แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แคมเปญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แคมเปญ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ขายรถหั่นกำไรโละสต๊อก ใจป้ำแจกแถมคันละแสน

updated: 06 พ.. 2556 เวลา 01:12:53 น.

ดีลเลอร์ขายรถดิ้นไม่ง้อบริษัทแม่เปิดศึกถล่มแคมเปญ แจกทองแถมมอเตอร์ไซค์หั่นมาร์จิ้น กันฝุ่นตลบ หวังระบายสต๊อกที่อัดแน่นเต็มโชว์รูม ย้ำพิษลูกค้ารถคันแรกยืดเวลารับรถ ทิ้งจองแรงขึ้นเรื่อย ๆ ค่ายรถเร่งหามาตรการสกัดสงครามราคา ห่วงแคมเปญเก๋งเล็ก 0% ทำป่วนตลาด

ผลกระทบจากโครงการรถคันแรกที่มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยทิ้งจอง เลื่อนเวลารับรถ รวมถึงการผลักรถเข้าโชว์รูมอย่างหนักของทุกยี่ห้อ ส่งผลให้ตอนนี้ดีลเลอร์ขายรถยนต์ทั่วประเทศกำลังปั่นป่วนอย่างหนักกับภาวะตลาดชะลอตัวและสต๊อกสินค้าบวม

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า การแข่งขันในตลาดรถยนต์ช่วงนี้ดุเดือดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมามาก ทุกยี่ห้อพยายามสร้างตัวเลขขายด้วยการกระตุ้นตลาดใหม่ ๆ ที่นอกเหนือไปจากตัวเลขการส่งมอบรถยนต์ปกติที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการรถคันแรก หรือแบ็กออร์เดอร์ของปีที่แล้ว จนกระทั่งเกิดปรากฏการณ์การตลาดใหม่คือ ดีลเลอร์หลายรายต้องลุกขึ้นมาทำแคมเปญล่อใจลูกค้ากันเอง โดยไม่ต้องรอโปรแกรมส่งเสริมการขายจากบริษัทแม่

แหล่งข่าวดีลเลอร์ขายรถยนต์ในเขตพื้นที่ กทม. กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ตอนนี้ดีลเลอร์ต้องออกแรงอย่างหนัก เพราะสต๊อกรถยนต์ที่มีอยู่ขยายเวลาออกไปเรื่อย ๆ เดิมไม่กี่วันขายหมด แต่เดี๋ยวนี้ขยายไปเป็นเดือนแล้ว รถเต็มโชว์รูมจนไม่มีที่จอด ต้องไปหาพื้นที่ตามอาคาร สนามเด็กเล่น หรือลานทั่วไป ซึ่งพอมีพื้นที่ให้เช่าจอดรถเพื่อรอขาย รอส่งมอบ

แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า ปัญหาที่พบมากขึ้นคือกำหนดระยะเวลารับรถของลูกค้ารถคันแรกที่ออร์เดอร์กันไว้ตั้งแต่ปีก่อน ถึงเวลารถพร้อมเซล โทร.ไปตามก็ขอเลื่อนออกไปก่อนซะอีก ให้เหตุผลต่าง ๆ นานา บางคนเลวร้ายถึงขั้นทิ้งจองเลยก็มี

"ปัญหานี้ทำให้การแข่งขันระหว่างดีลเลอร์ด้วยกันเองหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ โดยปกติบริษัทแม่จะมีงบประมาณมาให้ดีลเลอร์ก้อนหนึ่งในการทำแคมเปญแต่ละเดือน และยังมีงบประมาณที่เป็นในส่วนของกำไรที่ดีลเลอร์แต่ละรายจะนำมาใช้อีกจำนวนหนึ่ง ช่วงนี้คงต้องหั่นมาร์จิ้นเอามาทำเป็นแคมเปญ ขอเพียงมีลูกค้าเดินเข้ามาในโชว์รูมก็แฮปปี้แล้ว" แหล่งข่าวกล่าว

"ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจแคมเปญที่ดีลเลอร์แต่ละรายนำออกมาห้ำหั่นกันช่วงนี้ จะมีทั้งลด-แลก-แจก-แถม รวมถึงอัตราดอกเบี้ย ซึ่งดุเดือดเลือดพล่าน

บริษัท โตโยต้า ลิบรา จำกัด ดีลเลอร์รายใหญ่ฝั่งตะวันออก ทั้ง 2 สาขาคือ สำนักงานใหญ่ ถนนประเสริฐมนูกิจ และวัชรพล จัดแคมเปญพิเศษ "Libra V Day" ในวันที่ 2-5 พฤษภาคมนี้ มอบข้อเสนอสำหรับรถยนต์นั่ง โตโยต้า วีออส รุ่นปรับปรุงโฉมปี 2553 ทุกรุ่น รับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท หรือเลือกรับของแถม รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ 1 คัน ซัมซุงกาแล็กซี่แท็บ 2 พร้อมใช้สมาร์ทโฟน จีบุ๊ก ฟรี 1 ปี และทองคำน้ำหนัก 1 บาทรถกระบะโตโยต้า วีโก้ จัดแพ็กเกจซื้อรถแถมรถ "ซื้อวีโก้ แถมฟีโน่" หรือจะเลือกแพ็กเกจ "ซื้อวีโก้ แถมทอง 1 บาท" หรือชุดโฮมเธียเตอร์ แอลจี โดยทั้ง 2 แพ็กเกจมาพร้อมประกันภัยชั้น 1 และของแถมอีกมากมาย

ขณะที่ในส่วนของรถยนต์มือสอง หรือโตโยต้า ชัวร์นั้น ลิบรายังได้จัดแคมเปญ "ขายรถเก่ามาซื้อรถใหม่" ลูกค้าจะได้รับไอแพด มินิ จำนวน 1 เครื่อง

บริษัท โตโยต้า บัสส์ จัดแคมเปญ "แรงจัด ทอร์นาโด พี่มากให้มาก รถใหม่ป้ายแดง ราคามือ 2" สำหรับรถยนต์โตโยต้ารุ่นต่าง ๆ โดยใช้การดาวน์น้อยผ่อนนานเป็นหลัก

เช่นเดียวกับโชว์รูมโตโยต้า เอกนิมิต ย่านบางบัวทอง จัดแคมเปญ "วีออส-ยาริส" ดาวน์ 1 บาท ทุบราคาสะใจ พร้อมดอกเบี้ยต่ำนานสูงสุด 48 เดือน โดยใช้วิธีให้ลูกค้าวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 10% และโชว์รูมจะนำส่วนต่างตรงนี้มาเป็นส่วนลดเงินดาวน์ให้กับลูกค้าแทน และโชว์รูมย่านเกษตร ที่จัดแคมเปญสำหรับโตโยต้า อัลติส พร้อมมอบส่วนลดให้ 100,000 บาท หรือเลือกผ่อนเพียงเดือนละ 7,XXX บาท

ด้านดีลเลอร์รถยนต์ฮอนด้า ย่านลาดพร้าว ก็เลือกทำแคมเปญแจก โดยลูกค้าที่ซื้อฮอนด้า บริโอ้ นอกจากส่วนลดมูลค่า 50,000 บาทแล้ว ยังเลือกรับทองคำมูลค่า 2 บาท พร้อมรับฟิล์มกรองแสง และส่วนลดประกันภัยอีก 6,000 บาท หรือซื้อฮอนด้า อเมซ แถมประกันภัยชั้น 1

ค่ายนิสสัน ดีลเลอร์หลายรายจัดแคมเปญรับรถวันนี้ ได้ดอกเบี้ยต่ำสุดสุด แถมฟรีประกันภัย และฟรีชุดนิสสันซัมเมอร์กิฟต์ มูลค่า 1,000 บาท เมื่อรับรถทุกรุ่นภายในวันที่ 31 พ.ค.นี้

แหล่งข่าวตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นิสสันรายใหญ่กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขายรถตอนนี้ลำบากมาก แคมเปญบริษัทแม่ก็ไม่คลอดสักที นิสสัน มาร์ช เดิม บริษัทแม่จ่ายค่าประกันภัย 5,000 บาท ที่เหลือลูกค้าจ่าย ตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว

ขณะที่นิสสัน อัลเมร่า ไม่มีการทำแคมเปญช่วยเหลือแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่รถรุ่นนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งโตโยต้าวีออสรุ่นใหม่ออกมาทำตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากการออกทำแคมเปญเองของบรรดาดีลเลอร์รถยนต์ สิ่งหนึ่งที่คนในวงการรถยนต์เป็นห่วง และจะเป็นปัญหาตามมาก็คือ "สงครามราคา" เนื่องจากระบบนี้จะทำให้ตลาดเสียหาย ซึ่งบริษัทแม่แต่ละยี่ห้อให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดีผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ภาวะปัญหารถล้นสต๊อกมีจริง โดยเฉพาะค่ายที่มีการปรับเปลี่ยนรุ่น รวมทั้งไมเนอร์เชนจ์ น่าจะได้รับผลกระทบ

สิ่งที่น่ากลัวนอกจากสงครามราคา ยังมีประเด็นที่หลายค่ายเลือกชูการขายด้วยอัตราดอกเบี้ย ซึ่งแนวทางนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่เก๋งเล็กเลือกใช้วิธีดาวน์ 0% แต่วันนี้อาจจะมีค่ายรถบางค่ายเลือกใช้ดอกเบี้ย 0% ซึ่งจะทำให้ตลาดปั่นป่วนได้ทีเดียว

เช่นเดียวกับ นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งก็ให้ความสำคัญกับปัญหาสงครามราคาระหว่างดีลเลอร์ด้วยกันเอง โดยส่งทีมงานเข้าไปพูดคุยถึงผลเสียที่จะตามมาและหาทางช่วยดีลเลอร์ให้แต่ละรายมีผลกำไรที่เหมาะสม

ด้านนายประพัฒน์เชยชม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสการตลาดและการขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากยอดขายรถยนต์ในปีที่ผ่านมาเป็นการดึงกำลังซื้อไปจากความต้องการของปีนี้ที่ราว 10-15% ทำให้ทุกค่ายต่างก็พยายามรักษายอดขายให้คงระดับไว้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ทำให้ช่วง 3-4 เดือนแรกของปี บรรดาค่ายรถยนต์จะมีการจัดแคมเปญที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อดึงกำลังซื้อ

แต่ภาพโดยรวมนั้นไม่น่าเป็นห่วงเนื่องจากผู้บริโภคยังคงมีกำลังซื้อที่ดีอยู่ จากเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มสดใส รวมถึงค่ายรถก็มีแผนที่จะแนะนำสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาเติมเต็มตลาดอีกหลายรุ่น เชื่อว่ายอดขายรวมไม่น่าจะลดลงมากนัก โดยเซ็กเมนต์ที่จะกลับมามีการเติบโตอย่างชัดเจนในปีนี้ คือซีเซ็กเมนต์ หลังจากปีที่ผ่านมาเป็นปีทองของอีโคคาร์ ซึ่งนิสสันเองก็มีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดถึง 50%

ขณะที่แหล่งข่าวจากบริษัท เชฟโรเลตเซลส์ ประเทศไทย จำกัด ยืนยันว่า ปัญหาตัดราคาระหว่างกันของดีลเลอร์เชฟโรเลตไม่น่ามี เพราะปัจจุบันมีโชว์รูมเชฟโรเลตจังหวัดละ 1 โชว์รูมเท่านั้น ตอนนี้บริษัทมี 73 แห่ง แต่ถ้าอนาคตขยายเพิ่มเป็น 120 แห่ง ก็อาจจะมีความเป็นไปได้

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับประชาชาติธุรกิจออนไลน์ที่
www.facebook.com/prachachat
ทวิตเตอร์ @prachachat

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ศึกสะท้านทรวง

ศึกสะท้านทรวง     

ไพเราะ เลิศวิราม Positioning Magazine 17 ตุลาคม 2554 

ศึกสะท้านทรวง
ที่มา  http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=93455

หลังจากถูกคู่แข่ง “ซาบีน่า” ท้าทายตลาดด้วย “ดูม ดูม ซีรี่ส์” ชุดชั้นในเอาใจสาวคัพเล็ก ด้วยประโยคเด็ดในหนังโฆษณา “คับที่อยู่ได้ คัพเออยู่ยาก” จนทำให้ “ซาบีน่า” กลายเป็นแบรนด์ที่ถูกจับตา ทางด้าน “วาโก้” แบรนด์เบอร์ 1 ออกมาตอบโต้กลับด้วยแคมเปญ “บีเลิฟ” เอาใจสาวทรงโตระดับ “คัพซี” ขึ้นไป นับเป็นเกมรับของผู้นำตลาดชุดชั้นในมูลค่า 5,000 ล้านบาท ที่เปิดศึกกับแบรนด์รองอย่างซาบีน่าอย่างเข้มข้น

สาวไทยคัพไหนกันแน่ ?...หลายคนอาจสงสัย เพราะซาบีน่าได้ออกชุดชั้นในเอาใจสาวคัพเล็ก หลังจากที่ค้นพบว่าสาวไทยส่วนใหญ่ 60% ใช้คัพเอ ซาบีน่านำอินไซท์ข้อมูลมาสร้างให้ “จุดขาย” สำคัญ ผ่านคอลเลกชั่น “ดูม ดูม ซีรี่ส์” เอาใจสาวคัพเล็กที่ต้องการใช้ชุดชั้นในเสริมทรง พร้อมกับทุ่มงบโฆษณา โดยมี คริส หอวัง นางเอกสาวหน้าหมวยจากหนัง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ต้นตำรับหนังเอาใจสาวโสด วัย 30 อัพ มาพร้อมกับประโยคเด็ดในหนังโฆษณา “คัพที่อยู่ได้ คัพเออยู่ยาก” ทำให้ “ซาบีน่า” แบรนด์รองเป็นที่จดจำในตลาดในเวลาอันรวดเร็ว

เมื่อแบรนด์รองเปิดศึกสาวไซส์เล็ก ทางด้าน วาโก้ แบรนด์ผู้นำในตลาดชุดชั้นในอายุ 40 ปี ออกมาตอบโต้ด้วยการออกแคมเปญ “Be love” ด้วยงบ 10 ล้านบาท เอาใจสาวไซส์ใหญ่ที่ใส่ชุดชั้นในขนาดใหญ่ตั้งแต่ “คัพซี” ขึ้นไป หลังจากพบว่าสาวไทยไซส์ใหญ่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี

ข้อมูลเหล่านี้ วาโก้ได้ร่วมกับหน่วยงานราชการ สำรวจสรีระสาวไทยทุกๆ 5ปี นำมาปรับปรุง “คัทติ้ง” ให้เข้ารูปทรงของสาวไทย และพบว่าช่วงหลังสาวไทยทรงโตขึ้น ความต้องการชุดชั้นในไซส์ใหญ่ขยายตัวเพิ่ม จากที่เคยมีสัดส่วนไม่ถึง 10% เวลานี้มีสัดส่วนพิ่มขึ้นมาเกือบ 20%

“เวลานี้ผู้หญิงที่ใส่ชุดชั้นในคัพซีขึ้นไป ไม่จำกัดว่าต้องเป็นผู้ใหญ่ หรือคนสูงวัยเสมอไป สาวๆ วัยรุ่นก็ใส่คัพใหญ่แล้ว สิ่งที่วาโก้ต้องทำคือ การออกแบบให้ทันสมัย ใส่แล้วสนุก เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานให้ดีขึ้น จากเดิมแค่ใส่ประคองหน้าอก ต้องออกแบบใส่แล้วยกกระชับ กว่าจะได้เราใช้เวลาวิจัย ทดสอบมาเกือบปี” ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการ แห่งบริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจนเนอเรชั่นที่ 3 ของค่ายสหพัฒน์ ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลวาโก้ บอกกับ POSITIONING

เมื่อเทียบกับแคมเปญที่ผ่านๆ มา ธรรมรัตน์บอกว่า การทำตลาดของบีเลิฟ ผ่านการคิดแบบครบเครื่องมากขึ้น ตัวสินค้าออกแบบให้ทันสมัยใส่ความเป็นแฟชั่น ช่องทางจำหน่ายต้องพร้อม การใช้สื่อโฆษณา ทั้งทีวีซี ถ่ายแบบในนิตยสาร รวมถึงการเลือกใช้สื่อออนไลน์ Youtube Facebook สื่อโรงหนัง รถไฟฟฟ้าบีทีเอส ประชาสัมพันธ์ ซึ่งการโปรโมตตั้งแต่ปีที่แล้ว และมาออกหนังโฆษณาในปีนี้ ใช้งบลงทุนกว่า 10 ล้านบาท

“โฆษณาบีเลิฟ เป็นตัวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของวาโก้ เราสื่อสารถึงคุณสมบัติการใช้งานชัดเจนมากขึ้น เมื่อเทียบกับโฆษณาที่ผ่านมาของวาโก้ที่ไม่ได้บอกอะไรมากนัก และต่อจากนี้สิ่งที่จะขาดไม่ได้ในหนังโฆษณาทุกชิ้นของวาโก้ คือ ความทันสมัย” ธรรมรัตน์ บอกถึงแนวทางการสื่อสารของวาโก้

ตั้งแต่ปีที่แล้ว ธรรมรัตน์ลงมือปรับปรุงแบรนด์วาโก้ ผ่านแคมเปญการตลาดรูปแบบต่างๆ  เขาหวังว่า แคมเปญเหล่านี้จะช่วยลดอายุแบรนด์วาโก้ที่มีอายุครบ 40 ปี และดูเป็นแบรนด์ของแม่ ให้กลับมาดูสดใหม่ ทันสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ เฉพาะปีที่แล้วปีเดียว วาโก้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ คู่ขนานไปกับแคมเปญการตลาดที่เน้นเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นเป็นหลัก เริ่มจากแคมเปญ “ปิ๊ง” ออกมาเพื่อทำให้ภาพวาโก้เด็กลง ตามมาด้วยชุดชั้นในมูดกระตุ้นให้การใส่ชุดชั้นในสนุกสนานขึ้น และชุดชั้นในเกิร์ลลี่ บาย วาโก้ เพื่อเอาใจสาววันทีน

การสื่อสารการตลาดที่วาโก้ คู่ขนานกันไป เน้นสร้างความจดจำให้กับกลุ่มวัยรุ่นเป็นหลัก เช่น การเป็นสปอนเซอร์ในหนังวัยรุ่น สุดเขตสเลดเป็ด และคอนเสิร์ตวงดนตรีเกาหลี และเร็วๆ นี้วาโก้จะถูกนำไป Tie-in ในภาพยนตร์ที่ผลิตร่วมกับโรงหนังเมเจอร์ แคมเปญทั้งหมดนี้ที่ต้องใช้งบทั้งปีกว่า 100 ล้านบาท วาโก้หวังว่าจะทำให้แบรนด์กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมรับมือแข่งขันในตลาดชุดชั้นในที่กำลังถูกรุมเร้าจากคู่แข่ง
“สายตาของผู้บริโภคทั่วไป วาโก้ยังคงเป็น Brand ที่คนรู้จักมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่เป็นแบรนด์ดูมีอายุ เป็นแบรนด์ของคุณแม่ ผลจากการออกแคมเปญเหล่านี้ จะช่วยลดอายุให้แบรนด์เด็กลงไปเรื่อยๆ แต่ในภาพรวมของวาโก้ก็ยังมีความเป็นแบรนด์มหาชน เพราะเรามีสินค้าคลุมได้หมด เด็ก ผู้ใหญ่” 

การเข้าถึงพฤติกรรมลูกค้าเป็นอีกกลไกสำคัญที่ต้องทำ และสิ่งที่วาโก้พบคือ พฤติกรรมการซื้อชุดชั้นในของสาวยุคนี้ เปลี่ยนจากการซื้อเพื่อความจำเป็น เป็นการซื้อตามแฟชั่น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานรุ่นใหม่ จากที่เคยนานๆ ซื้อที และซื้อครั้งละ 6-10 ตัว เปลี่ยนมาซื้อน้อยครั้งละตัวหรือสองตัว แต่ซื้อถี่ขึ้นฉลี่ยทุกเดือนหรือ 2 เดือน
พฤติกรรมเหล่านี้ มีผลต่อการแบ่งกลุ่มเป้าหมาย จากเดิมที่เคยแบ่งกลุ่มลูกค้าตามช่วงอายุ เปลี่ยนมายึดไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเป็นแกนหลัก แต่ก็ยังไม่ทิ้งเรื่องของฟังก์ชันการใช้งาน

แนวคิดนี้ส่งผลให้การออกแบบชุดชั้นในของวาโก้ เน้นความหลากหลาย และใส่ความเป็นแฟชั่นและดีไซน์ เพื่อตอบสนองลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้หลากหลายมากขึ้น จากที่มีแค่ 2 กลุ่ม เวลานี้เพิ่มมาโฟกัส 8-9 กลุ่ม และเป็นที่มาของแคมเปญ “บีเลิฟ” เอาใจสาวทรงโต ที่ใส่ความเป็นแฟชั่น เพิ่มความน่าสนใจลงไป ไม่ว่าสาววัย 30 หรือ 40 ปี ก็ชื่นชอบชุดชั้นในแฟชั่นได้ไม่ต่างจากสาววัยรุ่น

ธรรมรัตน์บอกว่า อนาคตจะมีแคมเปญออกมาเจาะตรงเข้าถึงลูกค้าแต่ละกลุ่มในลักษณะกับบีเลิฟมาก ขึ้น เช่น เฟิร์สบรา ชุดชั้นในสำหรับวัยทีน ที่เคยสร้างให้วาโก้เป็นที่จดจำ สำหรับเด็กสาวเพิ่งเริ่มต้นใส่ชุดชั้นใน ก็อยู่ในแผนการตลาดที่จะทำต่อไป

“การที่วาโก้มีสินค้าครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ทำให้เราแข่งขันได้ทุกตลาด ถ้าคู่แข่งลงเล่นในตลาด Niche เราก็มีสินค้าไปสู้ในตลาดได้ อย่างบีเลิฟนี่ก็ใช่ ขึ้นอยู่กับว่าจะออกรุ่นอะไร เราต้องศึกษาจุดอ่อน จุดแข็ง และเลือกจังหวะในการออกแคมเปญ”

ถึงแม้ว่าการแข่งขันของตลาดชุดชั้นในเข้มข้นขึ้นจนวาโก้อยู่เฉยไม่ได้ แต่ธรรมรัตน์เชื่อว่า การอยู่ในธุรกิจนี้ 40 ปี มีทั้งโรงงาน การผลิต การออกแบบ คู่ค้า ช่องทางจำหน่าย เป็นจุดแข็งของวาโก้ ที่ธรรมรัตน์เชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คู่แข่งจะช่วงชิงตลาดได้เหมือนกับบางอุตสาหกรรมที่ สามารถพลิกตลาดได้ชั่วข้ามคืน

“ในฐานะผู้นำตลาด ถ้าเราอยู่เฉยๆ คงต้องถูกแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ วิธีตั้งรับที่ดีที่สุด คือ การรุกไปข้างหน้า” ธรรมรัตน์เชื่ออย่างนั้น

คัพเล็กปะทะคัพใหญ่

 ซาบีน่า   วาโก้
Positioning ชุดชั้นในสำหรับวัยรุ่นและคนทำงานรุ่นใหม่   ชุดชั้นในสำหรับคนทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงคนสูงวัย
กลุ่มเป้าหมาย เน้นทำตลาดกลุ่มเป้าหมาย เน้นความหลากหลายของกลุ่มเป้าหมาย  
กลยุทธ์การตลาด เลือกโฟกัสกลุ่มเป้าหมายไซส์เล็ก จากการสำรวจพบว่าเป็นกลุ่มใหญ่ มีสัดส่วน 60% จากนั้นตอกย้ำแบรนด์ผ่านกิจกรรมต่างๆ และสื่อสารการตลาด รีเฟรชแบรนด์ให้เด็กลงผ่านแคมเปญการตลาดและการเลือกใช้สื่อต่างๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่น
Product  ออกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย คือสาวไซส์เล็กที่ชื่นชอบใส่ชุดชั้นในดันทรง ออกแบบผลิตภัณฑ์เพิ่มความเป็นแฟชั่น และความหลากหลาย ให้ตอบสนองลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

ส่วนแบ่งตลาดชุดชั้นใน มูลค่าตลาด 5,000 ล้านบาท 
(จำหน่ายเฉพาะในห้างสรรพสินค้า)
วาโก้ 60%
ซาบีน่า 15%
ไทรอัมพ์ 15%
ที่มา : ไทยวาโก้


Did You Know

  • เฉลี่ยสาวไทยมีชุดชั้นใน 7 ตัวต่อคน
  • เปลี่ยนจากเดิมที่ซื้อทุก 6 เดือน มาซื้อ 1-2 เดือนต่อชิ้น
  • ผู้บริโภคเปลี่ยนจากซื้อยกล็อต เปลี่ยนมาน้อยลงแต่ถี่ขึ้น