แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประกัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประกัน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

"ศรีอยุธยา"หาช่องเทคโอเวอร์ประกันเพิ่ม


"ศรีอยุธยา"หาช่องเทคโอเวอร์ประกันเพิ่ม
28 มีนาคม 2556
เวลา 17:05 น.
ที่ีมาhttp://www.posttoday.com/
ศรีอยุธยา แคปปิตอล ลั่นพร้อมเทคโอเวอร์บริษัทประกัน เล็งเพิ่มสัดส่วนหุ้นอลิอันซ์ประกันชีวิต
นายโรวัน ดี อาซี่ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทศรีอยุธยา แคปปิตอล เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะเข้าไปลงทุนหรือซื้อธุรกิจประกันวินาศภัยอื่นเพิ่มเติม รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท อลิอันซ์อยุธยาประกันชีวิต หรือ AZAY ให้ได้มากขึ้น เนื่องจากบริษัทต้องการเข้าไปมีบทบาทหรือมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการธุรกิจมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา บริษัท อลิอันซ์ฯ ส่งกำไรกลับมาให้บริษัทเพียง 20% เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่สูง เมื่อเทียบกับบริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย  ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออีกแห่ง ที่ส่งกำไรกลับมาให้บริษัท 100%

“การลงทุนทั้งในบริษัทประกันวินาศภัยและประกันชีวิต จะเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจและสร้างรายได้ให้กับเรามากขึ้น ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างศึกษาเรื่องการซื้อธุรกิจประกันวินาศภัยอยู่และคงต้องใช้เวลาดูพอสมควร  แต่หากเห็นว่ามีบริษัทไหนที่เหมาะสมและน่าสนใจ  ก็พร้อมพิจารณาทันที  ซึ่งเชื่อว่าแผนการลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายโรวัน กล่าว

อย่างไรก็ตาม  ในช่วงนี้บริษัทคงใช้วิธีการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อหารายได้จาการลงทุนแทนก่อน  โดยรอดูจังหวะเหมาะสม  เนื่องจากทิศทางการลงทุนในหุ้นไทยขณะนี้ มีความผันผวนค่อนข้างมาก จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่บริษัทจะยึดหลักลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดีและมีการจ่ายปันผลต่อเนื่องอยู่แล้ว  เป็นการลงทุนกระจายในทุกกลุ่มเพื่อลดความเสี่ยง จึงไม่น่ากังวล  

ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทมีเงินลงทุนอยู่  5,500  ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในธุรกิจประกันโดยถือหุ้นในบริษัท ศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย บริษัท อลิอันซ์อยุธยา ประกันชีวิต รวมถึงตราสารทุนและเงินฝากในธนาคาร

สำหรับแผนการลงทุนของบริษัท ศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัยนั้น คงต้องชะลอเรื่องนี้ออกไปก่อน 1-2 ปี จนกว่าจะจัดการเรื่องค่าสินไหมจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เรียบร้อย เนื่องจากบริษัทได้รับความเสียหายสูง

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

แผน 5 ปี ‘ไทยซัมซุง’ โต 50% เพิ่มทุน 2 พันล้าน

 [ ฉบับที่ 1376 ประจำวันที่ 9-2-2013  ถึง 12-2-2013 ]
ที่มาhttp://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413372431
นายโดนอลด์ คาร์ดีน กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยซัมซุง ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นโยบายที่ได้รับมาจากบริษัทแม่ซัมซุงไลฟ์ เกาหลีใต้ นับแต่ต้น พร้อมด้วยผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาบริหารเมื่อปี 2553 คือ คณะผู้บริหารชุดนี้จะต้องทำให้ บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว ถึงจุดคุ้มทุน (Break Event) และผลประกอบการเป็นบวกใน 5-6 ปีข้างหน้า หรือในปี 2559 เพื่อสามารถทำกำไรใน ระยะยาวได้ในปีต่อจากนั้น

ดังนั้น บริษัทจึงปรับฐานจากการเน้นงานประกันกลุ่ม ซึ่งแข่งขันด้านราคา ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ยาก ทำให้ขาดทุน มาเน้นขายผ่านช่องทางตัวแทน โดยเฉพาะประกันรายบุคคล (Individual Life) เป็นช่องทางหลักในการสร้างเบี้ย เพื่อให้เติบโตได้เร็วตามแผน ซึ่งผู้ถือหุ้นเข้าใจดีว่าช่องทางตัวแทนเป็นช่องทางที่ต้องใช้เงินสูงเพื่อขยายงาน ดังนั้นบริษัทจึงเตรียมเพิ่มทุนเพื่อ รองรับการขยายด้านนี้ไว้ โดยปัจจุบันได้เพิ่มทุน จดทะเบียนจาก 760 ล้านบาท เป็น 1,300 ล้านบาท และคาดว่าจนถึงปี 2559 จะต้องเพิ่มทุนเป็น 1,800-2,000 ล้านบาท ซึ่งขึ้นกับว่ามีเบี้ยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตามแผนที่วางไว้จะต้องเติบโต 60% ต่อปี โดยที่ช่องทางตัวแทนจะต้องเติบโต 50% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2559 และจะต้องพยายามรักษา

อัตราความยั่งยืนกรมธรรม์ (Persistency) ไว้ที่ระดับ 80-85% เพื่อให้มีกำไร “เรามองที่การเติบโตของเบี้ยเฉลี่ยต่อกรมธรรม์ ตราบใดที่เรามีจำนวนตัวแทนที่มาก และมีคุณภาพ ก็จะทำให้เบี้ยเฉลี่ยต่อกรมธรรม์สูงขึ้น จากปัจจุบัน อยู่ที่ 20,000 บาทต่อกรมธรรม์ ซึ่งเรามีตัวแทน 2 ระบบ คือตัวแทนทั่วไป และตัวแทนที่ปรึกษาการเงิน (Life Planner : LP) ซึ่งปัจจุบันตัวแทนทั่วไปมีผลงานเป็น 3 เท่าของตัวแทน LP โดยเราจะพยายามพัฒนาให้ตัวแทน LP เติบโตได้เท่ากับตัวแทนทั่วไปให้ได้ในปี 2559”

ผลพวงของการเน้นขายผ่านตัวแทน ทำให้ปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัท มีเบี้ยรับรวม 1,100 ล้านบาท เติบโต 9% จากปี 2554 เป็นเบี้ยปีแรกแบบคำนวณ รายปี (AFYP) ถึง 895 ล้านบาท เติบโต 10% โดยมาจากช่องทางตัวแทนถึง 578 ล้านบาท เติบโตถึง 127% ซึ่งในจำนวนนี้มาจากตัวแทน LP เพียง 103 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนช่องทางประกันกลุ่มทำได้ 220 ล้านบาท เติบโตติดลบ 58% ช่องทางตลาดพิเศษ (Special Market) ประกอบด้วย ขายผ่านไปรษณีย์ไทย โบรกเกอร์ และลีสซิ่ง ทำได้ 27 ล้านบาท เติบโต 197% และช่องทางขายผ่านโทรศัพท์ (เทเลมาร์เก็ตติ้ง) ทำได้ 70 ล้านบาท เติบโต 115%

ด้านนายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ รองประธาน บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการจัดจำหน่าย ทุกช่องทาง กล่าวว่า สำหรับปี 2556 บริษัทต้อง การเติบโตต่อเนื่องจากที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าเบี้ยปีแรก แบบคำนวณรายปีไว้ที่ 1,275 ล้านบาท เติบโต 42% พร้อมนโยบายเชิงรุกในทุกช่องทางขาย โดยช่องทางตัวแทน ตั้งเป้าเบี้ยปีแรกแบบคำนวณรายปี 912 ล้านบาท เติบโต 58% เน้นการนำโนว์ฮาวจากบริษัท แม่ ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งด้านช่องทางตัวแทน ติดคุณวุฒิ MDRT มากที่สุดในโลกในปีที่ผ่านมา มาใช้กับไทยซัมซุงฯ มากขึ้น จากปีที่ผ่านมาเริ่มนำแอพพลิเคชั่นมาช่วยขายผ่านซัมซุงกาแล็กซี่ แท็บ รวมทั้ง การปรับฐานจากเน้นประกันกลุ่มมาเป็นประกันราย บุคคลผ่านตัวแทน ก็ทำให้ปีที่ผ่านมาสามารถเติบ โตได้ดี มาปีนี้จะนำระบบ Won Way ที่ได้พัฒนา จากบริษัทแม่มาเพิ่มศักยภาพ และคุณภาพตัวแทน ควบคู่กับการสร้างตัวแทนใหม่ โดยมีเป้าหมายเพิ่มตัวแทนอีก 33% จากที่มีอยู่ 5,502 คน เป็น 7,294 คน

ขณะที่ช่องทางขายผ่านโทรศัพท์ที่ใช้เอาต์ซอร์สทั้งหมดเป็นผู้ขาย ปีนี้จะทำตลาดองค์กร หรือเวิร์กไซต์มากขึ้น ตั้งเป้าเบี้ยปีแรกแบบคำนวณรายปีไว้ 105 ล้านบาท เติบโต 51% ส่วนช่องทางตลาดพิเศษ ตั้งเป้าเติบโต 41% ด้วยเบี้ย 38 ล้านบาท และช่องทางประกันกลุ่มจะรักษาระดับเบี้ยไว้ที่ 220 ล้านบาทเท่าเดิม หรือไม่เติบโต

อนึ่ง บริษัทได้เปลี่ยนชื่อใหม่จากสยามซัมซุงประกันชีวิตมาเป็น ไทยซัมซุงประกันชีวิต เมื่อ 1 มกราคม 2556 เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับบริษัทแม่

ธุรกิจประกันชีวิตโกยอื้อปี55เบี้ยรับรวม3.9แสนล.

ที่มา http://www.ryt9.com/s/tpd/1583717
ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 00:00:56 น.
ไทยโพสต์ * ประกันชีวิตโกยเบี้ยรับรวมปี 2555 สูง 3.9 แสนล้านบาท เติบโต 19.1% สูงสุดในรอบ 10 ปี ด้านไทยประกันฯ  พร้อมแข่ง  AEC โชว์วางออนไลน์สาขาทั่วไทยแล้ว

นางบุษรา อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า เบี้ยประกันชีวิตรับรวม 12 เดือน (ม.ค.-ธ.ค.2555) มีทั้งสิ้น 391,358.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 19.1% โดยบริษัทประกันชีวิตที่มีเบี้ยประกันชีวิตรับรวมสูง สุด คือ บริษัท เอไอเอ จำกัด จำ นวน 103,023.22 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนการตลาด 26.32% อัน ดับ 2 บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต 48,867.79 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 12.49% อันดับ 3 บมจ.ไทยประกันชีวิต 48,846.8 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 12.48% อันดับ 4 บมจ.ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต 41,909.44 ล้านบาท ส่วนแบ่งการ ตลาด 10.71% อันดับ 5 บมจ.กรุง เทพประกันชีวิต 34,640.2 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาด 8.85%


ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2546 - 2555 อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตในปี 2555 ถือเป็นอัตราเติบ โตที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทประกันชีวิตแต่ละบริษัทต่างก็เร่งการพัฒนารูปแบบกรมธรรม์ออกมาสนองตามความต้องการของประชาชน พัฒนาบุคลากรฝ่ายขาย รวมถึงการขยายช่องทางการขายให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง

นายไชย ไชยวรรณ กรรม การผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยประกันชีวิต กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขันเสรีมาตั้ง แต่ปี 2540 ซึ่งช่วงดังกล่าวบริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจในทุกด้าน เพื่อให้เกิดประ สิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่พัฒนาระบบคอมพิว เตอร์ออนไลน์ เพื่อกระจายการทำงานสู่สาขาทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุ บันมีสาขารวม 300 แห่ง รวมถึงกระจายอำนาจในการอนุมัติสินไหม การรับประกัน การจ่ายเงินคืน เงินปันผลแก่ผู้เอาประกันไปยังสาขา เพื่อให้ผู้เอาประกันได้รับความสะดวก รวดเร็ว.

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

ลุยรากหญ้าขายประกันผ่านเซเว่นฯ


วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:46 น.
ที่มา http://www.dailynews.co.th/businesss/184472
เผย 5 บริษัทประกันผนึกเซเว่นอีเลฟเว่นเปิดตัวไมโครอินชัวรันด์ลุยรากหญ้าและตั้งเป้าหมายไว้สิ้นปีนี้จะมีลูกค้าซื้อกรมธรรม์ประมาณ 300,000 กรมธรรม์
วันนี้ ( 13 ก.พ. )   นายประเวช  องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยหรือคปภ. เปิดเผยว่า  บริษัทประกัน 5 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท เมืองไทยประกันภัย  บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต  บริษัท กรุงเทพประกันภัย บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ และบริษัท อลิอันซ์ ซี.พี.ประกันภัยได้เปิดขายกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันภัยให้กับประชาชนทั่วไปผ่านบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือร้านค้าสะดวกซื้อของเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ 6,800 แห่ง ภายใต้โครงการไมโครอินชัวรันส์  ซึ่งทำให้ประชาชนระดับรากหญ้าสามารถเข้าถึงประกันได้ง่ายขึ้น  โดยอัตราเบี้ยประกันสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อปี และตั้งเป้าหมายไว้ว่าสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าซื้อกรมธรรม์ประมาณ 300,000 กรมธรรม์

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าบริษัทรับประกันภัยต่อหรือรีอินชัวเรอร์ที่มีปัญหาด้านการเงินอาจปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมจากน้ำท่วมปลายปี 54  และเกิดการฟ้องร้องกันจนอายุความหมดลง 2 ปีแต่ยังไม่ได้นั้น  บริษัทประกันภัยและรีอินชัวเรอร์จะต้องหารือกัน เพราะแต่ละฝ่ายเป็นผู้ที่รู้กฏเกณฑ์ดี และไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญา จะยกข้ออ้างอื่นปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมไม่ได้ ส่วนกองทุนภัยพิบัตินั้น  กำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนเงื่อนกรมธรรม์ใหม่ อย่างไรก็ตาม หากโครงการประสบความสำเร็จอาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ลาว  พม่า และกัมพูชาจะใช้ไทยเป็นต้นแบบในการพัฒนากรมธรรม์ในประเทศ เพื่อรองรับการประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีปี58

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต กล่าวว่า  ได้นำผลิตภัณฑ์ “เมืองไทย สุดคุ้ม” ออกขายให้กับลูกค้าในวันที่ 18 มี.ค.นี้   โดยชำระเบี้ย 5 ปี คิดอัตราเบี้ยประกัน 1,000 บาทต่อปีระยะเวลาคุ้มครอง 5 ปี ทุนประกัน 270,000 บาท  กลุ่มลูกค้าอายุตั้งแต่ 15-65 ปี

น.ส.นวลพรรณ ล่ำซำ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย กล่าวว่า  จะเริ่มขายกรมธรรม์ในโครงการนี้ในช่วงเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมแผนการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลระหว่างการเดินทาง ภายใต้เชื่อ ประกันภัย เที่ยวเมืองไทย โดยมีให้เลือก 2 แบบคือ เดินทาง 1-5 วันคิดอัตราเบี้ยประกันภัย 120 บาท และเดินทาง 6-10 วันคิดอัตราเบี้ยประกัน 200 บาท วงเงินคุ้มครอง 200,000 บาท และจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 10,000 บาท

นายอภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย กล่าวว่า  จะขายประกันอุบัติเหตุอัตราเบี้ย 490 บาทต่อปี ทุนประกัน 100,000 บาท และถ้าเสียชีวิตจะจ่ายค่าภาระหนี้สินให้อีก 50,000 บาท.

"เคาน์เตอร์เซอร์วิส" ลุยปั๊มรายได้ จับมือ 5 บริษัทประกันฯผุดบริการออลล์อินชัวรันส์


วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 เวลา 10:25:19 น.
ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1361330373&grpid=03&catid=03
 
นายวีรเดช อัครผลพานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ผู้ให้บริการรับชำระสินค้าและบริการ เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการออกบริการใหม่ เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น โดยวางงบฯลงทุนระบบต่างๆ เพื่อรองรับบริการใหม่ไว้ 10-15% ของรายได้ต่อปี

เริ่มจากต้นปีนี้ได้พัฒนาและออกบริการใหม่ที่ชื่อว่า ออลล์อินชัวรันส์ สำหรับให้บริการด้านประกันภัยแบบครบวงจรที่ลูกค้าสามารถซื้อไมโครอินชัวรันส์ รูปแบบต่างๆ ได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขา ซึ่งในช่วงแรกมี 5 พันธมิตรบริษัทประกันชั้นนำเข้าร่วม ประกอบด้วย บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต บมจ. กรุงเทพประกันภัย บมจ. เมืองไทยประกันภัย บมจ. อลิอันซ์ ซี.พี.ประกันภัย และบมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์

สำหรับผลิตภัณฑ์กรมธรรม์ของแต่ละบริษัทจะมีเบี้ยประกันราคาไม่สูงมาก อาทิ เมืองไทยประกันภัยจะออกกรมธรรม์ที่ชื่อว่า เที่ยวเมืองไทย เบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 120-200 บาทสำหรับการเดินทางต่อครั้ง คุ้มครอง 2 แสนบาท จะเริ่มขายในเดือนเม.ย.นี้ และเมืองไทยประกันชีวิต กรมธรรม์ประกันชีวิตเบี้ยปีละ 1,000 บาท ชำระ 5 ปี คุ้มครอง 2.7 แสนบาท เริ่ม 18 มี.ค.นี้ เป็นต้น พร้อมกันนี้มีแผนจะเพิ่มพันธมิตรอีก 1-2 รายภายในปีนี้

นายวีรเดชกล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีอัตราเติบโตจากบริการใหม่ปีละ 20% และภายใน 5 ปีจะเข้าสู่ระบบเป็นตัวแทนนายหน้าประกันได้อย่างชัดเจน หลังจากนี้มีแผนจะเปิดบริการที่ชื่อว่า ออลล์ ทิคเก็ต สำหรับจำหน่ายบัตรการแสดง คอนเสิร์ตต่างๆ คาดว่าการเพิ่มบริการใหม่ๆ จะทำให้บริษัทเติบโตได้ 15-20% ต่อปี ที่มีรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท





จาก ข่าวสด

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

อิออนปรับโครงสร้างจัดทัพลุยขายประกัน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 เมษายน 2556 18:38 น.


ที่มาhttp://www.manager.co.th/iBizchannel/viewNews
       อิออนแจ้งผู้ถือหุ้นใหญ่เปลี่ยนแปลงชื่อ แต่ยังคงสัดส่วนการถือหุ้น พร้อมควบรวม 2 บริษัทขายประกันที่ซื้อหุ้นมา และเพิ่มทุนให้ธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในกัมพูชาอีก 89 ล้าน
       
       บริษัท อิออน เครดิต เซอร์วิส จำกัด ประเทศญี่ปุ่น (อิออน เครดิต เซอร์วิส) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (AEONTS) ได้มีการจัดโครงสร้างใหม่เป็น Holding Company และเปลี่ยนชื่อเป็น AEON Financial Service Co.,Ltd. (AEON Financial Service) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2556 อย่างไรก็ตาม ที่อยู่ตามที่จดทะเบียน และสัดส่วนการลงทุนใน AEONTS ยังคงเหมือนเดิม
       
       ในปีที่ผ่านมา AEONTS ได้มีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยมีการซื้อธุรกิจนายหน้าประกันภัย 2 บริษัท และธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้สิน 1 บริษัท ด้วยสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 99.99 รวมถึงการจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศลาว และพม่า ด้วยสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 100 นอกจากนี้ AEONTS ได้สร้าง Brand Awareness โดยร่วมออกบัตร Platinum Co-brand กับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และได้มีการระดมทุนโดยการกู้เงินร่วมระหว่างประเทศ จำนวน 5 พันล้านบาท ในเดือนพฤศจิกายนเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ
       
       โดยคณะกรรมการของบริษัทได้อนุมัติให้ควบรวมบริษัทนายหน้าประกันภัย 2 บริษัทที่ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.99 ได้แก่ บริษัท เอซีเอส อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (ACSB) และบริษัท เอซีเอส ไลฟ์อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (ACSL) เป็นบริษัทใหม่มีชื่อว่า บริษัท อิออน อินชัวรันส์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด
       
       ทั้งนี้ บริษัทใหม่ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิต ซึ่งการควบรวมจะช่วยส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ของธุรกิจประกันภัยของบริษัทฯ และการยอมรับที่ดีขึ้นจากลูกค้า นอกจากนี้ ยังเป็นการลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยภายหลังการควบรวมกิจการ บริษัทจะถือหุ้นบริษัทใหม่ในสัดส่วนร้อยละ 99.99
       
       นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มทุนให้แก่บริษัทในประเทศกัมพูชา AEONTS ได้เพิ่มเงินลงทุนในบริษัทย่อย คือ บริษัท อิออน ไมโครไฟแนนซ์ (ประเทศกัมพูชา) จำกัด จำนวน 3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 89.4 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อยในประเทศกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการขยายธุรกิจภายใต้ตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยเงินเพิ่มทุนส่วนนี้จะนำไปใช้ในการจ่ายชำระหนี้สินหมุนเวียน และเป็นเงินลงทุนสำหรับการพัฒนาระบบ และขยายสาขาเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

“เทสโก้โลตัสโบรคเกอร์”ขายประกันเริ่มต้น9,999บาท


ที่มา http://www.stockwave.in.th/hot-news/31752-9999.html
MONDAY, 01 APRIL 2013 16:54
บริษัท เทสโก้ เจเนอรัล อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ จำกัด หรือ “เทสโก้โลตัสโบรคเกอร์” นายหน้าประกันภัยชั้นนำของไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน “รีเทล อินชัวรันส์ (Retail Insurance)” ด้วยกรมธรรม์ประกันภัยรถกระบะหรือรถปิคอัพ เบี้ยประกันภัยอัตราพิเศษเท่ากับอัตราเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่งราคาเริ่มต้น 9,999 บาท พร้อมให้สิทธิ์ผ่อนเบี้ยประกันภัย 0% นานสูงสุด 12 เดือน ขายผ่านเคาน์เตอร์บริการด้านการเงินและประกันภัยภายในเทสโก้ โลตัส 149 สาขาทั่วประเทศ หรือที่ศูนย์บริการลูกค้าหมายเลขโทรศัพท์ 1712 ตั้งเป้าผลิตเบี้ยประกันภัยได้ 1,500 ล้านบาทหรือเติบโต 30% ภายในปี 2556

มร. ไซม่อน แรนสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เทสโก้ เจเนอรัล อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นสาเหตุหลักที่คร่าชีวิตคนไทยสูงสุดเฉลี่ย 30 คนต่อวัน โดยรถกระบะและปิคอัพเป็นพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากเป็นอันดับสองรองจากรถจักรยานยนต์ ดังนั้น เพื่อช่วยให้คนไทยมีความอุ่นใจในการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นวันหยุดยาวที่คนไทยส่วนใหญ่จะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดหรือท่องเที่ยวคลายร้อน เทสโก้โลตัสโบรคเกอร์จึงเสนอกรมธรรม์ประกันภัยรถกระบะหรือรถปิคอัพในอัตราเบี้ยประกันภัยพิเศษ ราคาเท่ากับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่งที่เริ่มต้นที่ 9,999 บาท โดยกรมธรรม์จะให้ความคุ้มครองครบทั้งชีวิตและทรัพย์สินทั้งของตัวผู้เอาประกันภัยเอง คู่กรณี และบุคคลภายนอก

“จากความคุ้มครองที่ครบถ้วน อัตราเบี้ยประกันภัยราคาถูก ช่องทางการจำหน่ายที่ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงได้ง่ายที่เคาน์เตอร์บริการทางการเงินในเทสโก้ โลตัส 149 แห่งทั่วประเทศ หรือที่ศูนย์บริการลูกค้า หมายเลขโทรศัพท์ 1712 รวมทั้งการให้สิทธิ์ผ่อนเบี้ยประกันภัย 0% นานสุงสุด 12 เดือน  บริษัทจึงมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรถในปี 2556 ได้ 30%” มร. ไซม่อน กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทกำหนดเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ความยาว 15 วินาทีและสื่ออื่นๆพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นไป เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้จักกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว และตระหนักถึงความสำคัญของการประกันภัยว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน

“รวมทั้งยังช่วยสร้างให้เทสโก้โลตัสโบรคเกอร์ เป็น Top of  Mind Brand ในด้านการประกันภัยรถที่ลูกค้าจะได้รับทั้ง “ความคุ้มค่า” และ “ความสะดวกสบาย”” มร. ไซม่อน กล่าวในที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

เอไอจีคืืนสังเวียนประกันวินาศภัย ล้างแบรนด์ "ชาร์ทิส" พร้อมเดินหน้าลุยตลาดไทย มั่นใจโตต่อเนื่องปีละ 15% ต่อกัน 5 ปีรวด


ที่มาhttp://www.acnews.net/
หลังจากแบรนด์ประกันภัยรายยักษ์สัญชาติอเมริกันอย่าง "อเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป" หรือ "เอไอจี" ที่เคยประสบปัญหาวิกฤตการเงินที่เคยถาโถมเข้าใส่จนเซและรัฐบาลสหรัฐต้องเข้ามาอุ้มด้วยเงินอัดฉีดก้อนโตถึง 1.8 แสนล้านดอลลาร์ และหลบร้อนไปใช้แบรนด์"ชาร์ทิส" อยู่พักใหญ่
กระทั่งล่าสุด ผ่านไป 4 ปี กับแผนการผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่จนใช้คืนเงินกู้ก้อนมโหฬารดังกล่าวพร้อมกับดอกเบี้ยไปอีก 2 หมื่นล้านดอลลาร์ได้เรียบร้อย
วันนี้จึงคืนสังเวียนกลับมาใช้แบรนด์ "เอไอจี" อีกครั้ง ด้วยมุมมองและประสบการณ์ที่แน่นกว่าเดิม พร้อมกับทยอยประกาศรีแบรนด์ใน 90 ประเทศ

นายโรนัลด์ เอ ฮิวดอน ประธานกลุ่ม เอไอจี ประเทศไทย และผู้จัดการสำนักงานประเทศไทย บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ อธิบายว่า การกลับมาใช้แบรนด์นี้ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ สถานการณ์ปัจจุบันบริษัทได้ชำระคืนเงินกู้จากรัฐบาลสหรัฐหมดเรียบร้อยแล้ว และการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าก็ยังคงความเชื่อมั่นในแบรนด์ "เอไอจี" อย่างเหนียวแน่น และสนับสนุนให้กลับมาใช้แบรนด์เดิม จึงทำให้ทางกรุ๊ปตัดสินใจรีแบรนด์ในครั้งนี้
สำหรับในประเทศไทยก็เช่นกันที่เปลี่ยนชื่อบริษัทมาเป็น บริษัท เอไอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันบริษัทในเครือเดียวกันอย่างนิวแฮมพ์เชอร์ฯ ที่เป็นสาขาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศนั้น ก็อยู่ในระหว่างเปลี่ยนชื่อบริษัทให้มาเป็นชื่อที่ล้อไปในภาพเดียวกันเพื่อสะท้อนความแข็งแกร่งในแบรนด์ "เอไอจี" ร่วมกัน
"แม้ที่ผ่านมาเราจะใช้แบรนด์ ชาร์ทิส แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นผลลบกับธุรกิจประกันภัยแต่อย่างใด เพราะผลงานในปี 2555 นั้นก็ยังคงเติบโตได้ดีมาก เรามีเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นถึง 22% จากปีก่อนหน้า และภายใต้แผน 5 ปีที่เราวางไว้ก็เชื่อมั่นว่าจะยังมีทิศทางที่ดี น่าจะขยายตัวได้ประมาณ 15-16% ต่อปีตลอดช่วงเวลาดังกล่าว"
นายโรนัลด์อธิบายเพิ่มเติมถึงแผนการเติบโตดังกล่าวว่า บริษัทจะอาศัยการเติบโตทั้งฝั่งรับประกันภัยลูกค้ารายใหญ่รวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ซึ่งบริษัทมีจุดแข็งที่เงินกองทุนขนาดใหญ่ที่สามารถรับเสี่ยงภัยได้สูงสุดถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์ต่อภัย หรือประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท จึงเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันที่เชื่อมั่นว่าไม่มีบริษัทอื่นๆ เทียบได้ 
ขณะเดียวกันในตลาดประกันภัยรายย่อย บริษัทถือว่าเป็นผู้นำในตลาดประกันภัยการเดินทางที่มีเครือข่ายบริการได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก ประกันภัยรถยนต์ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล และประกันภัยสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี เช่นกัน ซึ่งสัดส่วนงานรับประกันภัยในปัจจุบันถือว่าเหมาะสมแล้ว ฉะนั้น การเติบโตในช่วง 5 ปีข้างหน้าคงไม่ได้มีแผนจะปรับพอร์ตแต่อย่างใด แต่เน้นเติบโตในตลาดที่มีศักยภาพจะเติบโตมากกว่า
"แม้ปัจจุบันเราจะมี 2 บริษััทประกันภัยภายใต้แบรนด์เดียวกัน แต่ก็ไม่มีนโยบายที่จะรวมทั้งสองบริษัทนี้เข้าด้วยกัน เนื่องจากแบ่งกันทำตลาดได้อย่างครอบคลุม โดยบริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ฯ ซึ่งมีสถานะเป็นสาขาของบริษัทแม่ในนสหรัฐจะมีขนาดเงินกองทุนใหญ่ สามารถรองรับงานประกันภัยรายใหญ่ได้ดี แต่ก็จะติดข้อจำกัดด้านการเปิดสาขาเพิ่มเติมสำหรับทำตลาดรายย่อย ก็จะให้บริษัท เอไอจีฯ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งในไทยเป็นแกนหลักรุกตลาดรายย่อยได้อย่างดี ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องรวมทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน ก็สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง" นายโรนัลด์กล่าว