แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลาสติก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พลาสติก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บาทแข็งส่งศรีไทยฯลงทุนนอก

สนั่น อังอุบลกุล
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ได้อานิสงส์ค่าบาทแข็ง เร่งลงทุนนอกประเทศตั้งโรงงานผลิตพลาสติกและเมลามีนในเวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย มูลค่า 600 ล้านบาท ใช้เป็นฐานการผลิตแทนส่งออกจากไทย ลดต้นทุนการขนส่ง รองรับความต้องการลูกค้าเพิ่ม หลังไตรมาสแรกรายได้หายแล้ว 300 ล้านบาท

 สนั่น อังอุบลกุล    นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากปัญหาเงินบาทที่แข็งขึ้นจากต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้หายไปประมาณ 300 ล้านบาท จากการส่งออก จากเป้าหมายทั้งปีที่คาดว่าจะมีรายได้ 1.03 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 17% ที่มีรายได้ 8.7 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเติบโตจากปีก่อน 20% ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์จากเมลามีนจะเติบโตเพียง 5%

    ทั้งนี้มองว่าหลังจากนี้ไปภาคธุรกิจจะต้องลดค่าใช้จ่ายต่างๆลง เพื่อให้สอดรับกับรายรับรายจ่าย ขณะที่การรับออร์เดอร์การผลิตคงต้องพิจารณาอย่างรอบครอบ เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าการผันผวนของค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะส่งผลให้ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ การส่งออกอาจจะชะลอตัว ซึ่งอยากให้รัฐบาลดูแลในเรื่องของค่าเงินบาทอย่าให้มีการผันผวน และต้องมองคู่แข่งประเทศในอาเซียนให้ค่าเงินควรอยู่ในระดับเดียวกัน และที่สำคัญคือภาครัฐควรสามัคคีกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจในการแก้ปัญหาและกล้าที่จะลงทุน รับงานและผลิตสินค้าส่งออกไปยังตลาดต่างๆ เพราะหากนโยบายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน การปรับตัวลำบาก

    "ช่วงต้นปีที่ผ่านมาโดนทั้งการปรับค่าแรง 300 บาท และค่าเงินบาทจึงทำให้รายได้ไตรมาสแรก หายไปส่วนหนึ่ง ซึ่งมองว่านโยบายลดดอกเบี้ย ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อน แต่ความขัดแย้งจะทำให้นักลงทุนไม่มีความเชื่อมั่น และภาคเอกชนเห็นว่ารัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยต่างฝ่ายต่างใช้กลไกที่มีในการเข้ามาจัดการเงินที่เข้ามาเก็งกำไร เชื่อว่าจะดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพได้"

    ขณะเดียวกันมองว่าค่าเงินบาทควรอยู่ที่ระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าดีที่สุด แต่ก็ยอมรับว่าคงเป็นเรื่องที่ลำบาก จึงมองว่าไม่ควรต่ำกว่า 29 บาท ผู้ประกอบการยังพอปรับตัวได้
สำหรับการปรับตัวในช่วงที่เงินบาทยังแข็งค่าอยู่นี้ บริษัทได้เร่งสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ และซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันบริษัทได้เร่งออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น โดยจะเร่งก่อสร้างโรงงานผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหารและเครื่องดื่มที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท

    ส่วนโรงงานผลิตภาชนะบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาหารและเครื่องดื่มที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาทนั้นถือว่าใช้เงินลงทุนไม่มาก เพราะเป็นการร่วมทุนกับผู้ประกอบการรายอื่น  และโรงงานเมลามีน ที่ประเทศอินเดีย ใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท โดยโรงงานใหม่ทั้ง 3 แห่ง จะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ช้าสุดต้นปี 2557 เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศที่มีความต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้น

    "หากใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก จะต้องแบกรับต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบัน บริษัทมีโรงงานในประเทศไทย 4 แห่ง มีกำลังการผลิตพาสติกอยู่ที่ 6.6 หมื่นตันต่อปี ในขณะที่ เมลามีน มีกำลังการผลิตที่ 1.2 หมื่นตันต่อปี"

    สำหรับการจะขยายการลงทุนในต่างประเทศต่อไปนั้น มองว่าประเทศที่มีศักยภาพและสามารถขยายโรงงานเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคตจะเป็นประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย และสิงคโปร์ ในขณะที่ประเทศ สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ ยังติดปัญหาด้านกฎหมาย การเมือง และระบบสาธารณูปโภค เป็นต้น หากจะเข้าไปลงทุนใน 3 ประเทศนี้ จะต้องพิจารณาหลังจากที่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีเรียบร้อยแล้ว ถึงจะตัดสินใจได้

    "ในฐานะผมเป็นประธานคณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย ขอเรียนว่า ในวันที่ 5-8 มิถุนายนนี้ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) เตรียมจัดงานแสดงเทคโนโลยีพลังงานทดแทนระดับนานาชาติ ภายใต้ชื่อ "Renewable Energy Asia 2013" เพื่อเป็นแนวทางการอนุรักษ์พลังงานด้วยเทคโนโลยีและการจัดการด้วยวิธีต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่ต้องการให้เห็นความสำคัญในการลงทุนประหยัดพลังงาน โดยในปีนี้ตั้งเป้าลดการใช้พลังงาน 10% "

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,842 วันที่  9-11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Read : 270 times

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

“เอมกรุ๊ป”แผนการรบ..ก้าวกระโดด



ที่มา http://www.nationejobs.com/content/worklife/careertalk/template.php?conno=1388
วันที่: 2012-11-29 16:15:30
เวลาเพียง12 ปี ที่ขยับเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายใหญ่จัดหนักจัดเต็มด้านนวัตกรรมการผลิต หวังดันยอดขายโตก้าวกระโดดพร้อมแผนเข้าตลาดฯปลายปีหน้า

“เดินตามหลังคนอื่นตั้ง 30 ปี ถ้าเราไม่สร้างความแตกต่าง แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับเขา”

“ดำรงพล วุฒิศิริ” ผู้บริหารวัย 46 ปี กรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอมแพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด บอกกับเรา หลังเปิดโรงงานบนพื้นที่ 18 ไร่ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา อวดศักยภาพขีปนาวุธล่าสุด “เทคโนโลยี IML” (In-Mold Labeling) ซึ่งเขามั่นใจว่าจะนำ “ความแตกต่าง” มาสร้างโอกาสในตลาดบรรจุภัณฑ์ให้ “คนมาทีหลัง” อย่างเขา ได้อีกมหาศาล

ประสบการณ์ของพวกเขาไม่ได้เริ่มต้นเมื่อ 12 ปี ที่ธุรกิจก่อตั้ง แต่ “ดำรงพล” คืออดีตวิศวกรวัย 27 ปี ที่ออกจากงานประจำเข้าสู่ถนนผู้ประกอบการ โดยไม่มีแม้แต่เงินลงทุน

เริ่มจากการก่อตั้งบริษัท พรีซีชั่น นอม จำกัด ขึ้นในปี 2535 เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Aerosol Valve หัวฉีดสเปรย์ นำเข้าจากตัวแทนจำหน่ายในสิงคโปร์

“มีคนถามว่าทำได้จริงเหรอธุรกิจที่ไม่มีเงินลงทุนเลย สำหรับผมเริ่มจากได้สินค้ามา 1 ตู้ ในนั้นมีวาว์ลอยู่ 6 แสนตัว ผมมีเวลา 6 เดือนที่จะขายให้หมด โดยไม่ต้องจ่ายเงินไปก่อน แต่ขายได้ก็เอาเงินไปคืนเขา สมัยนั้นวาว์ลตัวละประมาณ 1.5 บาท ผมขายได้กำไรตกเดือนละกว่า 2 หมื่นบาท”

เป็นสินค้าที่ไม่มีคู่แข่ง เพราะยังไม่มีใครนำเข้ามาขาย เมื่อเปิดตลาดกับลูกค้ารายใหญ่ได้ ยอดขายก็เติบโตอย่างรวดเร็ว บางบริษัทเริ่มซื้อจากเดือนละหลักหมื่นตัว เพิ่มมาเป็นเกือบ 20 ล้านตัว ต่อปี รวมจำนวนวาว์ลต่อปีที่ขายก็เกือบ 90 ล้านตัวแล้ว

“ข้อดี คือ เป็นธุรกิจที่เมื่อขายได้แล้ว เราไม่ต้องโทรหาลูกค้าอีก ว่าจะซื้อไหม ไม่ต้องไปรบราฆ่าฟัน แค่รอส่งของอย่างเดียว เขาจะโทรมาบอกแค่จะซื้อเท่าเดิมหรือมากขึ้น แต่ไม่มีน้อยลง” เขาบอกความน่าสนใจของกิจการที่มาถูกที่ถูกเวลา เหมือนหยอดเงินใส่กระปุก ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน และเขาเองก็สามารถแบ่งเวลาไปคิดทำอย่างอื่น ตามความถนัดได้

“ในวิกฤติ มีโอกาสเสมอ” คือบทเรียนสำคัญที่ ดำรงพล เรียนรู้ตลอดการทำงาน เช่นเดียวกับวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อบริษัทในสิงคโปร์ หยุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และลอยแพธุรกิจของพวกเขา เหมือนกับตัวแทนจำหน่ายในหลายประเทศ

ในวันนั้น คือวินาทีที่เขาตัดสินใจลุกมาเปิดบริษัทใหม่ และพลิกบทบาทเป็นผู้ผลิตเอง โดยใช้ความสามารถด้านวิศวกรรม และคอนเนคชั่นที่มีกับลูกค้ามาเป็นทุนเริ่มต้นกิจการ บวกเงินกู้ธนาคารอีก 70 ล้านบาท เพื่อเริ่มต้นสร้างโรงงาน

“ผมมีพื้นฐานเป็นวิศวกร เราเริ่มต้นธุรกิจในจังหวะที่ลูกค้าเองก็กำลังเริ่มต้น จึงได้พัฒนามาพร้อมๆ กัน เริ่มจากพัฒนาเครื่องจักรสำหรับบรรจุภัณฑ์ เรียนรู้ไปกับลูกค้า และสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ”

ความแตกต่างของคนขยันคิด และเลือกสร้าง “โนว์ฮาว” ให้กับกิจการ ทั้งเครื่องจักรที่พัฒนาขึ้นพิเศษ เพื่อรองรับสายงานผลิตของพวกเขาโดยเฉพาะ สร้างคนจากไม่มีประสบการณ์เลย จนมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต กลุ่มคนที่รักองค์กรและเป็นนักขายความคิด มากกว่าทำงานตามสั่ง

“ผมโชคดีนะ ที่ได้เพื่อนร่วมงานที่ดี จนสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาได้ พนักงานแต่ละคนไม่ได้มีประสบการณ์ แต่ค่อยๆ ศึกษาและเติบโตมาพร้อมๆ กัน จุดแข็งของเรา คือ คน ซึ่งต่อให้ไม่เก่งมาก แต่ก็มีความเป็นเจ้าขององค์กร รักและทุ่มเทอย่างมากเพื่อองค์กร”

ความรู้สึกเป็นเจ้าของ นำมาซึ่งความมุ่งมั่นทำงานในหน้าที่ และขยันแจกจ่ายไอเดียใหม่ๆ จนทำให้เอมกรุ๊ปเป็นอีกต้นแบบขององค์กรนวัตกรรม พวกเขาไม่แค่ทำงานรับจ้างผลิต(OEM) แต่ยังพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบสนองใจลูกค้าให้เพิ่มขึ้น รับปรัชญาธุรกิจ “เอมกรุ๊ป เป้าหมายของเรา คือ ความสำเร็จของคุณ”

จนวันนี้มีบริษัทใต้ร่ม เอมกรุ๊ป ครอบคลุม 3 บริษัท คือ บริษัท เอมแพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัท แอดวานซ์ อินโนเวชั่น แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท An Ich Minh Packing Trading and Service จำกัด ในเวียดนาม ขยับมารับงานบรรจุภัณฑ์ที่ครบวงจร ไล่ตั้งแต่ หัวฉีดสเปรย์ หัวปั้ม บรรจุภัณฑ์ประเภทขวด แกลลอนน้ำมัน และถังสี โดยใช้เทคโนโลยี IML (In-Mold Labeling) นวัตกรรมในการผลิตฟิล์มฉลากเข้าเป็นเนื้อเดียวกับบรรจุภัณฑ์ มาเป็น “แต้มต่อ” สำคัญในธุรกิจ

“ลดต้นทุน เพิ่มความแข็งแรงของวัสดุ ลดจำนวนวัสดุต่อหน่วยลง เพิ่มพื้นที่ในการพิมพ์ ป้องกันสินค้าลอกเลียนแบบ มีความสวยงาม และลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญลูกค้าไม่ต้องจ่ายแพงขึ้น”

ดำรงพล บอกกองทัพผลประโยชน์ ที่นำมาประโคมใส่ลูกค้า ที่สำคัญไม่ได้ขายแพงขึ้น แต่ขายในราคาประมาณกันกับคู่แข่ง ที่ทำเช่นนี้ได้ ส่วนหนึ่งมาจากกลยุทธ์ “Strategy Partners” คือมีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเหล่าพันธมิตร อย่างโรงพิมพ์ ผู้ผลิตฟิล์ม โรงงานผลิตเครื่องจักร ให้มาสนับสนุน จนสามารถควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ ส่งผลให้ลูกค้าเพิ่มต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 500 รายในปัจจุบัน

เฉียบขาดไปกว่านั้น คือ เมื่อไรที่นวัตกรรมในการผลิต ทำให้ต้นทุนลดลง ก็ยินดีนำมาเป็นส่วนลดให้กับลูกค้า

“add sales , up sales และ cross sales คือหัวใจของธุรกิจ”

ดำรงพล บอกกลยุทธ์เดินเกมแบบเอมกรุ๊ป ที่เริ่มจาก add sales เพื่อขยายโอกาสในการขายให้มากขึ้น เช่นจากขายขวดอย่างเดียว ก็มาขายพร้อมหัวปั้ม ส่งผลให้สินค้าสามารถ up sales ขายในปริมาณที่เพิ่มขึ้นได้ กลายเป็น One Stop Service ครบวงจรในที่เดียว ง่ายต่อการบริการลูกค้า และลูกค้าก็ได้สินค้าที่สามารถแข่งขันได้

ปิดท้ายกับ cross sales โดยใช้หลักการทำ Cross-selling เสนอ/แนะนำ/เชิญชวน และจูงใจ ให้ลูกค้า พิจารณาซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มขึ้น ทั้งสินค้าหรือบริการของพวกเขา และของเหล่าพันธมิตรธุรกิจ

ยังมีโอกาสมากมายอยู่ในตลาด ขณะที่ผู้เล่นในสนามนี้ก็ไม่ได้มีมากมายอย่างที่คิด ท่ามกลางความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น ขยับโอกาสเติบโตแบบ “ก้าวกระโดด” ให้พวกเขาตามไปด้วย

ที่มาของการลงทุนแบบจัดหนักจัดเต็ม ทั้งสั่งเครื่องจักรใหม่ และขยายโรงงาน เม็ดเงินรวมนับ 700 ล้านบาท แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการลงทุน “จัดหนัก” ครั้งนี้ คือ ธุรกิจที่จะโตแบบก้าวกระโดด..ฉุดไม่อยู่

“ถ้าย้อนไปดูบริษัทเราโต 60% มาตลอด ปีนี้ยอดขายน่าจะอยู่ที่ 750 ล้านบาท พอโรงงานเฟสนี้เสร็จและมีการขยายเพิ่ม เครื่องจักรทุกอย่างเข้ามา เราจะกระโดดไปเป็น 1,200 ล้านบาท และในปี 2014 จะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท”

ปลายปีหน้า (2013) พวกเขาวางแผนที่จะนำพาตัวเองเข้าตลาดหลักทรัพย์ ตัวเลขกลมๆ ที่ดำรงพลกระซิบบอกกับเรา หลังมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาขยายกิจการ คือมูลค่าธุรกิจที่จะกระโดดไปได้ไกลถึง 5,000 ล้านบาท !

“สำหรับผมความเสี่ยงในธุรกิจ ก็ไม่ต่างจากที่คนอื่นเจอ แต่ถ้าอะไรที่ไม่ได้เป็นกับผมคนเดียว ผมไม่เดือดร้อน ถ้ามัวแต่คิดมาก สุดท้ายก็ไม่กล้าทำอะไรพอดี แต่นี่ไม่มีใครมาหยุดผมได้ อะไรที่เห็นว่าดีผมลงมือทำ การลงมือทำมีผลลัพธ์อยู่สองอย่าง คือ ได้กับไม่ได้ แต่ถ้าคุณไม่ทำอะไร มีแค่อย่างเดียว คือไม่ได้อะไรเลย”

ความคิดคมๆ ของผู้ประกอบการนักคิด ที่ไม่เคยพ่ายให้วิกฤติ เพราะนั่นคือ “โอกาส” สำหรับเขาเสมอ

.........................
Key to success
โตก้าวกระโดดแบบ “เอมกรุ๊ป”
๐ ไม่แค่รับจ้างผลิต แต่พัฒนานวัตกรรมสร้างแต้มต่อ
๐ สร้าง “โนว์ฮาว” ให้องค์กร
๐ คอนเนคชั่นที่ดีสร้างโอกาสในธุรกิจ
๐ ใช้พลัง Strategy Partners
๐ โตด้วยกลยุทธ์ add sales , up sales และ cross sales
๐ ทุกวิกฤติ คือ โอกาส
๐ ต้นทุนลด เพิ่มผลประโยชน์ให้ลูกค้า
๐ รักษาคำมั่น กับทุกฝ่าย เพื่อธุรกิจยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556

วีนิไทย โชว์ศักยภาพเตรียมพร้อมรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนชูเทคโนโลยีการผลิต-ลดต้นทุนพลังงาน-เป็นมิตรต่อ


Posted on March 31, 2013
ที่มาhttp://www.akonaconsulting.com/?p=129
นายบรูโน ฟานเดอร์วีเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผงพลาสติกพีวีซีและโซดาไฟรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย เปิดเผยในระหว่างการรับเสด็จเจ้าชายฟิลลิป มกุฎราชกุมารเบลเยียม พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี นักธุรกิจ และสื่อมวลชนจากประเทศเบลเยียม ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ว่าบริษัทฯ  มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการขยายการลงทุนในบริษัทย่อยเพื่อผลิต Epichlorohydrin ด้วยเงินลงทุน 4.5 พันล้าน และความต้องการด้านเคมีภัณฑ์ในภูมิภาคเอเชียที่เติบโตอย่างดีดังจะเห็นได้จากรายได้รวมของบริษัทในปี 2555 ที่เติบโตขึ้นจากปี 2554 ถึง 20% โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 17,089 ล้านบาท

“สำหรับบริษัทฯ แล้ว การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 นับว่าเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทฯ เป็นอย่างมาก โดยวีนิไทย มีความพร้อมในการรองรับ AEC ทั้งในแง่ของกำลังการผลิต เทคโนโลยีการผลิตที่นำสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อย่างเทคโนโลยีการผลิต Epicerol ที่พัฒนาโดยโซลเวย์ รวมไปถึงการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน จากนโยบายหลักที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดการสร้างมลพิษเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ลดการใช้พลังงาน และเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กร ที่ทำให้บริษัทฯ สามารถลดต้นทุนด้านพลังงานลงไปได้ปีละกว่า 100 ล้านบาท” นายบรูโน กล่าว

บมจ.วีนิไทย เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไวนิลและคลอร์อัลคาไล ที่ได้รับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีกลุ่มบริษัทโซลเวย์ถือหุ้น 58.77% และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 24.98% โดยเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับในแง่ของการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม โดยมีรางวัลการันตีมากมาย อาทิ รางวัล Thailand Energy Award 2012 ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ประเภทโรงงานควบคุม หรือรางวัล Business Award ในสาขากิจกรรมส่งเสริมสังคมดีเด่น (Best CSR Award) ในงาน NTCC/Beluthai Business Awards 2010 ที่จัดโดยหอการค้าเนเธอร์แลนด์-ไทย และหอการค้าเบลเยียม-ลักเซมเบิร์ก/ไทย เป็นต้น

นายฌอง ปิแอร์คลามาดีเออ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทโซลเวย์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย บริษัทก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน โซลเวย์ เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมเคมีในประเทศไทยด้วยมูลค่าการผลิตจากโรงงานทั้ง 4 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด สูงถึง 23,000 ล้านบาทต่อปี (572 ล้านยูโร) และจากความสำเร็จในประเทศไทย ทำให้โซลเวย์พิจารณาการขยายการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มกรีน และไบโอเคมิคัล

ทั้งนี้ ในระหว่างการเสด็จเยี่ยมชมการดำเนินงานของ บริษัท  วีนิไทย จำกัด (มหาชน) ของเจ้าชายฟิลลิปมกุฎราชกุมารเบลเยียม พร้อมด้วย ฯพณฯ ชอง คล็อด มาร์คู รองประธานและรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจการค้าต่างประเทศและเทคโนโลยีใหม่ของรัฐวอลลูน และรัฐมนตรีด้านการศึกษาของสภาวอลลูน-บรัสเซลส์ รวมทั้งนักธุรกิจและสื่อมวลชนจากประเทศเบลเยียมร่วมตามเสด็จด้วยกว่า 80 คน

เจ้าชายฟิลลิป ยังได้ทรงปลูก “ต้นมหาโชค” เพื่อความเป็นสิริมงคลของบริษัทฯ ซึ่งอยู่คู่กับ “ต้นรวงผึ้ง” พันธุ์ไม้พระราชทานจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ บริเวณหน้าตึกอำนวยการบริษัท  วีนิไทย จำกัด (มหาชน) อีกด้วย

ที่มา หนังสือพิมพ์บ้านเมือง