แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริโภค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริโภค แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

7 อุปนิสัยผู้บริโภคไทยที่นักการตลาดต้องรู้

กองบรรณาธิการ Positioning Magazine 15 กุมภาพันธ์ 2556
Added on: 15/2/2556
ที่มา http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=95732
ในโอกาสที่ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ฉลองครบรอบ 22 ปี อีเวนต์เอเยนซี่อันดับ 1 ของประเทศไทย ได้จัดงานสัมมนา ICV Turn On 2013 โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจจาก สรินพร จิวานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นไวรอเซลล์ ประเทศไทย จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโค ได้เปิดเผยให้เห็นถึงอุปนิสัยของผู้บริโภคคนไทยที่เกิดขึ้นจริงแล้วในตอนนี้และต่อเนื่องจนถึงปี 2013 เอาไว้ 7 หัวข้อ ดังนี้



1.Thirst to be in the Stream ขอเกาะกระแสไว้ก่อน

สรินพร ชี้ให้เห็นว่า ความจริงการทำตัวอยู่ในกระแสหลักของสังคมเป็นนิสัยที่ฝังอยู่ใน DNA ของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ทำให้ผู้คนสามารถเกาะติดในกระแสได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของสมาร์ทโฟน ทำให้คนมีส่วนร่วมในปรากฏการณ์ของสังคมได้ง่ายขึ้น ผ่านการแสดงความคิดเห็น, ดูคลิปวิดีโอที่คนอื่นดูกันเยอะๆ



2.Believe เชื่อ “คนอื่น”

ผู้บริโภคมักเชื่อคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อน จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันก่อนที่ผู้บริโภคจะซื้อสินค้ามักหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตหรือถามคนใกล้ตัวก่อน โดยแนวโน้มการเชื่อภาพยนตร์โฆษณาลดลงเหลือเพียง 47% เท่านั้น ขณะที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือการสื่อสารแบบ Word of Mouth มากถึง 97% และมีพฤติกรรมที่ระหว่างดูโทรทัศน์จะต้องท่องอินเทอร์เน็ตไปด้วยถึง 81% ส่วน 72% ออนไลน์ในโซเชี่ยลมีเดีย กับอีก 67% ช้อปปิ้งออนไลน์หรืออย่างน้อยก็ดูข้อมูลสินค้า  



3.Share ของดีต้องแบ่งปัน

คอนเทนต์ที่ผู้บริโภคนิยมแชร์ ต้องมีลักษณะ 4 อย่าง 1.ดูแล้วชอบ 2.เมื่อแชร์ให้เพื่อนๆ ในโซเชี่ยลมีเดียเห็นแล้ว ตัวผู้แชร์ดูดีขึ้น 3.คอนเทนต์ที่แชร์มีประโยชน์กับผู้แชร์เองหรือเพื่อน 4.มีประโยชน์กับสังคม



4.Instantanous ไม่เคยทนรอ

 ผู้บริโภคปัจจุบันอดทนรอคอยอะไรไม่ค่อยได้ จากการวิจัยที่สรินพรเคยทำวิจัยให้กับธนาคารบางแห่ง พบว่าอินไซท์ของผู้บริโภคที่รู้สึกเมื่อต้องต่อคิวทำธุรกรรมทางการเงินจะรู้สึกว่าตัวเองต่อคิวเป็นเวลานานกว่าความจริงเสมอ เช่น ต่อคิวแค่ 2 นาที ก็จะคิดว่าต่อคิวรอไปแล้ว 4 นาที เป็นต้น ด้วยพฤติกรรมนี้ จึงเป็นที่มาของบริการธนาคารที่ใช้ Internet Banking เข้ามาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแบบ 24 ชั่วโมง ไม่ต้องรอเวลาธนาคารเปิด-ปิด ไปจนถึงเทคโนโลยี Fingerprint Payment แค่รูดนิ้วผ่านเครื่องสแกนก็เท่ากับตอบตกลงการจ่ายเงินค่าสินค้า โดยบริการนี้เพิ่งเริ่มใช้ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปบางส่วน



5.Don’t make me Think คนขี้เกียจคิด




เพราะว่าทุกวันนี้มีข้อมูลหลั่งไหลเข้าหาผู้บริโภคเยอะมาก และมีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ต้องทำ ดังนั้นสินค้าหรือบริการต้องออกมาตอบสนองความขี้เกียจของผู้บริโภคเลย เช่น รถยนต์ที่มีระบบถอยรถให้ หรือมีบริการเก็บข้อมูลการขับให้เพื่อไปคำนวณพฤติกรรมการขับรถให้สอดคล้องกับการใช้น้ำมัน เทคโนโลยีเดียวกันนี้ยังถูกใช้ในอุปกรณ์กีฬาหลายอย่างที่เก็บข้อมูลการออกกำลังกายเพื่อเก็บเป็นสถิติการเผาผลาญพลังงาน หรือวัดรอบวงสวิง แล้วมาวิเคราะห์เพื่อช่วยให้ผู้เล่นออกกำลังกายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในส่วนของการสื่อสาร ก็ออกมาในรูปแบบของการถ่ายทอดเรื่องราวเป็นภาพ หรือ Infographic ให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย เก็ทเร็วขึ้น



6.Sit Down Shopping นั่งหน้าจอก็ช้อปได้

พฤติกรรมของผู้บริโภคเดี๋ยวนี้ไม่ต้องออกไปช้อปปิ้งนอกบ้านแล้ว แค่นั่งอยู่หน้าจออินเทอร์เน็ตก็ช้อปปิ้งได้ สถิติของผู้บริโภคที่นิยมซื้อของออนไลน์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเติบโตเพิ่มขึ้น 70% ขณะที่ประเทศที่เป็นตลาดใหม่ เช่น จีน ละตินอเมริกา การช้อปปิ้งออนไลน์ก็เติบโตขึ้น 20% เช่นกัน การวางจำหน่ายสินค้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่เดิมๆ อีกต่อไป ในกรณีของเทสโก้ ประเทศเกาหลีใต้ ได้เอาสื่อโฆษณาช้อปปิ้งออนไลน์ไปวางไว้ที่สถานีรถไฟใต้ดิน ทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องไปถึงตัวห้างแต่ก็ช้อปปิ้งสินค้าอุปโภค บริโภคได้เช่นกัน เคสนี้ถือเป็นการปรับตัวของธุรกิจรีเทลจากพฤติกรรมใหม่ๆ ของผู้บริโภค



7.Deal-Starved ดีลดีๆ ของคนงก

เว็บไซต์ดีลมีมากขึ้นในตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้นทุกวัน หรือแม้แต่การเดินช้อปปิ้งก็เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าเว็บไซต์หรือสแกนบาร์โค้ดเพื่อเปรียบเทียบราคาสินค้ากับท้องตลาดได้เลย นอกจากเว็บไซต์ที่ขายดีลแล้ว พฤติกรรมนี้ยังทำให้เกิดการตลาดเรียล-ไทม์แบบที่อิงกับสถานที่ หรือที่เรียกว่า Location-Based คือผู้บริโภคเปิดหาร้านอาหารหรือสินค้าบริเวณใกล้เคียง แล้วที่ไหนมีดีลที่ดีกว่าก็เดินเข้าไปใช้บริการของที่นั่นเลย

สิ่งที่นักการตลาดต้องเรียนรู้จากพฤติกรรมนี้ก็คือ เมื่อสินค้าไม่มีความแตกต่างกันมาก ลูกค้าก็จะวิ่งไปซื้อสินค้าตามดีลที่ดีกว่า ดังนั้นถ้ามั่นใจว่าสินค้าหรือบริการมีความโดดเด่นกว่าคู่แข่งชัดเจน ต้องไฮไลต์ความแตกต่างนั้นออกมาให้ชัด แต่ขณะเดียวกัน สำหรับสินค้าที่หาความแตกต่างไม่ได้ ก็น่าจะเอา Location-Based มาเล่นเพื่อดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ หรือดึงลูกค้าเดิมด้วยโปรโมชั่นไปเลย

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ทุกย่างก้าวคือตำนาน 'นันยาง' รองเท้าที่เป็นมากกว่ารองเท้า

ทุกย่างก้าวคือตำนาน 'นันยาง' รองเท้าที่เป็นมากกว่ารองเท้า

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/317194
Pic_317194 ช่วงวัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของใครหลายๆ คน เพราะไม่ต้องคิดโน่นคิดนี่ให้ยุ่งวุ่นวาย ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและเต็มที่ทุกครั้งที่เจอเพื่อนหรือไปโรงเรียน วันนี้ Success Story จะพาย้อนวัยเด็กผ่านรองเท้านักเรียนยอดฮิตอย่าง "นันยาง" ที่เชื่อว่าใครไม่เคยใส่ในช่วงวัยเด็กต้องเรียกว่าเชย ซึ่งบุคคลที่จะมาพูดคุยกับเราวันนี้ถือเป็น 2 หนุ่มหล่อไฟแรง ทายาทรุ่น 3 ของตระกูล "ซอโสตถิกุล" นั่นคือ ชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และ จักรพล จันทวิมล Marketing & Brand Communications Executive บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่มาช่วยกันเล่าถึงความเป็นมาของรองเท้ายอดฮิตให้ชาวไทยรัฐออนไลน์ได้ฟังกัน



จุดเริ่มต้นของนันยาง


แรก เริ่มนันยางสั่งผลิตภัณฑ์นันยางมาจากประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2489 และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในสมัยนั้นซึ่งตรงกับช่วงสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ค่อยนิยมให้นำสินค้ามาจากต่างประเทศเพราะเกรงว่าจะ เสียดุลการค้า และทางคุณวิชัย ซอโสตถิกุล ซึ่งเป็นคุณปู่ และเป็นคุณตาของคุณจักรพงษ์ ก็มีความคิดที่จะตั้งโรงงานผลิตรองเท้านันยางในประเทศไทยโดยใช้แรงงานและ วัตถุดิบจากประเทศไทย ซึ่งวัตถุดิบหลักก็คือยางพารา และเผอิญตอนนั้นคุณปู่ก็ได้รู้จักกับประธานบริษัทนันยางที่สิงคโปร์ จึงได้เจรจาขอซื้อกรรมวิธีการผลิต ก็เลยตั้งเป็นบริษัทนันยางอุตสาหกรรมขึ้นมาในประเทศไทยช่วงปี 2496


ต้นกำเนิดชื่อ "นันยาง"

แรก เริ่มชื่อแบรนด์ที่มาจากสิงคโปร์จริงๆ ชื่อ หน่ำเอี๊ย เป็นภาษาแต้จิ๋วแปลว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แต่ถ้าเป็นภาษาจีนกลางจะใช้ชื่อว่าหนันหยาง แต่พอมาเป็นภาษาไทยอาจจะเพี้ยนหรืออาจจะเรียกทับศัพท์เป็น นันยางไป และการที่ใช้นันยางก็เรียกง่ายด้วย

การปั้นแบรนด์ตามแบบฉบับนันยาง


ช่วง แรกเราจะเน้นการผลิตเยอะๆ เพื่อให้ต้นทุนต่ำและขายได้ในราคาต่ำ ถ้าถามว่านันยางโดดเด่นหรือยังในช่วงนั้นผมว่าก็คงยังไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมาก แต่ก็ถือว่าเป็นรองเท้าที่ทนเพราะตอนนั้นจุดขายเราคือทน และสมัยนั้นคนจะเดินเยอะกว่าสมัยนี้เพราะมีเดินข้ามภูเขา เดินไปตัดอ้อย เขาก็จะใส่นันยาง แต่หลังจากช่วงนั้นประมาณปีที่ 20 กว่าๆ ของนันยาง การตลาดเริ่มเข้ามามีบทบาท รองเท้าจากต่างประเทศเริ่มเข้ามา จากเดิมใส่นันยางทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเล่นกีฬา เที่ยว ฯลฯ แต่พอมาหลังๆ เริ่มไม่ได้ รองเท้าแต่ละชนิดจะต้องมีฟังก์ชั่นของตัวเอง ทำให้ตลาดบีบลง เราเลยต้องทำให้ตัวเองโดดเด่นมากขึ้นด้วย ซึ่งรองเท้าเราจะเน้นเป็นอยู่ 3 อย่าง คือ แบดมินตัน ตะกร้อ และนักเรียน ซึ่งจริงๆ รองเท้าเราเน้นจากแบดฯ เพราะตอนรุ่นที่ 2 คุณลุงเป็นนายกสมาคมแบดมินตัน จึงได้ทำรองเท้าให้ทีมแบดมินตัน ซึ่งช่วงนั้นคนที่เล่นแบดมินตันจะนิยมกันมาก ส่วนตะกร้อเป็นที่นิยมกันเพราะเป็นกีฬาชาติไทยอยู่แล้ว และรองเท้านันยางก็มีคุณสมบัติพิเศษคือเกาะพื้นและนุ่ม เวลาคอนโทรลบอลจะง่าย ส่วนรองเท้านักเรียนที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังคือตอนแรกเราก็ไม่ได้หวังว่าจะบูม แต่ปรากฏว่าช่วงปี 2520 กว่าๆ รองเท้านักเรียนนันยางมีชื่อเสียงขึ้นมาในวงการรองเท้านักเรียน และตั้งแต่นั้นมาทำให้รองเท้านันยางก็อยู่คู่กับเท้า กับนักเรียนมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่ง ณ ช่วงนั้นเรายังไม่ได้ทำการตลาดอะไรมาก เพราะเราจะเน้นขาย แต่พอมายุคประมาณปี 2530, 2540, 2550 จนถึงตอนนี้เราก็ทำการตลาดค่อนข้างจริงจัง


ปัญหาและอุปสรรคในการปั้นแบรนด์


ช่วง ประมาณปี 2530-2540 เราก็ประสบปัญหาคือสินค้าโดนเลียนแบบจากคู่แข่ง ซึ่งเหมือนของเราทุกอย่างเพียงแต่ตัดตรานันยางที่เป็นรูปช้างดาวออกและเอา ยี่ห้อเขาใส่ไปแทน นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นพื้นเขียวที่เราเรียกว่าลายก้างปลาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ นันยาง ได้ถูกเลียนแบบรวมถึงทรงหน้าผ้าทุกอย่างจะเหมือนกันหมด ซึ่งเราก็ประสบปัญหาพอสมควรเพราะผู้บริโภคที่เคยใช้นันยางมาก่อนจะรู้ว่า สินค้าของเราคุณภาพเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งหากย้อนหลังไป 10 ปี รองเท้านักเรียนกลายเป็นเหมือนนันยางหมดเลยคือพื้นเขียว ถ้าคนที่ไม่อยู่ในวงการก็จะนึกว่าคนใส่นันยางกันหมด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ซึ่งผู้ประกอบการหลายๆ รายคงเห็นว่ารองเท้าเราขายดี รูปทรงนี้คนชอบ ผู้ประกอบการที่เคยทำรูปทรงอื่นมาไม่ว่าจะโฆษณาเยอะยังไงก็ไม่ติด แต่พอทำรูปทรงคล้ายนันยางไม่ต้องโฆษณารองเท้าก็ติดตลาด ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับนันยางว่า ถ้ารองเท้าหน้าตาเหมือนกันแล้วเราจะสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างไรว่าจริงๆ แล้วหน้าตาเหมือนกันแต่คุณลักษณะเด่นหรือคุณสมบัติต่างๆ ไม่เหมือนกันเลย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบหรืออะไร ซึ่งเราก็พยายามสื่อสารว่าคุณภาพของเราใช้ยางธรรมชาติ 100% จะมีคุณสมบัติยืดหยุ่น ทน ไม่ลื่นถ้าเดินจะมีเสียงเอี๊ยดๆ คุณภาพเราดีและเหนือกว่าคู่แข่งอยู่แล้ว แต่ก็อธิบายยาก ซึ่งหน้าที่ของการตลาดเราก็ต้องพยายามสื่อสารไปถึงผู้บริโภคว่าใส่นันยาง เป็นมากกว่ารองเท้า คุณใส่แล้วจะมีความรู้สึกร่วมหรือมีความเป็นชาวนันยาง นันยางมีเรื่องราวเพราะใส่กันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นพี่ จนกระทั่งปัจจุบันนี้เราใช้ว่าทุกก้าวคือตำนาน คือเป็นรองเท้าในตำนานที่คุณใส่ เพราะตอนนี้คุณยังไม่เป็นตำนานแต่วันหนึ่งที่คุณเป็นตำนาน นันยางก็จะเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของคุณ เราก็ใส่เรื่องราวต่างๆ เข้าไป ซึ่งจะแตกต่างจากรองเท้าทั่วไปที่เป็นรองเท้านักเรียน


แก้ปัญหายางแพงด้วยสติ


ปัญหา ราคายางพาราที่เพิ่มสูงขึ้น แน่นอนว่าทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เพราะราคายางมีผลต่อราคารองเท้าของเราโดยตรงแต่เราสามารถขยับราคารองเท้า เพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย ไม่สามารถขึ้นได้เหมือนกับราคายางที่สูงขึ้นแต่เราก็อาศัยการป้องกันความ เสี่ยง บางส่วนเราก็จะมีการซื้อขายยางล่วงหน้า ซื้อฟิวเจอร์เพื่อล็อกราคาไว้เป็นราคาต้นทุนที่เรายอมรับได้ และเราก็สร้างสต๊อกเก็บยางเพิ่มขึ้น ในกรณีที่ยางราคาผันผวนหรือสูงขึ้นไปมากเราก็มียางที่พอใช้อยู่ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่จะคอยส่งสัญญาณราคายางกัน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะป้องกันความเสี่ยงเรื่องราคายางที่ผันผวนได้ ซึ่งเราจะซื้อยางแพงก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้เราควบคุมต้นทุนของเราได้ เพราะถ้าเราซื้อยางแพงและทำให้เราต้องปรับราคาบ่อยๆ ก็ไม่ดี อย่างช่วงประมาณ 2 ปีที่แล้วที่ราคายางขึ้นไป 190-200 บาทต่อกิโลกรัม ช่วงนั้นเราต้องยอมขาดทุนเพราะเราไม่อยากขึ้นราคาและถ้าเราไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะเรามีคนงานพันกว่าคนที่ต้องดูแล ในขณะเดียวกันก็มีสินค้าลักษณะเราในตลาด เราจึงต้องพยายามรักษาส่วนแบ่งการตลาดของเราเอาไว้


การบริหารคนขององค์กร


เรา พูดได้เลยว่าเรารักพนักงานเหมือนคนในครอบครัว เพราะที่โรงงานมีพนักงานตั้งแต่เปิดบริษัทจนถึงขณะนี้ก็ยังอยู่กับเราเป็น ที่ปรึกษาหรือบางคนก็เป็นหัวหน้าแผนก พนักงานบางคนอายุ 60 กว่า 70 กว่า เราก็ยังไม่ปลดเพราะมันเป็นนโยบายตั้งแต่คุณย่า คุณบุญทรง ซอโสตถิกุล ที่ว่าพนักงานเก่าๆ จะมีความจงรักภักดีต่อบริษัทสูงมากและเขาจะทุ่มเททำงานมาก และการบริหารคนต้องมีความซื่อสัตย์และมีคุณธรรม อย่างความซื่อสัตย์ในเชิงของผู้บริหารก็ต้องซื่อสัตย์กับพนักงาน เราไม่เคยไล่คนออกเลยไม่ว่าจะยุคไหน การเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจล้ม ราคายางพุ่ง ค่าแรง เราจะคำนึงถึงคนงานมากที่สุด อย่างที่บอกตอนราคายางสูงเราขาดทุนทุกคู่เราก็ต้องผลิต เพราะผู้ใหญ่จะบอกเสมอว่าถ้าเราไม่ผลิตคนงานเราก็จะไม่มีงานทำ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราเลี้ยงดูเหมือนลูกหลาน เพราะฉะนั้นความซื่อสัตย์ของเราคือการซื่อสัตย์ต่อพนักงานและผู้บริโภค คือไม่ว่าราคายางจะสูงขึ้นอย่างไร แต่คุณภาพเราก็จะยังเหมือนเดิม เพราะเราคิดว่าคุณภาพเป็นสิ่งที่ทำให้นันยางอยู่มาได้ถึง 60 ปี แต่ถ้าผู้บริโภคสูญเสียความมั่นใจในคุณภาพของเราแล้วมันยากที่จะทำให้เขา กลับมาไว้ใจเราอีก

ภาพรวมตลาดรองเท้าเป็นอย่างไรบ้าง


รองเท้า นักเรียนตลาดน่าจะประมาณ 3,000 ล้านบาท ส่วนแบ่งการตลาดเราน่าจะเบอร์ 1 ประมาณ 40-50% สภาพตลาด ณ ตอนนี้ไม่โตเพราะอัตราการเกิดของประชากรลดลง ตลาดต้องแย่งลูกค้าเพราะจะมีเด็ก ม.6 จบไปเรื่อยๆและก็มีเด็ก ม.1 เข้ามาเรื่อยๆ ก็จะมีลูกค้าเก่าที่หายไปเราก็ต้องสร้างลูกค้าใหม่ที่เข้ามาเรื่อยๆ อันนี้คือที่ผู้ประกอบการทุกคนในตลาดต้องแข่งขันกัน ซึ่งช่วง Back to School ประมาณ เดือน 4-5 ก็จะเห็นโฆษณาในทีวี รองเท้านักเรียนเยอะมาก


นิยามความเป็นนันยางที่เป็นตัวตนของนันยาง


นัน ยางจะพูดถึงความเก๋า ความเป็นตำนาน ทุกก้าวของเราจะเป็นตำนานและพูดถึงคุณภาพเราจะมาเป็นที่ 1 และหากพูดถึงความทน ความใส่สบาย ปลอดภัยในการสวมใส่ และถ้าพูดถึงความเป็นมโนธรรม คือเราเหมือนกับเป็นตำนานของรองเท้าผ้าใบ ทุกก้าวของเราคือตำนานและความเก๋าต่างๆ รวมๆ กัน และอยู่ได้ทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่รุ่นแรกๆ จนถึงรุ่นปัจจุบัน และเราก็หวังว่าจะคงอยู่ได้ต่อไป เพราะเราไม่ใช่แค่รองเท้า เด็กๆ ทุกคนจะรู้ว่าต่อให้คุณใส่เหมือนกันแต่มันไม่เหมือน เวลาคุณใส่นันยางกับใส่ยี่ห้ออื่นความเป็นตำนานตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นเรา จนกระทั่งรุ่นลูกนันยางก็ยังจะอยู่เป็นตำนานคู่เท้าของเขาตลอด ซึ่งอันนี้เป็นความท้าทายอันหนึ่งว่าเราจะทำอย่างไรให้รุ่นลูกเราก็ยังใส่ นันยาง



ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์


คิด ว่าผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์หลายๆ คนก็คงเคยผ่านประสบการณ์การใส่รองเท้านันยางมาก่อน ก็ขอขอบคุณที่สนับสนุนรองเท้านันยาง เพราะนันยางก็เป็นแบรนด์ของคนไทยและผลิตจากยางธรรมชาติซึ่งก็คือของคนไทยเรา ก็จะช่วยส่งเสริมสินค้าไทยและช่วยส่งเสริมผู้ผลิตยางก็ได้ตรงนี้ด้วย อยากจะฝากให้ช่วยกันใช้สินค้าไทย สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลองก็อยากให้มาลองใส่นันยางดู ของเราแตกต่างจากยี่ห้ออื่นจริงๆ และอยากฝากเฟซบุ๊กนันยาง http://www.facebook.com/Nanyang.co.th ให้ผู้อ่านที่เป็นวัยทำงานเข้าไปย้อนยุคกลับสู่วัยเด็กอีกครั้ง เพราะในเฟซบุ๊กก็มีคนไม่น้อยที่เป็นตาเป็นยาย ส่วนถ้าเป็นเด็กๆ ก็อยากให้ลองเข้าไปดูว่าจะสนุกขนาดไหน

ประมวลรูปรองเท้านันยาง








ชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล

จักรพล จันทวิมล

13 เทรนด์ตลาดร้อนปี 2556 "กลยุทธ์สินค้ายุคผู้บริโภคทรงอำนาจ"

13 เทรนด์ตลาดร้อนปี 2556 "กลยุทธ์สินค้ายุคผู้บริโภคทรงอำนาจ"

updated: 29 ธ.ค. 2555 เวลา 18:10:09 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?
การขยายตัวของ "สมาร์ทโฟน" และเทคโนโลยีการสื่อสารกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคเข้าสู่ "ยุคดิจิทัล" ด้วยช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็วในสังคมออนไลน์ ทำให้วันนี้บทบาทของ "ผู้กำหนดเทรนด์" การตลาด เปลี่ยนมือจากสินค้าและนักการตลาด มาเป็น "ผู้บริโภค" อย่างเต็มตัว

เมื่อ "ผู้บริโภค" กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในการกำหนดเทรนด์ตลาด ส่งผลให้กลยุทธ์ที่เจ้าของสินค้าต่าง ๆ นำมาใช้จากนี้ ต้องวิ่งไปตามพฤติกรรมที่ซับซ้อนของผู้บริโภค

ศาสตราจารย์ ดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธรู เดอะ ไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า พฤติกรรมของผู้บริโภควันนี้ซับซ้อนมากขึ้น ตามสังคมที่เปลี่ยนไป สื่อใหม่ ๆ ที่เข้ามามีอิทธิพล ส่งผลให้เทรนด์การตลาดจากนี้ นักการตลาดต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง แล้วจึงนำกลยุทธ์ต่าง ๆ เข้าไปจับตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

"ดร.ธีรพันธ์" ได้แบ่งเทรนด์การตลาดปี 2556 ออกเป็น 13 กลยุทธ์ที่มาแรงและเชื่อมโยงกันและกัน

1.ซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility) จะเป็นเทรนด์ที่มาแรงและจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะกระแสรักษ์โลกที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยซีเอสอาร์จากนี้จะเปลี่ยนไปอย่าง
ชัดเจน จากเดิมองค์กรต่าง ๆ ขายสินค้าได้กำไรแล้วค่อยคืนกำไรสู่สังคม แต่จากนี้ต้องคำนึงว่าการทำซีเอสอาร์เกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับแบรนด์หรือไม่ อย่างไร

"จากนี้นักการตลาดต้องสร้างกิจกรรมซีเอสอาร์ให้สัมพันธ์และสามารถเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้ทั้งระบบ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ หรือแม้แต่กระบวนการผลิตที่ไม่ปล่อยน้ำเสียต่อชุมชน ก็เป็นการทำกิจกรรมเพื่อสังคมด้วยเช่นกัน โจทย์คือทำอย่างไรให้โลกน่าอยู่ขึ้น"

2.การตลาดส่วนบุคคล (Personalization Marketing) ด้วยไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ต้องการความเป็นส่วนตัว

สูงขึ้น นักการตลาดจึงต้องทำตลาดผ่านความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค บนช่องทางการสื่อสารออนไลน์ ทั้งโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ให้สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค เพื่อให้นักการตลาดสามารถวางแผนกลยุทธ์รองรับพฤติกรรมอย่างลึกซึ้ง

3.การตลาดสังคมเครือข่าย (Social Networking Marketing) เป็นเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีสังคมกลุ่มเพื่อนอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งเทรนด์ที่จะมาแรงในปี 2555 คือการแชร์รูปภาพระหว่างเพื่อน (Photo Sharing) อาทิ ถ่ายรูปอาหารการกิน แสดงความคิดเห็นเรื่องของเพื่อน ฯลฯ

"ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ ทำให้เกิดสิ่งที่น่ากลัวสำหรับนักการตลาด คือลูกค้ามีอำนาจมากขึ้น และมีพลังมากขึ้น ควบคุมยาก ทำให้เทรนด์การตลาดต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ไปจับตามพฤติกรรมของผู้บริโภค จนเป็นที่มาของกลยุทธ์ที่ 4"

4.ปากต่อปากบนโลกออนไลน์ (Word-of-mouse Marketing) โดยเทรนด์นี้ไม่ได้หมายถึงการบอกต่อปากต่อปากเหมือนเมื่อก่อน แต่หมายถึงการบอกต่อด้วยการคลิกเมาส์ เพื่อบอกเรื่องราวต่าง ๆ ให้เพื่อนได้รับรู้ผ่านโลกออนไลน์ และเมื่อผู้บริโภครู้สึกดีหรือไม่ดีกับแบรนด์ใด ก็พร้อมที่จะคลิกเมาส์เพื่อบอกต่อทันทีอย่างรวดเร็ว ดังนั้นนักการตลาดต้องรู้จักเรียนรู้และสร้างกระแสผ่านช่องทางนี้ด้วยกระแสปากต่อปากบนโลกออนไลน์

5.กลยุทธ์การสื่อสารผ่านแบรนด์ (Branding Strategy) จะเกิดขึ้นแน่นอน ตลอดปี 2556 "แบรนดิ้ง" ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจากนี้ไป สินค้าหรือบริการจะไม่ต่างกัน ทำให้นักการตลาดต้องเร่งสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

6.การสร้างประสบการณ์กับแบรนด์ (Brand Experience) นักการตลาดต้องเพิ่มดีกรีการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ แรลลี่ การเชิญผู้บริโภคมาทำอาหาร ฯลฯ เพื่อสะท้อนความเป็นตัวตนของแบรนด์

7.การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ (Brand Engagement) วันนี้แบรนด์สามารถสร้างกิจกรรมขึ้นมาแล้วดึงให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วม โดยสร้างสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกของแบรนด์นั้น ๆ หรือสร้างแบรนด์คอมมิว นิตี้ (Brand Community) ยกตัวอย่าง เอไอเอสให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนด อาทิ มีห้องรับรองสำหรับลูกค้า
เซเรเนดโดยเฉพาะ รวมถึงการให้สิทธิพิเศษหรือส่วนลดในการซื้อสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ที่ร่วมรายการ

8.แบรนด์อินโนเวชั่น (Brand Innovation) คือการสร้างหรือพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ให้ผู้บริโภคสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง และเหนือกว่าแบรนด์อื่น ๆ หรือเรียกว่า "Hero Design" ที่ต้องติดตรึงใจผู้บริโภคและไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นความเหนือกว่าในแง่ "ฟังก์ชั่น" เท่านั้น แต่อาจจะเป็น "ความแตกต่าง" ในแง่อารมณ์ ความรู้สึกของผู้บริโภค

9. Right-time of Real-time Marketing ต่อไปนี้ผู้บริโภคสามารถสื่อสารได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านออนไลน์ ดังนั้นแนวโน้มการซื้อของออนไลน์จะเติบโตขึ้น สังเกตได้จากค้าปลีกต่าง ๆ มีการพัฒนาช่องทางขายผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้น

"ผู้บริโภคอาจจะไม่ต้องใช้เวลากับการซื้อสินค้าในช็อปอีกต่อไป เมื่อมีออนไลน์ลูกค้าสามารถทำทุกอย่างได้บนเครื่องมือการสื่อสาร เกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า "In-line Shopping"

10.การตลาดที่เน้นเนื้อหาสาระ (Content Marketing) สิ่งนี้เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น คนที่มี "คอนเทนต์" ถือว่ามี "ขุมทรัพย์" อยู่ในมือ เพราะสามารถนำคอนเทนต์เข้าไปอยู่ในทุกช่องทางการสื่อสารเพื่อสร้างมูลค่า

เพิ่มได้ สังเกตได้ว่าวันนี้สินค้าบางตัวเริ่มสร้างคอนเทนต์ของตัวเองขึ้นมา อาทิ บริษัทที่ขายสินค้าสุขภาพสร้างเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับสุขภาพขึ้นมาบนออนไลน์ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่กลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

"วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เสพคอนเทนต์ที่เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์เพียงอย่างเดียว แต่เสพคอนเทนต์ที่เป็นการผสมผสานสาระและบันเทิงควบคู่กันไป (edutainment) สะท้อนจากละครที่ได้รับความนิยมอย่างแรงเงา ก็ต้องมีสอดแทรกสาระเข้าไปด้วย ทำให้วันนี้รายการที่อยู่ในตลาดได้ ต้องเริ่มจากการมีคอนเทนต์ที่ดี แล้วค่อยใส่รายละเอียดต่าง ๆ ลงไป"

11.การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management) หรือกลยุทธ์ CRM ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ซึ่งต่อเนื่องไปถึงเทรนด์ต่อไป

12. Convergence Marketing คือการสร้างกลุ่มก้อนทางธุรกิจ ซึ่งเป็นการพัฒนามาจากกลยุทธ์ "โคแบรนดิ้ง"
(cobranding) แตกต่างตรงที่ convergence เป็นการผนึกกำลังกันทางธุรกิจที่หลากหลาย ยกตัวอย่างอีเวนต์ หรือรายการสักรายการหนึ่ง ต้องมีการดึงพันธมิตรรายต่าง ๆ เข้ามานำเสนอผู้บริโภคเป็นแพ็กเกจ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน

"ความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อนในวันนี้ หมดยุคข้ามาคนเดียว แบรนด์แบรนด์หนึ่งไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกจุดได้อีกต่อไป"

13.การบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้า (Partner Relationship Management) จากเทรนด์ของ Convergence ที่จะรุนแรงขึ้นในปี 2556 นี้ ทำให้ธุรกิจต้องเน้นบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้ากับคู่ค้ามากขึ้น

"ดร.ธีรพันธ์" สรุปทิ้งท้ายว่า กลุ่มสินค้าที่จะเป็นไฮไลต์ในปี 2556 เชื่อว่าจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง ทั้งเครื่องสำอาง ความงาม แฟชั่น รวมถึงอาหารเสริมและสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวเนื่องที่สามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกหนุ่มสาวอยู่ตลอดเวลา ด้วยจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการในด้านนี้สูงขึ้นตามไปด้วย