แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยุทธศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยุทธศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

ยุทธศาสตร์ใหม่เบียร์สิงห์


carlberg Asia_market
ยุทธศาสตร์ใหม่เบียร์สิงห์
Posted 19/03/2013
link http://viratts.wordpress.com/2013/03/19/singhax/

เรื่องของเบียร์มีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด  แต่สำหรับบุญรอดบริวเวอรีเจ้าของ”เบียร์สิงห์”ที่อยู่ในธุรกิจอย่างโฟกัสมาตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครองของรัฐไทยเมื่อ 80ปี   ย่อมเข้าใจได้ดีกว่าใครๆ
เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเบียร์สิงห์ กับ Carlsberg มีหลายมุมที่ควรมอง แต่ไม่ว่าจะเป็นมุมไหน ล้วนสะท้อนสถานการณ์ธุรกิจที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งในเมืองไทยและภูมิภาค

“Carlsberg secures Thailand comeback with Singha deal” (ReutersFri Sep 28, 2012)

“สิงห์”ผนึก”คาร์ลสเบอร์ก” ล้มไฮเนเก้น ลั่น5ปีแชมป์เบียร์พรีเมียมในไทย” (มติชนออนไลน์ 14 กุมภาพันธ์ 2556)

สองข่าวข้างต้นมีสาระเหมือนกัน แต่มีขึ้นในต่างวาระ ย่อมมีความหมายบางอย่างที่แตกต่างกันไป

ครั้งแรก—เป็นการแถลงข่าวจาก Copenhagen ฐานของ Carlsberg แต่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สิงคโปร์ก่อนหน้าเพียงสัปดาห์เดียว นั้นคือดีลสำคัญระหว่าง Heineken กับ Asia Pacific Breweries  ซึ่งมีความหมายสำคัญมากสำหรับ Heineken ในความพยายามควบคุมตลาดเบียร์ในภูมิภาคให้มั่นคงยิ่งขึ้น โดยสามารถเข้าถือหุ้นใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จใน Asia Pacific Breweries ถือเป็นบทสรุปต่อเนื่องจากดีลที่ใหญ่กว่า –ดีลไทยเบฟฯกับ Fraser & Neave

แต่เดิม  Fraser & Neave ถือหุ้นร่วมกันกับ Heinekenใน Asia Pacific Breweries   หากไทยเบฟฯของเจริญ สิริวัฒนภักดี สามารถครอบครอง Fraser & Neave ได้ทั้งหมด เขาก็จะมีเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาคอย่างสำคัญ แต่เมื่อเผชิญการต่อสู้โดยตรงกับHeineken เรื่องจึงไม่ง่าย   ในกระบวนการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ  ไทยเบฟฯยอมให้ Fraser & Neave ขายหุ้นใน Asia Pacific Breweriesให้ Heineken   แลกเปลี่ยนกับ Heineken ไม่เสนอตัวแย่งชิง Fraser & Neave กับไทยเบฟฯ    ดีลใหญ่ จึงจบลงด้วย win-win game

สำหรับไทยเบฟฯ ซึ่งมีเพียงแบรนด์หลัก—เบียร์ช้าง ก็คงเสียดายไม่น้อย เพราะAsia Pacific Breweries เป็นเครือข่ายธุรกิจเบียร์ที่ใหญ่มากๆในระดับภูมิภาค นอกจากผลิตแบรนด์ Heinekenแล้ว ยังผลิตแบรนด์ท้องถิ่นที่สำคัญอีกหลายแบรนด์ รวมทั้งแบรนด์ Tiger ด้วย

แม้ว่าทั้ง Carlsberg  และ Heineken เป็นเบียร์สัญชาติเดมนมาร์กด้วยกัน แต่ก็ถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดกันด้วย  โดยเฉพาะทั้งสองประเมินสถานการณ์เหมือนกันว่า ตลาดเบียร์ในโลกตะวันตกได้อิ่มตัวแล้ว  ขณะที่ตลาดในภูมิภาคเอเชียกำลังเติบโต    แม้ว่าทั้งคู่มีเครือข่ายธุรกิจเบียร์ในภูมิภาคนี้มากกว่าเบียร์ระดับโลกรายอื่นมาก่อนหน้าแล้ว  แต่ยังพยายามแสดงบทบาทในฐานะผู้นำตลาดที่มียุทธศาสตร์เชิงรุกอย่างเข้มข้นมากทีเดียว  ว่าไปแล้วเป็นสัญญาณใหม่ เกิดขึ้นจากสถานการณ์ใหม่  ระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคทีกำลังปรับเปลี่ยนและหลอมรวมครั้งใหญ่  เมื่อAECเกิดขึ้น มีบทสรุปหนึ่งที่แน่ชัด  ตลาดในภูมิภาคจะรวมกันเป็นตลาดใหญ่ๆแห่งหนึ่งในโลก และปฎิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญอย่างมากต่อAECในภาพรวม

ครั้งที่สอง—การแถลงข่าวต้นปี 2556 โดยเบียร์สิงห์ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ย่อมสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ใหม่อย่างแท้จริงของธุรกิจเบียร์เก่าแก่ของไทย

โดยเนื้อหาหลักของการแถลงข่าวเบียร์สิงห์แสดงความมั่นใจในแผนการนำ Carlsberg  เข้าสู่ตลาดไทยอย่างจริงจังอีกครั้ง ในฐานะเป็น Distribution Company ให้ Carlsberg   และในฐานะเบียร์สิงห์มีส่วนแบ่งการตลาดสำหรับเบียร์ท้องถิ่นมากที่สุดในประเทศไทย    การเพิ่มสินค้าเบียร์ในฐานะPremium beer ถือเป็นแผนการตลาดที่มีความเป็นไปได้ “ผลักดันให้ยอดขายให้อยู่ที่ 35 ล้านลิตร และก้าวสู่การเป็นเบอร์ 1 ในตลาดเบียร์พรีเมียมของไทย และก้าวขึ้นสู่การเป็นเบอร์ 3 ของตลาดโลกในด้านยอดขาย ภายในระยะ 5 ปี”  (จากข่าวมติชนที่อ้างถึงข้างต้น) ขณะที่เบียร์สิงห์เชื่อว่าจะบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ ด้วยขยายกิจการในเมืองไทยให้เติบโตมากขึ้น  โดยมีสินค้าหลากหลายครอบคลุมเซ็คเม้นท์ต่างๆตลาดเบียร์ในเมืองไทยมากที่สุด

ว่าไปแล้วตลาดเบียร์ระดับPremiumในเมืองไทยมีการแข่งขันไม่มากนัก โดยมี Heineken เป็นเจ้าตลาดในฐานะเข้ามาลงทุนตั้งแต่ปี2538 ด้วยร่วมทุนกับกลุ่มไทยประกันชีวิตและกลุ่มไทยน้ำทิพย์(ผู้ผลิตและจำหน่าย Coke)

สถานการณ์โดยรวมในปัจจุบัน เบียร์สิงห์ อยู่ในช่วงที่ดีมากช่วงหนึ่งในรอบ80ปีก็ว่าได้  จากยุคผูกขาดตลอด60ปีแรก   มาเผชิญสถานการณ์สั่นไหวอย่างรุนแรงในช่วงประมาณปี 2535-6เป็นต้นมา  เมื่อมีการเปิดเสรี  ยุคการต่อสู้อันเข้มข้นกับกลุ่มทีซีซีของเจริญ สิริวัฒนภักดี(หรือไทยเบฟฯในปัจจุบัน)จึงเริ่มขึ้น  ประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลืม คือเจริญเคยใช้ Carlsberg เป็นหัวหอกในการต่อสู้กับเบียร์สิงห์ในระยะแรกๆ  ก่อนที่Carlsberg  จะได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดแล้วถอนตัวไป   ในช่วงนั้นเบียร์สิงห์ต้องสูญเสียฐานะผู้นำตลาดไประยะหนึ่ง ก่อนที่จะเรียนรู้และปรับตัวการกลับมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง

สถานการณ์ล่าสุด นอกจากสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรธุรกิจเก่าแก่อย่างบุญรอดบริวเวอรี่ ก็สามารถปรับตัวได้   ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างไทยเบฟฯ  อยู่ในช่วงพยายามผลักดันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจที่มีฐานกว้างกว่าเดิม ย่อมเสียสมดุลบางระดับในธุรกิจเบียร์   เบียร์สิงห์ในฐานะที่ดำเนินธุรกิจอย่างโฟกัส ย่อมอยู่ในตำแหน่งทีดี

แต่เบียร์สิงห์ก็มีปัญหาหนึ่งที่สำคัญซ่อนอยู่   คือการขยายตลาดต่างประเทศเป็นไปอย่างจำกัด  แม้ว่าจะเริ่มต้นส่งออกมาตั้งแต่ 3ทศวรรษที่แล้ว รวมทั้งตั้ง Boonrawd Trading International(ปี 2544) ดูแลตลาดโลกโดยตรง ไม่เพียงเบียร์สิงห์ยังไม่สามารถเป็นแบรนด์ระดับโลก อย่าง“Red bull” ได้เท่านั้น การเกิดขึ้นของAEC เป็นสถานการณ์ใหม่ที่เพิ่มแรงกดดันอย่างมากทีเดียว   จากยุทธศาสตร์ที่มองข้ามตลาดเพื่อนบ้านไปอย่างไม่น่าเชื่อ

“การมีพันธมิตรที่ดีจะทำให้แบรนด์สินค้าของไทยเติบโตในตลาด เพราะสามารถรุกตลาดได้ทันที โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนที่จะมีการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ที่จะมีฐานผู้บริโภคมากกว่า 600 ล้านคน ซึ่งจะทำให้เบียร์สิงห์บรรลุเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ3 ของภูมิภาคเอเชีย จากปัจจุบันที่อยู่อันดับ 5-6 ของภูมิภาคนี้” ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการบริหาร บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์กว้างๆของเบียร์สิงห์ ในการแถลงข่าวครั้งนั้น  แต่เป็นรู้กันดีว่า เป็นยุทธศาสตร์ใหม่ที่สำคัญมาก( อ้างแล้ว)

“ปีนี้สิงห์จะเน้นการบุกตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับตลาด AEC เป็นหลัก โดยการผนึกกำลัง Carlsberg ที่มีความแข็งแกร่งในตลาดเอเชีย ทั้งในแง่โรงงานที่เป็นฐานการผลิต 8 โรงงาน ในลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย รวมทั้งเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมในหลายประเทศ” ปิติ ภิรมย์ภักดี ให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง (ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 6 มีนาคม2556)

เมื่อท่านผู้อ่านพิจารณาแผนภูมิประกอบบทความซึ่งเป็นข้อมูลของ Carlsberg เอง (http://www.carlsberggroup.com) ก็คงข้าใจยุทธศาสตร์ใหม่ของเบียร์สิงห์ได้กระจ่างขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ฐานะผู้นำตลาดเบียร์ในเมืองไทยของเบียร์สิงห์ มีคุณค่าสามารถแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายอันกว้างขวางภูมิภาคของCarlsberg

ตลาดเบียร์ใน AECกำลังโหมโรงกันอย่างคึกคึก   ดูเหมือนเบียร์สิงห์ได้พยายามก้าวขึ้นรถด่วนสายนี้ได้สำเร็จขั้นต้นแล้ว

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ยุทธศาสตร์การปรับตัว ตามแบบฉบับ "แมคโดนัลด์" !!!


ยุทธศาสตร์การปรับตัว ตามแบบฉบับ "แมคโดนัลด์" !!!
คอลัมน์ แยบยล กลยุทธ์ : โดย ผศ. ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3922 (3122)
ภาพ http://www.marketingoops.com
ยุทธศาสตร์การปรับตัว ตามแบบฉบับ "แมคโดนัลด์" !!!       ขึ้นชื่อว่าธุรกิจย่อมมีการปรับตัวไม่จบสิ้นครับ โดยเฉพาะหนึ่งในธุรกิจที่ต้องผจญกับการแข่งขันสูงๆ อย่างธุรกิจฟาสต์ฟู้ด ซึ่งวันนี้มีความพยายามที่จะเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าเป็น ธุรกิจภัตตาคารอาหารจานด่วน หรือ quick service restaurants (QSR) ก็คาดว่าน่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของธุรกิจนี้ดียิ่งขึ้น และไม่ถูกมองเป็นประเภทกินด่วนจังก์ฟู้ดอะไรทำนองนี้ครับ

      เจ้าแห่งกิจการอาหารจานด่วนนี้ เมื่อเอ่ยถึงก็คงร้องอ๋อกันครับ หนีไม่พ้นแมคโดนัลด์พี่เบิ้มในธุรกิจนี้นั่นเอง โดยแมคโดนัลด์ได้ใส่ใจในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของตนเองมาก และสร้างสรรค์กลยุทธ์ใหม่ๆ ขึ้นมามากมายเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของลูกค้าตนให้รู้สึกกับแมคโดนัลด์ดีขึ้น

      และความพยายามดังกล่าวก็ส่งผลดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการจัดอันดับล่าสุด เกี่ยวกับเรื่องมูลค่าของแบรนด์ที่สูงสุดของโลก ซึ่งดำเนินการ โดยบิสซิเนส วีก ปรากฏว่าแมคโดนัลด์ติดอันดับสูง ทีเดียวครับ อยู่ในอันดับ 8 ของโลก เรียกว่าสูงที่สุดในธุรกิจบริการด้านอาหารจานด่วนเลยทีเดียว แถมมูลค่าของแบรนด์ยังสูงขึ้นมากถึง 7% อีกด้วย

      สิ่งที่แมคโดนัลด์ดำเนินการนั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งครับ เนื่องจากสภาวการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยกับธุรกิจของตนเท่าไร ทั้งในเรื่องของประชาชน มีความรู้สึกทางลบมากขึ้นกับอาหารแบบนี้ว่าไม่ดี ต่อสุขภาพ และลูกค้าก็มีความห่วงใยในสุขภาพ ของตนมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายคนปฏิเสธการทานอาหารลักษณะนี้ไปเสียแล้ว แมคโดนัลด์ก็ได้รับ ผลกระทบไปพอท้วมๆ ทีเดียวครับ

      แต่ในช่วงที่ผ่านมาต้องบอกว่าแมคโดนัลด์ปรับ กระบวนยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่พยายามสวนกระแสของผู้บริโภค เพราะรู้ว่าต้านไม่ไหวอยู่แล้วครับ หักลำกลับมามุ่งเน้นให้ตนเองเป็นผู้จำหน่ายอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น มีการปรับเน้นเมนู ให้มีอาหารเพื่อสุขภาพ เพิ่มเมนูที่เป็นผักสดผลไม้ ใส่เข้าไปด้วย และแสดงให้เห็นถึงความชัดเจน ตรวจสอบได้ของซัพพลายเชนว่าที่มาและแหล่ง เพาะปลูกของวัตถุดิบทั้งหมดได้รับการควบคุมคุณภาพอย่างดี และปลอดภัยต่อการบริโภค

      นอกจากนี้ ยังเน้นการสื่อสารกับลูกค้าให้ ทราบถึงคุณประโยชน์เหล่านั้นด้วยว่า หากรับประทานกันในสัดส่วนที่พอเหมาะแล้ว ก็น่าจะมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีกับผู้ทานได้ ไม่จำเป็นว่าต้องอ้วนและไขมันจุกอกเสมอไปครับ

      และได้จัดทำ Nutrition Fact ที่เป็นเอกสาร อ่านง่ายๆ บ่งบอกถึงสารอาหารที่ได้รับในแต่ละประเภทของเมนู ซึ่งมีความหลากหลาย ล่าสุด ที่พบในต่างประเทศนั้นเอกสารเหล่านี้ที่แมคโดนัลด์พยายามสื่อไปยังลูกค้า หน้าปกจะเน้นรูปร่างหน้าตาของผักสดผลไม้สีสันสวยงาม เรียกว่าผักผลไม้ เป็นพระเอกแทนเนื้อสัตว์หน้าตาฉ่ำไปแล้วเรียบร้อยครับ เพื่อให้เข้าเทรนด์ที่ผู้บริโภคห่วงใยใส่ใจในสุขภาพนั่นเอง รวมถึงในหลายสาขาได้มีพื้นที่เล็กๆ จัดสรรให้ลูกค้าเด็กเล็กต่างๆ ได้ทำกิจกรรม ออกเรี่ยวแรงเพื่อใช้พลังงานและเสริมสุขภาพกายให้แข็งแรงขึ้นด้วยครับ

      จากความพยายามหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้ทำไป ทำให้แมคโดนัลด์ได้หวนกลับมาอย่างเต็มภาคภูมิครับ โดยทั้งผลประกอบการและยอดขายต่อร้านล้วนแล้วแต่พุ่งสูงขึ้นทั้งสิ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งพรวดขึ้นถึง 45% ภายใน 12 เดือนที่ผ่านมาครับ

      จุดเด่นของแมคโดนัลด์ก็คือ การมุ่งเน้นในความต้องการเบื้องลึกของลูกค้าอย่างแท้จริง และการตอบสนองลูกค้าในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีความแตกต่างกันด้วย แม้ว่าจะดำเนินการในลักษณะของแฟรนไชส์ ที่จะมีรูปแบบเดียวกันทั้งโลกก็ตาม แต่ก็สามารถปรับทั้งผลิตภัณฑ์ เมนู การบริการ การตกแต่ง ฯลฯ ให้เข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นอย่างกลมกลืนด้วย รวมถึงดึงผู้บริหารและบุคลากรท้องถิ่นเข้ามาร่วมในการดำเนินงาน อย่างมาก โดยอาจกล่าวได้ว่าใน 118 ประเทศที่แมคโดนัลด์รุกเข้าไปเจาะตลาดขณะนี้ก็จะมีถึง 118 รูปแบบในการให้บริการกับลูกค้าทีเดียว

      ที่สำคัญก็คือ รูปแบบการสื่อสารการตลาดขณะนี้เริ่มมีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน โดยจากวิถีชีวิตของลูกค้าที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายขึ้นย่อมต้องการการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าถึงมากที่สุด การสื่อสารแบบเดิมๆ ที่มุ่งใช้สื่อสารมวลชนแบบแมสมีเดีย เช่น พวกโฆษณาประชาสัมพันธ์เดิม อาจไม่เพียงพอเสียแล้ว สิ่งที่แมคโดนัลด์เน้นก็คือ "การสื่อสารแบบสองทางระหว่างกิจการและลูกค้า" มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์และสร้างความตระหนักในแบรนด์ของกิจการด้วย

      อาทิ แคมเปญที่ฮือฮามากๆ คือ Global Casting Call คือการให้ลูกค้าทั่วโลก มีโอกาสในการพิมพ์หน้าของตน อยู่ในแพ็กเกจของแมคโดนัลด์ โดยลูกค้าเหล่านั้นจะต้องส่งรูปถ่ายและบทความย่อๆ เกี่ยวกับตนเองไปยังเว็บไซต์ของแมคโดนัลด์ ซึ่งเมื่อนำเสนอแคมเปญออกไปก็มีคนนับล้านๆ เข้ามาล็อกอินในเว็บ และสมัครเข้าร่วมโครงการหลายหมื่น แมคโดนัลด์ได้คัดเลือกมาแค่ 25 คนเท่านั้น และพิมพ์หน้าในแพ็กเกจของแมคโดนัลด์ซึ่งก็ได้ผลในแง่ของการสร้าง talk of the town และการพูดแบบปากต่อปากอย่างมาก ชื่อของแมคฯเองก็ปรากฏอยู่ในสื่อต่างๆ มากมายหลายสาขาทีเดียว

      อีกทั้งยังมีแคมเปญที่เกี่ยวกับการนำเสนอเว็บไซต์พิเศษให้เด็กๆ เข้าไปมีส่วนร่วมกับกระแสสังคมที่โด่งดังได้ เช่น เมื่อต้นปีเชร็ค 3 กำลังฮือฮาก็ให้เด็กๆ เข้าไปร่วมเล่น จำลองตนเองเข้าไปมีเอี่ยวในเรื่องของเชร็คดังกล่าวได้ด้วย

      แมคโดนัลด์เองก็จะลดการพึ่งพาการใช้สื่อสาธารณะแบบ above the line ลง หันไปเน้น แคมเปญการตลาดแบบสองทางดังที่กล่าวข้างต้นมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความสำคัญนะครับ สื่อแบบแมสมีเดียนั้นยังคงเป็นหลักในการสร้างความตระหนักในระดับมวลชนได้ ดังนั้นในอนาคตต้องมีการวางแผนการสื่อสารกับลูกค้า อย่างครบวงจรในสื่อทุกประเภทพร้อมกัน

      นอกจากนี้ ทิศทางที่เห็นชัดเจนของแมคโดนัลด์ก็คือ การเน้นที่ความรวดเร็ว และความมีประสิทธิภาพ ในการตอบสนองลูกค้าอย่างทันท่วงที ซึ่งสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มีเวลาน้อยลงทุกนาทีครับ โดยยอดออร์เดอร์ที่ผ่านทางการจัดส่งไปยังบ้านหรือออฟฟิศของลูกค้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแต่ในตะวันตกเท่านั้น ประเทศตลาดเกิดใหม่ต่างๆ ก็หนีเทรนด์นี้ไม่พ้นครับ

      ดังสถิติจากหลายประเทศทั้งในละตินอเมริกา เอเชีย-แปซิฟิก ฯลฯ ที่การดิลีเวอรี่นั้นมีบทบาทต่อการสร้างรายรับและกำไรมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าเองก็แฮปปี้ ส่วนกิจการเองก็สามารถลดโสหุ้ยจากการที่ไม่ต้องมีหน้าร้าน และพนักงานมากมาย ไว้คอยบริการอีกต่างหาก คาดว่าแมคโดนัลด์เองก็คงจะ รุกหนักในช่องทางนี้มากขึ้น และน่าจะเป็นอีกหนึ่งขุมทรัพย์สำหรับกิจการดังกล่าวด้วย
คงต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิด ถึงแนวคิดกลยุทธ์ที่น่าสนใจของกิจการระดับโลกรายนี้ครับ


ref:http://www.nidambe11.net