แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศรีไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศรีไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บาทแข็งส่งศรีไทยฯลงทุนนอก

สนั่น อังอุบลกุล
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ได้อานิสงส์ค่าบาทแข็ง เร่งลงทุนนอกประเทศตั้งโรงงานผลิตพลาสติกและเมลามีนในเวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย มูลค่า 600 ล้านบาท ใช้เป็นฐานการผลิตแทนส่งออกจากไทย ลดต้นทุนการขนส่ง รองรับความต้องการลูกค้าเพิ่ม หลังไตรมาสแรกรายได้หายแล้ว 300 ล้านบาท

 สนั่น อังอุบลกุล    นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากปัญหาเงินบาทที่แข็งขึ้นจากต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้หายไปประมาณ 300 ล้านบาท จากการส่งออก จากเป้าหมายทั้งปีที่คาดว่าจะมีรายได้ 1.03 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 17% ที่มีรายได้ 8.7 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเติบโตจากปีก่อน 20% ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์จากเมลามีนจะเติบโตเพียง 5%

    ทั้งนี้มองว่าหลังจากนี้ไปภาคธุรกิจจะต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆลง เพื่อให้สอดรับกับรายรับรายจ่าย ขณะที่การรับออร์เดอร์การผลิตคงต้องพิจารณาอย่างรอบครอบ เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าการผันผวนของค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะส่งผลให้ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ การส่งออกอาจจะชะลอตัว ซึ่งอยากให้รัฐบาลดูแลในเรื่องของค่าเงินบาทอย่าให้มีการผันผวน และต้องมองคู่แข่งประเทศในอาเซียนให้ค่าเงินควรอยู่ในระดับเดียวกัน และที่สำคัญคือภาครัฐควรสามัคคีกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจในการแก้ปัญหาและกล้าที่จะลงทุน รับงานและผลิตสินค้าส่งออกไปยังตลาดต่างๆ เพราะหากนโยบายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน การปรับตัวลำบาก

    "ช่วงต้นปีที่ผ่านมาโดนทั้งการปรับค่าแรง 300 บาท และค่าเงินบาทจึงทำให้รายได้ไตรมาสแรก หายไปส่วนหนึ่ง ซึ่งมองว่านโยบายลดดอกเบี้ย ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อน แต่ความขัดแย้งจะทำให้นักลงทุนไม่มีความเชื่อมั่น และภาคเอกชนเห็นว่ารัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยต่างฝ่ายต่างใช้กลไกที่มีในการเข้ามาจัดการเงินที่เข้ามาเก็งกำไร เชื่อว่าจะดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพได้"

    ขณะเดียวกันมองว่าค่าเงินบาทควรอยู่ที่ระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าดีที่สุด แต่ก็ยอมรับว่าคงเป็นเรื่องที่ลำบาก จึงมองว่าไม่ควรต่ำกว่า 29 บาท ผู้ประกอบการยังพอปรับตัวได้
สำหรับการปรับตัวในช่วงที่เงินบาทยังแข็งค่าอยู่นี้ บริษัทได้เร่งสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ และซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันบริษัทได้เร่งออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น โดยจะเร่งก่อสร้างโรงงานผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหารและเครื่องดื่มที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท

    ส่วนโรงงานผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหารและเครื่องดื่มที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาทนั้นถือว่าใช้เงินลงทุนไม่มาก เพราะเป็นการร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายอื่น  และโรงงานเมลามีน ที่ประเทศอินเดีย ใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท โดยโรงงานใหม่ทั้ง 3 แห่ง จะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ช้าสุดต้นปี 2557 เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศที่มีความต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้น

    "หากใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก จะต้องแบกรับต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบัน บริษัทมีโรงงานในประเทศไทย 4 แห่ง มีกำลังการผลิตพาสติกอยู่ที่ 6.6 หมื่นตันต่อปี ในขณะที่ เมลามีน มีกำลังการผลิตที่ 1.2 หมื่นตันต่อปี"

    สำหรับการจะขยายการลงทุนในต่างประเทศต่อไปนั้น มองว่าประเทศที่มีศักยภาพและสามารถขยายโรงงานเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคตจะเป็นประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย และสิงคโปร์ ในขณะที่ประเทศ สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ ยังติดปัญหาด้านกฎหมาย การเมือง และระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น หากจะเข้าไปลงทุนใน 3 ประเทศนี้ จะต้องพิจารณาหลังจากที่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีเรียบร้อยแล้ว ถึงจะตัดสินใจได้

    "ในฐานะผมเป็นประธานคณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย ขอเรียนว่า ในวันที่ 5-8 มิถุนายนนี้ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) เตรียมจัดงานแสดงเทคโนโลยีพลังงานทดแทนระดับนานาชาติ ภายใต้ชื่อ "Renewable Energy Asia 2013" เพื่อเป็นแนวทางการอนุรักษ์พลังงานด้วยเทคโนโลยีและการจัดการด้วยวิธีต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่ต้องการให้เห็นความสำคัญในการลงทุนประหยัดพลังงาน โดยในปีนี้ตั้งเป้าลดการใช้พลังงาน 10% "

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,842 วันที่  9-11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Read : 270 times

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ศรีไทยฯสบช่องบาทแข็งเร่งขยายการลงทุนตปท.

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 10 กุมภาพันธ์ 2556 21:01 น.
ที่มา http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000017261
       ASTVผู้จัดการรายวัน - ศรีไทยฯจ่อตั้งโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหารและเครื่องดื่มในอินโดฯ คาดสรุปแนวทางลงทุนซื้อกิจการหรือตั้งโรงงานใหม่ในปีนี้ เผยปีนี้ตั้งงบลงทุน 1.6 พันล้านบาทซื้อเครื่องจักร แม่พิมพ์และตั้งโรงงานเมลามีนในอินเดียและเวียดนาม ตั้งเป้ายอดขายปีนี้9.5-9.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มียอดขาย 8.5 พันล้านบาท
     
       นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน)(SITHAI) เปิดเผยว่า บริษัทฯอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการลงทุนตั้งโรงงานผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหารและเครื่องดื่มที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย หลังจากมีนักลงทุนท้องถิ่นเสนอให้ศรีไทยฯเข้าซื้อกิจการโดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรืออาจตัดสินใจสร้างโรงงานใหม่ ใช้เงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ และเข้าไปลงทุนในปี 2557
     
       การตัดสินใจลงทุนตั้งโรงงานผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในอินโดนีเซีย เนื่องจากเห็นว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพและมีตลาดภายในประเทศที่ขยายตัวดีกว่าไทย ที่ผ่านมา ศรีไทยฯตั้งโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เมลามีนในอยู่แล้วในอินโดนีเซีย และไม่มีแผนจะขยายกำลังการผลิตในช่วงนี้
     
       ในปีนี้ตั้งงบงทุนไว้ที่ 1,600 ล้านบาท โดยโยกเงินลงทุนที่ยังไม่ได้มีการชำระจากปีก่อน 400 ล้านบาทมารวมในงบลงทุนปีนี้ด้วย ซึ่งงบลงทุนปีนี้ใช้เพื่อซื้อเครื่องจักร แม่พิมพ์ และตั้งโรงงานผลิตเมลามีนในเวียดนามและอินเดีย คาดว่าโรงงานดังกล่าวจะแล้วเสร็จในปี 2556
     
       ส่วนการลงทุนในเมียนมาร์นั้น คงต้องรอให้เกิดการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ก่อน ซึ่งบริษัทฯสนใจเข้าไปตั้งโรงงานผลิตเมลามีน และภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ที่ผ่านมาบริษัทฯมีการส่งออกผลิตภัณฑ์เมลามีนไปเมียนมาร์อยู่แล้ว
     
       การตัดสินใจขยายการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อฉกฉวยจังหวะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ใช้เม็ดเงินลงทุนไม่สูงมากนัก ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับแผนการลงทุนในการขยายงานของบริษัทฯ เพื่อเจาะตลาดเออีซี แต่ไม่มีนโยบายที่จะขยายการลงทุนในจีนเพิ่มเติมในช่วงนี้ เนื่องจากต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น และการขาดแคลนแรงงานทำให้บริษัทฯมองเห็นศักยภาพการลงทุนในอาเซียนมากกว่าจีน
     
       นายสนั่น กล่าวว่า จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น บริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (ฟอร์เวิร์ด)เพื่อส่งออก รวมทั้งให้ลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านชำระสินค้าเป็นเงินบาทได้ นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และมีการชำระเงินค่าหุ้นในการลงทุนที่เวียดนาม ช่วยลดผลกระทบจากค่าเงินที่เกิดขึ้น ซึ่งแต่ละปีบริษัทฯส่งออกคิดเป็น 20%ของรายได้ หรือประมาณ 2 พันล้านบาท
     
       ทั้งนี้ บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 9,500-9,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่มียอดขายรวม 8,500 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะรับรู้รายได้จากบริษัทย่อยในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะที่เวียดนาม