แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอซีซี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอซีซี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

"โอซีซี" เตรียมทัพสินค้าบุกเออีซี นำร่องส่งเครื่องสำอาง "เคเอ็มเอ" ขยายใน 3 ประเทศ เวียดนาม-พม่า-กัมพูชา

วันที่ 4 เมษายน 2556 12:02
นางธีรดา อำพันวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอซีซี จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทฯได้เดินนโยบายทั้งการตลาดและการผลิต เพื่อเตรียมความพร้อมทุกด้านรองรับการเปิดเออีซีในปี 2558 โดยได้ศึกษาแนวโน้มตลาด วางแผนเชิงรุก พร้อมพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าให้เหมาะสมกับผู้หญิงเอเชีย สภาพอากาศ และเพิ่มไลน์สินค้า เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายตลาดประเทศกลุ่มเออีซี ส่งสินค้าแบรนด์ต่างๆ เข้าไปทำตลาด โดยแบรนด์ “กีลาโรช” จะขยายไปในประเทศที่มีไลเซ่น และเครื่องสำอาง“เคเอ็มเอ” นำร่องส่งเข้าไปใน 3 ประเทศ คือ เวียดนาม กัมพูชา และพม่า ส่วนสปป.ลาว เข้าไปในรูปแบบของการค้าขายผ่านแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งยังมีช่องว่างในการขยายตลาดอีกมาก

โดยเฉพาะเครื่องสำอาง “เคเอ็มเอ” เป็นแบรนด์ที่โอซีซีวางแผนขยายตลาดในกลุ่มเออีซี นำร่องไปแล้วหลายประเทศ ทำให้รายได้ในปีที่ผ่านมามาจากพม่า 10 ล้านบาท กัมพูชา 4 ล้านบาท เวียดนามเป็นตลาดเริ่มต้นยอดขายยังไม่มากนัก ส่วนในไทยมียอดขาย 20 ล้านบาท

ผู้บริหารโอซีซี ย้ำว่าหลังเปิดเออีซีแล้ว จะเป็นช่วงเวลาในการขยายตลาดไปพม่าอย่างเต็มรูปแบบ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงศึกษาตลาด ทั้งทำเลร้านค้า กำลังซื้อ ราคาที่เหมาะสม และพฤติกรรมการใช้สินค้า ตลอดจนการออกแบบ ซึ่งปัจจุบันยังมีอุปสรรค เพราะคนพม่าไม่นิยมสวมชุดชั้นใน และกำลังซื้อก็ยังไม่มากนัก

ปัจจุบัน สินค้าในเครือโอซีซีมี 20 แบรนด์ แบรนด์หลักชุดชั้นในและเสื้อผ้า คือ “กีลาโรช” “จีแอนด์จี” กลุ่มเครื่องสำอาง คือ “คัฟเวร์มาร์ค” และ “เคเอ็มเอ”
ปีนี้โอซีซีตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งปิดยอดได้ 1,800 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากแบรนด์หลัก คือ กีลาโรช 150 ล้านบาท เครื่องสำอางคัฟเวอร์มาร์ค 700 ล้านบาท และเคเอ็มเอ 250 ล้านบาท

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

รีแบรนด์ "กี ลาโรช" ภารกิจแม่ทัพหญิง "โอซีซี"


updated: 15 เม.ย 2556 เวลา 13:06:21 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail

หลังจากเข้ามานั่งเป็นแม่ทัพหญิง บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร"ธีรดา อำพันวงษ์" เจเนอเรชั่นที่ 3 แห่งตระกูลโชควัฒนา ลูกสาวของ "บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา" ก็มุ่งมั่นนำพาธุรกิจในเครือที่มีอยู่ 20 กว่าแบรนด์ ทั้งเสื้อผ้า ชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ เครื่องสำอาง อาทิ กี ลาโรช, คัฟเวอร์มาร์ค, ซันเกรส, เคเอ็มเอ ฯลฯ ก้าวสู่การเติบโต รวมถึงเดินหน้าบุกตลาดอาเซียนเหมือนเช่นธุรกิจในเครือสหกรุ๊ป

แม้ที่ผ่านมายังไม่มีการเพิ่มแบรนด์เข้ามาในพอร์ต แต่ภายใต้การนำทัพของเธอก็ทำให้โอซีซีมีความเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการรีแบรนด์กี ลาโรช การแตกไฟติ้งแบรนด์ชุดชั้นใน G&G การขยายตลาดเคเอ็มเอสู่ตลาดอาเซียนรับเออีซี

"ปีนี้เราจะรีแบรนด์กี ลาโรช ชุดว่ายน้ำ ชุดชั้นใน เพราะอยู่ในตลาดเมืองไทยมากว่า 30 ปี แต่ในตลาดยุโรปอยู่มา 90 ปี เราต้องทำให้แบรนด์เฟรชขึ้น โดยในส่วนของการตลาดมีการทำอย่างต่อเนื่อง

ก็มีการเปลี่ยนทาร์เก็ตในการโฆษณา ทำให้ดูเป็นแมสมากขึ้น แต่สินค้ายังคงเป็นความลักเซอรี่เช่นเดิม ขณะที่กลุ่มเป้าหมายก็จะลดลงมาอยู่ที่กลุ่มอายุ 30 ปี จากเดิมอยู่ที่ 40 ปีขึ้นไป"

กี ลาโรชรีแบรนด์อย่างต่อเนื่องทุก ๆ 5 ปี 10 ปี โดยโลโก้จะมีการปรับเล็กน้อย แต่มีซิกเนเจอร์ให้ดูมีสีสันและทันสมัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเธอคิดว่าลักษณะของแบรนด์ต้องมีการปรับให้มีความสดใส

เพราะตอนนี้คู่แข่งค่อนข้างจะแรง แบรนด์ใหญ่ ๆ ในเมืองไทยโปรโมชั่นแรง ซึ่งแม้จะเป็นแบรนด์เล็กต้องปรับตัวให้สดใสอยู่ตลอด

นอกจากการรีแบรนด์เพื่อบุกในประเทศแล้ว โอซีซียังได้สิทธิ์ทำตลาดกี ลาโรช ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ พม่า กัมพูชา ซึ่งมีแผนนำชุดชั้นในเข้าไปทำตลาด เพราะชุดว่ายน้ำยังไม่ค่อยเป็นที่นิยม

"ถ้าประเทศไหนได้ไลเซนส์ไปแน่นอน แต่ก็ต้องศึกษาตลาดและความนิยม โดยที่ผ่านมามีการนำสินค้าเข้าไปทำตลาดบ้างแล้ว แต่เมื่อเปิดเออีซีก็ต้องเอาสินค้าที่ตรงกับความต้องการคนในประเทศนั้น ๆ เข้าไป ซึ่งที่ผ่านมาคนเริ่มรู้จักแบรนด์บ้าง แต่คงต้องทำตลาดจริงจังกับกลุ่มที่เป็นฐานกว้าง และต้องศึกษา

โลเกชั่นของร้านค้า ช่องทางขาย ราคาที่รับได้ และสรีระของคนท้องถิ่น" ทุกวันนี้การเข้าไปทำตลาดของกี ลาโรชในพม่าและกัมพูชา ยังมียอดขายน้อยคือ 3-4

ล้านบาท แต่หลังจากปี 2558 แม่ทัพหญิงคนนี้คาดว่าจะมีรายได้จากการส่งออกเพิ่มเป็น 10 ล้านบาท ขณะที่ตลาดในประเทศโตปีละประมาณ 10% หรือ 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเธอหวังว่าอีก 5 ปีตัวเลขการเติบโตของตลาดในประเทศโดยรวมของกี ลาโรชจะเพิ่มเป็นดับเบิล

ขณะเดียวกัน ก็ออกไฟติ้งแบรนด์ชุดชั้นใน "G&G" ลดวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ราคาถูกกว่ากี ลาโรช 30% ซึ่งมีไว้เพื่อบุกในพื้นที่ตะเข็บชายแดนและต่างจังหวัด รวมถึงตลาดอาเซียนด้วย "ปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 1,800 ล้านบาท

ทุกแบรนด์ต้องโตโดยเฉพาะเคเอ็มเอที่เป็นแบรนด์ของเราเอง ก็ต้องพยายามพัฒนาให้ขึ้นมา เนื่องจากฐานยังเล็กอยู่จึงยังไม่มีรายการสินค้าใหม่ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในแบรนด์เก่า อย่างคัฟเวอร์มาร์คก็มีการขยายอย่างต่อเนื่อง และมีการทำซีเอสอาร์ ส่วนเคเอ็มเอวางขายในพม่าแล้ว สินค้าขายดีคือแป้ง และเมกอัพ"

แผนต่อไปเธอว่าจะไปผลิตในพม่า ตอนนี้โรงงานในเครือมีอยู่แล้ว เป็นการร่วมทุนกับบริษัทพม่าที่เป็นดิสทริบิวเตอร์ ตอนนี้ยังไม่ได้ผลิตของโอซีซี คิดว่าถึงเวลาที่เราน่าจะผลิตที่พม่าเพื่อลดต้นทุนได้แล้ว โดยเคเอ็มเอจะเป็นตัวแรก แต่คงต้องดูเรื่องของคุณภาพก่อน และเป็นแบรนด์ที่ไม่มีในเมืองไทย โดยจดทะเบียนไว้หลายชื่อ แต่ยังไม่ได้นำออกสู่ตลาด

โรดแมปของ "เคเอ็มเอ" ภายใต้การนำของ "ธีรดา" ยังไม่หมด เธอวางแผนสร้างความแข็งแกร่งให้ตลาดเวียดนาม กัมพูชา ลาว โดยในกัมพูชาเข้าไปได้

สักพักหนึ่งแล้ว คนเริ่มรู้จักแบรนด์ มียอดขายประมาณ 4 ล้านบาท เวียดนามมีตัวแทนจำหน่ายอยู่แล้ว แต่ยังเล็กอยู่ ส่วนลาวยังไม่ได้ทำจริงจังแต่มีคนข้ามมาซื้อตามตะเข็บชายแดน

ถึงรายได้จาก 3 ประเทศในอาเซียนอย่างพม่า เวียดนาม กัมพูชา รวมกันจะไม่มาก แต่เธอเชื่อมั่นว่าในปีที่เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนยอดขายจะพุ่งเป็น

ดับเบิล ซึ่งนั่นหมายถึงว่าต้องทำตลาดอย่างจริงจังควบคู่ไปด้วย ส่วนเป้าหมายโดยรวมของ "โอซีซี" ในปี 2558 ธีรดายิ้มแล้วบอกตัวเลข 2,000 ล้านบาทสำหรับ

ปีนี้ เธอกล่าวว่า ผ่านด่านไตรมาสแรกมาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก แต่จุดหมายปลายทางน่าจะเกินเป้าที่ตั้งไว้ เพราะไตรมาส 2 ได้ทุ่มงบประมาณ 150 ล้านบาท เพื่อวางแผนการทำโฆษณา

โปรโมชั่นกับห้างสรรพสินค้าไว้แล้ว

เธอยอมรับว่า การทำตลาดตอนนี้ไม่ง่าย ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ที่มีเข้ามากระทบ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง 300 บาท ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น หรือกำลังซื้อที่เธอว่ามีอาการฝืดหลังจากนโยบายรถคันแรก "ธุรกิจจึงต้องมีตัวเบสิกที่รันนิ่ง ส่วนแฟชั่นให้ถือว่าเป็นโบนัส อย่างน้อยถ้าขายไม่ได้ก็ยังมีตัวเมนเทนยอดขาย ส่วนแฟชั่นมี 20% ถ้าขายดีคิดซะว่านั่นคือโบนัส เนื่องจากการทำแฟชั่นเสี่ยงมาก แต่ก็ยังคงทำต่อไปเพราะมันคือแบรนด์ของเรา"

โดยทุกการบุกตลาด ทุกการวางแผนสู้รบ การแข่งขัน สิ่งสำคัญที่เธอยึดถือไว้เสมอ คือ ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ

ของบริษัท พร้อมกับคำสอนของ "เสี่ยบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา" ผู้พ่อที่มีนโยบายสั้น ๆ แต่ได้ความหมายนั่นคือ "ให้ทำงานหนักกันต่อไป"