แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาเซียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาเซียน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ECF คุยออเดอร์ล้น เตรียมรุกตลาดนอก ทั้งเกาหลี-อาเซียน ส่งแบรนด์Costaลุย


วันอังคาร ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2556, 06.00 น.
ที่มา http://www.naewna.com/business/50936

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) ผู้ผลิต และจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการขยายกำลังการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาติเคิลบอร์ด โดยจะใช้เงินลงทุนสำหรับพัฒนาเครื่องจักรจำนวนประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งการขยายกำลังผลิตในครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15% เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนความคืบหน้าล่าสุดของการขยายตลาดต่างประเทศนั้น ECF ได้ทำการลงนามในสัญญาจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์กับลูกค้าในประเทศดูไบ มูลค่ารวมประมาณ 120 ล้านบาท เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังได้มีการสำรวจตลาดและเจรจากับลูกค้าในประเทศเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ กลุ่มประเทศอาเซียน รับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เพื่อทำสัญญาการซื้อขายเฟอร์นิเจอร์ระหว่างกัน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

ส่วนแนวโน้มผลประกอบไตรมาส 1/56 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างเด่นชัดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการขยายตลาดอย่างต่อเนื่องในต่างประเทศ ทั้งจากฐานลูกค้าเดิมในญี่ปุ่นและตะวันออกกลางที่เพิ่มออเดอร์เข้ามา และตลาดในประเทศที่เตรียมจะขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านทางโมเดิร์นเทรดและร้านค้าทั่วประเทศมากขึ้น

“บริษัทได้ขยายตลาดร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ โดยจะใช้แบรนด์ Costa ในการรุกตลาด” นายอารักษ์ กล่าว

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เลคิเซ่ปรับแผนใหม่หันลุยตลาดส่งออก เล็งเจาะ7ประเทศกลุ่มอาเซียน

วันเสาร์ ที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556, 06.00 น.
ที่มา http://www.naewna.com/business/40822
 นายสมนึก โอวุฒิธรรม ประธานกรรมการบริหาร เลคิเซ่ กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ส่องสว่างและประหยัดพลังงาน ภายใต้แบรนด์ “เลคิเซ่” เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2556 นี้ บริษัทจะเน้นการทำตลาดกลุ่มธุรกิจการส่งออกมาขึ้น ด้วยการตั้งฝ่ายอินเตอร์ชั่นแนล ดิวิชั่น เข้ามาดูแลด้านการส่งออกโดยตรง ภายหลังจากปี 2555 ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากปัญหาเรื่องของการปรับค่าแรง ค่าพลังงาน และเงินบาที่แข็งค่า ส่งผลให้ยอดขายที่มาจากการส่งออกไม่มีการเติบโต

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในเบื้องต้นของการรุกตลาดส่งออกนั้น บริษัทจะเข้าไปทำตลาดและสร้างแบรนด์สินค้าใน 7 ประเทศ ของสมาชิกอาเซียน ประกอบด้วย พม่า ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ เวียดนาม และกัมพูชา ให้เป็นที่รู้จักก่อน เพื่อเป็นการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าก่อนทำตลาดอย่างจริงจัง ซึ่งหลังจากปรับแผนการทำตลาดดังกล่าวบริษัทคาดว่าปี 2556 นี้จะมีรายได้จากการส่งออกเติบโตเป็นที่น่าพอใจ

นอกจากนี้บริษัทยังจะเน้นการทำตลาดกลุ่มลูกค้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากปี 2555 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากช่องทางดังกล่าวเติบโตสูงถึง 250% โดยสัดส่วน 80% มาจากโครงการของภาครัฐ ส่วนที่เหลืออีก 20% มาจากกลุ่มองค์กรเอกชน ซึ่งจากจำนวนลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาติดต่อรอให้บริษัทเข้าไปดำเนินงานติดตั้งอุปกรณ์ส่องสว่างและอุปกรณ์ประหยัดพลังงานที่มีอีกหลายโครงการในปี 2556 จึงทำให้คาดว่าช่องทางดังกล่าวน่าจะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 60%

“การทำตลาดของเลคิเซ่ในปี 2556 นี้ จะเน้นการทำกิจกรรมการตลาดมากกว่าการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดีกว่า ซึ่งยอมรับว่าการแข่งขันในตลาดอุปกรณ์แสงสว่างในปี 2556 น่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหลอดแอลอีดี การทำโปรโมชั่นลดราคาก็น่าจะมีมากขึ้น แต่บริษัทไม่มีแผนที่จะเข้าไปทำตลาดในรูปแบบดังกล่าว เพราะมั่นใจในคุณภาพของสินค้า”นายสมนึก กล่าว

ทั้งนี้ ในสิ้นปี 2556 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้รวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 40% สูงกว่าปี 2555 ที่ผ่านมาที่มีรายได้เติบโต 25% เนื่องจากออกมาทำกิจกรรมการตลาดมากขึ้น ซึ่งตลาดที่มีการเติบโตมากที่สุดใน 4 กลุ่ม ในปี 2555 คือ กลุ่มลูกค้าโครงการ เติบโต 250% ตามมาด้วยกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่งเติบโต 25% และกลุ่มรับจ้างผลิต เติบโต 20% ส่วนกลุ่มส่งออกในปี 2555 ไม่มีการเติบโตแต่อย่างใด

‘เมเจอร์’ลุยขยายธุรกิจในอาเซียนจับมือ‘อิออน มอลล์’บุกพนมเปญ


วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556, 06.00 น.
ที่มา http://www.naewna.com/business/41271
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขยายธุรกิจไลฟ์สไตล์เอ็นเตอร์เทนเมนท์สู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบอาเซียน ซึ่งกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ถือว่าเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่บริษัทเข้าไปลงทุน ทั้งนี้จะร่วมมือกับพันธมิตร คือ อิออน มอลล์ ศูนย์การค้าชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น  

โดยจะเข้าไปเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ในกรุงพนมเปญ ภายใต้แบรนด์ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” และโบว์ลิ่ง ในแบรนด์ “บลูโอ ริธึม แอนด์ โบว์ล”ประกอบด้วย โรงภาพยนตร์ 7 โรง และโบว์ลิ่ง 14 เลน บนพื้นที่ประมาณ 6,000 ตารางเมตร ซึ่งจะเป็นโรงภาพยนตร์รูปแบบมัลติเพล็กซ์ที่ทันสมัยที่สุดด้วยการฉายภาพยนตร์ในระบบดิจิตอล 2 มิติ และ 3 มิติ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณปลายปี 2557

“กัมพูชานับเป็นประเทศแรกที่บริษัทเข้าไปลงทุนเปิดโรงภาพยนตร์ในตลาดต่างประเทศอย่างครบวงจร ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้เข้าไปดำเนินธุรกิจในลักษณะร่วมทุนในธุรกิจโบว์ลิ่งเพียงอย่างเดียวกับบริษัท พีวีอาร์ จำกัด ของประเทศอินเดีย เมื่อปี 2551 และได้รับการตอบรับอย่างดีมาโดยตลอด”นายวิชา กล่าว        

อย่างไรก็ตาม การขยายโรงภาพยนตร์ในประเทศกัมพูชาของบริษัท จะเป็นการบุกเบิกตลาดภาพยนตร์ให้กลับมาคึกคัก
มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประชากรของประเทศกัมพูชาที่เป็นวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ที่ชอบเทคโนโลยีและความทันสมัย การชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์จะให้อรรถรสมากกว่าการชมภาพยนตร์อยู่ที่บ้าน เนื่องจากเทคโนโลยีของระบบการชมภาพยนตร์ในปัจจุบัน ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ทำให้การชมภาพยนตร์สนุกมากขึ้น ด้วยภาพและเสียงที่คมชัด เสมือนจริง ที่ผ่านมาภาพยนตร์ 3 มิติ เรื่องแรกของประเทศไทย คือ เรื่อง“แม่นาค 3D” ได้รับการตอบรับจากวัยรุ่นกัมพูชามาก มีการเข้าชมเต็มทุกรอบทุกโรง มีคนจองบัตรชมภาพยนตร์ล่วงหน้าเกือบ 2,000 ที่นั่งในวันเดียว

นายมาโกโตะ ยาจิม่า กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิออน มอลล์ กัมพูชา จำกัด กล่าวว่า บริษัทมองเห็นถึงศักยภาพของกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความโดดเด่นในการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นจึงมีความต้องการจะพัฒนาห้างสรรพสินค้าในอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเปิดในประเทศจีนมาแล้ว และปัจจุบันกำลังพัฒนาห้างสรรพสินค้า 3 แห่ง ในปักกิ่ง และเทียนจิน

สำหรับประเทศกัมพูชานั้น ขณะนี้อิออน มอลล์ได้เริ่มดำเนินการและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยสร้างเป็นอาคาร 4 ชั้น 2 โซน พื้นที่ 100,000 ตารางเมตร และเปิดให้เช่าพื้นที่เพียง 55,000 ตารางเมตร มีที่จอดรถถึง 1,400 คัน วงเงินลงทุนเบื้องต้น 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนมิถุนายน 2557 ซึ่งโบว์ลิ่งและโรงภาพยนตร์จะอยู่ที่ชั้น 2 นอกจากนี้ บริษัทสนใจที่จะลงทุนในอีกหลายประเทศ เช่น ลาว, พม่า รวมทั้ง ไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและสำรวจข้อมูล โดยมองว่ายังมีช่องทางที่จะพัฒนาและขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศเหล่านี้ แม้จะมีคู่แข่งอยู่มากก็ตาม

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ยุทธศาสตร์ 'เซ็นทรัล'

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 19:55 น.
สุจรรยา สุนทรพรเจริญ
ที่มาhttp://www.thanonline.com/index.php?option
การขยับตัวด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเซ็นทรัล ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของภาคเอกชน ที่พร้อมขยายการลงทุนในประเทศ ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นถึงความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในประเทศ

โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี  ที่ต่างยกให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของเออีซี  การฉกฉวยโอกาส เพื่อเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุด จึงเป็นสิ่งสำคัญ  การก้าวย่างของกลุ่มเซ็นทรัลในวันนี้ จึงเริ่มขึ้น ภายใต้โรดแมปเดียวกัน

 ++ ชี้ทิศศก.โลกหันสู่อาเซียน  
     นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด  เปิดเผยว่า การเติบโตของโลกในปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยน ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสของอาเซียน แต่ภาพรวมของสหรัฐอเมริกา เริ่มขยับดีขึ้นอยู่ในเกณฑ์ขาขึ้นและมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจโดยรวมจะเติบโตขึ้น 2-3%  ขณะที่เศรษฐกิจยุโรป ยังอยู่ในภาวะทรงตัว และเชื่อว่าจะไม่ติดลบ ทำให้คาดการณ์ว่าประเทศในอาเซียนในช่วง 3-5 ปีนี้ จะมีจีดีพีเติบโตถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย ที่จะเติบโตในเกณฑ์ 5-6% ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งถูกจับตามองเป็นพิเศษคาดว่าในปีนี้คงทำตัวเลขได้ไม่หวือหวาเท่าที่ควร
    อย่างไรก็ดีการเติบโตของอาเซียน จะอาศัยการบริโภคในประเทศ และการลงทุนในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น  ที่จะส่งผลทำให้เกิดการเติบโตมากกว่าการอาศัยภาคการส่งออก   ทำให้นับจากนี้ต่อไปการพูดถึงลูกค้าหรือผู้บริโภคจะไม่ใช่แค่ 77 จังหวัด 65 ล้านคน แต่จะเป็น 10 ประเทศ  600 ล้านคน และความโดดเด่น เนื้อหวานของประเทศไทย  จะทำให้มีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานรุกขยายเออีซีอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเซ็นทรัล เพราะเป็นผู้ให้บริการทั้งรีเทลและเซอร์วิสจากโรงแรม ร้านอาหาร

 ++ เร่งสร้างแบรนด์ "เซ็นทรัล" ติดอันดับผู้นำ
    ทั้งนี้กลุ่มเซ็นทรัล มีแผนรองรับการขยายการลงทุนโดยตั้งเป้าที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่คงไว้ด้วยความมั่นคง  และชื่อเสียง   ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องมีพาร์ตเนอร์ที่ดี  โดยที่ผ่านมานั้น ทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มธุรกิจค้าปลีก โดยบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่นฯ หรือ CRC ,  กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ,  กลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัทเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป หรือ CMG ,  กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา  หรือ CHR และกลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัทเซ็นทรัลเรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  และพร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนโดยอาศัยความแข็งแกร่ง และชื่อเสียงของแบรนด์เซ็นทรัลที่มีอยู่ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกในอนาคต

    "ปัจจุบันชื่อเสียงของเซ็นทรัล ถือว่าเป็นที่ยอมรับอย่างมาก เห็นได้จากการมีนักธุรกิจต่างชาติสนใจเข้าร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับเซ็นทรัลมากขึ้น ซึ่งการซินเนอร์ยีจะช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นยุทธศาสตร์ในการรุกเออีซี ของกลุ่มเซ็นทรัลประกอบไปด้วย การซินเนอร์ยีแบรนด์ภายใต้ 5 กลุ่มธุรกิจ, การผนึกพาร์ตเนอร์ และการพัฒนาบุคลากร"

 ++ตั้งเป้าโกยกำไรกว่า 20%
    นายสุทธิลักษณ์ จิราธิวัฒน์  กรรมการบริหาร  บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และยุทธศาสตร์และพัฒนาธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ความเป็นเซ็นทรัล สร้างความได้เปรียบในอาเซียน เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์เซ็นทรัล  ซึ่งเราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์  ซึ่งการเริ่มรุกตลาดในเออีซี ย่อมมีความได้เปรียบกว่าการไปขยายธุรกิจในภูมิภาคที่ไม่มีใครรู้จักเซ็นทรัล  โดยเป้าหมายของการรุกครั้งนี้ คือ การก้าวขึ้นเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาคเอเชียและระดับโลกทางด้านค้าปลีก

    ขณะที่นายปริญญ์  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด  กล่าวว่า ปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลตั้งเป้าที่จะมีกำไรสุทธิ เติบโตมากกว่า 20% ตามการเติบโตของยอดขาย ที่ตั้งเป้าว่าจะมียอดขาย 2.273 แสนล้านบาท เติบโต 24%  จากปีก่อน ที่มียอดขายรวม 1.833 แสนล้านบาท เติบโต 31.3% จากปี 2554  และบริษัทตั้งเป้าที่จะสร้างยอดขายและกำไรให้เติบโต 20-30% ต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี

    โดยภาพรวมของธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลในปี 2555  มีการเติบโตจากธุรกิจค้าปลีก (CRC) 31% ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์(CPN)  36% ธุรกิจค้าส่ง(CMG) 30% ธุรกิจโรงแรม(CHR)  23% และธุรกิจอาหาร(CRG)  27%

    ส่วนแผนการลงทุนในปีนี้จะใช้งบลงทุนกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท ในการขยายการลงทุนใน 5 กลุ่มธุรกิจ โดยส่วนใหญ่ใช้ในการลงทุนของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกราว 2 หมื่นล้านบาท และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ราว 1 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมงบการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ที่สำรองไว้อีก 1 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินที่จะนำมาใช้ลงทุนจะมาจากเงินที่หมุนเวียนจากผลประกอบการของบริษัทเอง  และการระดมเงินโดยนำศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่และรามอินทรา ขายเข้ากองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNRF) ในไตรมาส 2/56 หรือ 3/56 มูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท

 ++ เร่งสปีดการลงทุนไทย/เทศ
    ด้านการลงทุนในปีนี้บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลเน้นการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นอกเหนือลงทุนในจีน และอิตาลี ยังเน้นการขยายธุรกิจในภูมิภาคเป็นหลัก ทั้งการลงทุนเปิดสาขาเอง หรือการร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น โดยแผนการลงทุนในประเทศ ในปีนี้ ประกอบไปด้วย  เปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน  5 แห่ง คือ กาญจนบุรี, อุบลราชธานี, สกลนคร, สระบุรี และสุรินทร์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล  3 สาขา คือ อุบลราชธานี, เชียงใหม่, หาดใหญ่ พร้อมขยายศูนย์การค้าเฟสติวัลภูเก็ต เฟส 3 ซึ่งจะเปิดให้บริการในปลายปี 2559 และเซ็นทรัล แอมบาสซี่ คาดว่าจะเปิดได้ภายในปลายปี 56

    นอกจากนี้ ยังมีแผนการขยายแฟมิลี่มาร์ท และกลุ่ม Speciality Store อีก 350 แห่ง รวมถึงลงทุนขยายสาขาร้านอาหาร ภายใต้แบรนด์ต่างๆ และการนำเข้าแบรนด์ใหม่ในกลุ่มธุรกิจอาหารอีก 90 แห่ง  การขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่ม TV Shopping  และ Online Shopping  ส่วนธุรกิจโรงแรมเตรียมเซ็นสัญญารับบริหารโรงแรมในต่างประเทศอีกหลายแห่ง รวมถึงการเปิด "โคซี่" โรงแรมต้นทุนต่ำ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น

    นายปริญญ์  กล่าวว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจสนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรลงทุนกับเซ็นทรัลกว่า 10 ราย ทั้งจากประเทศสิงคโปร์, ฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะสามารถสรุปได้ในเร็วๆนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหาร

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,817 วันที่   10 - 13  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556