมัยให้ไก่และสุกรอยู่อย่างมีความสุข สุกรและไก่ก็จะไม่เป็นโรคไม่ป่วย ก็ไม่ต้องใช้ยา ประหยัดทั้งเงินและในเรื่องเนื้อหมูเนื้อไก่ก็ปลอดภัย ดังนั้นการใช้ยานี่ล้าสมัยไปแล้วโดยเฉพาะฮอร์โมนนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ประเด็นสำคัญอยู่ที่พันธุ์กับอาหารและต้องไปค้นคว้าที่พันธุ์ให้อาหารที่ เหมาะสมกับพันธุ์ส่วนยาปฎิชีวนะถ้าเลี้ยงไก่และสุกรแข็งแรงก็ไม่ต้องใช้ยา

Christine Tan : ใน เวลานี้ท่านถูกขนานนามว่าเป็นผู้ที่รวยที่สุดในประเทศไทยโดยมีมูลค่าถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐและเป็นบุคคลที่รวยเป็นอันดับ134 ของโลกความสำเร็จของท่านขึ้นอยู่กับโชคหรือขึ้นอยู่กับการทำงานที่ขยันขัน แข็ง

ท่านประธานธนินท์ : ความ สำเร็จของเครือซีพีคือการใช้เทคโนโลยีมาตลอด และก็เรื่องสามประโยชน์ซึ่งเป็นหลักของเครือซีพี และการสนับสนุนคนเก่งในเครือซีพี ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฟลุค แต่เกิดจากความร่วมมือกันของพนักงานในเครือซีพีและเราเข้าใจไปลงทุนในประเทศ ที่กำลังพัฒนา และประเทศเหล่านี้ต้องการที่จะมีอาหารโปรตีน ซึ่งซีพีเข้าใจมากกว่าว่าประเทศที่กำลังพัฒนาต้องการใช้เทคโนโลยีเข้าไป ไม่ใช่ยิ่งประเทศที่ด้อยพัฒนายิ่งเอาเทคโนโลยีที่ด้อยพัฒนาเข้าไป ซึ่งมันจะยิ่งทำให้ไม่ประสบความสำเร็จไปให้เกษตรกรทำงานเหน็ดเหนื่อยเป็นไป ไม่ได้แต่ต้องให้เกษตรกรทำงานสบายกว่าเดิม มีประสิทธิภาพกว่าเดิมและมีรายได้มากกว่าเดิม ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ ดังที่เป็นตัวอย่างในหลายประเทศ เราลงทุนใน14ประเทศรัฐบาลให้การสนับสนุนและเห็นด้วยกับสามประโยชน์ของซีพี และยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าไปในประเทศแล้วก็แบ่งผลประโยชน์กันคือซีพีได้ประโยชน์เกษตรได้ประโยชน์ ผู้บริโภคได้ประโยชน์ประเทศชาติได้ประโยชน์ ซีพีก็ได้ประโยชน์ไปด้วย  และซีพีก็อยู่ใน14ประเทศที่มีประชากร 3,000 กว่าล้านคน แล้วซีพียังมีธุรกิจมีสาขาอยู่ในประเทศอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศสในเยอรมันในประเทศที่มีกำลังซื้อเรามีสาขาทุกประเทศที่จะนำสินค้า ของซีพีไปขาย

Christine Tan : CNBC จะให้รางวัลท่านเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จในชีวิตของท่านรางวัล ท่านมีความเห็นข้อคิดเห็นที่ท่านจะให้กับคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องความสำเร็จใน การทำธุรกิจอย่างไรบ้าง

ท่านประธานธนินท์ : คือ ผมพูดมาตลอดว่าธุรกิจที่จะสำเร็จได้ต้องทำอย่างไรให้ได้ 3 ประโยชน์ นี่แหละที่เป็นความสำเร็จของซีพีและอีกตัวหนึ่งคือต้องรู้จักการใช้ เทคโนโลยีใหม่ของโลกทั้งในด้านการลงทุนและการพัฒนาธุรกิจ และต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เช่น ซีพีจะไปลงทุนการผลิตอาหารสำเร็จรูปในประเทศอเมริกา ต้องรู้ว่าค่าแรงงานอเมริกาสูง จะไปลงทุนได้อย่างไร นี่คือความสำเร็จของซีพี  ซีพีมีวิสัยทัศน์ที่เห็นก่อนคนอื่น เช่นวันนี้มีเทคโนโลยีไฮเทค เรามีสินค้าหลายตัวไม่ต้องใช้คนเลยใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ เหมือนวันนี้เราเลี้ยงไก่ คนอเมริกาคนหนึ่งเลี้ยงไก่ได้แสนตัว เราก็ต้องเลี้ยงแสนตัว วันนี้เลี้ยงไก่ไข่ 4 -5 แสนตัวซีพีอยู่ในประเทศด้อยพัฒนาแต่ก็สามารถเลี้ยงได้ ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่าประเทศที่ด้อยพัฒนาต้องทำธุรกิจที่ด้อยพัฒนา ต้องเข้าใจใหม่ด้วยว่าพวกการเกษตรต้องยิ่งใช้เทคโนโลยีไฮเทคเข้ามาใช้เข้ามา ลงทุนในประเทศที่กำลังพัฒนา นี่แหละคือความสำเร็จ

Christine Tan : ใน ฐานะที่ท่านเป็นกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจในประเทศไทย ท่านจะอธิบายเกี่ยวกับคุณภาพการเป็นผู้นำของท่าน และวิธีการบริหารของท่านเป็นอย่างไร

ท่านประธานธนินท์ : คน เป็นผู้นำนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรู้จักให้ และส่งเสริม  สำหรับนั้นซีพีวันนี้ทุกบริษัทต้องมีองค์กรที่ให้ความรู้พนักงานแต่ยังไม่พอ วันนี้เรากำลังหาระดับโลกเพื่อมาพัฒนาคนของซีพีให้สามารถก้าวทันโลกได้ และทำอย่างไร ไปเรียนรู้จากบริษัทใหญ่ ๆ ที่ประเทศอเมริกาที่ยุโรป เราต้องยอมรับว่าในเรื่องการบริหารการจัดการของโลกนั้นที่เก่งที่สุดใน วันนี้คือประเทศอเมริกา รองลงมาก็คือประเทศยุโรป  เพราะมีประวัติศาสตร์ตั้งหลายร้อยปี เมืองไทยก็ยังไม่ถึงร้อยปี แล้วเพิ่งเริ่มทำธุรกิจใหญ่ ๆ ก็ไม่ถึง 10 ปี ตรงนี้ต้องยอมรับว่าซีพีเรียนรู้จากบริษัทที่ประสบความสำเร็จในสังคม ซึ่งจะต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้นำที่จะนำเอาเครือฯไปสู่ความสำเร็จ สำคัญที่สุดคือคน ต้องคนเก่ง ในซีพีคนเก่งเราสร้างได้อย่างไร ต้องให้เกียรติกับคนเก่ง ให้อำนาจและให้เงินที่เหมาะสมกับสังคมและหน้าที่ของเขา สามตัวนี้ต้องไปพร้อมกันและสำคัญที่สุดซีพีมีนโยบายมานานแล้วว่าคนเก่งที่ สุดในโลกนี้เป็นของซีพี เงินของในโลกนี้เป็นของซีพี วัตถุดิบในโลกนี้เป็นของซีพี ตลาดในโลกนี้เป็นของซีพี ซีพีถึงจะมีโอกาสยิ่งใหญ่และไปขยายได้ทั่วประเทศ

Christine Tan : ตอน นี้ท่านก็มีอายุ 73 ปีแล้ว ท่านก็มีลูกชาย 3 คนที่มีการศึกษาสูงและยังทำงานกับเครือของท่านอยู่ ท่านจะมีแผนเกี่ยวกับการผ่อนถ่ายอำนาจหน้าที่ให้กับลูกชายอย่างไร

ท่านประธานธนินท์ : คือ เรื่องนี้ ผมให้ลูกผมเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้นและไม่ต้องลงมาทำธุรกิจเพียงแต่อยู่ข้าง บนดูแลเรื่องการเงินและบุคคล และต้องให้คนเก่งของแต่ละบริษัทเป็นผู้บริหาร และก็ใช้คนเก่งให้ยิ่งมากขึ้น อย่างซีพีเอฟเราก็ใช้มืออาชีพใช้คนเก่ง ซีพีออล์ก็เหมือนกัน ต่างประเทศก็เหมือนกัน ส่วนลูกของผมนั้น ให้ทำธุรกิจที่เครือยังไม่เคยทำ อย่างเช่น ค้าปลีก อย่างเช่นโลตัส ตอนนั้นลูกชายคนที่สอง ส่วนโทรศัพท์กับเรื่องเคเบิ้ลทีวีทีวีดาวเทียมก็ลูกชายคนที่หนึ่งและคนที่ สองทำ ตรงนี้เป็นประโยชน์มากถ้าเขาทำสำเร็จ เขามีความสามารถแล้วเขามาบริหาร แต่ไม่ใช่ไปบริหารแทนบริษัทที่สำเร็จแล้วเพราะที่สำเร็จเพราะมีคนเก่งจึง ต้องพัฒนาคนเก่งขึ้นมา ถ้าลูกชายผมเก่งต้องไปสร้างอาณาจักรใหม่ ถ้าสร้างไม่ได้ก็ให้อยู่เฉย ๆ ดีกว่าไปบริหาร ซีพีเอฟซีพีออลล์หรือธุรกิจอื่น ๆ เช่น ปิโตรเคมี ฯลฯ ไม่มีประโยชน์ มีแต่ทำให้เสียหาย นี่คือความสำเร็จของซีพีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ก็เห็นด้วยที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแทนผม ไม่ใช่ไปบริหารทุกบริษัท แต่ต้องส่งเสริมทุกบริษัทเพียงแต่เข้าไปดูแลเรื่องการเงินเรื่องกฎหมาย เรื่องบุคคล ไม่เข้าไปก้าวก่ายการบริหารการจัดการ

Christine Tan : เวลาท่านเกษียนแล้ว ท่านออกไปแล้วคนที่จะเข้ามาบริหารต่อก็จะเป็นมืออาชีพที่ท่านจะต้องมีส่วนวางแผนด้วยหรือไม่

ท่านประธานธนินท์ : ตอน นี้เราพูดชัด และทางครอบครัวก็วางแผนให้ผมเป็นคณะกรรมการบริหารงานอยู่เบื้องบน ไม่ลงมาบริหารบริษัทที่สำเร็จแล้ว มีแต่สนับสนุนและพัฒนา ตอนนี้เราจ้าง ดร.โนเอล ทิชชี่ เรากำลังสร้างโรงเรียนที่จะหมุนเวียนเอาคนเก่งในแต่ละบริษัทมาหมุนเวียน แล้วคัดคนเก่งออกมาเป็นประธานบริษัทมาบริหาร ต่อไปเราจะมีซีอีโออยู่สองคน คนหนึ่งคือเป็นซีโอที่มาดูแลจัดการทรัพย์สมบัติและผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ใหญ่ กับอีกคนคือประธาน ประธานนั้นทำหน้าที่อะไร คือกฎหมายกับบุคคลและก็การเงิน ซึ่งสามส่วนนี้(กฏหมาย บุคคล และเงิน)มีทางครอบครัวเป็นคนดูแล ส่วนบริษัทที่บริหารอยู่เราจะคัดหาคนเก่งมาบริหารธุรกิจ

Christine Tan : แล้วท่านได้ค้นพบคนที่จะบริหารงานแทนท่านหรือยัง

ท่านประธานธนินท์ : ใน ส่วนนี้มีพร้อมหมดแล้วและมีทั้งคนที่จะทดแทนด้วยจากกลุ่มซีพีออล์ ซีพีเอฟ ทรู จากกลุ่มเหล่านี้เราได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่กำลังหาคนที่จะมาดูแลทั้งหมดในการบริหาร ขณะนี้กำลังสร้างคน โดยให้คนจากหลายบริษัทที่ไม่เคยรู้จักกันมาสัมผัสกันมาเข้าใจกันเพราะธุรกิจ ของเรามีทั้งโทรศัพท์มีทั้งทีวีและมีทั้งอินเตอร์เน็ต ยา รถยนต์ มอเตอร์ไซต์ ค้าปลีก และห่วงโซ่อาหาร ปุ๋ย ซึ่งได้ทำการศึกษาสำเร็จแล้วเพียงแต่ว่าทำอย่างไรจะหาคนขึ้นมาดูแลทุกกลุ่ม
Christine Tan : คนนี้คือใคร

ท่านประธานธนินท์ : คนนี้กำลังหาอยู่ แต่จะพยายามหาคนที่ทำงานอยู่ในเครือฯ
Christine Tan : ท่านอายุ 73 ปีแล้ว ท่านเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าจะเกษียนอันนี้ เรื่องนี้จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้หรือไม่

ท่านประธานธนินท์ : คือ อย่างนี้ ความจริงตั้งเป้าไว้ว่าจะเกษียนอายุ 55  ปี วันนี้ผมเปลี่ยนวิธีใหม่คือต้องทำงานให้น้อยลง คือการทำงานเหลือครึ่งวัน ให้ยืดอายุมากขึ้น แต่ผมยังทำไม่ได้นะครึ่งวัน แต่ผมต้องทำให้ได้ แล้วก็พยายามให้คนเก่งที่มีอยู่ทำไป แล้วความจริงตอนนี้ผมทำหน้าที่อะไร หน้าที่ของผมคือทำอะไรที่ใหม่ ๆ โลกกำลังเปลี่ยนแปลง นี่คือหน้าที่ของผม เพราะคนต้องมีอำนาจเต็มที่ถึงจะทำได้ ซึ่งทุกวันนี้เราเรียนรู้จากหลายฝ่าย การเปลี่ยนแปลงจะต้องกิดจากคนที่มีอำนาจสูงสุดพอเปลี่ยนแปลงตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าเครือก็เริ่มจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น

Christine Tan : หลังจากที่ท่านเกษียนจริงๆ แล้ว ท่านคิดว่าจะมีแนวทางในการพักผ่อนหย่อนใจหรืออยากจะทำอะไรได้เข้าว่าท่านชอบไก่ชน

ท่านประธานธนินท์ : ผม ชอบดูไก่ชนเพื่อที่จะไปส่งเสริมให้กับชาวบ้านที่ยากจน แต่ที่ผมชอบจริง ๆ คือนกพิราบ แต่ผมแพ้ฝุ่นนก ทุกวันนี้ก็พยายามถ้าไปดูนกก็ให้เขาจับมาให้ดู แต่คิดว่าคงออกกำลังกายมากกว่า อย่างตีไก่ประมาณอาทิตย์ละครั้ง แต่บางทีเดือนสองเดือนยังไม่เคยไปดูตีไก่ สำหรับผมนั้นถ้าทำอะไรที่ไม่มีประโยชน์ผมจะทำเงียบ ๆ แต่อย่างเรื่องตีไก่สังคมได้ประโยชน์คือสถานที่ตีไก่เนี่ยเป็นสถานบันเทิง ของชาวนา เป็นตลาดหลักทรัพย์ของชาวนา  ชาวนาไม่มีคาราโอเกะ ไม่มีสปา เพราะฉะนั้นวันเสาร์อาทิตย์เขาก็จะมาแลกเปลี่ยนความรู้ เอาไก่มาชนตัวที่ชนะก็ได้ราคาแพงหน่อยสิบเท่ายี่สิบเท่าร้อยเท่า ผมกำลังสร้างให้คนเลี้ยงไก่ ถ้าเค้ามีสวน อย่างสวนยางสวนผลไม้ก็เลี้ยงแล้วกินเอง ตีไก่เนี่ยไม่ใช่เป็นหลัก แต่ถ้าฟลุคก็มาขายตัวเป็นหมื่นเป็นพัน ที่เหลือเค้าก็กินเองเอาตัวนี้มาล่อให้เค้าไปเลี้ยงไก่ แล้วสุดท้ายก็ทำให้เขามีทั้งโปรตีนจากการเลี้ยงไก่เป็นอาหารประหยัดรายจ่าย ก็เท่ากับเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร สำคัญที่สุดผมไปเปลี่ยนแปลงเรื่องการทรมานสัตว์ถ้าไม่ไปเปลี่ยนแปลงต่อไปพวก อนุรักษ์ก็มาให้ปิดก็เสียดายเพราะเป็นประต่อชาวสวนชาวไร่ผมเลยต้องไปเปลี่ยน แปลงให้การตีไก้ต้องใส่นวม มียกเหมือนนักมวย เหมือนคน ตรงนี้แหละถึงจะอยู่ได้นานเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร