แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รายได้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รายได้ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คาด Facebook ครองส่วนแบ่งตลาด “Mobile Ad”เพิ่ม 3 เท่าตัวปีนี้


facebookview
ที่มาhttp://thumbsup.in.th
วันที่: 30 August 2013
หมวดหมู่: Business, Digital Advertising
ป้ายคำ: 2013, ad, emarketer, facebook, global, mobile, share

facebookview
จากที่ไม่มีส่วนแบ่งตลาดโฆษณาบนอุปกรณ์พกพาหรือ Mobile Ad เลยในปี 2011 ต่อมาปี 2012 ถีบตัวเองขึ้นมาเป็น 5.3% และสำหรับปีนี้ บริษัทวิจัยตลาด Mobile Ad เชื่อว่า Facebook จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเป็น 15.8% เป็นตัวเลขที่น่าจับตามองครับ


ข้อมูลตลาด Mobile Ad ปี 2013 นี้เป็นของ eMarketer บริษัทวิเคราะห์การตลาดออนไลน์ที่ประเมินรายได้ในวงการ Mobile Ad ทั่วโลกสำหรับปีนี้ไว้ว่า ตลาด Mobile Ad จะยังโตต่อเนื่องขึ้นไปอีกถึง 89% โดย eMarketer ประเมินว่ารายได้รวมของตลาด Mobile Ad ทั่วโลก น่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 16,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.34 แสนล้านบาท

ผู้ที่ถูกคาดว่าจะครองส่วนแบ่งใหญ่ในตลาด Mobile Ad ปี 2013 คือเจ้าตลาดที่คร่ำหวอดในวงการนี้มานานอย่าง Google ปีนี้ยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจิ้นถูกมองว่าจะสามารถดึงส่วนแบ่งได้เพิ่มขึ้น จากที่ทำได้ 52.36% ในปี 2012 มาอยู่ที่ 53.17% หรือคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 8,600 ล้านเหรียญ โดยมีเว็บไซต์ google.com และ YouTube เป็นแหล่งทำเงินสำคัญ

สำหรับส่วนแบ่งของ Facebook ที่ทำไว้ 5.35% ในปีที่แล้ว คาดว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 15.8% หรือคิดเป็น 2,600 ล้านเหรียญในปีนี้ ซึ่งถือเป็นปีที่ 2 ที่ Facebook ได้กระโดดมาร่วมวง Mobile Ad
162589
162589

สำหรับอันดับ 3 ในวงการ Mobile Ad ปี 2013 คือ Pandora บริการเพลงออนไลน์ที่ครองส่วนแบ่งตลาด Mobile Ad โลกมากกว่า 2.37% ลดลงจากปี 2012 ที่ครองมาร์เก็ตแชร์ 2.71% อันดับที่ 4 คือ YP หรือ Yellow Pages ซึ่งเป็นเครือข่ายสื่อและโฆษณาในรูปแบบโลคอลเสิร์ชยักษ์ใหญ่ของชาวอเมริกัน โดย YP เคยมีส่วนแบ่งตลาด Mobile Ad 2.86% เมื่อปีที่แล้ว คาดว่าจะลดลงเหลือ 2.27% ในปีนี้

อันดับที่ 5 ของตารางคือ Twitter จากที่เคยทำได้ 1.57% ในปีที่แล้ว คาดว่าปีนี้ รายได้มากกว่า 1.85% ของตลาด Mobile Ad จะไปอยู่ที่ Twitter ถือเป็นสัดส่วนตลาดที่ไม่น้อยเมื่อมองว่า Twitter เพิ่งเริ่มเล่นในตลาด Mobile Ad เมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา

Facebook ยังคงเป็นบริษัทที่ทำอะไรก็ดูดีตลาด ยังคงอยู่ในขาขึ้นได้อีกนาน สำหรับบ้านเรานักการตลาดต่างก็ลงโฆษณากับ Facebook ไม่หยุดหย่อน เพราะตัวเลขผู้ใช้ยั่วยวนใจเหลือเกินที่ราวๆ 22 ล้านคน

ที่มา: Adweek

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พี่มากฯดันรายได้จีทีเอชพุ่ง

29 เมษายน 2556 เวลา 14:23 น.
จีทีเอชปลื้มหนังพี่มากฯ ดันรายได้เข้าเป้า 650 ล้าน โต 100% เล็งปรับแผนเน้นส่งหนังคุณภาพลงตลาด
พี่มากฯดันรายได้จีทีเอชพุ่ง
ที่มา http://www.posttoday.com/
น.ส.จินา โอสถศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ หรือจีทีเอช เปิดเผยว่า ผลการตอบรับของภาพยนตร์เรื่องพี่มาก...พระโขนง ที่มีรายได้ขณะนี้อยู่ที่ 500 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 150-180 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จเกิน|เป้าหมายที่วางไว้อย่างมาก และเมื่อรวมกับภาพยนตร์ที่เตรียมจะเข้าฉายในช่วงปลายปีอีก 1 เรื่อง จะทำให้รายได้รวมของบริษัทเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ตลอดปีอยู่ที่ 650 ล้านบาท หรือเติบโตจากปีก่อน 100%

“รายได้ที่เพิ่มมาสำหรับเรื่องพี่มาก... พระโขนง ในตอนนี้เกิดจากการดูซ้ำและการบอกต่อ ส่งผลให้ขณะนี้มีคนดูหนังเรื่องนี้มากถึง 3.5 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าเรื่องแฟนฉัน ที่เข้าฉายเมื่อตอนปี 2546 ตอนนั้นมีผู้ชมอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านคน จึงทำให้รายได้ของเรื่องพี่มากฯ สูงกว่าเรื่องแฟนฉัน เพราะตอนนั้นราคาตั๋วหนังเฉลี่ยที่ใบละ 80 บาทเท่านั้น” น.ส.จินา กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทนับจากนี้จะเน้นคุณภาพในการผลิตภาพยนตร์เข้าฉายมากกว่าการเน้นจำนวนภาพยนตร์ ประกอบกับบริษัทมีการปรับแผนการดำเนินธุรกิจด้วยการหันมาผลิตละครออกอากาศทางทีวีในเครือของแกรมมี่ จึงต้องลดจำนวนภาพยนตร์และเน้นภาพยนตร์คุณภาพเข้าทำตลาดเท่านั้น

ทั้งนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปีนี้ หลังจากมีภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศกระแสดีเข้าฉายเป็นจำนวนมาก เช่น พี่มาก...พระโขนง คู่กรรม ต้มยำกุ้ง นเรศวร จี.ไอ.โจ และไอรอนแมน คาดว่าจะส่งผลให้ภาพรวมตลาดสิ้นปีมีมูลค่าถึง 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่า 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็นต่างประเทศ 2,000 ล้านบาท และในประเทศ 1,500 ล้านบาท

ด้านนายสุธี ธรรมสิทธิ์บูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิ เปิดเผยว่า บริษัทจะใช้กลยุทธ์มูฟวี่มาร์เก็ตติ้ง โดยร่วมกับโรงภาพยนตร์เอสเอฟจัดโปรโมชั่น “ดูหนังฟรีกับ โออิชิ กรีนที” เพื่อขยายฐานโออิชิ กรีนที ชนิดกล่องยูเอชทีในลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น

ทั้งนี้เพื่อให้สัดส่วนตลาดของชาเขียวชนิดกล่องยูเอชทีเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีสัดส่วน 15% เมื่อเทียบกับขวดเพ็ตที่มีสัดส่วน 85% ขณะที่ตลาดรวม 1.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกล่องยูเอชที 20% และขวดเพ็ต 80% และจากการทุ่มงบในการทำโปรโมชั่นโดยรวม 250-300 ล้านบาท คาดว่าจะผลักดันยอดขายให้เติบโต 30% ตามที่ตั้งเป้าไว้