แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แคนนอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แคนนอน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปรากฏการณ์ "สมาร์ทโฟน" บีบ "นินเทนโด-แคนนอน" เร่งปรับตัว

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
updated: 02 พ.. 2556 เวลา 10:29:36 น.

กระแสสมาร์ทโฟนนอกจากจะมีผลกับตลาดฟีเจอร์โฟนและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเต็ม ๆ แล้ว ยังส่งแรงสะเทือนไปถึงยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างแคนนอนและนินเทนโดถึงกับกุมขมับ
"เดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล" รายงานว่า ในการแถลงผลประกอบการของแคนนอนและนินเทนโดเมื่อ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าสองยักษ์ใหญ่จากสองธุรกิจได้รับผลกระทบจากสมาร์ทโฟนแตกต่างกันไป กล่าวคือยอดจัดส่งกล้องดิจิทัลของ "แคนนอน" หดตัวลงต่อเนื่อง เพราะสมาร์ทโฟนไปแย่งความต้องการซื้อกล้องคอมแพค และทำให้เครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ของ "นินเทนโด" มีบทบาทในตลาดยากลำบากขึ้น จากกระแสการเล่นเกมฟรีในสมาร์ทโฟนที่เพิ่มสูงขึ้นมาก

ปีนี้ยอดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกน่าจะไปถึง 1,000 ล้านเครื่องส่งผลให้อุปกรณ์ไอทีตั้งแต่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปจนถึงเครื่องเล่นเพลงมียอดขายตกต่ำลงถ้วนหน้า
ที่ปรึกษาด้านเกมบนโทรศัพท์มือถือในโตเกียวมองว่า โทรศัพท์คือเครื่องเล่นเกมพกพาที่แฝงตัวมาในกระเป๋าคนทั่วไป

นินเทนโดระบุว่า ไม่สามารถทำผลกำไรและยอดขายในไตรมาสแรกได้เท่าเป้าหมายที่วางไว้ (สิ้นสุดเดือน มี.ค. 2556) เหตุผลหลักมาจากการที่เครื่องเล่นเกมเรือธง 2 รุ่นทำยอดขายได้แย่กว่าที่หวังไว้

ผลการคำนวณของ "วอลล์สตรีต เจอร์นัล" ทำให้เห็นว่า นินเทนโด้น่าจะขาดทุนประมาณ 30,550 ล้านเยน ระหว่าง ม.ค.-มี.ค. เพิ่มจากยอดขาดทุน 20,910 ล้านเยนในช่วงเดียวกันปีก่อน ที่ขาดทุนสุทธิในไตรมาสเดียวกัน 7,450 ล้านเยน เพิ่มจากยอดขาดทุนสุทธิ 5,150 ล้านเยนในปีที่แล้ว

ฝั่ง "แคนนอน" ให้ข้อมูลว่า มีกำไรสุทธิไตรมาสที่ผ่านมาลดลง 34% แม้ยอดขายและรายได้จะได้รับผลประโยชน์จากการที่เงินเยนอ่อนค่าลง โดยธุรกิจ "Imaging-System" ที่มียอดขายจากกล้องกว่า 70% มียอดขายลดลง 1.8% ในไตรมาสแรกหากวัดจากค่าเงินเยน แต่เมื่อตัดปัจจัยเรื่องค่าเงินเยนจะพบว่ายอดขายลดลงถึง 14% ส่วนต่างผลกำไรยังลดเหลือ 9.6% จากที่เคยอยู่ที่ 15% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

"โทชิโซ ทานากะ" หัวหน้าฝ่ายการเงิน "แคนนอน" กล่าวว่า ความต้องการซื้อกล้องคอมแพคหดตัวลงทั้งในตลาดประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา จากปัญหาเศรษฐกิจ และความนิยมในสมาร์ทโฟน

การที่ค่าเงินเยนอ่อนตัว ช่วยให้บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากกระแสการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีน้อยลง โดย "นินเทนโด" คาดว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น 7 เท่า เพราะได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

หมายความว่าค่าเงินเยนต้องคงตัวในระดับปัจจุบัน ส่วนแคนนอนก็เพิ่มการคาดการณ์รายได้ปี 2556 ซึ่งน่าจะมีเหตุผลมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัวเพียงอย่างเดียว หากปราศจากเรื่องค่าเงิน ยอดขายทั้งปีจะค่อนข้างนิ่ง และกำไรอาจลดลงกว่าเดิมได้

"วอลล์สตรีต เจอร์นัล" มองว่า ประสิทธิภาพของกล้องถ่ายรูปในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมีการพัฒนาขึ้นมาก เมื่อบวกกับความต้องการของผู้บริโภคในการแชร์รูปทันทีผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กทำให้กล้องถ่ายรูปประเภทเล็งและถ่ายภาพได้อย่างรวดเร็วมีความต้องการลดลง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกินสัดส่วนยอดส่งกล้องดิจิทัลกว่า 75%

ข้อมูลจากสมาคมกล้องถ่ายรูปและผลิตภัณฑ์ด้านภาพระบุว่า ยอดส่งกล้องดิจิทัลทั่วโลกช่วงเติบโตสูงสุดจะอยู่ที่ 121.8 ล้านเครื่องในปี 2553 แต่ปีนี้แคนนอนคาดว่าจะอยู่ที่ 70 ล้านเครื่อง ลดลงจากที่เคยคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 83 ล้านตัวในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โดยบริษัทยังคาดการณ์ว่า ยอดส่งกล้องดิจิทัลงปีนี้จะลดเหลือ 14.5 ล้านเครื่อง จากที่ก่อนหน้านี้เคยคาดว่าจะทำได้ถึง 17 ล้านเครื่อง

ปัจจุบันแคนนอนให้ความสำคัญกับตลาดไฮเอนด์ ซึ่งเป็นผู้นำตลาดจากผลิตภัณฑ์กล้องซิงเกิลเลนส์รีเฟล็กซ์ หรือ "SLR" ที่ยังทำกำไรได้ แคนนอนเข้ามาในตลาด Mirrorless (สายผลิตภัณฑ์กล้องคอมแพคที่ให้ภาพถ่ายสวยงามและเปลี่ยนเลนส์ได้) ค่อนข้างช้า แต่มีสินค้าที่เหมาะกับการแข่งขัน คาดว่าสายผลิตภัณฑ์นี้จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

สำหรับ "นินเทนโด" การเปิดตัว Wii U และ 3DS ที่ไม่ราบรื่นนักเป็นสัญญาณชัดเจน เมื่อเทียบกับการเติบโตของเกม "โซเชียลเน็ตเวิร์ก" บนสมาร์ทโฟนที่ค่อนข้างก้าวกระโดด เช่น เกมแก้ปริศนา Puzzle & Dragons ที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น หรือเกมวางแผนยุทธการ Clash of Clans ที่ได้รับการตอบรับดีในสหรัฐอเมริกา โดยนินเทนโดให้ข้อมูลว่า เครื่องเล่นเกม Wii U ที่เปิดตัวใน พ.ย. มียอดขาย 3.45 ล้านเครื่อง หากนับจากปลาย มี.ค.ที่ผ่านมา ไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 4 ล้านเครื่อง แม้จะเคยปรับลดมาแล้วจากที่ตั้งไว้ที่ 5.5 ล้านเครื่อง

3DS ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วทำยอดขายได้ไม่ถึงเป้าเช่นกัน โดยปีงบประมาณที่ผ่านมา "นินเทนโด" ขาย 3DS ไปได้ 13.95 ล้านเครื่อง ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ที่ 15 ล้านเครื่องใน ม.ค. หลังปรับลดต่อเนื่องถึงสองครั้ง เป้าครั้งแรกใน ก.ค.ปีที่แล้วอยู่ที่ 18.5 ล้านเครื่อง ลดลงเหลือ 17.5 ล้านเครื่องใน ต.ค.

บริษัทผู้ผลิตเครื่องเล่นเกมรายนี้ยังยืนยันว่า สมาร์ทโฟนและเกมเล่นฟรีที่หารายได้จากการให้ผู้เล่นซื้ออาวุธและอุปกรณ์ในเกม ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เครื่องเล่นเกม 2 รุ่นล่าสุดไม่ได้ผลตอบรับดีเท่าที่ควร "ซาโตรุ อิวาตะ" ประธาน บริษัทนินเทนโด กล่าวว่า คำตอบของปัญหานี้คือ การทำเกมที่น่าสนใจซึ่งเกมบนสมาร์ทโฟนไม่สามารถเลียนแบบได้ "นินเทนโด" จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพเพื่อสร้างเกมที่คนทั่วไปต้องการเล่น แม้จะทำให้บริษัทอาจต้องพบความล่าช้าในการพัฒนาซอฟต์แวร์มากขึ้นไปอีก

อีกบริษัทที่ได้รับหางเลขจากความนิยมสมาร์ทโฟนคือ ยักษ์ใหญ่เกมออนไลน์บนโซเชียลเน็ตเวิร์ก "ซิงก้า" ที่ปรับตัวไม่ทันล่าสุดแม้จะประกาศว่าทำกำไรได้มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ในไตรมาสแรก แต่ยอดขายรวมกลับลดลง 18% บ่งชี้ให้เห็นสัญญาณว่า ความร้อนแรงของตลาดเกมออนไลน์ทั่วโลกเริ่มตกต่ำ "ซิงก้า" ยังคาดว่า จะกลับมาขาดทุนในไตรมาส 2 และมีรายได้รวมลดลงตามกันไปด้วย

แม้จะทำกำไรได้จากกลยุทธ์การลดต้นทุนในองค์กร แต่ "ซิงก้า" รายงานว่า รายได้จากเกมตั้งแต่ยอดขายสินค้าภายในเกมและขายโฆษณาลดลงถึง 30% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ทั้งคาดว่าไตรมาส 2 จะตกต่ำลงกว่าเดิม

"มาร์ก พินคัส" ซีอีโอ "ซิงก้า" กล่าวว่า บริษัทรับรู้ถึงปัจจัยแวดล้อมทีท้าทายในตลาดขณะนี้ โดยปี 2556 เป็นปีแห่งความเปลี่ยนผ่าน ผลประกอบการของบริษัทคงแปรปรวนพอสมควร ซิงก้าพยายามหาทางขยายธุรกิจเข้าไปในตลาดมือถือมากขึ้น แต่ยังไม่เร็วพอที่จะทดแทนความนิยมเกมบนเว็บไซต์ที่ตกลงต่อเนื่องได้

นอกจากพยายามขยายตัวไปในตลาดเกมมือถือแล้วยังลดจำนวนเกมที่จะเปิดให้บริการให้น้อยลงกว่าเดิมด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แคนนอนส่ง 3 รุ่นท็อปชนคู่แข่งหวังเบอร์1ตลาดกล้องทุกกลุ่ม

Pic_247047
ที่มาhttp://www.thairath.co.th/content/tech/247047
แคนนอน ลุยเดินหน้าสู่เป้ายอดขายทะลุ 10,000 ล้านบาทเปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ล่าสุดลงสู่ตลาดพร้อมกันถึง  23 รุ่น อาทิ รุ่นท็อป EOS 5D MarkIII, Powershot G1X และ IXUS HS series พร้อมเทคโนโลยีใหม่ เป็นหมัดเด็ดชนคู่แข่ง หวังรักษาส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่ง...

นายวาตารุ นิชิโอกะ ประธานบริษัท และประธานกรรมการ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ ธุรกิจกล้องดิจิตอลมีการแข่งขันสูงขึ้นมาก แคนนอน ในฐานะผู้นำตลาดกล้องดิจิตอลในประเทศไทย จึงเตรียมกลยุทธ์เพื่อบุกตลาดกล้องเต็มรูปแบบในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 พร้อมท้าชนคู่แข่งในทุกประเภทสินค้าด้วยทัพกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่จำนวน 23 รุ่น ประกอบด้วย กล้องดิจิตอลคอมแพ็ค กล้องดีเอสแอลอาร์ และกล้องวีดีโอ ที่มาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสนุกกับการถ่ายภาพ และพึงพอใจกับประสิทธิภาพของกล้องมากขึ้น ทั้งนี้ แคนนอนมั่นใจว่า จะยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดอ้นดับหนึ่งได้ต่อไปจากการรุกตลาดครั้งนี้ ด้วยเป้าหมายการตลาด 6,346 ล้านบาท และสามารถบรรลุเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของแคนนอนที่ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 24% หรือมียอดขายรวมตลอดทั้งปีทะลุ 10,000 ล้านบาท


ด้าน นายวรินทร์ ตันติพงศ์พานิช ผู้อำนวยการอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป  ส่วนงานคอนซูเมอร์ อิมเมจจิ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น บ.แคนนอนฯ กล่าวว่า ตลาดกล้องดิจิตอล ที่เป็นคอมแพ็ค ในปีนี้จะมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงมากขึ้น และภาพรวมของตลาดกล้องดิจิตอลคอมแพ็คมีแต่ปรับตัวลดลง รวมกับราคากล้องจะมีการปรับตัวลดลง เฉลี่ยปีละ 10-15% เชื่อว่าปีนี้ขนาดกล้องดิจิตอลแบบคอมแพ็คจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านเครื่อง หรือ มูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท หากดูจากผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในปีนี้ จะเน้นว่าเรามุ่งเน้นไปที่คุณภาพของกล้อง มากกว่าที่จะมาแข่งขันเรื่องราคา ทั้งนี้สัดส่วนการขายกล้องคอมแพ็คในราคาระดับบนอยู่ประมาณ 30% โดยกล้องดิจิตอลคอมแพ็คของแคนนอนราคาถูกสุดอยู่ประมาณ 2,400 บาท ขณะที่ราคากล้องราคาถูกในตลาดเฉลี่ยจะอยู่ที่ไม่เกิน 2,000 บาท

ผู้อำนวยการอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป  ส่วนงานคอนซูเมอร์ อิมเมจจิ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น บ.แคนนอนฯ กล่าว กล่าวอีกว่า นอกจากนี้แคนนอนยังมีแผนการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านทาง คอนเซ็ปต์สโตร์ของแคนนอนที่ปีนี้จะเปิดอีก 6 สาขาเพื่อทำให้ตลาดกล้องดิจิตอล กลุ่มคอมแพ็คในต่างจังหวัดมีโอกาสขยายตัว โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากลูกค้าในกรุงเทพฯ 70% กับต่างจังหวัด 30% ทำให้แคนนอนยังเห็นว่าต่างจังหวัดยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่านี้ ดังนั้นแคนอนก็จะพยายามชิงอันดับ 1 กลับมาให้ได้ โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมาอยู่ที่ 23% ขณะที่ตลาดกล้องดีเอสแอลอาร์แม้ว่าคู่แข่งรายสำคัญจะบุกตลาดหนักมากขึ้น แต่แคนนอนจะพยายามเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้เป็น 65-70% จากปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 60-65% โดยมูลค่าตลาดรวมปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 3,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ประมาณ 3,065 ล้านบาท

สำหรับผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 ประกอบด้วย EOS-1D X กล้องดีเอสแอลอาร์แบบฟูลเฟรมที่เร็วที่สุดในโลก EOS 5D Mark III กล้องฟูลเฟรมระดับมืออาชีพ โดดเด่นทั้งการถ่ายภาพนิ่งและถ่ายภาพเคลื่อนไหว PowerShot G1 X กล้องดิจิตอลคอมแพ็คระดับโปรซูมเมอร์ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ CMOS เลนส์ UA ใหม่ และ DIGIC 5 จากกล้องดีเอสแอลอาร์ มาใช้ในกล้องคอมแพค IXUS HS series กล้องดิจิตอล และกล้องวีดีโอไฮเดฟฟินิชั่น LEGRIA ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Wi-Fi สุดล้ำ และแอพพลิเคชั่น Camera Window ที่พัฒนาขึ้นระหว่างแคนนอนและแอปเปิล ในการเชื่อมต่อกล้องดิจิตอลเข้ากับสมาร์ทโฟนระบบ iOS เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำภาพถ่ายคมชัด มีคุณภาพสูง เพราะถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลที่แท้จริง แบ่งปันใน Social Network ต่างๆได้ในทันที


ขณะที่ เทคโนโลยีสำคัญที่เป็นแกนหลักในกล้องดิจิตอลของแคนนอนรุ่นใหม่ครั้งนี้ ได้แก่  ชิปประมวลผลภาพอัจริยะใหม่ DIGIC5+ ในรุ่น EOS 1DX และ 5D Mark III และ DIGIC5 ในกล้องดิจิตอลคอมแพ็ค  ข้อดีคือ ช่วยลดสัญญาณรบกวนเมื่อถ่ายด้วยค่าความไวแสงสูง และเมื่อทำงานร่วมกับเซนเซอร์ CMOS ความละเอียดภาพที่ได้เพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า CMOS Sensor Technology โดย EOS 5D Mark III ใช้เซนเซอร์ CMOS แบบฟูลเฟรมความละเอียดสูงถึง 22.3 ล้านพิกเซล สามารถสร้างสรรค์ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่มีคุณภาพสูง และยังคงความสมดุลระหว่างความละเอียดในการแสดงผลของภาพ ลดสัญญาณรบกวนภาพได้เป็นอย่างดี ให้คมชัดมากกว่าเดิม แม้ถ่ายภาพในที่แสงน้อย


กล้อง PowerShot G1X ใช้เซนเซอร์ CMOS ขนาด 1.5 นิ้ว ที่ใหญ่ที่สุดในกล้องคอมแพ็คของแคนนอนทั้งหมด ทำให้เก็บรายละเอียดภาพได้ครบถ้วน ให้สีสันสดใส และเมื่อทำงานร่วมกับ F2.8 จะให้ระยะชัดตื้นที่โดดเด่นกว่ากล้องรุ่นอื่นๆ

ขณะที่ เทคโนโลยี HS System ระบบที่ช่วยจัดการเกี่ยวกับสัญญาณรบกวนและแสง Multi-Area White Balance ที่ทำให้สีออกมาเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับที่ตาเห็น นับจากนี้ไม่ว่าจะถ่ายภาพที่ไหนหรือเมื่อไรกล้องถ่ายภาพจากแคนนอนสามารถผลิตภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด


ส่วน เทคโนโลยี Wi-Fi ในกล้องดิจิตอล IXUS 510 HS และ IXUS 240 HS และกล้องวีดีโอ LEGRIA HFM 52 , HFR38 และ HFR 36 ทำให้ผู้ใช้สามารถอัพโหลดไฟล์ภาพถ่าย หรือวีดีโอจากกล้องแคนนอน ไปยัง iPhone และ iPad รวมทั้งเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook  หรือ  YouTube และส่งอีเมล์ ผ่าน แอพพลิเคชั่น Canon Camera Window บนสมาร์ทโฟนระบบ iOS วิธีการนี้ช่วยลดขั้นตอนในการดาวน์โหลดภาพสู่เครื่องก่อนอัพโหลดขึ้นออนไลน์  และคุณภาพของภาพถ่ายที่ได้รับดีกว่าเมื่อเทียบกับภาพที่ถ่ายด้วยกล้องในสมาร์ทโฟน เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้งานส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแค่ความสะดวกในการอัพโหลดภาพแบบเรียลไทม์ แต่ต้องการคุณภาพของภาพถ่ายด้วย