แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตลาดรถฝืดหนักสต๊อกบวมเป่ง มาสด้าพลิกเกมปรับกำลังผลิต-เตือน0 %ทำเสียตลาด

updated: 02 พ.. 2556 เวลา 09:00:07 น.
"มาสด้า" แก้เกมตลาดฝืด รถเต็มโชว์รูม สั่งโรงงานบาลานซ์ออร์เดอร์ตลาดในและต่างประเทศกระจายความเสี่ยง ห่วงตลาดรถแข่งเดือด จับตาแคมเปญดอกเบี้ย 0% ทำตลาดทรุด

นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้าเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงสถานการณ์ของตลาดรถยนต์ในขณะนี้ หลาย ๆ ค่ายประสบภาวะปัญหารถล้นสต๊อก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้เป็นเจ้าของรถยนต์คันแรกในปีที่ผ่านมา ทำให้ส่วนใหญ่ตัดสินใจเพิ่มกำลังผลิตจนเกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลาย

โดยเฉพาะค่ายรถยนต์ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนรุ่น รวมทั้งไมเนอร์เชนจ์รถน่าจะได้รับผลกระทบจากตรงนี้ค่อนข้างมาก ทำให้ได้เห็นภาพของการแข่งขันและการทำแคมเปญส่งเสริมการขายออกมาอย่างต่อเนื่องและค่อนข้างจะรุนแรงดังจะเห็นได้ว่ามีค่ายรถบางค่ายเมื่อออกรุ่นใหม่แล้วยังส่งโปรโมชั่นและแคมเปญส่งเสริมการขาย ทั้งส่วนลดและของแถมรวมมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่าผู้ใช้สิทธิ์คืนภาษีรถคันแรก 100,000 บาทด้วยซ้ำประกอบกับพฤติกรรมของลูกค้าจะแตกต่างจากปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากลูกค้าจะไม่อยู่ในช่วงของอารมณ์ต้องการจะจับจ่าย

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าภาพรวมของตลาดรถยนต์ในขณะนี้ค่ายรถต่าง ๆ ต้องการส่งมอบรถให้กับลูกค้าของตัวเองโดยเร็วที่สุด ด้วยความพยายามเพิ่มกำลังการผลิตมาตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา รวมทั้งการเจรจากับบริษัทแม่เพื่อให้การสนับสนุนการเพิ่มกำลังการผลิต

แต่สำหรับมาสด้านั้น จะเห็นว่าบริษัทได้เลือกใช้วิธีการ "มิกซ์" สัดส่วนการผลิตระหว่างตลาดในประเทศและตลาดส่งออกมาตั้งแต่หลังช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ ต่อเนื่องมาจนถึงรถคันแรกและปัจจุบันเพราะบริษัทเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวจะเป็นการช่วยบริหารและกระจายความเสี่ยง บวกกับการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเพื่อรองรับตลาดในช่วงโครงการรถคันแรกนั้น บริษัทมองว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการไปแล้วกำลังการผลิตที่ถูกเพิ่มเข้ามานั้นจะนำไปที่ไหน

ดังนั้น บริษัทจึงเลือกใช้วิธีการบริการจัดการ หรือการมิกซ์สัดส่วนการผลิตระหว่างตลาดในประเทศและตลาดส่งออกโดยในช่วงที่ผ่านมา มาสด้าอาจจะให้ความสำคัญและให้สัดส่วนการผลิตกับตลาดภายในประเทศมากกว่าการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ปัจจุบันบริษัทได้ปรับลดสัดส่วนเพื่อให้เป็นไปตามสถานการณ์ของตลาดมากที่สุด

จากก่อนหน้านี้สัดส่วนการผลิตสำหรับตลาดในประเทศจะอยู่ที่ 4,500 คันต่อเดือน แต่ปัจจุบันได้ถูกปรับสัดส่วนลงมาอยู่ที่ 3,000 คันต่อเดือน และส่วนที่เหลือจะนำไปบวกเพิ่มให้กับตลาดส่งออก

"เรามีการพูดคุยกับดีลเลอร์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดที่อาจจะไม่ดีเท่าปีที่ผ่านมา ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าเราจะใช้นโยบายการบริหารจัดการสต๊อกเป็นหลัก ส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะไม่เป็นการผลักภาระรถให้ไปกองอยู่ที่ดีลเลอร์นั่นเอง"

นางสาวสุรีทิพย์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ได้เลือกวิธีการใช้อัตราดอกเบี้ยมาเป็นตัวขับเคลื่อน มีการลดแลกแจกแถม รวมทั้งจะเน้นน้ำหนักไปที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น แต่สภาพการแข่งขันก็ยังไม่รุนเเรงเท่าปี 2008-2009 ที่ช่วงนั้นค่ายรถเลือกใช้วิธีการดาวน์ที่ 0%

ส่วนเป้าหมายการจำหน่ายในปีนี้ มาสด้าตั้งเป้าจะต้องมียอดขายอยู่ที่ 75,000-78,000 คันนั้น เชื่อว่าวันนี้เป้าหมายดังกล่าวยังมีความเป็นไปได้อย่างแน่นอนเห็นได้จากยอดการจำหน่ายรถยนต์ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา มียอดขายสะสมกว่า 400,000 คัน

ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างสูงกว่าปกติตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากตลาดรถยนต์โดยรวมเฉลี่ยจะเริ่มมีการเติบโตเมื่อเข้าสู่เดือนกรกฎาคมไปแล้ว แต่ปีนี้ถือว่าการเติบโตที่ผิดปกติและมีดีมานด์มาตั้งแต่ช่วงต้นปี ประกอบกับค่ายรถยนต์หลาย ๆ ค่ายมีแผนจะทยอยส่งรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมาสด้าด้วย

"ปีนี้ตลาดผิดปกติแต่ก็ถือว่ายังผิดปกติไม่เท่าปีที่แล้ว ค่ายรถยนต์ทุกค่ายมองว่าตัวเองจะเติบโตเหมือนกันหมด ทำให้ช่วงปีที่ผ่านมามีการประกาศขยายกำลังการผลิตกันค่อนข้างมาก ทำให้ปีนี้กำลังการผลิตที่ถูกเพิ่มมานั้น ทุกคนต้องพยายามกันตั้งแต่ต้นปี แต่ทุกคนลืมมองไปว่าก้อนเค้กที่เคยมีมันเล็กลง ดังนั้น ภาพที่เห็นคือค่ายรถต่างพยายามแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างดุเดือด"

นิสสันดันไทยศูนย์อะไหล่โลก ประกาศรักษาแชมป์อีโคคาร์ เล็งเข็นรถ3รุ่นใหม่แย่งตลาด

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
updated: 03 พ.ค. 2556 เวลา 12:35:02 น.
นายทาคายูกิ คิมูระ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ผลงานปีงบประมาณ 2555 ในส่วนตลาดประเทศไทยในปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งประวัติการณ์ของอุตสาหกรรมยาน ยนต์ ได้เกิดสถิติที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อน ผลประกอบการนั้นเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัทนิสสันที่มียอดขายสูงสุดมากถึง 138,000 คัน โดยยอดขายสูงสุดอยู่ในเดือนพฤศจิกายนที่ 16,000 คัน และเดือนมีนาคมมากกว่า 20,000 คัน ส่วนยอดขายรถยนต์อีโคคาร์ ของมาร์ชและอัลเมร่านับตั้งแต่เปิดตัวได้ทะลุจำนวน 200,000 คัน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายทาคายูกิกล่าวว่า สำหรับแผนนิสสัน พาวเวอร์ อัพ 2016 ยังคงเป็นไปตามแผน สามารถบรรลุเป้าหมายมากกว่าที่ประกาศไว้ในช่วงแรกเริ่ม ส่วนแบ่งทางการตลาดช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่ 10% ขณะนี้มีจำนวนโชว์รูมทั้งสิ้น 183 แห่ง และยังครองส่วนแบ่งทางการตลาด 50% ในกลุ่มรถยนต์อีโคคาร์ นอกจากนี้ปีงบประมาณ 2555 ที่ผ่านมา ยังมีเรื่องสำคัญอื่นๆ อีก คือ การลงทุน 11,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานใหม่ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 4 รุ่นนิสสัน อัลเมร่า ซิลฟี พัลซาร์ และบิ๊ก เออร์แวน การส่งเริมการใช้วิศวกรท้องถิ่นในอาเซียน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการนำความต้องการของลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมและตอบสนอง ความต้องการของตลาดให้รวดเร็วและดีมากขึ้น

นายทาคายูกิกล่าวว่า ปีงบประมาณ 2556 คงจะเป็นปีที่ต้องใช้ความพยายามกันมากขึ้น จากสถานการณ์ทางการตลาดก็คงจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าเป็นปีที่ท้าทายเป็น อย่างมาก ดังนั้น จึงได้เตรียมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างน้อย 3 รุ่น แผนงานที่จะมาเพิ่มความพึงพอใจเกินความคาดหวังของลูกค้า นอกจากนี้ ยังได้จัดรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกเพื่อเพิ่มทางเลือกและตอบสนองความต้อง การของลูกค้าเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์นิสสันให้มากขึ้น และเป็นศูนย์กลางอะไหล่สำหรับทั่วโลก และสุดท้ายคือเพิ่มกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม ในส่วนของเป้ายอดขาย เราจะยังคงไว้ที่ 120,000 คัน รักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์อีโคคาร์ เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นจำนวนตัวเลขสองหลัก เพิ่มเครือข่ายและจำนวนโชว์รูมเป็น 210 แห่งในปีงบประมาณ 2556 เรามีความเชื่อมั่น นิสสัน ประเทศไทยว่ายังเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ต่อไป

"คาดว่ายอดขายทั่วโลกจะอยู่ที่ 79.4 ล้านคัน ยอดขายของนิสสันมอเตอร์จะอยู่ที่ 4.9 ล้านคัน นับเป็นยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าจะมีความท้าทาย แต่เราก็ยังอยู่ในจุดที่ดีและยังคงเป็นไปตามเป้าของแผน นิสสัน พาวเวอร์ (Nissan Power) เดือนธันวาคมในปี 2556 นี้ นิสสันมอเตอร์ฯจะฉลองครบรอบ 80 ปี ของการดำเนินกิจการในญี่ปุ่น จะเป็นปีที่ท้าทายและน่าตื่นเต้นมากสำหรับนิสสัน" นายทาคายูกิกล่าว




ที่มา มติชนรายวัน

นิปปอนเพนต์ทุ่มผุดศูนย์R&D หนุนไทยฮับเอเชีย

updated: 03 พ.ค. 2556 เวลา 15:40:30 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid
"นิปปอนเพนต์" ดันไทยเป็นฮับเอเชีย เทงบฯ 300 ล้าน ผุดศูนย์อาร์แอนด์ดี ดึงช่างซ่อมทั่วเอเชียเข้าอบรม หวังพัฒนาต่อยอดธุรกิจขยายตลาด ตั้งเป้ายอดขายเบอร์หนึ่งในเอเชีย พร้อมรุกตลาดสีพ่นซ่อมระดับพรีเมี่ยม ส่งสินค้าใหม่ลงตลาด 2 รุ่น หวังยอดขายโต 30% จากตลาดรวมโตเฉลี่ย 5-8% คาดปีนี้โกยรายได้สีพ่นซ่อม 1,200 ล้านบาท

นายสืบพงศ์ พูนศรัทธา ประธานบริหาร บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดสีพ่นซ่อมว่า ในปีนี้ตลาดรวมน่าจะมีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท มีการเติบโตราว 5-8% และตลาดน่าจะเติบโตในตัวเลขดังกล่าวต่อเนื่องไปอีกหลายปี ตามภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ตลาดเติบโตเฉลี่ยเพียง 2-5%

ซึ่งแนวโน้มความต้อง การของตลาดในอนาคตนั้นจะมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทั้งในด้านความสวยงาม ความทนทาน และแห้งเร็ว ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการทำงานของอู่ซ่อมสีลง

ล่าสุดบริษัท ได้แต่งตั้งให้ประเทศไทยเป็นฐานของธุรกิจสีพ่นซ่อมในภูมิภาคเอเชีย บริษัทจึงได้ลงทุนมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท เพื่อรองรับงานใน 3 ด้าน คือศูนย์พัฒนาและวิจัย, ศูนย์กลางการผลิตแม่สีผสม และศูนย์ฝึกอบรม ที่บริษัทได้ขยายการก่อสร้างอาคารเทรนนิ่งเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่อำเภอ พระประแดง ด้วยงบประมาณ40-50 ล้านบาท

เพื่อรองรับผู้เข้าอบรมและ พัฒนาฝีมือช่างทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มมีช่างฝีมือจากหลายประเทศในอาเซียน รวมถึงจีนและอินเดียเริ่มเข้ามาฝึกอบรมแล้ว ส่งผล

ให้บริษัทได้ เปรียบทั้งการทำตลาดในประเทศ และการขยายตลาดสู่ประชาคมอาเซียน รวมถึงขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จากที่ได้เริ่มเข้าไปศึกษาตลาดในประเทศพม่า กัมพูชา ลาว บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อไปสู่เป้าการเป็น 1 ใน 5 ผู้นำของตลาดสีพ่นซ่อมรถเป็นอันดับที่ 3 ภายใน 10 ปี

ซึ่งในประเทศ ไทยตั้งเป้าจะเป็นผู้นำของตลาดสีพ่นซ่อมของเอเชียด้วยกลยุทธ์หลัก คือการสร้างมูลค่าเพิ่มของตราสินค้า การพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ การตรวจสุขภาพทางการเงินในการดำเนินงาน

ซึ่งบริษัทตั้งเป้ามีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดเอเชียราว 20% ด้วยมูลค่าราว 18,000-20,000 ล้านบาท จากตลาดรวม มูลค่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจสีพ่นซ่อม 1,200 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 33% และมีส่วนแบ่งการตลาด 30% จากปีก่อนหน้าที่รายได้ 900 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 24% ขณะที่รายได้รวมนั้น ในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 9,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ 7,200 ล้านบาท

ด้านนายทวีชัย ตังธนาวิรุตม์ ผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจสีพ่นรถยนต์ "นิปปอนเพนต์" เปิดเผยการขยายธุรกิจสีพ่นซ่อมในปีนี้จะมุ่งเน้นที่นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเจาะกลุ่มสินค้าระดับพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น

จึงได้แนะนำ ผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ "แนกซ์ คริสตัล 9905 มิเรอร์ อิมเมจ เคลียร์ 2K 2:1" (Nax Crystal 9905 Mirror Image Clear 2K 2:1) เคลียร์เคลือบเงาที่พัฒนามาจากเทคโนโลยี "ไซกลาซ" (CyGLAZ) และ "แนกซ์ พรีมิล่า 9800 เอชพี วีโลซิตี้ เคลียร์ 2K 2:1" (Nax Premila 9800 HP Velocity Clear 2K 2:1) พร้อมตั้งเป้ารายได้สำหรับทั้งสองผลิตภัณฑ์ที่ 25 ล้านบาท หรือคิดเป็นมาร์เก็ตแชร์ 10%

ในตลาดสีพ่นซ่อมเกรดพรีเมี่ยม โดยเตรียมงบฯการตลาด มูลค่า 70 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์มากขึ้น ทั้งสื่ออะโบฟเดอะไลน์ สื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย และบีโลว์เดอะไลน์

"ในส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายสำหรับ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังคงใช้ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ซึ่งได้ส่งทีมขายที่มีความรู้ด้านเทคนิคเข้าไปให้คำแนะนำการใช้งาน รวมถึงมีแผนการจัดสัมมนาที่ศูนย์เทรนนิ่งแห่งใหม่ เพื่อแนะนำและสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มศูนย์บริการของค่ายรถยนต์ และอู่สีต่าง ๆ ด้วย"

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"มิตซูบิชิ" ชูไทยเป็นฐานผลิตโลก
21 มีนาคม 2556 เวลา 11:10 น

"มิตซูบิชิ" ชูไทยเป็นฐานผลิตโลก
ที่มาhttp://www.posttoday.com/
มิตซูบิชิ ผุด อาร์แอนด์ดี ในไทย พร้อมทุ่ม 1,000 ล้านบาทเพิ่มกำลังผลิต ดันไทยเป็นฐานส่งออกรถเล็ก

นายโอซามุ มาสุโกะ ประธานบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมย้ายฐานการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) บางส่วนจากประเทศญี่ปุนมายังประเทศไทย เพื่อการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการวิจัยและพัฒนาคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตในไทย รวมถึงการเพิ่มบทบาทในการพัฒนารุ่นไมเนอร์เชนจ์ สำหรับตลาดในประเทศไทย พร้อมทั้งเพื่อค้นคว้าข้อมูลแนวโน้มการตลาดและเทคโนโลยีตลาดอาเซียน

ทั้งนี้ แผนดังกล่าวจะมีการเพิ่มจำนวนวิศวกรชาวไทยและญี่ปุ่นในหน่วยงานอาร์แอนด์ดี เป็น 120 คน จากที่มีอยู่ 40 คน รวมถึงการเพิ่มอุปกรณ์เครื่องมือและสนามทดสอบรถยนต์มาตรฐาน เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการวิจัยและพัฒนา และฐานผลิตที่สำคัญที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ระดับโลก

“การย้ายฐานวิจัยดังกล่าวมายังประเทศไทยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาภายใน 2 ปีต่อจากนี้ ในการพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว” นายมาสุโกะ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทที่ผ่านมาได้รับผลกระทบต่อบริษัทบางส่วน ซึ่งความกังวลในแรงงานภาคอุตสาหกรรมหลังจากนี้มองว่า แนวโน้มแรงงานจะไม่เพิ่มปริมาณมากนักซึ่งอยู่ในระดับ 40 ล้านคน ซึ่งบริษัทวางแผนการแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กเพื่อส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก จากเดิมที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถกระบะสำคัญของบริษัทเพื่อการส่งออกไปยัง 140 ประเทศทั่วโลก

บริษัทมีเป้าหมายในการส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 3 ล้านคันภายใน 34 ปีจากนี้ หลังจากบริษัทได้มีการส่งออกครบจำนวน 2 ล้านคันไปเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา

นายมาสุโกะ กล่าวถึงการเข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า มีการพูดคุยให้บริษัทผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมิตซูบิชิพร้อมสนับสนุน แต่ต้องมีตนได้กล่าวว่า บริษัทคำนึงถึงสภาะแวดล้อมการผลิตประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งหากมีผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริด และรถไฟฟ้าในประเทศไทยก่อน ถึงจะพิจารณาการลงทุนผลิตรถประเภทดังกล่าวในไทย

นายโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า แผนลงทุนในปี 2556 นี้จะใช้เงินลงทุนอีก 1,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 5 หมื่นคัน ในโรงงานผลิตรถยนต์แห่งที่ 3 ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ที่ผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 5.1 แสนคัน จากเดิมมีกำลังการผลิตรวมจำนวน 4.6 แสนคัน ภายในปี 2556

ทั้งนี้ ในปี 2556 ตั้งเป้าส่งออกเพิ่มเป็น 3.4 แสนคัน จากปีก่อนส่งออก 2.8 แสนคัน จากปัจจัยความต้องการในตลาดรถยนต์ทั่วโลกเริ่มมีความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับในไทย เบื้องต้นบริษัทได้คงเป้าหมายการจำหน่ายไว้ที่ 1.3 แสนคัน

KTBL ยึดงานมอเตอร์โชว์ 2013 เปิดตัว Universal Leasing

ที่มา http://www.dbbnews.com/index.php/vehicle/
นับได้ว่า  บริษัท  กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง  หรือ  KTBL  บริษัทลูกของธนาคารกรุงไทยเปิดตัวได้อย่างยิ่งใหญ่ในงานมอเตอร์โชว์  2556  ครั้งที่  34  ที่เพิ่งจบไปเมื่อวันที่  7  เมษายน  2556  ที่ผ่านมาโดยได้สร้างสีสัน  และถูกกล่าวขวัญถึงเป็นจำนวนมากจากลูกค้าภายในงาน  เนื่องจากบริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลาย  และมาพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่น่าสนใจทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์

บริษัท  กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง  เป็นบริษัทลีสซิ่งแห่งแรกและแห่งเดียวในตอนนี้ที่ให้บริการสินเชื่อแบบครบวงจรภายใต้สโลแกน  “Universal  Leasing”  เป็นเครื่องยืนยันความเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งที่ให้บริการได้ครอบคลุมทุกประเภทสินเชื่อ

การดำเนินงานภายใต้หลักการเบื้องต้นที่ต้องการเป็น  Universal  Leasing  นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  และยังต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพที่พิจารณาควบคู่กับการใช้ระบบไอที  ซึ่งทางบริษัทให้ความสำคัญและมีการพัฒนาระบบมาอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ถือได้ว่าเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

จุดเด่นของการนำระบบไอทีมาใช้นั้นนอกจากจะช่วยลดขั้นตอนการทำงานของพนักงานแล้ว  ยังช่วยย่นระยะเวลาการอนุมัติสินเชื่อให้เร็วขึ้น  จึงนับได้ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีของบริษัท  KTBL  และมุ่งสู่การรักษาฐานที่มั่นในเรื่องการให้บริการด้านสินเชื่อทุกอย่างที่มีล้อ  อีกทั้งยังมีช่องทางการติดต่อและผ่อนชำระค่าบริการสินเชื่อที่แพร่หลายครอบคลุมทั่วประเทศผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย  และสาขาของบริษัท  KTBL  เอง

“พี่ตุ้ย”  ภิญญาวัฒน์  จันทรกานตานนท์  กรรมการผู้จัดการ  บริษัท  กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง  หรือ  KTBL  ย้ำว่าแผนการดำเนินงานของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จและสามารถทำนิวไฮได้ทุกปี  โดยเฉพาะยอดการปล่อยสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมานั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  โดยปีที่ผ่านมาสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้สูงถึงกว่า  25,000  ล้านบาท  และเพิ่มเป็น  30,000  ล้านบาทในปีนี้  โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ไปแล้วกว่า  9,000  ล้านบาท

“พี่ตุ้ย”  จึงบอกอย่างมั่นใจว่าปีนี้จะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้เพิ่มจากปีก่อนตามเป้า  30,000  ล้านบาทอย่างแน่นอน  และเมื่อวันที่  15  มีนาคม  2556  ที่ผ่านมาได้รับโอนสินเชื่อเช่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกลับมาจากธนาคารกรุงไทยยิ่งทำให้บริษัทมีความพร้อมในการเป็น  Universal  Leasing  และสามารถทำกลยุทธ์ที่สอดประสานกับธนาคารแม่ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นส่งผลให้บริษัทเป็นรายแรก  และรายเดียวที่เป็น  Universal  Leasing  ในขณะนี้

อนึ่ง  การเป็นผู้นำในด้าน  Universal  Leasing  นั้นเป็นเรื่องที่ยาก  แต่การรักษานั้นกลับยากยิ่งกว่า  ซึ่งเรื่องนี้ทาง  “พี่ตุ้ย”  ย้ำว่าในแง่ของผู้นำบริษัทต้องรักษาสถานะเอาไว้  ขณะที่ถ้าพิจารณาถึงขนาดของอุตสาหกรรมนั้นยังต้องการที่จะขยับขยายเพิ่มเติม  และเติบโตติดอันดับ  1  ใน  5  ในอีกไม่เกิน  1-2  ปีข้างหน้า  โดยจุดเด่นหลังจากที่บริษัท  KTBL  ได้วางโครงสร้างเอาไว้เป็นอย่างดีในช่วงที่ผ่านมายิ่งช่วยทำให้สามารถรักษาสถานะดังกล่าวเอาไว้ได้ในตอนนี้และในอนาคต  โดยนอกจากจะต้องทำให้องค์กรมีขนาดใหญ่  และดูแลรักษาคุณภาพการปล่อยสินเชื่อที่ดีแล้ว  ยังต้องสร้างสมดุลของทั้ง  2  ด้านไปพร้อม  ๆ  กันจึงยิ่งช่วยทำให้การเติบโตเป็นไปอย่างยั่งยืนและยาวนาน

“พี่ตุ้ย”  ทิ้งท้ายว่าถ้าบริษัท  KTBL  ทำได้ตามนี้จะสามารถรักษาการเป็นผู้นำในตลาดได้  และยังเชื่อมั่นว่าในช่วง  3-4  ปีนี้ยังสามารถสร้างนิวไฮได้อย่างต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่าทางกรุงไทยธุรกิจลีสซิ่งนั้นมีพัฒนาการเติบโตมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา  และมุ่งมั่นสู่การเป็น  Universal  Leasing  อย่างยั่งยืนโดยเปลี่ยนระบบการทำงานจากเอกสารมาใช้เป็นระบบไอที  และในช่วงครึ่งปีหลังยังเตรียมเปิดตัวสินเชื่อ  “รถหมุนเงิน”  เป็นสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่จะมาช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับผู้ขับขี่  และจะช่วยเพิ่มยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับบริษัทด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

โตโยต้าปลื้มยอดขายไฮบริดทะลุ 5 ล้านคัน

โตโยต้าปลื้มยอดขายไฮบริดทะลุ 5 ล้านคัน
วันพุธที่ 17 เมษายน 2556 เวลา 12:58 น.

ที่มา http://www.dailynews.co.th/world/197921
http://www.autospinn.com/2013/04/toyota-lexus-record-5-millionth-hybrid/
โตโยต้า ยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ของญี่ปุ่น เผยยอดขายรถยนต์ไฮบริดทั่วโลก พุ่งมากกว่า 5 ล้านคันแล้ว และเตรียมเปิดตัวรุ่นใหม่ ๆ อีกกว่า 10 รุ่นในเวลาอันใกล้นี้


ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นออกมาระบุเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ยอดขายรถไฮบริดทั้งของแบรนด์ Toyota และ Lexus ทะลุหลัก 5 ล้านคันเป็นครั้งแรกในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมของปีนี้ ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นับตั้งแต่เริ่มขายรถไฮบริดคันแรกในปี 1997

Honda-Brio-Prototype-Large

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ว่า โตโยต้า บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่แดนอาทิตย์อุทัย เปิดเผยว่า ยอดขายทั่วโลกของรถยนต์โตโยต้าพันธุ์ผสม “ไฮบริด” พุ่งทะลุ 5 ล้านคันไปแล้ว ซึ่งถือเป็นความสำคัญสำหรับเทคโนโลยีนี้ที่เปิดตัวตอนแรกได้รับการตอบรับด้วยความเคลือบแคลงสงสัย โดยยอดขายรถยนต์ไฮบริดเมื่อสิ้นสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อยู่ที่ 5.125 ล้านคัน โดยโตโยต้า เริ่มขายรถยนต์ไฮบริดรุ่น “พรีอุส” ซึ่งเป็นรถยนต์โดยสารไฮบริดคันแรกของโลก ในปี 2540 ส่วนยอดขายรถยนต์ไฮบริด ขณะนี้ ครองส่วนแบ่งตลาดยอดขาดทั่วโลกได้ร้อยละ 14 และร้อยละ 40 ในญี่ปุ่น

ทั้งนี้ โตโยต้า ขายรถยนต์โดยสารไฮบริด 19 รุ่น และเป็นแบบไฮบริดเสียบปลัก รุ่นหนึ่ง และกำลังจะออกใหม่อีก 18 รุ่นจากช่วงเวลานี้ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2558 เทคโนโลยีไฮบริดได้รับการตอบรับด้วยความเคลือบแคลงสงสัยในตอนแรก แต่ปัจจุบันนี้ ได้รับการยอมรับจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากทั่วโลก.


ปัจจุบัน Toyota และ Lexus จัดจำหน่ายรถไฮบริดรวม 20 รุ่นใน 80 ประเทศทั่วโลก โดยเริ่มจาก Prius เป็นรุ่นแรก ซึ่งถือเป็นยนตรกรรมลูกผสมที่เปลี่ยนทัศนคติของผู้ใช้รถไปอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นกุญแจสำคัญนำมาสู่ความสำเร็จในวันนี้

“การเปิดตัว Prius เจนเนอเรชั่นแรกส่งผลเกินกว่าความคาดหมายของเรา นอกจากยกระดับความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมในตัวผู้บริโภคแล้ว ยังช่วยยกระดับการรับรู้ในรถไฮบริดให้เพิ่มขึ้นด้วย” Takeshi Uchiyamada รองประธานใหญ่ของ Toyota Motor Corporation กล่าว “ความเข้าใจในรถไฮบริดของผู้บริโภคในช่วงต้น นับเป็นรากฐานสำคัญอันแข็งแกร่ง ทำให้ผู้บริโภคสนับสนุนรถไฮบริดของ Toyota อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา”

Toyota ระบุด้วยว่ารถไฮบริดจำนวน 5 ล้านคันที่จำหน่ายออกไปนั้นช่วยประหยัดการใช้น้ำมันลงได้ถึง 3,000 ล้านแกลลอนและลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 34 ล้านตัน

ฟอร์ด โอดบาทแข็งกระทบส่งออกรถยนต์


“ฟอร์ด มอเตอร์” ชี้บาทแข็งกระทบอุตสาหกรรมส่งออกรถยนต์

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/auto-mobile
นายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ผู้บริหาร บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ได้เดินทางมาพบกับตนเพื่อหารือเรื่องการลงทุนในประเทศไทย ทั้งนี้ทางฟอร์ดได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากได้ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันฟอร์ดมีโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย และมีการส่งออกรถยนต์จากไทยไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทำให้อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์เพื่อส่งออกได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

“ฟอร์ดบอกว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก โดยหากดูสถานการณ์เงินบาทไทย ไทยแข็งค่าขึ้นถึง 10% ขณะเดียวกันค่าเงินเยนอ่อนค่าลงมา 25% หากรวมกันแล้วผู้ประกอบการก็เจอปัญหาค่าเงินที่กระทบกับการส่งออกแล้ว 35% จึงต้องมาขอให้ช่วยหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนไม่ให้สถานการณ์ค่าเงินแข็งค่าอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ขณะที่เงินเยนก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอีก ซึ่งสถานการณ์แบบนี้กระทบภาคส่งออกสูง”นายโอฬารกล่าว

นายโอฬาร กล่าวว่า เบื้องต้นได้ชี้แจงให้ตัวแทนของบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ทราบว่ารัฐบาลจับตาดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยมีการติดตามดูข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเชื่อว่า ธปท.ก็จะพิจารณาโดยดูปัจจัยรอบด้าน ทั้งด้านการทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น และไม่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจนเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ส่งออกมากเกินไป

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

เบนซ์ เดินเกมรุกสร้างความแข็งแกร่งการบริการ เปิดตัวดีลเลอร์ใหม่อีก 4 แห่ง

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำผู้นำตลาดรถยนต์หรูติดต่อกัน 12 ปีซ้อน จับมือผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ปรับภาพลักษณ์และ มาตรฐานการบริการ "My Service" เพิ่มการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าเป็นพิเศษเฉพาะรายบุคคล เพื่อความพึงพอใจสูงสุด พร้อมเปิดตัวผู้จำหน่ายอีก 4 แห่งสยายปีกครอบคลุมทั่วประเทศ เตรียมพร้อมการขยายรถยนต์รุ่นใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
นายมาร์ทิน ชูลซ์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความสำเร็จของเมอร์เซเดส-เบนซ์ซึ่งสามารถทำสถิติยอดขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์สูงถึง 6,274 คัน  เติบโตจากปีก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 34%  ส่วนยอดจำหน่ายในปีนี้สำหรับ 2 เดือนแรกอยู่ที่ 1,123 คัน เติบโตขึ้น 45% เทียบจากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จดังกล่าว มาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด อาทิ A-Class, CLS 250 CDI, CLS 250 Shooting Brake, C 180 Coupe  เป็นต้น ที่สำคัญคือได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ      
  
โดยในปี 2556 เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงจะเดินหน้าในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดอีกหลากหลายรุ่น อาทิ The new E-Class รุ่นใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในงาน Bangkok International Motor Show  โดยเป็นการเปิดตัวเทคโนโลยี BlueTEC HYBRID เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดครั้งแรกในประเทศไทยด้วย โดยได้รับความร่วมมือกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ทั้งก่อนและหลังการขายต่อไป
"จากการปรับปรุงภาพลักษณ์โชว์รูมและมาตรฐานศูนย์บริการ ตลอดจนขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย เราได้ใช้เงินลงทุนของดีลเลอร์และเงินสนับสนุนของเมอร์เซเดส-เบนซ์รวมประมาณ 1 พันล้านบาท  โดยมีการเพิ่มดีลเลอร์ใหม่อีก 4 แห่ง ทำให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมทั้งสิ้น 31 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ แบ่งออกเป็นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 16 แห่ง และในต่างจังหวัด จำนวน 15 แห่ง ซึ่งโชว์รูมและศูนย์บริการทุกแห่งจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานระดับเดียวกันกับผู้จำหน่ายอื่นๆ ทั่วโลก"
สำหรับผู้จำหน่ายใหม่ในกรุงเทพได้มีการแต่งตั้ง 2 แห่งได้แก่ โชว์รูมสตาร์แฟลก บนถนนวิภาวดีรังสิต บริหารงานโดย คุณสุขุม ธรรมมณีวงศ์ และคุณชยุส ยังพิชิต  และอีกโชว์รูมตั้งอยู่บนถนนพระราม 2 ตรงข้ามเซ็นทรัลพระราม 2 บริหารโดยคุณบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ ซึ่งโชว์รูมทั้ง 2 แห่ง จะสามารถเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2556 ส่วนผู้จำหน่ายใหม่ในต่างจังหวัด คือ โชว์รูมตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา บริหารงานโดย คุณชาตรี เรืองพัฒนา และโชว์รูมใหม่ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บริหารงานโดย คุณเสรินทร์ ตั้งสัจจธรรม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยโชว์รูมทั้ง 2 แห่ง จะเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2556 นี้ 
"ที่โดดเด่นคือโชว์รูมสตาร์แฟลก ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนนวิภาวดีรังสิต บนเนื้อที่ 1.5 ไร่ เป็นคอมเพล็กซ์ตึกเหนือและตึกใต้ อาคารสูงถึง 6 ชั้น โดยมีพื้นที่จัดโชว์ทั้งรถยนต์ใหม่  รถยนต์ใช้แล้ว  และAMG Accessories Boutique พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึง Sky Lounge ระดับไฮคลาสสำหรับรับรองลูกค้า และมีศูนย์บริการที่มีจำนวนช่องซ่อมถึง 45 ช่องซ่อม สามารถรองรับรถที่เข้ามาใช้ในศูนย์บริการประมาณ 5,000 คันต่อปี ซึ่งโชว์รูมสตาร์แฟลกจัดเป็นโชว์รูมใหญ่ระดับ flagship แห่งแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในไทยด้วย
"

‘ดูปองท์’ รุกตลาดรถยนต์ เปิดศูนย์บริการเคลือบแก้วแห่งแรกในไทย


ภาพhttp://www.mz-thailand.com/
ที่มา http://www.thaipost.net/x-cite/080313/70565
ดูปองท์ รีฟินิช ผู้นำระบบสีพ่นรถยนต์ของโลก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคลือบสีรถยนต์ไฮเอนด์ “HyperCoat? Pro by DUPONT” ผลิตภัณฑ์เคลือบแก้วนวัตกรรมล่าสุดจากดูปองท์ ที่รวมคุณสมบัติโดดเด่นของการเคลือบแก้ว เคลือบแข็ง และเทฟลอน เพื่อปกป้องสีรถยนต์ให้เงางามตลอดเวลา คงทน ดูแลรักษาง่าย ประกาศแต่งตั้งเมืองไทย เยนเนอรัล (MTG) ยักษ์ใหญ่วงการอุตสาหกรรมผ้าคลุมรถเป็นตัวแทนจำหน่าย พร้อมเปิดศูนย์ให้บริการเคลือบแก้วแห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ ‘เอ็มทีจี คาร์เมติค’ (MTG Carsmetic) รองรับกลุ่มลูกค้าคนรักรถระดับบน ทั้งรถใหม่และรถที่ใช้งานในปีแรกซึ่งมีกว่า 50,000 คันต่อปี

    นายโกมล ลาภพรหมรัตน กรรมการผู้จัดการบริษัท เมืองไทย เยนเนอรัล จำกัด (MTG) เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดรถยนต์มีการขยายตัวดีมากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากนโยบายคืนภาษีให้ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกของภาครัฐ ที่ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ขณะที่ค่ายรถยนต์เริ่มทยอยส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้า ดังนั้นทางบริษัท ดูปองท์ รีฟินิช (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคลือบสีรถยนต์ไฮเอนด์ ในชื่อ “HyperCoat? Pro by DUPONT” เพื่อรองรับความต้องการใช้งานสีพ่นซ่อมรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น โดยเป็นผลิตภัณฑ์เคลือบแก้วนวัตกรรมล่าสุดจากดูปองท์ที่รวมคุณสมบัติโดดเด่นของการเคลือบแก้ว เคลือบแข็ง และเทฟลอน เพื่อปกป้องสีรถยนต์ให้เงางามตลอดเวลา คงทน ดูแลรักษาง่าย ทั้งนี้ดูปองท์ได้ชูจุดแข็งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตชั้นสูงจาก Teflon จนเป็นผลิตภัณฑ์ HyperCoat? Pro by DUPONT ที่มีคุณสมบัติในเรื่องความแข็ง ลื่น และปกป้องรอยขีดข่วนและสิ่งสกปรก โดยสามารถคงรักษาสีรถยนต์ให้เกิดความเงางามได้ยาวนานขึ้น

    นอกจากนี้ยังได้แต่งตั้งให้ทางเมืองไทย เยนเนอรัล (MTG) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมผ้าคลุมรถยนต์เป็นผู้แทนจำหน่าย เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพในการทำตลาดของเมืองไทย เยนเนอรัล (MTG) ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำตลาดผ้าคลุมรถยนต์ที่เข้าใจถึงพฤติกรรมของลูกค้าที่รักรถ ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้ากลุ่มเดียวกับผลิตภัณฑ์เคลือบแก้วของดูปองท์ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าคนรักรถระดับบนที่เป็นรถใหม่และรถยนต์ระดับบนที่ใช้งานในปีแรก ซึ่งคิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี และเพื่อรองรับการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น บริษัทได้ทุ่มงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทเปิดศูนย์ให้บริการเคลือบแก้ว HyperCoat? Pro by DUPONT ภายใต้แนวคิด Carsmetic หมายถึง Car + Cosmetic ให้แก่กลุ่มลูกค้าคนรักรถที่ต้องการดูแลรถยนต์ให้เงางามเหมือนใหม่อยู่เสมอ โดยศูนย์บริการเคลือบแก้วภายใต้ชื่อ MTG Carsmetic แห่งแรกตั้งอยู่บนถนนพระราม 2 บนพื้นที่ 600 ตารางเมตร ซึ่งเป็นศูนย์บริการครบวงจร สามารถรองรับกลุ่มลูกค้าคนรักรถเข้ามาใช้บริการประมาณ 200 คันต่อเดือน นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะขยายเปิดศูนย์บริการเคลือบแก้วเพิ่มขึ้นอีกทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยาอีกด้วย.

นายโกมล ลาภพรหมรัตน

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Lexus อย่ายอมแพ้คำว่า “ทำไม่ได้”

Lexus อย่ายอมแพ้คำว่า “ทำไม่ได้”


ในปี 2002   Lexus ขึ้นแท่นเป็นเป็นอันดับหนึ่งในตลาดรถหรูของสหรัฐอเมริกา ทิ้งคู่แข่งอย่าง Mercedes Benz  BWM และ Volvo ไว้ข้างหลัง ชนิดแทบไม่เห็นฝุ่น  แต่ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะเป็นรถยนต์ที่หลายคนชื่นชม ทีมงาน Lexus ต้องฝ่าฟันคำสบประมาทว่า ทำไม่ได้มานักต่อนัก



ไม่อยากเป็นรถชั้นสอง


วันหนึ่ง ยูกิยาสึ  โตโก  ผู้ บริหารคนหนึ่งของโตโยต้าสาขาเซาท์แคลิฟอร์เนีย เริ่มสังเกตว่าเพื่อนๆ ของเขา ซึ่งต่างก็เป็นผู้บริหารมีฐานะ ไม่เหลียวแลโตโยต้าเลยเมื่อจะซื้อรถยนต์สักคันหนึ่ง ผู้บริหารเหล่านี้เห็นว่ารถ Benz หรือ BMW ดูจะเหมาะกับตนเองมากกว่า  ความจริงข้อนี้รบกวนใจโตโกนัก  เขาไม่พอใจที่เพื่อนๆ มองว่าโตโยต้าเป็นรถยนต์ชั้นสอง  โตโกเชื่อว่า ในเมื่อสามารถผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพและประหยัดน้ำมันจนเป็นที่ยอมรับได้ ทำไมโตโยต้าจะผลิตรถยนต์หรูๆ ระดับเดียวกับ Mercedes Benz ไม่ได้ จากจุดนี้เองที่ความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ได้เริ่มต้น



องค์กรอนุรักษ์นิยม


เมื่อตัดสินใจแล้ว  โตโกก็ได้คิดว่า  ถ้า โตโยต้าจะผลิตรถยนต์ให้ได้รับการยอมรับในตลาดระดับสูง บางทีอาจต้องหาช่องทางการขายใหม่ และสร้างชื่อยี่ห้อใหม่เลยทีเดียว เขานำความคิดนี้เสนอฝ่ายบริหาร  แต่เนื่องจากโตโยต้านั้นขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยม ทั้งรูปแบบการบริหาร ไปจนถึงวิถีทางการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ  ดังนั้น ข้อเสนอของโตโกที่จะให้หันมาจับตลาดรถหรูจึงเป็นเรื่องยากจะรับได้  ผู้บริหารส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากในยุคนั้น ตลาดรถยนต์ระดับบนเปรียบเหมือนกับแดนสนธยาสำหรับโตโยต้า  ชาว โตโยต้าต่างรู้สึกหวั่นหวาดเมื่อต้องก้าวออกไปนอกกรอบอันมั่นคงที่ใช้มานาน แถมยังต้องแข่งขันกับเจ้าตลาดอย่างรถยนต์จากยุโรป ยิ่งได้ตระหนักว่าจะต้องพัฒนารถยนต์ขึ้นมาใหม่ และต้องสร้างแบรนด์ใหม่ด้วยแล้ว ความคิดของโตโกจึงเป็นเรื่องเสี่ยงมากเลยทีเดียว  อย่างไรก็ตาม  หลังจากถกเถียงกันอย่างหนัก ในที่สุด โตโกก็ผลักดันให้โครงการ Lexus เกิดขึ้นได้



เสี่ยงอย่างมีหลักการ


เนื่องจากโครงการนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด  โตโยต้าจึงมอบหมายให้หัวหน้าวิศวกรมือหนึ่งอย่าง อิจิโร ซูซูกิ เป็นผู้ดำเนินการ  ซูซูกินั้นเป็นลูกหม้อโตโยต้าขนานแท้ เพราะเขาไม่ยอมตัดสินใจสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่พิจารณาข้อมูลทุกแง่มุมให้ถี่ถ้วนเสียก่อน  เขาเริ่มต้นรวบรวมข้อมูลโดยสัมภาษณ์แบบ Focus Group  ผู้ถูกสัมภาษณ์คือผู้ใช้รถยนต์  Benz   BMW    Audi  และ Jaguar  โดยสอบถามเหตุผลที่เลือกซื้อรถยนต์ยี่ห้อนี้ และเหตุผลที่ปฏิเสธรถยนต์ยี่ห้ออื่น

                ผลการสัมภาษณ์นั้นเป็นไปดังที่เราคาดเดาได้ เพราะคนที่เลือก Benz นั้นเห็นแก่คุณภาพ มูลค่า และความคงทน  ขณะที่คนขับ BMW เห็นแก่สไตล์และการใช้งาน ส่วนคนที่เลือก Volvo ก็เพราะต้องการความปลอดภัยและคุณภาพน่าเชื่อถือ 

                เมื่อ ซูซูกิให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เปรียบเทียบระหว่างรถยนต์จากยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น เขาก็ตระหนักว่า รถยนต์จากญี่ปุ่นนั้น แม้จะเป็นที่ยอมรับว่า มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ แต่ไม่เคยดูเป็นรถยนต์ที่หรูหรามีระดับเลย

                เมื่อเจาะลึกความคิดเห็นของลูกค้ารถ Mercedes Benz ซู ซูกิรู้สึกหงุดหงิดมากที่พบว่า สิ่งที่คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ ภาพลักษณ์ที่หรูหรา และสถานภาพทางสังคม รองลงมาจึงเป็นคุณภาพ  มูลค่าเมื่อขายต่อ  สมรรถนะในการขับขี่ และความปลอดภัย เรียงตามลำดับ



ระบุเป้าหมาย


ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ทำให้ซูซูกิตัดสินใจได้ว่าจะพัฒนา Lexus ไปในทิศทางใด  อาจกล่าว ได้ว่าเป็นเพราะธรรมชาติวิสัยของวิศวกรนั่นเอง ที่ทำให้เขาไม่ชอบใจนักที่คนจะเห็นคุณค่าของรถยนต์เป็นเครื่องแสดงฐานะ แทนที่จะเป็นยานพาหนะใช้งาน  ในเมื่อผู้ขับขี่รถ Mercedes Benz เห็นว่า ความหรูหรามีระดับ มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ซูซูกิจึงตัดสินใจที่จะแข่งขันกับ Mercedes Benz ด้วยคุณสมบัติพื้นฐานที่รถทุกคันควรมี นั่นคือ สมรรถนะในการขับขี่



เป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้


เมื่อตัดสินใจได้แล้ว  วิศวกรมือหนึ่งของโตโยต้าเฝ้าถามตัวเองว่า อย่างไรจึงจะถือว่าเป็นรถยนต์คุณภาพสูง  รถยนต์แบบไหนกันจึงจะถือได้ว่าเป็นรถหรูคุณภาพเยี่ยม  แม้ว่าความหรูหรามีระดับ ไม่ใช่เรื่องถนัดของโตโยต้าเลย  แต่ซูซูกิตัดสินใจว่าจะแข่งขันกับ Mercedes Benz ดูสักตั้ง  เขากำหนดว่า รถยนต์ในอุดมคตินั้น ต้องดูมีชีวิต มีสไตล์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ Mercedes Benz ไม่มีต้องเป็นรถที่แล่นได้เร็วถึง  250 กม./ชม. (ซึ่งต้องลดแรงเสียดทานลงให้ได้มากที่สุด) แถมยังต้องประหยัดน้ำมัน และไม่ส่งเสียงดัง หรือสั่นสะเทือนขณะแล่นด้วยความเร็วสูงอีกด้วย  เมื่อซูซูกิบอกเป้าหมายให้พวกวิศวกรทราบ  ทุกคนต่างส่ายหน้าบอกว่า เป็นไปไม่ได้”  แต่เขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะรู้ดีว่า ถ้าสามารถสร้างรถที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ได้สำเร็จ  Lexus จะไม่ใช่แค่รถที่ดีกว่า Mercedes Benz แต่จะเป็นรถที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว



คิดให้เป็นไปได้


แม้เหล่าวิศวกรจะพยายามชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เขาต้องการนั้น เป็นเรื่องยากเกินจริง  แต่ซูซูกิไม่ท้อถอย เขากลับมาพิจารณาคุณสมบัติที่ต้องการทีละข้อ 

ในเรื่องของสไตล์นั้น  แม้ หลายคนท้วงติงว่า รถยนต์ที่สมรรถนะดี มักไม่มีลูกเล่นหรือสไตล์สวยงาม แต่ซูซูกิเห็นว่า การสร้างรถที่ทั้งดีและมีสไตล์ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าฝ่ายออกแบบและฝ่ายช่างร่วมมือกัน และพยายามากพอ

ส่วน คุณสมบัติด้านสมรรถนะในการขับขี่นั้น ซูซูกิคิดว่าการออกแบบรถให้แล่นได้เร็ว และประหยัดน้ำมันนั้น สามารถพัฒนาไปควบคู่กันได้ เนื่องจาก ถ้าออกแบบให้รถมีน้ำหนักเบาจะประหยัดน้ำมันได้มาก และยังทำให้รถแล่นได้เร็วด้วย ซึ่งเมื่อออกแบบให้มีแรงเสียดทานน้อยด้วยก็จะยิ่งเพิ่มความเร็วได้อีก  เมื่อเขาชี้ข้อนี้ให้เห็น ทีมวิศวกรจึงเริ่มเห็นแนวทางในการแก้โจทย์ต่างๆ ที่ซูซูกิให้มา

อย่างไรก็ตาม  ทุกคนยังคงเห็นว่า การทำให้รถที่แล่นได้แรงและเร็วถึง 250 กม./ชม. มีความเงียบและไม่สั่นสะเทือนนั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้อยู่ดี



ขุดคุ้ยถึงก้นบึ้งของปัญหา


ซู ซูกิเองก็ยอมรับว่า รถที่แล่นได้แรงและเร็ว กับเสียงดังสนั่นนั้นเป็นของคู่กัน อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาคิดดูอีกที ซูซูกิก็เกิดความคิดว่า เสียงที่ดังสนั่นนั้นเป็นผลมาจากเครื่องยนต์ เขาจึงคิดว่า จะเป็นไปได้ไหม ที่ทีมวิศวกรของโตโยต้าจะคิดค้นเครื่องยนต์แบบใหม่ที่มีกำลังแรง และสมรรถนะดีเยี่ยมจนไม่ส่งเสียงดังและไม่สั่นสะเทือน

                ซูซูกิแจ้งความประสงค์ให้วิศวกรเครื่องยนต์ทราบ ทุกคนต่างส่ายหน้าบอกว่าทำไม่ได้  อย่าง ไรก็ตาม ซูซูกิเข้าหาหัวหน้าฝ่ายวิศวกรการผลิต หลังจากคุยกันไปคุยกันมา หัวหน้าฝ่ายวิศวกรออกปากว่า เขากับลูกทีมอาจลงมือสร้างเครื่องยนต์แบบที่ซูซูกิต้องการได้  แต่คงไม่สามารถสร้างแบบผลิตคราวละมากๆ ได้แน่นอน  ซูซูกิจึงต่อรองว่า อยากให้ฝ่ายผลิตลองดูสักตั้งหนึ่ง ถ้าทำไม่ได้จริงๆ เขาก็จะเลิกราโครงการนี้ 

เครื่องยนต์ต้นแบบที่ได้นั้นเป็นเครื่องยนต์ประกอบมือล้วนๆ  ผลที่ได้นั้นดีเกินคาดหมาย เพราะมีทั้งประสิทธิภาพและความเร็ว แถมยังประหยัดน้ำมัน และสั่นสะเทือนน้อยมากจนทีมงานประทับใจ  ความ สำเร็จที่ได้ทำให้ทีมผู้สร้างเครื่องยนต์ต่างมีกำลังใจ และรู้สึกท้าทายที่จะคิดค้นวิธีผลิตเครื่องยนต์ชนิดนี้ในแบบอุตสาหกรรมให้ ได้อีกด้วย



เมื่อศาสตร์และศิลป์ประลองกัน


เมื่อ แก้ปัญหาเรื่องเครื่องยนต์สำเร็จแล้ว ปัญหาข้อสุดท้ายของซูซูกิคือ ทำอย่างไร รถยนต์รุ่นใหม่นี้จึงจะมีรูปลักษณ์ที่ทั้งมีสไตล์และมีแรงเสียดทานน้อย แรกทีเดียว เขาให้ฝ่ายออกแบบทำโมเดลรถมาให้วิศวกรดู แต่ทำมาเท่าไหร่ก็ไม่ผ่านมาตรฐานด้านแรงเสียดทานสักแบบเดียว  ในที่สุดเขาจึงแก้ปัญหาโดยเลือกโมเดลมาอันหนึ่ง แล้วให้ฝ่ายวิศวกรลองปรับแต่งดู  วิศวกรนั้น เมื่อได้โมเดลมาแล้ว ก็จัดการปรับแต่ง ตัดตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เพื่อลดแรงเสียดทานให้ได้มากที่สุด  ผลที่ได้นั้น คือรถยนต์รูปร่างน่าเกลียดที่สุด

อย่างไรก็ตาม  การที่วิศวกรได้ลองมาตัดแต่งด้วยตนเอง ทำให้เขาเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ มากขึ้น และเริ่มจับทางได้ว่าจะลดแรงเสียดทานของรถได้อย่างไร  ต่อ มาเมื่อวิศวกรพยายามอีก โดยทำงานร่วมกันกับฝ่ายออกแบบรถอย่างใกล้ชิด ในที่สุดจึงได้แบบรถที่ทั้งมีสไตล์และมีแรงเสียดทานน้อยตามต้องการ



ประวัติศาสตร์หน้าใหม่


เมื่อโครงการของซูซูกิเสร็จสมบูรณ์  ผู้คนต่างประทับใจที่ Lexus สามารถแล่นได้เร็วถึง 160 กม./ชม. โดยให้ความรู้สึกเหมือนแล่นด้วยความเร็ว 100 กม./ชมคุณสมบัติเด่นด้านสมรรถนะ และรูปลักษณ์ที่มีสไตล์ ทำให้ยอดขาย Lexus เอาชนะ Mercedes Benz ได้สำเร็จ  ในปีที่ Lexus เปิดตัวนั้น แม้จะรวมยอดขายของ Benz ทั้ง 3 รุ่น คือ 300E และ 420SE กับ 560SEL แต่ตัวเลขที่ได้ยังแพ้ Lexus ที่มียอดขายมากกว่าถึง 2.7 เท่า ความสำเร็จของ Lexus ได้ เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่โตโยต้า และเป็นแรงผลักดันให้องค์กร์อนุรักษ์นิยมแห่งนี้ก้าวไปสู่ดินแดนใหม่ที่ไม่ เคยเหยียบย่างมาก่อน ที่สำคัญ ความสำเร็จของ Lexus เป็นบทพิสูจน์ให้รู้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้



ฉบับที่ 51 พฤษภาคม 2547

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เอเชีย เป้าหมายใหม่ “เชลล์” หวังส่วนแบ่งเพิ่มสองหลัก

เอเชีย เป้าหมายใหม่ “เชลล์” หวังส่วนแบ่งเพิ่มสองหลัก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2555 15:33 น.
ที่มา  http://www.manager.co.th/Motoring/
แอนดรูว์ เฮปเปอร์ กับสองมือดีคุมตลาดเอเชีย โคะ คา ไท และ บูดิ สิลาบัน
       เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำน้ำมันเครื่องในตลาดโลก “เชลล์” ออกหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมเดินทางกับผู้โชคดีจากแคมเปญระดับโลก “ลุ้น..รับกุญแจขับดูคาติที่สเปนกับเชลล์ แอ๊ดว้านซ์ “ ชมการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับโลก โมโตจีพี 2012 สนามที่ 18 แบบชิดติดขอบสนาม ณ เมืองบาเลนเซีย ประเทศสเปน นอกจากนี้ยังได้พบปะ ทีมงานเชลล์โกลบอลและทีมดูคาติ โมโตจีพี เพื่อรับทราบข้อมูลและประสิทธิภาพแบบเจาะลึกของน้ำมันเครื่อง “เชลล์ แอ๊ดว้านซ์” ที่ช่วยตอบสนองและเพิ่มสมรรถนะให้กับเครื่องยนต์ของนักแข่ง
 
       ที่สำคัญ “เอเอสทีวี ผู้จัดการรายวัน” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ แอนดรูว์ เฮปเปอร์ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อยานยนต์ บริษัท เชลล์ อินเตอร์เนชันแนล ปิโตรเลียม จำกัด ถึงทิศทางการทำตลาดน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์ในการรุกสู่ตลาดโลก
ผมขอโตในตลาดเอเชียอีกสักนิด แอนดรูว์ เฮปเปอร์ กล่าว
       แอนดรูว์ เฮปปอร์ กล่าว ว่า ถ้าพูดถึงน้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถยนต์ เชลล์ คือผู้จำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นอันดับ 1 ของโลก 6 ปีติดต่อกัน โดยเริ่มจากปี 2006-2011 ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 13 % ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทฯ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของแบรนด์ถือว่าแข็งแกร่งมากในตลาด แต่สำหรับเชลล์ แอ๊ดว้านซ์ น้ำมันหล่อลื่นสำหรับมอเตอร์ไซค์เรายังไม่ได้เป็นที่หนึ่ง เราอยากเติบโตมากขึ้นกว่านี้ โดยเฉพาะตลาดเอเชีย
 
       สาเหตุที่เราหันมาเน้นตลาดเอเชีย เนื่องจากช่วงนี้เศรษฐกิจในยุโรปมีปัญหาอยู่และคงยากที่จะทำให้โตไปมากกว่า นี้ แค่รักษาไม่ให้ตกก็ถือว่าดีแล้ว ขณะที่ตลาดในอเมริกาเชลล์ยังเป็นผู้นำและมีการเติบโตที่น่าพอใจแต่คงไม่โต เพิ่มขึ้นมากนัก ดังนั้นเอเชียจึงเป็นตลาดหลักที่เชลล์ให้ความสนใจและคาดว่าอนาคตจะเป็นตลาด ที่มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นด้วย
 
       ดังนั้นแผนในปีหน้าเป้าหมายของเชลล์คือ ตลาดเอเชีย ไม่ ว่าจะเป็นประเทศ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ โดยทุกประเทศ เชลล์คาดหวังว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก พร้อมชูกลยุทธ์ในเรื่องของการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเริ่มเปิดตัวกับไทย และเวียดนาม เป็นประเทศแรก และหนังโฆษณาตัวใหม่ จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ
       “เรายอมรับว่าการแข่งขันในตลาดน้ำมันหล่อลื่นสำหรับมอเตอร์ ไซค์ค่อนข้างสูง และมีหลายแบรนด์ในตลาดที่เป็นคู่แข่ง และมีความแข็งแกร่งมาก อย่างคาลตรอล แต่เราจะพยายามเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากขึ้นและออกผลิตภัณฑ์ให้ครอบ คลุมทุกตลาด เราเชื่อว่าแคมเปญใหม่จะทำให้เราโตขึ้นอยากน้อยสองตัวเลข ที่สำคัญปีหน้าเราจะเน้นสื่อดิจิตอลมากเป็นพิเศษ ซึ่งแน่นอนเชลล์จะโตมากกว่าเดิม”
 
       แอนดรูว์ เฮปปอร์ กล่าวต่อว่า สำหรับเชลล์จะเน้นเรื่องเทคโนโลยีเป็นพิเศษ โดยบริษัทมีการลงทุนจำนวนมากเพื่อมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของ นักขับ และเชื่อว่าหากเราสามารถตอบสนองได้ตรงจุด ลูกค้าจะมีความสุขและใช้สินค้าของเชลล์ต่อไปเรื่อยๆ และสิ่งที่เราเรียนรู้จากสนามแข่งเรานำมาต่อยอดความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ของเราด้วย
 
       สำหรับประเทศไทยบริษัท เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องตัวใหม่ปีหน้า และตามด้วยประเทศเวียดนาม โดยผลิตภัณฑ์ใหม่จะเป็นน้ำมันเครื่องสำหรับรถจักรยานยนต์ออโตเมติก 4 จังหวะ เพราะทั้งสองประเทศเป็นตลาดใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังเตรียมแคมเปญใหม่ โปรแกรมใหม่ทางทีวี สื่อดิจิตอล แต่ยังไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้ แต่เชื่อว่านักขับคนไทยจะรู้จักเชลล์ แอ๊ดว้านซ์ มากขึ้น บริษัทจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
แอนดรูวร์ เฮปเปอร์ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว
       ขณะที่ตลาดจีนทางเชลล์ได้ร่วมมือกับ ธงยี บริษัทชั้นนำของจีนมาช่วยในการจัดจำหน่ายน้ำมันเครื่องให้กับเชลล์ บริษัทดังกล่าวจะช่วยดูแลตลาด การจัดจำหน่าย เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่ใหญ่มาก จึงต้องอาศัยบริษัทที่มีประสบการณ์ที่ยาวนานและประสบความสำเร็จในการทำ ธุรกิจ เราจึงมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของเราจะจำหน่ายได้มากโดยผ่านบริษัท ธงยี
 
       “เราเพิ่งลงทุนสร้างโรงงานในจีน ผลิตจาระบี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตน้ำมันเครื่อง และล่าสุดได้เปิดโรงงานผลิตน้ำมันที่ใหญ่มากในรัสเซีย เราเริ่มที่จะออกมาลงทุนนอกยุโรปเพิ่มขึ้น”
 
       ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย เป็นอีกหนึ่งตลาดที่สำคัญสำหรับเชลล์ เพราะมีรถมอเตอร์ไซค์จำนวนมาก ดังนั้นบริษัทเตรียมแผนในการขยายเครือข่าย ร้านตัวแทนจำหน่ายน้ำมันมันเครื่องเพิ่มขึ้นและให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมกับพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ถือว่าเป็นตลาดที่ท้าทายเพราะเป็นประเทศที่ใหญ่จึงต้องใช้การจัดการ การบริหารที่ดี
ทีมดูคาติ เตรียมรถให้ รอสซี่
       “หลายคนบอกว่าน้ำมันเชลล์จับตลาดระดับบน ซึ่งในความเป็นจริง เราเริ่มทำตลาด ผลิตน้ำมันให้กับตลาดระดับบนก่อน แต่อย่างไรเราก็จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดล่าง ทั้งนี้เพราะเป็นตลาดใหญ่ ที่สำคัญทุกคน ทุกกลุ่มคือลูกค้าของเรา และในปีหน้าเราจะผลิตสินค้าให้หลากหลายสำหรับคนทุกกลุ่ม” แอนดรูว์ เฮปเปอร์ กล่าวตบท้าย
นักแข่งคนใหม่ทีมดูคาติ แอนเดรีย โดวิซิโอโซ
      
      
นิกกี้ เฮย์เดน ให้สัมภาษณ์
      
เชลล์พาลูกค้าจากหลายประเทศชมพิตของบูคาติ
      
      
       

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อวสาน Oldsmobileบทเรียนของ Brand Repositioning

อวสาน Oldsmobile บทเรียนของ Brand Repositioning 

ภาพ http://203.77.194.71:81/Members/


Oldsmobile เป็นรถยนต์รุ่นเก่าแก่ที่อยู่คู่สังคมอเมริกันมานานนับร้อยปี เป็นหนึ่งในสายผลิตภัณฑ์ที่ General Motor ภูมิใจหนักหนา  แต่แม้จะเคยโด่งดังและได้รับความนิยมมากในช่วงปี 1956  แต่ในเดือนธันวาคมปี 2000 General Motor ก็ประกาศว่าจำใจต้องยกเลิกการผลิตรถยนต์ยี่ห้อนี้ มาดูกันสิว่า อะไรที่ทำให้รถยนต์ที่เคยได้ชื่อว่ามี Brand Image เข้มแข็งอย่าง Oldsmobile ต้องปิดฉากลง



ชื่อไม่ดีจริงหรือ


นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่า ชื่อ  เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Oldsmobile ไม่ฮอตฮิตเหมือนเก่า เรื่องของเรื่องนั้นก็เพราะมีคำว่า “old” อยู่ในชื่อด้วย เลยทำให้คนรุ่นใหม่เมิน Oldsmobile ขณะที่คนรุ่นเก่าไม่กล้าใช้เพราะกลัวโดนหาว่าแก่ ใช้แต่ของตกยุคไม่ทันสมัย 

                ทาง General Motor ก็คงเห็นด้วยกับนักวิเคราะห์เหมือนกัน เพราะในทศวรรษ 1960 ได้มีความพยายามเปลี่ยน Oldsmobile ให้เป็น Youngmobile  แต่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ ทาง GM จึงพยายามอีกครั้งในทศวรรษ 1980 โดยเปลี่ยนสโลแกนที่ใช้มานานให้เป็น “It’s Not Your Father’s Oldsmobile” ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนความคิดคนรุ่นใหม่ให้หันมามอง Oldsmobile บ้าง แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติในใจคนได้ GM จึงลงทุนถึงขนาดลบยี่ห้อ Oldsmobile ออกจากตัวถังภายนอกรถ เพื่อให้คนขับสบายใจไม่โดนล้อ  แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดคนซื้อได้อยู่ดี

                อย่างไรก็ตาม นักการตลาดส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับสมมติฐานเรื่องชื่อ เนื่องจากชื่อ Oldsmobile นี้ใช้กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และไม่เห็นเป็นปัญหาใดใดเลย นักการตลาดกลุ่มนี้เห็นว่าสาเหตุที่แท้จริงมาจากจุดอ่อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการบริหารแบรนด์ไม่เป็นเสียมากกว่า



จุดอ่อนด้านผลิตภัณฑ์


แต่ไหนแต่ไรมา Oldsmobile ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและความก้าวหน้าด้านยานยนต์  ในปี 1939 Oldsmobile เป็นเจ้าแรกที่ใช้สายการผลิตแบบอัตโนมัติทุกขั้นตอน  พอถึงปี 1966 ก็ออกรถรุ่น Toronado ซึ่งเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นแรกในสหรัฐฯ ที่มีการผลิตพร้อมกันจำนวนมาก ความก้าวหน้าครั้งสำคัญนี้เองที่ทำให้ Oldsmobile ได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกด้านยานยนต์

                อย่างไรก็ตาม หลังทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา Oldsmobile ลดบทบาทความเป็นผู้บุกเบิกของตนลง แม้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบบ้างแต่ก็ไม่มีอะไรใหม่ และไม่โดดเด่นจากรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ เลย Oldsmobile จึงเริ่มกลืนหายไปกับรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ ของ GM  และสูญเสียภาพลักษณ์ผู้นำความเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากความก้าวหน้าทางยานยนต์เป็นภาพลักษณ์และคุณสมบัติของ Oldsmobile มาตั้งแต่ต้น ดังนั้น เมื่อไม่มีคุณสมบัติข้อนี้แล้ว จึงเท่ากับว่า Oldsmobile ลดคุณค่าของแบรนด์ลง และทำให้แบรนด์ที่เคยเข้มแข็งอ่อนแอลงด้วย

                นอกจากนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Oldsmobile เสื่อมความนิยมลงเป็นผลจากวิกฤติการณ์น้ำมันแพงช่วงทศวรรษ 1970 ที่ทำให้รถยนต์รุ่นใหญ่ ที่ ซดน้ำมันแบบ Oldsmobile พลอยเป็นที่รังเกียจไปด้วย



ก้าวพลาดเมื่ออยากลดวัย

ความผิดพลาดนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากความเชื่อในสมมติฐานเรื่องชื่อ  เมื่อผู้บริหารแบรนด์ของ Oldsmobile เห็นว่า คำว่า “Old” ทำให้คนหนุ่มสาวไม่สนใจรถของตน เขาจึงพยายาม Repositioning แบรนด์เสียใหม่เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าหนุ่มสาว แต่ก็ต้องเสี่ยงต่อการสูญเสียลูกค้าสูงวัยที่มีกำลังซื้อมากกว่าไปด้วย

                ผลปรากฏว่า การตัดสินใจเปลี่ยนภาพลักษณ์ครั้งนี้เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่  เนื่องจาก Oldsmobile เป็นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์เข้มแข็ง และมีการกำหนดตำแหน่งมาดีมาก ทำให้การกำหนดตำแหน่งใหม่ทำได้ยากมาก  และยังทำให้ลูกค้าสับสนด้วย

ในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ หรือ Repositioning แบรนด์ที่มีการกำหนดตำแหน่งมาดีนั้น ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป  คุณสามารถเปลี่ยนจาก แบรนด์คนแก่  ให้เป็น แบรนด์ผู้ใหญ่ได้  แต่ถ้าจะเปลี่ยนให้กลายเป็น แบรนด์วัยรุ่นไปเลยนั้น ถือเป็นเรื่องยากและท้าทายมากทีเดียว

สำหรับความพยามยามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Oldsmobile นั้น ถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่หวังเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ความรู้สึกผูกพันมานานนับร้อยปีเลือนหายไป และทำให้ลูกค้าไม่แน่ใจ และไม่เชื่อถือ Oldsmobile อีกต่อไปด้วย



อยากเปลี่ยนเป็นรถหรู


นอกจากความพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์จากแบรนด์คนแก่เป็นแบรนด์หนุ่มสาว Oldsmobile ยัง พยายามถีบตัวเองให้เป็นแบรนด์รถหรู โดยเปลี่ยนโลโก้ และผลิตรถให้หลากหลายเพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตรถยุโรป อย่างไรก็ตาม แม้จะทุ่มเงินไปถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ Oldsmobile ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากใช้กลวิธีส่งเสริมการตลาดที่ขัดแย้งกับเจตนารมย์อย่างสิ้นเชิง  กล่าวคือ  แทนที่จะใช้กลไกทางการตลาดแบบอื่น Oldsmobile กลับส่งเสริมการขายโดยการลดราคา ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นรถหรูอย่างสิ้นเชิง  ทำให้ลูกค้าสับสนและปฏิเสธที่จะรับสารทุกชนิดที่ Oldsmobile สื่อออกมา ท้ายที่สุดทัศนคติที่มีต่อ Oldsmobile ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง



ปัจจัยด้านผู้บริโภค


มี ข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า สินค้าและบริการในยุคนี้มักพุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคหนุ่มสาว ที่แม้กำลังซื้อไม่มากนักแต่เป็นผู้บริโภคที่เสียงดังที่สุด ขณะที่คนสูงวัยขึ้นมาหน่อยมักมีกำลังซื้อสูงกว่า แต่ไม่ค่อยส่งเสียงและไม่ชอบซื้อสินค้าที่เสนอขายให้คนสูงวัยโดยตรง  ดังนั้น ผู้บริหารแบรนด์ของ Oldsmobile จึงกลัวมากว่าแบรนด์ของตนจะมีภาพลักษณ์ เก่าและ แก่ในสายตาผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม  ความพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Oldsmobile ที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคสับสน เมื่อความรู้สึกผูกพันถูกทำลายไปหมดสิ้น ลูกค้าเก่าจึงหนีหายไป ส่วนว่าที่ลูกค้าใหม่ก็ไม่แน่ใจเพราะ Oldsmobile ไม่สามารถแสดงให้เห็นความแตกต่าง หรือคุณสมบัติที่โดดเด่นเหนือรถยนต์ยี่ห้ออื่นแต่อย่างใด



                นักการตลาดหลายคนเห็นว่า Oldsmobile จะไม่ล้มเหลวเช่นนี้หากยังคงรักษาเอกลักษณ์ความผู้บุกเบิกของตนเอาไว้  และไม่พยายามเปลี่ยนบุคลิกของแบรนด์ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ  แบ รนด์ที่อายุยาวนานนับร้อยปีไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นวัยรุ่น แต่สามารถภาคภูมิใจในความเก่าแก่ของตนได้ โดยยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนต่อไปอย่างต่อเนื่อง และสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อถือ และความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ต่อไป