แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เซ็นทรัล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เซ็นทรัล แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ซีพีเอ็นเตรียมบุกเออีซีตั้งเป้า5ปีเปิด2-3แห่ง

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
กอบชัย จิราธิวัฒน์,เซ็นทรัลพัฒนา,ซีพีเอ็นเตรียมบุกเออีซี
กอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business
ซีพีเอ็นเตรียมแผน 5 ปีบุกเออีซี ตั้งเป้า 5 ปี ผุด 2-3 แห่ง พร้อมเตรียมงบลงทุน 1 หมื่นล้าน ผุดศูนย์ฯใหม่ 2-3 แห่ง


นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) เตรียมแผนลงทุนที่จะไปเปิดศูนย์การค้าในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อรองรับกับการเปิดเสรีการค้า หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยเบื้องต้นจะเปิดศูนย์การค้าให้ได้ 2-3 แห่งภายใน 5 ปีตามแผนที่วางไว้ ซึ่งขณะนี้กำลังมองอยู่ 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพราะเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งจำนวนประชากร และมีกำลังซื้อสูงเหมือนกับประเทศไทย

ส่วนความคืบหน้าโครงการสวนลุมพินีที่จะถูกพัฒนาให้เป็นโครงการคอมเพล็กซ์ หลังจากที่ถูกยกเลิกการประมูลก่อนหน้านี้ บนพื้นที่ 40 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแผนและร่างแบบโครงการใหม่หากว่ามีการประมูลเต็มพื้นที่ 88 ไร่ ทั้งนี้ คาดว่าจะยื่นเสนอแบบต่อเจ้าของที่ดิน หรือกรมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ในช่วงเดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้ หากว่าชนะการประมูลจะเป็นโครงการมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นโครงการที่ใหญ่สุดของซีพีเอ็นเท่าที่มีการลงทุนมา ขณะที่รูปแบบการลงทุนอาจเป็นการร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ทั้งในและต่างชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา

ส่วนแผนการลงทุนต่อจากนี้ จะใช้เม็ดเงินลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2-3 แห่งต่อปี เพื่อขยายธุรกิจให้โตแบบก้าวกระโดดและรองรับกับการขยายตัวของธุจกิจค้าปลีกของไทยที่มีสัญญาณดีขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลมาจากหลายปัจจัยหลักสนับสนุนทั้งเศรษฐกิจและการบริโภคของคนไทยที่ดีขึ้น

ล่าสุดได้ทุ่มงบการลงทุน 7,000 ล้านบาท เปิดตัว 2 โครงการใหม่ คือ "เซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย" มูลค่าโครงการ 3,100 ล้านบาท และ "เซ็นทรัลพลาซา ศาลายา" มูลค่า 3,900 ล้านบาท โดยทั้ง 2 แห่ง ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพที่มีทั้งการขยายตัวของเมือง และกำลังซื้อสูง ที่จะทำให้สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจแบบก้าวกระโดด อย่างไรก็ตามคาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตประมาณ 15% เทียบกับปี 2555

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

“เพาเวอร์บาย” ลุยสแตนด์อะโลนภูธร ดึงมือดีโคเมทกุมบังเหียนรับเออีซี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 เมษายน 2556 19:22 น.


ที่มา http://www.manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000049429
       ASTVผู้จัดการรายวัน - “เพาเวอร์บาย” ดึงต่างชาติมือดีจากอังกฤษคุมบังเหียน หวังรับตลาดเออีซี ปรับทิศหันบุกต่างจังหวัดมากขึ้น เตรียมผุดดีซี 4 แห่งทุกภาครองรับการขยายตัว ลั่นปีนี้รายได้ทะลุ 22,000 ล้านบาท
     
       น.ส.สอางทิพย์ อมรฉัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้แต่งตั้งนายบ็อบ ดาร์ค เข้ามาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ เพาเวอร์บาย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป ขณะที่นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ก็จะขึ้นไปดูในระดับนโยบาย ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 หรือเออีซีด้วย ที่เพาเวอร์บายก็มีแผนที่จะรุกตลาดอาเซียนนี้ด้วยเช่นกัน
     
       ทั้งนี้ นายบ็อบ ดาร์ค มีอายุประมาณ 40 ปี ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านค้าปลีกมาเป็นอย่างมาก โดยก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับเพาเวอร์บายนี้ ดำรงตำแหน่งซีอีโอที่บริษัท โคเมท (COMET) ซึ่งถือเป็นสเปเชียลตีสโตร์ด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าเหมือนเพาเวอร์บายและใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศอังกฤษ ซึ่งน่าจะสามารถเข้ามาวางรากฐานและการขยายตัวรองรับการรุกเออีซีได้อย่างดี
     
       ก่อนหน้านี้ทางเพาเวอร์บายเองก็มีการเตรียมพร้อมและปรับตัวรองรับการรุกเออีซีมาอยู่แล้วเช่นกัน ในด้านของการวางเครือข่ายสาขาที่จะรองรับโดยเฉพาะในต่างจังหวัดแนวเขตจังหวัดชายแดนต่างๆ เช่น สาขาจันทบุรี อุดรธานี กาญจนบุรี เป็นต้น รวมทั้งการศึกษาและสำรวจความเป็นไปได้ในประเทศต่างๆ ด้วย ว่าตลาดเป็นอย่างไรบ้าง เช่น ตลาดเวียดนามก็น่าสนใจ
     
       ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะสร้างศูนย์กลางขนส่งหรือฮับจำนวน 4 แห่ง ครอบคลุมทุกภาค เพื่อให้เป็นเสมือนคลังสินค้าและลอจิสติกส์ที่จะบริหารจัดการสินค้าให้กับสาขาในแต่ละภาค คือ เหนือ ใต้ กลาง ตะวันออก และยังเป็นการเตรียมพร้อมรองรับเออีซีด้วย จากเดิมที่มีที่กรุงเทพฯ เท่านั้นเป็นดีซีใหญ่ ที่ซัปพลายเออร์จะมาส่งของที่ดีซีกลางนี้แล้วส่งต่อไปไปยังสาขาต่างๆ
     
       สำหรับแผนการลงทุนปีนี้ ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 1,400 ล้านบาท แบ่งเป็นงบ 900 ล้านบาทเปิดใหม่อีก 11 สาขา งบอีก 100 ล้านบาท ทำการตลาดในการเปิดสาขาใหม่ และงบอีก 400 ล้านบาทเป็นงบการตลาดทั้งปี โดยรูปแบบการขยายสาขาของเพาเวอร์บายจากนี้จะมีทั้งหมด 3 แบบ คือ 1. เปิดในห้างเซ็นทรัลหรือโรบินสัน 2. เปิดในพื้นที่พลาซา และ 3. เปิดแบบสแตนด์อะโลน ซึ่ง 11 สาขาในปีนี้จะเปิดในต่างจังหวัดทั้งหมด ซึ่งเปิดไปแล้ว ที่โรบินสัน กาญจนบุรี เซ็นทรัล อุบลราชธานี และเตรียมเปิดอีกที่ จ.อุดรธานี ถนนมิตรภาพ และ จ.นครศรีธรรมราช
     
       “สาขาใหม่ปีนี้จะเป็นแบบสแตนด์อะโลน 4 แห่ง คือ ที่ จ.อุดรธานีเปิดแล้ว และต่อไปคือที่โคราช และอีก 2 แห่งยังไม่สรุปพื้นที่ ซึ่งแบบสแตนด์อะโลนนี้ ลงทุนสูงกว่าในห้าง เพราะต้องมีพื้นที่มากกว่า 5 ไร่ และพื้ที่ขายกว่า 2,000 ตารางเมตร เพราะบางแห่งจะใช้เป็นฮับในแต่ละภาคด้วย”
     
       ปัจจุบันเพาเวอร์บายมีสาขารวมทั้งสิ้น 78 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 31 สาขา มีสัดส่วนรายได้ 70% และในต่างจังหวัด 47 สาขา สัดส่วนรายได้อยู่ที่ 30% คาดว่าหลังจากขยายในต่างจังหวัดมากขึ้นปีนี้รายได้ต่างจังหวัดจะเป็นสัดส่วน 40% จากรายได้รวมปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ 22,000 ล้านบาท เติบโต 10-15% จากปีที่แล้วมีรายได้รวม 19,600 ล้านบาท ที่เติบโตจากปี 2554 ถึง 20% ขณะที่ไตรมาสแรกปีนี้ยอดขายเติบโต 10%
     
       ล่าสุดจัดงานมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เพาเวอร์บายเอ็กซ์โป ครั้งที่ 15 วันที่ 27 เม.ย. - 6 พ.ค.ศกนี้ที่ไบเทค มีสินค้ามากกว่า 200 แบรนด์เข้าร่วม ใช้งบประมาณกว่า 60 ล้านบาท คาดทำรายได้ในงานกว่า 440 ล้านบาท และจะมีคนเข้าชมงานกว่า 100,000 คน

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

ยุทธศาสตร์ 'เซ็นทรัล'

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 19:55 น.
สุจรรยา สุนทรพรเจริญ
ที่มาhttp://www.thanonline.com/index.php?option
การขยับตัวด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเซ็นทรัล ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพของภาคเอกชน ที่พร้อมขยายการลงทุนในประเทศ ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นถึงความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในประเทศ

โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี  ที่ต่างยกให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของเออีซี  การฉกฉวยโอกาส เพื่อเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุด จึงเป็นสิ่งสำคัญ  การก้าวย่างของกลุ่มเซ็นทรัลในวันนี้ จึงเริ่มขึ้น ภายใต้โรดแมปเดียวกัน

 ++ ชี้ทิศศก.โลกหันสู่อาเซียน  
     นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด  เปิดเผยว่า การเติบโตของโลกในปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยน ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสของอาเซียน แต่ภาพรวมของสหรัฐอเมริกา เริ่มขยับดีขึ้นอยู่ในเกณฑ์ขาขึ้นและมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจโดยรวมจะเติบโตขึ้น 2-3%  ขณะที่เศรษฐกิจยุโรป ยังอยู่ในภาวะทรงตัว และเชื่อว่าจะไม่ติดลบ ทำให้คาดการณ์ว่าประเทศในอาเซียนในช่วง 3-5 ปีนี้ จะมีจีดีพีเติบโตถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย ที่จะเติบโตในเกณฑ์ 5-6% ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งถูกจับตามองเป็นพิเศษคาดว่าในปีนี้คงทำตัวเลขได้ไม่หวือหวาเท่าที่ควร
    อย่างไรก็ดีการเติบโตของอาเซียน จะอาศัยการบริโภคในประเทศ และการลงทุนในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น  ที่จะส่งผลทำให้เกิดการเติบโตมากกว่าการอาศัยภาคการส่งออก   ทำให้นับจากนี้ต่อไปการพูดถึงลูกค้าหรือผู้บริโภคจะไม่ใช่แค่ 77 จังหวัด 65 ล้านคน แต่จะเป็น 10 ประเทศ  600 ล้านคน และความโดดเด่น เนื้อหวานของประเทศไทย  จะทำให้มีนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานรุกขยายเออีซีอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเซ็นทรัล เพราะเป็นผู้ให้บริการทั้งรีเทลและเซอร์วิสจากโรงแรม ร้านอาหาร

 ++ เร่งสร้างแบรนด์ "เซ็นทรัล" ติดอันดับผู้นำ
    ทั้งนี้กลุ่มเซ็นทรัล มีแผนรองรับการขยายการลงทุนโดยตั้งเป้าที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่คงไว้ด้วยความมั่นคง  และชื่อเสียง   ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องมีพาร์ตเนอร์ที่ดี  โดยที่ผ่านมานั้น ทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มธุรกิจค้าปลีก โดยบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่นฯ หรือ CRC ,  กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ,  กลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัทเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป หรือ CMG ,  กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา  หรือ CHR และกลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัทเซ็นทรัลเรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  และพร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนโดยอาศัยความแข็งแกร่ง และชื่อเสียงของแบรนด์เซ็นทรัลที่มีอยู่ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกในอนาคต

    "ปัจจุบันชื่อเสียงของเซ็นทรัล ถือว่าเป็นที่ยอมรับอย่างมาก เห็นได้จากการมีนักธุรกิจต่างชาติสนใจเข้าร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับเซ็นทรัลมากขึ้น ซึ่งการซินเนอร์ยีจะช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นยุทธศาสตร์ในการรุกเออีซี ของกลุ่มเซ็นทรัลประกอบไปด้วย การซินเนอร์ยีแบรนด์ภายใต้ 5 กลุ่มธุรกิจ, การผนึกพาร์ตเนอร์ และการพัฒนาบุคลากร"

 ++ตั้งเป้าโกยกำไรกว่า 20%
    นายสุทธิลักษณ์ จิราธิวัฒน์  กรรมการบริหาร  บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และยุทธศาสตร์และพัฒนาธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ความเป็นเซ็นทรัล สร้างความได้เปรียบในอาเซียน เพราะคนส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์เซ็นทรัล  ซึ่งเราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์  ซึ่งการเริ่มรุกตลาดในเออีซี ย่อมมีความได้เปรียบกว่าการไปขยายธุรกิจในภูมิภาคที่ไม่มีใครรู้จักเซ็นทรัล  โดยเป้าหมายของการรุกครั้งนี้ คือ การก้าวขึ้นเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาคเอเชียและระดับโลกทางด้านค้าปลีก

    ขณะที่นายปริญญ์  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด  กล่าวว่า ปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลตั้งเป้าที่จะมีกำไรสุทธิ เติบโตมากกว่า 20% ตามการเติบโตของยอดขาย ที่ตั้งเป้าว่าจะมียอดขาย 2.273 แสนล้านบาท เติบโต 24%  จากปีก่อน ที่มียอดขายรวม 1.833 แสนล้านบาท เติบโต 31.3% จากปี 2554  และบริษัทตั้งเป้าที่จะสร้างยอดขายและกำไรให้เติบโต 20-30% ต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี

    โดยภาพรวมของธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลในปี 2555  มีการเติบโตจากธุรกิจค้าปลีก (CRC) 31% ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์(CPN)  36% ธุรกิจค้าส่ง(CMG) 30% ธุรกิจโรงแรม(CHR)  23% และธุรกิจอาหาร(CRG)  27%

    ส่วนแผนการลงทุนในปีนี้จะใช้งบลงทุนกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท ในการขยายการลงทุนใน 5 กลุ่มธุรกิจ โดยส่วนใหญ่ใช้ในการลงทุนของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกราว 2 หมื่นล้านบาท และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ราว 1 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมงบการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ที่สำรองไว้อีก 1 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินที่จะนำมาใช้ลงทุนจะมาจากเงินที่หมุนเวียนจากผลประกอบการของบริษัทเอง  และการระดมเงินโดยนำศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่และรามอินทรา ขายเข้ากองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNRF) ในไตรมาส 2/56 หรือ 3/56 มูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท

 ++ เร่งสปีดการลงทุนไทย/เทศ
    ด้านการลงทุนในปีนี้บริษัทกลุ่มเซ็นทรัลเน้นการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นอกเหนือลงทุนในจีน และอิตาลี ยังเน้นการขยายธุรกิจในภูมิภาคเป็นหลัก ทั้งการลงทุนเปิดสาขาเอง หรือการร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น โดยแผนการลงทุนในประเทศ ในปีนี้ ประกอบไปด้วย  เปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน  5 แห่ง คือ กาญจนบุรี, อุบลราชธานี, สกลนคร, สระบุรี และสุรินทร์, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล  3 สาขา คือ อุบลราชธานี, เชียงใหม่, หาดใหญ่ พร้อมขยายศูนย์การค้าเฟสติวัลภูเก็ต เฟส 3 ซึ่งจะเปิดให้บริการในปลายปี 2559 และเซ็นทรัล แอมบาสซี่ คาดว่าจะเปิดได้ภายในปลายปี 56

    นอกจากนี้ ยังมีแผนการขยายแฟมิลี่มาร์ท และกลุ่ม Speciality Store อีก 350 แห่ง รวมถึงลงทุนขยายสาขาร้านอาหาร ภายใต้แบรนด์ต่างๆ และการนำเข้าแบรนด์ใหม่ในกลุ่มธุรกิจอาหารอีก 90 แห่ง  การขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่ม TV Shopping  และ Online Shopping  ส่วนธุรกิจโรงแรมเตรียมเซ็นสัญญารับบริหารโรงแรมในต่างประเทศอีกหลายแห่ง รวมถึงการเปิด "โคซี่" โรงแรมต้นทุนต่ำ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น

    นายปริญญ์  กล่าวว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจสนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรลงทุนกับเซ็นทรัลกว่า 10 ราย ทั้งจากประเทศสิงคโปร์, ฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะสามารถสรุปได้ในเร็วๆนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหาร

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,817 วันที่   10 - 13  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

กลุ่มเซ็นทรัลประกาศผงาดขึ้นแบรนด์ระดับโลก

กลุ่มเซ็นทรัลประกาศผงาดขึ้นแบรนด์ระดับโลก ปั้นแบรนด์ "เซ็นทรัล" บุกอาเซียน มั่นใจยอดขายปีนี้ 2.7 แสนล้านบาท
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/
นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดเผยว่า ทางกลุ่มเตรียมแผนขยายการลงทุนหลักไว้ใน 5 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจค้าปลีก โดยบริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือซีอาร์ซี กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น กลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัทเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป หรือซีเอ็มจี กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา และกลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัทเซ็นทรัลเรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนโดยอาศัยความแข็งแกร่ง และชื่อเสียงของแบรนด์เซ็นทรัลที่มีอยู่ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกในอนาคต

โดยมุ่งเน้นการลงทุนทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะมีทั้งลงทุนเอง และร่วมทุนกับนักธุรกิจในท้องถิ่นแต่ละแห่ง รวมถึงการควบรวมกิจการ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่มีจำนวนประชากรในภูมิภาคนี้กว่า 600 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่และมีการเติบโตสูง ทำให้ภูมิภาคนี้เป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นกลุ่มเซ็นทรัลจำเป็นต้องเร่งขยายธุรกิจและหาทำเลที่มีศักยภาพในการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับในปีนี้เตรียมงบลงทุน 3.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ตั้งงบลงทุนไว้กว่า 3 หมื่นล้านบาท แต่ลงทุนไปจริงกว่า 3.96 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ เนื่องจากมีการเข้าซื้อกิจการห้างลารีนาเชนเต ที่อิตาลี และร่วมทุนในสยามแฟมิลี่มาร์ท เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีกในส่วนของอาหาร ในปีนี้ยังแผนลงทุนที่อยู่ระหว่างเจรจาอีก 4-5 แห่งคาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนเพิ่ม

ขณะที่การลงทุนในไทยปีนี้ เตรียมทยอยเปิดศูนย์การค้าซ็นทรัล ในจ.อุบลราชธานี หาดใหญ่ เชียงใหม่ และขยายสาขาเซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต รวมถึงเปิดห้างโรบินสันเพิ่มอีก 5 แห่ง คือ จ.กาญจนบุรี, อุบลราชธานี, สกลนคร, สระบุรี และสุรินทร์ นอกจากนี้ ยังขยายสาขาร้านแฟมิลี่มาร์ท เพิ่ม อีก 350 สาขาภายในปีนี้จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 700 สาขาทั่วประเทศ

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

เซ็นทรัล รีเทล ไปไกล รุกขยายการลงทุนในยุโรป

ที่มาhttp://www.centralretail.com/th/news_popup.php?id=85


กรุงเทพฯ - 12 มีนาคม 2556 : เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สร้างบันทึกหน้าใหม่ให้กับวงการค้าปลีกโลก ด้วยการเข้าซื้อกิจการ ห้างสรรพสินค้า อิลลุม (ILLUM) ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นหนี่งในห้างที่มีชื่อเสียงในกลุ่มชาวสแกนดิเนเวีย การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์การขยายกิจการของเซ็นทรัลรีเทลฯ หลังจากที่ได้เข้าซื้อ ลา รีนาเชนเต้ ห้างสรรพสินค้าหรูอันดับหนึ่งของอิตาลีไปแล้วเมื่อปี 2554 ด้วยประสบการณ์อันเชี่ยวชาญกว่า 65 ปีในการบริหารห้างสรรพสินค้าของเซ็นทรัลรีเทลฯและทีมงานที่มากด้วยความสามารถจาก ลา รินาเชนเต้ วันนี้เราพร้อมที่จะนำความสามารถและประสบการณ์ด้านค้าปลีกมาประสานกัน เพื่อบริหารห้างฯดัง “อิลลุม” ให้โดดเด่นและโดนใจกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเป็นห้างชั้นนำระดับโลก ซึ่งรวบรวมหลากหลายสินค้าชั้นเลิศมีรสนิยมและเอกลักษณ์เฉพาะตัว เลือกสรรมาเฉพาะให้กับลูกค้า

การขยายกิจการสู่ประเทศเดนมาร์กในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศศักยภาพของ บริษัท เซ็นทรัลรีเทลฯ ใน ฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกสัญชาติไทย ที่ก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขันระดับโลกและเป็นอีกจุดเริ่มต้นในการขยายขีดความ สามารถสู่ตลาดในทวีปยุโรป

ห้างสรรพสินค้า อิลลุม มีอายุมากกว่า 120 ปี ถือกำเนิดขึ้น ในปี 2434 ตั้งอยู่ใจกลางของเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก บนพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางย่านช้อปปิ้งที่ดีที่สุดของเมืองโคเปนเฮเกน โดยห้าง สรรพสินค้า อิลลุม มีพื้นที่มากกว่า 20,000 ตารางเมตรนำเสนอสินค้าหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสินค้าแฟชั่น ความงาม และ ของตกแต่งบ้าน โดยผสมผสานทั้งแบรนด์สแกนดิเนเวียและแบรนด์นานาชาติได้อย่างลงตัว


ทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เซ็นทรัล รีเทลฯ กล่าวถึงการขยายการลงทุนครั้งนี้ว่า “การซื้อ ห้างฯ อิลลุม ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของแผนการขยายธุรกิจที่วางไว้ของเซ็นทรัล รีเทลฯ ซึ่งครั้งนี้จะใช้เงินทุนไปในการเพิ่มคุณค่าของห้างฯ อิลลุม ที่มีประวัติศาตร์อันยาวนาน โดยจะมีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดรวมถึงการคัดสรรสินค้า การนำเสนอสินค้าที่ตรงตามความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพื่อให้ ห้างฯ อิลลุมเป็นห้างหรูที่เสนอสินค้าชั้นเลิศที่มีเอกลักษณ์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าระดับบนอย่างแท้จริง”

ทางด้านผู้นำทีมบริหารห้างฯ ลา รีนาเชนเต้ อัลแบร์โต บัลดาน ประธานกรรมการบริหาร ให้ข้อมูลว่า “การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของห้างฯ ลา รีนาเชนเต้ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการแสดงถึงความพร้อมที่จะนำเอาประสบการณ์และความชำนาญที่สั่งสมมานาน ขยายออกไปยังต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ด้านการบริหารห้างสรรพสินค้า ความรู้ในด้านตลาดสินค้าลักชัวรี (Luxury brands) และการบริหารจัดการธุรกิจค้าปลีก ซึ่งประสบการณ์และความชำนาญทั้งหมดนี้ จะถูกนำมาหลอมรวมกันเพื่อต่อยอดให้กับ ห้างฯ อิลลุม ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปีให้ขึ้นเป็นห้างชั้นนำ และ ดึงดูดต่อลูกค้าได้เป็นอย่างดี”

ทศ จิราธิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “จากการขยายกิจการในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องของเซ็นทรัลรีเทลฯ ซึ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้กับ ลา รีนาเชนเต้ รวมถึงโครงการณ์สร้างแฟลกชิบสโตร์แห่งใหม่ใจกลางกรุงโรมที่จะแล้วเสร็จในปีหน้า ได้สร้างชื่อเสียงของเซ็นทรัลรีเทลฯให้เป็นที่รู้จักในตลาดยุโรป และสะท้อนให้เห็นศักยภาพของ ลา รีนาเชนเต้ ที่พร้อมก้าวข้ามสู่ความท้าทายรูปแบบใหม่ในระดับนานาชาติ และในครั้งนี้ ห้างฯ อิลลุม นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะเติมเต็มกลยุทธ์เพื่อก้าวสู่การเป็น “Collection of Stores” อย่างแท้จริง โดยรูปแบบกลยุทธ์ “Collection of Stores” นี้จะสร้างปรากฏการณ์ที่แตกต่าง โดยเป็นการรวมรวมห้างชั้นนำในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี เดนมาร์ค เข้าไว้ในเครือเดียวกัน ภายใต้บริษัทเซ็นทรัลรีเทลฯ มีการสร้างภาพสะท้อนของความเป็นหนึ่งเดียว แต่ในขณะเดียวกัน ยังรักษาจุดเด่นและคงเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมผสานเรื่องราวของแต่ละโลเคชั่นเข้ามารวมไว้ ดังนั้น แต่ละห้างฯในแต่ละประเทศจะเป็น สถานที่ที่ทุกคนต้องแวะมาเยี่ยมชมและใช้บริการ ด้วยสินค้าและบริการอันเป็นเลิศแก่ลูกค้า

เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น 

บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีก การบริหารงานห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสเปเชี่ยลตี้สโตร์ (Specialty Stores) ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจภายใต้เซ็นทรัลรีเทล ได้แก่ เซ็นทรัล, ลา รีนาเชนเต, เซน, โรบินสัน, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์, เพาเวอร์บาย, ซูเปอร์สปอร์ต, บีทูเอส, โฮมเวิร์ค, ไทวัสดุ, แฟมิลี่มาร์ท และออฟฟิซเมท ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ตลอดจนนักท่องเที่ยวรวมไปถึงนักธุรกิจในแวดวงค้าปลีกในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก มาเป็นเวลากว่า 65ปีแล้ว ปัจจุบันเซ็นทรัลรีเทล มีจำนวนสาขาทั้งสิ้นมากกว่า 1,400 สาขา ทั้งในและต่างประเทศด้วยจำนวนพนักงานกว่า 66,000 คน

ลา รินาเชนเต้ 

ลา รินาเชนเต้ เป็นห้างสรรพสินค้าหรูชั้นนำที่มีความโดดเด่นอันทรงคุณค่าของอิตาลี มีสาขามากถึง 11 สาขา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองต่างๆอันเป็นศูนย์รวมแหล่งช้อปปิ้งของอิตาลี นำเสนอสินค้าชั้นนำด้านแฟชั่น เครื่องประดับ ความงาม ของตกแต่งบ้าน จนกระทั่งสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ โดย ลา รินาเชนเต้ ตั้งใจนำเสนอแต่สินค้าชั้นเลิศและทันสมัยให้กับลูกค้าที่มีระดับ ด้วยสินค้าของดีไซน์เนอร์ชั้นนำทั้งในอิตาลีและจากนานาประเทศทั่วโลก

ในช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ลา รินาเชนเต้ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากภายใต้การบริหารงานของ วิททอริโอ ราดิเช รองประธานกรรมการบริหารห้างสรรพสินค้า ลา รินาเชนเต้ และอัลเบอร์โต บัลเดน ประธานกรรมการบริหารห้างสรรพสินค้า ลา รินาเชนเต้ ทั้ง 2 ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบของห้างรวมถึงการสรรหาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าชั้นนำ เพื่อนำไปสู่ความเป็นห้างสรรพสินค้าหรูอันดับหนึ่ง ที่มุ่งเน้นการนำเสนอประสบการณ์การช้อปปิ้งระดับโลก



อิลลุม

ห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เสนอสินค้ามุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับกลางและระดับบน อีกทั้งนำเสนอสินค้า แฟชั่น ความงาม ของตกแต่งบ้าน งานออกแบบ กว่า 120 แบรนด์ทั้งจากสแกนดิเนเวียและจากนานาชาติ เป็นแหล่งช้อปปิ้งที่รองรับผู้มาเยือนถึง 6.5 ล้านคนต่อปี