แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซัมซุง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซัมซุง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ซัมซุงทำกำไรไตรมาสแรกทุบสถิติ

วันที่ 26 เมษายน 2556 13:22
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ที่มาhttp://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it
ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กำไรไตรมาสแรกทะยานขึ้น 41.6% จากยอดขายสมาร์ทโฟนที่แข็งแกร่ง ทุบสถิติที่เคยทำไว้


แถลงการณ์จากบริษัทซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ระบุว่า กำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีนี้มีจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ 7.15 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้นจาก 5.05 ล้านล้านวอนในไตรมาสแรกของปี 2555 ทั้งยังสูงกว่าสถิติที่เคยทำไว้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 ที่ 7.04 ล้านล้านวอน


ส่วนกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อน เป็น 8.8 ล้านล้านวอน โดยตัวเลขกำไรทั้งหมดนั้นมาจากแผนกไอทีและโทรศัพท์มือถือ 6.51 ล้านล้านวอน

นักวิเคราะห์ประเมินว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม ซัมซุงจัดส่งสมาร์ทโฟนประมาณ 70 ล้านเครื่อง
แถลงการณ์ของซัมซุงระบุว่า ยอดขายที่ดีของกาแลกซี่ เอส 3 สมาร์ทโฟนยอดนิยม ช่วยหนุนนำผลกำไร แต่เตือนว่าความต้องการทั่วโลกในไตรมาสที่สองอาจไม่น่าพอใจ

ขณะที่นายโรเบิร์ต ยี รองประธานอาวุโส กล่าวว่า บริษัทอาจเผชิญการแข่งขันรุนแรงในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ผลจากการขยายตัวของตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางถึงล่าง

การรายงานผลประกอบการของซัมซุงมีขึ้นวันเดียวกับที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ กาแลกซี่ เอส 4 จะวางจำหน่าย หลังจากเปิดตัวไปเมื่อเดือนที่แล้วในนิวยอร์ก

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

“ชาร์ป” อาการหนัก! ยอมให้ “ซัมซุง” คู่แข่งตัวฉกาจ เข้าร่วมทุน

“ชาร์ป” อาการหนัก! ยอมให้ “ซัมซุง” คู่แข่งตัวฉกาจ เข้าร่วมทุน ส่งสัญญาณอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุ่นสุดวิกฤต

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 มีนาคม 2556 17:28 น.


ที่มา http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000028017&TabID=3&
       เอเอฟพี/เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - ชาร์ป คอร์ปอเรชัน ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นแถลงในวันพุธ (6) ว่า ทางบริษัทได้บรรลุข้อตกลงขายหุ้นคิดเป็นมูลค่าประมาณ 111 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,300 ล้านบาท) ให้ค่ายซัมซุง คู่แข่งสำคัญจากเกาหลีใต้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ตอกย้ำถึงภาวะอันย่ำแย่ของผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งแดนปลาดิบ
       
       ชาร์ปซึ่งก่อตั้งกิจการมาตั้งแต่ปี 1912 และมีฐานอยู่ที่นครโอซากา กำลังใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อแก้ปัญหารายได้ลดฮวบจากยอดขายที่ตกต่ำต่อเนื่อง บริษัทแถลงในวันอังคารว่าซัมซุงจะเข้าซื้อหุ้นใหม่ของชาร์ปเป็นมูลค่า 10,400 ล้านเยน (ราว111 ล้านดอลลาร์) คิดเป็นประมาณ 3% ของหุ้นบริษัทชาร์ปทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจากแดนกิมจิรายนี้ กลายเป็น “ผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติรายใหญ่ที่สุด” ของชาร์ปทันที
       
       หลังข่าวการบรรลุข้อตกลงระหว่างชาร์ปกับซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์แพร่สะพัดออกไป ราคาหุ้นของชาร์ปได้ปรับตัวพุ่งขึ้นกว่า 17% ก่อนปิดตลาดโดยราคาสูงขึ้น 14.04% ส่วนหุ้นของซัมซุงก็เพิ่มขึ้น 0.65% ขณะที่ข้อตกลงอย่างเป็นทางการเพิ่งมีการประกาศออกมาภายหลังตลาดหุ้นที่กรุงโตเกียวและกรุงโซลปิดทำการแล้ว
       
       คำแถลงของชาร์ประบุว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยคลี่คลายปัญหาทางการเงินของบริษัท ขณะเดียวกันทั้งชาร์ปและซัมซุงก็จะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ในการนำเอาเทคโนโลยีจอภาพแบบแอลซีดีของชาร์ปไปประยุกต์ใช้กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตของซัมซุง
       
       ส่วนคำแถลงของซัมซุงเน้นว่า การลงทุนเข้าถือหุ้นชาร์ป คือการวางรากฐานอันมั่นคง เพื่อให้มั่นใจว่าซัมซุงจะมีซัปพลายจอภาพแอลซีดีอย่างสม่ำเสมอจากหลายๆ แหล่งผลิต
       
       ชาร์ปนั้นในปัจจุบันยังเป็นซัปพลายเออร์ส่งจอภาพแอลซีดีรายใหญ่ ให้แก่แอปเปิล ที่เป็นคู่แข่งของซัมซุงด้วย และนอกจากการให้ซัมซุงถือหุ้นแล้ว ชาร์ปยังออกคำแถลงอีกฉบับหนึ่งแจ้งว่า ควอลคอมม์ บริษัทผู้ผลิตชิปสัญชาติอเมริกัน ก็จะอัดฉีดเงินทุนอีก 4,940 ล้านเยนให้แก่บริษัทด้วย
       
       เมื่อเดือนที่แล้ว มีรายงานข่าวว่า ฮอนไฮ พรีซีชั่น แห่งไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้รับช่วงผลิตสินค้าต่างๆ ให้แอปเปิลอยู่ในประเทศจีน และก่อนหน้านี้ทำท่าจะเข้าลงทุนซื้อหุ้นชาร์ปนั้น ได้ตัดสินใจยุติเรื่องนี้แล้ว ถึงแม้โฆษกรายหนึ่งกล่าวในวันพุธว่าการเจรจายังคงดำเนินอยู่
       
       ทางด้าน ฮิโรชิ ซากาอิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ จากศูนย์วิจัยเอสเอ็มบีซี เฟรนด์ ในเครือซูมิโตโม มิตซุย ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ให้ความเห็นว่า การตัดสินใจยอมรับการอัดฉีดเงินทุนจากบริษัทต่างชาติ ส่งสัญญาณถึงสถานะภายในของชาร์ปและบริษัทผู้ผลิตรายอื่นๆของญี่ปุ่นที่ย่ำแย่อย่างหนัก และปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะยิ่งไปเสริมความแข็งแกร่งและตอกย้ำความเป็น “เบอร์ 1” ของซัมซุงในตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีก ตลอดจนช่วยให้ซัมซุงประหยัดเงินจำนวนมากจากการที่ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า มีแนวโน้มที่บรรดาผู้ผลิตในญี่ปุ่นจะต้องยอมทำข้อตกลงในลักษณะเช่นนี้กับบริษัทต่างชาติเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้องค์กรอยู่รอด
       
       อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่าข้อตกลงนี้จะยังไม่สามารถแก้ปัญหาของชาร์ปได้ทั้งหมด หลังจากมีการเปิดเผยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ชาร์ปประสบภาวะขาดทุนในช่วง 9 เดือนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคมปี 2012 เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 4,600 ล้านดอลลาร์ หรือ 429,442 ล้านเยน (ราว136,792 ล้านบาท) จึงต้องตัดลดตำแหน่งงานและยกเครื่องธุรกิจต่างๆ กันยกใหญ่
       
       ทั้งนี้ บรรดายักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นทั้งชาร์ป โซนี่ และพานาโซนิค ต่างต้องเผชิญหลายปัญหาที่รุมเร้าไม่แตกต่างกันในช่วงที่ผ่านมา ทั้งยอดขายที่ตกต่ำลงในตลาดส่งออกสำคัญ ค่าเงินเยนที่แข็ง การแข่งขันอย่างดุเดือดโดยเฉพาะในตลาดโทรทัศน์ รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ทางการตลาดที่ผิดพลาด จนกระทบกับรายได้และความอยู่รอดขององค์กร
       
       โซนี่นั้นกำลังใช้วิธีขายอาคารสำนักงานของตนทั้งที่เขตแมนแฮตตันในนครนิวยอร์ก และในกรุงโตเกียว เพื่อระดมเงินสดมาใช้-แก้ปัญหา ส่วน พานาโซนิค ก็กำลังดำเนินการปรับโครงสร้างอันแสนเจ็บปวดเช่นเดียวกัน ภายหลังรายงานว่าขาดทุนไปประมาณ 6,770 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 9 เดือนตั้งแต่ เม.ย.-ธ.ค.ปี 2012

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

แผน 5 ปี ‘ไทยซัมซุง’ โต 50% เพิ่มทุน 2 พันล้าน

 [ ฉบับที่ 1376 ประจำวันที่ 9-2-2013  ถึง 12-2-2013 ]
ที่มาhttp://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413372431
นายโดนอลด์ คาร์ดีน กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยซัมซุง ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นโยบายที่ได้รับมาจากบริษัทแม่ซัมซุงไลฟ์ เกาหลีใต้ นับแต่ต้น พร้อมด้วยผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาบริหารเมื่อปี 2553 คือ คณะผู้บริหารชุดนี้จะต้องทำให้ บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว ถึงจุดคุ้มทุน (Break Event) และผลประกอบการเป็นบวกใน 5-6 ปีข้างหน้า หรือในปี 2559 เพื่อสามารถทำกำไรใน ระยะยาวได้ในปีต่อจากนั้น

ดังนั้น บริษัทจึงปรับฐานจากการเน้นงานประกันกลุ่ม ซึ่งแข่งขันด้านราคา ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ยาก ทำให้ขาดทุน มาเน้นขายผ่านช่องทางตัวแทน โดยเฉพาะประกันรายบุคคล (Individual Life) เป็นช่องทางหลักในการสร้างเบี้ย เพื่อให้เติบโตได้เร็วตามแผน ซึ่งผู้ถือหุ้นเข้าใจดีว่าช่องทางตัวแทนเป็นช่องทางที่ต้องใช้เงินสูงเพื่อขยายงาน ดังนั้นบริษัทจึงเตรียมเพิ่มทุนเพื่อ รองรับการขยายด้านนี้ไว้ โดยปัจจุบันได้เพิ่มทุน จดทะเบียนจาก 760 ล้านบาท เป็น 1,300 ล้านบาท และคาดว่าจนถึงปี 2559 จะต้องเพิ่มทุนเป็น 1,800-2,000 ล้านบาท ซึ่งขึ้นกับว่ามีเบี้ยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตามแผนที่วางไว้จะต้องเติบโต 60% ต่อปี โดยที่ช่องทางตัวแทนจะต้องเติบโต 50% ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2559 และจะต้องพยายามรักษา

อัตราความยั่งยืนกรมธรรม์ (Persistency) ไว้ที่ระดับ 80-85% เพื่อให้มีกำไร “เรามองที่การเติบโตของเบี้ยเฉลี่ยต่อกรมธรรม์ ตราบใดที่เรามีจำนวนตัวแทนที่มาก และมีคุณภาพ ก็จะทำให้เบี้ยเฉลี่ยต่อกรมธรรม์สูงขึ้น จากปัจจุบัน อยู่ที่ 20,000 บาทต่อกรมธรรม์ ซึ่งเรามีตัวแทน 2 ระบบ คือตัวแทนทั่วไป และตัวแทนที่ปรึกษาการเงิน (Life Planner : LP) ซึ่งปัจจุบันตัวแทนทั่วไปมีผลงานเป็น 3 เท่าของตัวแทน LP โดยเราจะพยายามพัฒนาให้ตัวแทน LP เติบโตได้เท่ากับตัวแทนทั่วไปให้ได้ในปี 2559”

ผลพวงของการเน้นขายผ่านตัวแทน ทำให้ปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัท มีเบี้ยรับรวม 1,100 ล้านบาท เติบโต 9% จากปี 2554 เป็นเบี้ยปีแรกแบบคำนวณ รายปี (AFYP) ถึง 895 ล้านบาท เติบโต 10% โดยมาจากช่องทางตัวแทนถึง 578 ล้านบาท เติบโตถึง 127% ซึ่งในจำนวนนี้มาจากตัวแทน LP เพียง 103 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนช่องทางประกันกลุ่มทำได้ 220 ล้านบาท เติบโตติดลบ 58% ช่องทางตลาดพิเศษ (Special Market) ประกอบด้วย ขายผ่านไปรษณีย์ไทย โบรกเกอร์ และลีสซิ่ง ทำได้ 27 ล้านบาท เติบโต 197% และช่องทางขายผ่านโทรศัพท์ (เทเลมาร์เก็ตติ้ง) ทำได้ 70 ล้านบาท เติบโต 115%

ด้านนายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ รองประธาน บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการจัดจำหน่าย ทุกช่องทาง กล่าวว่า สำหรับปี 2556 บริษัทต้อง การเติบโตต่อเนื่องจากที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าเบี้ยปีแรก แบบคำนวณรายปีไว้ที่ 1,275 ล้านบาท เติบโต 42% พร้อมนโยบายเชิงรุกในทุกช่องทางขาย โดยช่องทางตัวแทน ตั้งเป้าเบี้ยปีแรกแบบคำนวณรายปี 912 ล้านบาท เติบโต 58% เน้นการนำโนว์ฮาวจากบริษัท แม่ ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งด้านช่องทางตัวแทน ติดคุณวุฒิ MDRT มากที่สุดในโลกในปีที่ผ่านมา มาใช้กับไทยซัมซุงฯ มากขึ้น จากปีที่ผ่านมาเริ่มนำแอพพลิเคชั่นมาช่วยขายผ่านซัมซุงกาแล็กซี่ แท็บ รวมทั้ง การปรับฐานจากเน้นประกันกลุ่มมาเป็นประกันราย บุคคลผ่านตัวแทน ก็ทำให้ปีที่ผ่านมาสามารถเติบ โตได้ดี มาปีนี้จะนำระบบ Won Way ที่ได้พัฒนา จากบริษัทแม่มาเพิ่มศักยภาพ และคุณภาพตัวแทน ควบคู่กับการสร้างตัวแทนใหม่ โดยมีเป้าหมายเพิ่มตัวแทนอีก 33% จากที่มีอยู่ 5,502 คน เป็น 7,294 คน

ขณะที่ช่องทางขายผ่านโทรศัพท์ที่ใช้เอาต์ซอร์สทั้งหมดเป็นผู้ขาย ปีนี้จะทำตลาดองค์กร หรือเวิร์กไซต์มากขึ้น ตั้งเป้าเบี้ยปีแรกแบบคำนวณรายปีไว้ 105 ล้านบาท เติบโต 51% ส่วนช่องทางตลาดพิเศษ ตั้งเป้าเติบโต 41% ด้วยเบี้ย 38 ล้านบาท และช่องทางประกันกลุ่มจะรักษาระดับเบี้ยไว้ที่ 220 ล้านบาทเท่าเดิม หรือไม่เติบโต

อนึ่ง บริษัทได้เปลี่ยนชื่อใหม่จากสยามซัมซุงประกันชีวิตมาเป็น ไทยซัมซุงประกันชีวิต เมื่อ 1 มกราคม 2556 เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับบริษัทแม่